เมื่อสิ้นเสียงแจ้งเตือนจากระบบพลังของการเสริมพลังย่อยระดับเจ็ดก็ระเบิดอานุภาพออกมาอย่างเต็มที่
พลังยาที่เคยพุ่งพล่านคลุ้มคลั่งอยู่ในร่างของไป๋ฉางเซิงพลันมีที่ไปพวกมันเริ่มไหลมารวมกันที่กระเพาะของเขาในทันที
ทว่าหลังจากพลังยาเข้าสู่กระเพาะกลับคล้ายกับตกลงไปในหลุมดำที่ไร้ก้นบึ้งเพราะมันหายวับไปกับตา
ไป๋ฉางเซิงชะงักไปครู่หนึ่งแต่เมื่อเหลือบไปเห็นคำอธิบายของทักษะเสริมพลังการย่อยเขาก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
[เสริมพลังการย่อย Lv.7: พัฒนาขีดความสามารถในการย่อยอาหารในระดับลึกและสามารถกักเก็บพลังเลือดได้ในปริมาณหนึ่ง]
[ขีดจำกัดการกักเก็บปัจจุบัน: 257/1000]
ขีดจำกัดกักเก็บอยู่ที่หนึ่งพันงั้นเหรอ?
เมื่อมองดูคำอธิบายใหม่ในสายวิวัฒนาการไป๋ฉางเซิงก็เริ่มคาดเดาในใจ
หลังจากเสริมพลังการย่อยเลื่อนสู่ระดับเจ็ดมันได้เพิ่มฟังก์ชันที่คล้ายกับแบตสำรองขึ้นมาทำให้เขาไม่จำเป็นต้องกินอาหารตามเวลาเป๊ะๆ อีกต่อไป
จากการคำนวณคร่าวๆไป๋ฉางเซิงพบว่าขีดจำกัดค่าพลังเลือดที่เขาสามารถย่อยได้ในแต่ละวันตอนนี้อยู่ที่ประมาณหนึ่งร้อยจุด
นั่นหมายความว่าการกินจนอิ่มเพียงมื้อเดียวจะเพียงพอต่อความต้องการในการย่อยถึงสิบวัน
ไม่เพียงเท่านั้นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการเพิ่มขึ้นของค่าพลังเลือดวันละหนึ่งร้อยจุดทำให้เกณฑ์หนึ่งล้านหน่วยเพื่อก้าวสู่ระดับราชาอสูรดูไม่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป
มันใช้เวลาเพียงหนึ่งหมื่นวันหรือยี่สิบเจ็ดปีนิดๆ เท่านั้น!
จากตอนแรกที่ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งหมื่นปีมาตอนนี้เหลือเพียงยี่สิบเจ็ดปีก็สามารถกลายเป็นราชาอสูรได้ความเร็วในการเพิ่มพลังเลือดของไป๋ฉางเซิงพุ่งทะยานขึ้นไม่รู้กี่เท่าตัว
ถือเป็นเป้าหมายที่ทำให้เห็นแสงสว่างในชั่วชีวิตนี้จริงๆ!
เมื่อมองดูแถบความคืบหน้าหลังทักษะเสริมพลังการย่อยที่ยังขาดอีกมากไป๋ฉางเซิงก็ทำหน้าด้านอ้าปากขอจากคณบดีเฉียนอีกครั้ง
“ยังจะกินอีกเหรอ?”
คราวนี้แม้แต่คณบดีเฉียนก็ยังต้องตกตะลึง
ไม่ใช่เพราะทึ่งในพรสวรรค์ของไป๋ฉางเซิงแต่แปลกใจที่เจ้าหมอนี่มันช่างตะกละเหลือเกิน
อย่าดูถูกว่ายาเลือดพยัคฆ์นี้มีขนาดแค่หัวแม่มือเพราะพลังงานที่บรรจุอยู่ภายในนั้นเพียงพอที่จะทำให้สัตว์อสูรระดับแม่ทัพอสูรระดับต้นทั่วไปอยู่ได้เป็นเดือนโดยไม่ต้องกินอะไรเลย!
