ทลายสวรรค์ กลืนพิภพ

    ตอนที่ 117 ราชาอีกาดำ

    ช่วงเวลานี้รู้สึกตัวอีกทีก็เกือบจะถึงเช้าตรู่แล้ว

    นาฟบิดขี้เกียจทั้งตัวดังลั่นไปด้วยเสียงกร๊อบ

    แม้พลังจะมาถึงระดับ3 เป็นที่เรียบร้อย แต่พละกำลังหรือที่เรียกกันว่าความแข็งแกร่งทางกายภาพของเขายังต้องเพิ่มต่อไปอีก

    เขาไม่ลืมว่าตนเองเรียกใช้ความสามารถได้มากกว่าคนอื่นความแข็งแกร่งด้านกายภาพก็เป็นตัวแปรที่สำคัญที่ใช้รองรับความสามารถที่หลากหลาย

     ในเวลาเดียวกันภายนอกโลกมิติ ณ สถานที่หนึ่ง แถบตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นเมืองรองขึ้นตรงกับเมืองย่อยในเขตเหนือ  ชุมชนในเมืองนี้เป็นชุมชนใหม่ที่อยู่ในโครงขยายพื้นที่ของอาณานิคม

    ผู้คนเริ่มย้ายเข้ามาอยู่อาศัยได้ราวๆ 100 ครัวเรือน ประมาณ 3-4 ร้อยคน

    ส่วนมากคนกลุ่มนี้จะเป็นพลเมืองใหม่กลุ่มใช้แรงงานบ้างก็พึ่งย้ายมาจากแดนนอก

    บ้างก็เป็นพลเมืองเดิมที่อยากย้ายหนีความวุ่นวายออกมาใช้ชีวิตอยู่ตามชานเมือง

     วันนี้ฟ้าค่ำลงแล้ว แต่ท้องฟ้ากลับมืดครึ้มผิดปกติเมฆดำม้วนตัวเคลื่อนมาอย่างรวดเร็ว ประหนึ่งคลื่นมรสุมที่กำลังถาโถมเข้ามายังเมืองที่สงบสุข

    ทุกคนในเมืองต่างสังเกตุเห็นหยุดนิ่งมองฟ้าความรู้สึกกลัวและความไม่แน่นอนแผ่ซ่านไปทั่ว

    ทันใดนั้น พื้นดินเริ่มสะเทือน เบื้องล่างเริ่มมีกลุ่มควันสีดำโพยพุ่งออกมาท่ามกลางเสียงกึกก้องและการแผ่ขยายของรอยแตกที่พื้นดิน

    บนท้องฟ้ามิติถูกเปิดออกพลังงานที่ไม่เคยมีใครสัมผัสมาก่อนพวยพุ่งออกมาอย่างรุนแรง

    จากรอยแตกของมิติ อีกาดำตัวใหญ่ค่อยๆ ปรากฏตัวรูปร่างใหญ่โตและน่าเกรงขาม ปีกสีดำใหญ่โตของมันคลี่ออกมาบดบังท้องฟ้าเป็นเงามืดตลบอบอวล ดวงตาของมันเป็นสีแดงเรืองรอง ดูราวกับเปลวไฟที่ลุกโชนมันกรีดร้องเสียงแหลมสูงที่ทำให้หัวใจของทุกคนในเมืองสั่นสะท้าน

    "นะ นั่นมันอีกายักษ์!"

    เสียงกระซิบของผู้คนเต็มไปด้วยความหวาดกลัวเมื่อมันเหยียบย่างออกมาจากโลกมิติ ความวุ่นวายและความโกลาหลก็เริ่มขึ้น

    ผู้คนวิ่งหนีไปในทิศทางต่างๆ เสียงร้องไห้และเสียงตะโกนดังสนั่นไปทั่วเมือง

    อีกาดำบินสูงขึ้นฟ้าและมองลงมาอย่างเย้ยหยันปีกของมันก่อให้เกิดลมพายุหมุนที่ทรงพลังมันพัดกระจายเศษซากบ้านเรือนและข้าวของไปทั่ว พลังของมันทำให้ต้นไม้ใหญ่ล้มระเนระนาดบ้านเรือนที่พึ่งจะสร้างเสร็จพังทลายไฟลุกไหม้จากการเสียดสีของพลังงานที่มันปลดปล่อยออกมา

    "พวกเจ้าไม่มีทางหนีจากเงื้อมมือข้า!" อีกาดำคำรามเสียงก้องกังวานเป็นภาษามนุษย์

    เสียงนั้นทรงพลังและเต็มไปด้วยความอาฆาตมันกวาดสายตาที่เต็มไปด้วยความชั่วร้ายมองไปรอบๆเพื่อหาผู้ที่กล้าหาญพอจะท้าทายมัน