แต่ตอนนี้ยาเลือดพยัคฆ์ที่อัดแน่นไปด้วยพลังงานเลือดมหาศาลกลับถูกไป๋ฉางเซิงเขมือบลงท้องไปรวดเดียวสามเม็ดแถมยังมีท่าทางเหมือนยังไม่อิ่มอีก?
เขารู้ดีว่างูนั้นกระเพาะใหญ่ไม่อย่างนั้นคงไม่มีสำนวนที่ว่า ‘งูโลภกลืนช้าง’
แต่แบบนี้มันจะไม่ใหญ่เกินไปหน่อยเหรอ?
คณบดีเฉียนหันไปมองเจียงจืออวี๋ก็พบว่าเธอกำลังทำหน้าเหวออยู่เช่นกันไม่ต่างจากเขาที่นึกไม่ถึงว่าไป๋ฉางเซิงจะกินยาเลือดพยัคฆ์เข้าไปตั้งมากมายแล้วยังไปต่อได้อีก
ทว่าเจียงจืออวี๋กลับสัมผัสได้อย่างชัดเจนผ่านพันธสัญญาวิญญาณว่าทางฝั่งไป๋ฉางเซิงกำลังส่งความรู้สึกโหยหาออกมาจริงๆ
หลังจากครุ่นคิดเจียงจืออวี๋จึงเอ่ยขึ้นว่า “เสี่ยวไป๋มีความคิดอ่านเป็นของตัวเองค่ะ”
ในเมื่อเจียงจืออวี๋ยืนยันเช่นนั้นคณบดีเฉียนก็ไม่ขัดข้อง
เขาก็อยากรู้เหมือนกันว่าขีดจำกัดของไป๋ฉางเซิงจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน
เม็ดที่สี่...เม็ดที่ห้า...
จนกระทั่งเม็ดที่หกถูกไป๋ฉางเซิงกลืนลงท้องไปทั้งคณบดีเฉียนและเจียงจืออวี๋ต่างก็เก็บงำความตื่นตะลึงในใจไว้ไม่อยู่แล้ว
ยาเลือดพยัคฆ์หกเม็ด!
เกรงว่าซวนหนีหยกทมิฬระดับราชาอสูรถ้าได้กินจนพุงกางก็น่าจะกินได้ประมาณนี้แหละ
ระดับราชาอสูรกินเท่านี้ถือเป็นเรื่องปกติแต่การที่ทหารอสูรระดับสามอย่างไป๋ฉางเซิงกินเข้าไปขนาดนี้มันออกจะเกินจริงไปมากทีเดียว
แต่ยังดีที่หลังจากยาเม็ดที่หกลงท้องไปไป๋ฉางเซิงก็ยอมหยุดเสียที
และค่าพลังเลือดของเขาก็พุ่งไปแตะที่สามพันแปดร้อยจุดได้สำเร็จ!