    ท่ามกลางความวุ่นวาย เจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคง จำนวน 15 คนที่ถูกส่งมาดูแลเมืองนี้ ต่างแยกย้ายประกอบปืนใหญ่พลัง ในแต่ละทิศทางหัวหน้าหน่วยสั่งการผ่านเครื่องส่งสัญญาณ ไม่ลืมที่จะส่งข้อความขอความช่วยเหลือจากหน่วยความมั่นคงใหญ่

    “หัวหน้าเอาไงดีครับ! ข่าวว่า “ราชาอีกาดำ”ตัวนี้หลุดรอดมาจากมิติรกร้าง ทำลายล้างชุมชนใหม่ไปแล้ว 3 แห่งผู้คนตายไปมากกว่าพันคนแล้ว

    “ข้ารู้! และส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือไปแล้วพวกเราต้องถ่วงเวลาเจ้าสัตว์นั่นให้นานที่สุด ถ้าโชคดีอาณานิคมส่งระดับ 7 มาทันพวกเราอาจมีสิทธิ์รอด

    “หา! ว่าไงนะ! ต้องถึงระดับ 7เลยหรือหัวหน้า แล้วเราจะรอดเหรอครับ  พวกเรามีระดับ 3 อยู่สามคน ส่วนหัวหน้าอยู่ระดับ 4

    ชายที่เป็นหัวหน้าหน่วยไม่ได้ตอบอะไร เพราะสายตาเริ่มแข็งค้างหน้าตาซีดเผือด ร่างกายตั้งตรง จากกลุ่มหมอกดำที่เริ่มคลอบคลุมไปทั่วทั้งเมืองไม่นานผู้คนทั้งหมดก็เริ่มแข็งค้าง เหมือนต้องมนต์สะกด 

    เสมือนร่างกายที่ไร้วิญญาณ ดวงตาที่เหม่อลอย ร่างกายค่อยๆ ซูบผอมพลังชีวิตถูกสูบออกไปทีละน้อย

    ชาวชุมชนไม่ว่าจะเป็น เด็ก ผู้หญิง คนชรา เริ่มทรุดกายสิ้นใจไปทีละคน

    ราชาอีกาดำแผ่ปีกและส่งเสียงกรีดร้องก้องฟ้า

    “วิซซ!” เสียงร้องที่แหลมสูง เสียดแทงเข้าโสตประสาท

    ผู้คนทยอยล้มตาย เสียงโอดครวญร่ำร้องขอความช่วยเหลือระงมออกมาทั่วทุกพื้นที่

    หัวหน้าหน่วยที่เหม่อมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่แม้แต่จะช่วยอะไรได้เลยลำพังแค่จะขยับร่างกายก็ยังทำไม่ได้มองเห็นลูกน้องแต่ละคนเริ่มทรุดกายลงไปกองกับพื้นทีละคน

    พลังชีวิตของคนตายแต่ละคน กลายเป็นละอองฝุ่นที่ถูกอีกาดำคอยดูดกลืนอยู่ตลอดเวลา สภาพศพหลงเหลือเพียงเสื้อผ้าที่ห่มกายเท่านั้น

    “เอ๊ะ!”

    อีกาดำหันมองไปทิศทางหนึ่ง แล้วก้มหน้าหัวเราะ 

    “ฮ่าๆ น่ารำคาญพวกนี้จริงๆ รอให้ข้าฟื้นพลังมากกว่านี้ก่อนเถอะ!

    อยู่ๆ อีกายักษ์ ก็กลับกลายเป็นควันสีดำ ค่อยๆ จางหายไปจากฟากฟ้า  หลงเหลือเพียงผู้คนที่ล้มตายไปเป็นจำนวนมากเสียร้องเสียใจเต็มไปทุกพื้นที่

    ไม่นาน เกิดรอยแยกมิติ แตกตัวออกมาจากอากาศ ปรากฏคนพุ่งผ่านออกมา 5 คนแต่ละคนล้วนสวมหน้ากากมีสร้อยรูปพระจันทร์เสี้ยวอยู่ที่คอส่งมวลพลังที่หนาแน่นทรงพลังออกมา ไม่รอช้าแต่ละคนพุ่งผ่านสำรวจไปทั่วทั้งพื้นที่อย่างรวดเร็ว

    และในเวลาเดียวกัน รอยแยกมิติอีกรอย ก็แตกตัวออกมา

    ปรากฏกลุ่มเจ้าหน้าที่ความมั่นคงทะยานออกมาประมาณ 20 คน เร่งเข้าหาพลเมืองที่บาดเจ็บล้มตายเป็นการด่วน

    ในที่สุดชายสวมหน้ากากคนหนึ่ง กับชายจากหน่วยความมั่งคงก็มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าหัวหน้าหน่วยที่ดูแลเมืองนี้ที่ทรุดกายชันเข่า หอบหายใจยาวเหมือนพึ่งฟื้นตื่นจากความตาย

    เหลียวมองชายทั้งสองเบื้องหน้า   “ลูกน้องข้าเป็นยังไงบ้าง!พยายามเอามือยันพื้นฝืนตัวลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเลแล้วเหลียวมองไปรอบๆ   “ตายหมดเลยเหรอนี่!