เสริมพลังการย่อยระดับเจ็ดสามารถกักเก็บสิ่งที่กลืนกินเข้าไปได้แต่มันไม่ได้เปลี่ยนเป็นค่าพลังเลือดในทันที หากไม่มีอะไรผิดพลาดพลังเลือดเหล่านี้จะได้มาตามกระบวนการย่อยที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
ทว่าแต้มวิวัฒนาการนั้นได้มาในทันที
ยาเลือดพยัคฆ์หกเม็ดมอบแต้มวิวัฒนาการให้เขาถึงหนึ่งพันแปดร้อยแต้ม
เมื่อรวมกับของเดิมที่เหลืออยู่สามร้อยกว่าแต้มต่อให้เขาจะเลื่อนระดับเสริมพลังการย่อยรวดเดียวสองระดับไปแล้วไป๋ฉางเซิงก็ยังเหลือแต้มสะสมอยู่อีกตั้งหนึ่งพันสองร้อยกว่าแต้ม
นานๆทีจะได้รวยแบบไม่ทันตั้งตัวไป๋ฉางเซิงจึงไม่ลังเลที่จะเลื่อนระดับเสริมพลังการย่อยขึ้นไปอีกระดับ
หากไม่มีอะไรผิดพลาดเสริมพลังการย่อยระดับแปดจะช่วยให้เขากักเก็บพลังเลือดได้มากขึ้นซึ่งนั่นหมายความว่าเขาจะสามารถรีดไถทรัพยากรจากคณบดีเฉียนได้อีกระลอกใหญ่
ทว่าในขณะที่ไป๋ฉางเซิงกำลังฝันหวานถึงความ‘รวยทางลัด’ เสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังขัดจังหวะขึ้นมา
[เสริมพลังการย่อยถึงขีดจำกัดสูงสุดของระดับปัจจุบันแล้วโปรดให้โฮสต์รีบยกระดับความแข็งแกร่งสู่ระดับแม่ทัพอสูรโดยเร็ว]
มีแต้มวิวัฒนาการหนึ่งพันสองร้อยแต้มแต่ไม่มีที่ให้ใช้ความรู้สึกนี้มันช่าง...
เมื่อก่อนต้องการแต้มแทบตายแต่หาแสนยาก
ตอนนี้มีแต้มอยู่เต็มมือแต่ระบบดันไม่ยอมให้ใช้
เขากวาดสายตามองลงไปข้างล่างจนไปหยุดอยู่ที่ช่องเลือดมังกร
เสริมพลังการย่อยและเลือดมังกรต่างก็เป็นสองสาขาหลักที่ไป๋ฉางเซิงจำเป็นต้องเลื่อนระดับ ในเมื่อเป็นสาย ‘ฟาร์มทรัพยากร’ อย่างทักษะเสริมพลังการย่อยยังเพิ่มระดับไม่ได้การเลื่อนระดับเลือดมังกรก็เป็นตัวเลือกที่ดีไม่แพ้กัน
อย่างไรเสียกว่าระดับพลังจะเลื่อนระดับก็ยังเหลือทางอีกยาวไกล ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนในตอนนี้
เมื่อคิดได้ดังนั้นไป๋ฉางเซิงจึงกระตุ้นเจตจำนงในใจทันที
[หักแต้มวิวัฒนาการ 1,000 แต้มเลื่อนระดับสาขาสายวิวัฒนาการ: เลือดมังกร]
[แต้มวิวัฒนาการที่ต้องใช้ในการเลื่อนระดับเลือดมังกรครั้งต่อไป: 3,000]
[เลือดมังกร Lv.2: ความเข้มข้นของสายเลือดมังกรในร่างกายเพิ่มขึ้นในระดับหนึ่งโอกาสในการกลายร่างเป็นมังกรเพิ่มขึ้นอีกระดับ]
สิ้นเสียงแจ้งเตือนระบบไป๋ฉางเซิงพลันรู้สึกร้อนวูบไปทั้งตัว
ราวกับมีกองเพลิงลุกโชนขึ้นภายในร่างมันไหลเวียนไปตามกระแสเลือดและแผ่กระจายไปทั่วทุกส่วนของร่างกาย
ในชั่วพริบตานั้นไป๋ฉางเซิงสัมผัสได้ว่าเกล็ดงูทั่วร่างของเขาเริ่มคลายตัวลงภายใต้การแผดเผาของความร้อนนี้
เพียงแค่เขาขยับตัวเบาๆเกล็ดจำนวนมากก็เริ่มหลุดลอกออกมา
และภายใต้เกล็ดเดิมที่หลุดไปคือเกล็ดงูใหม่ที่ดูอ่อนเยาว์และผุดผ่อง
“นี่มัน!”
เมื่อคณบดีเฉียนเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับไป๋ฉางเซิงรูม่านตาของเขาก็หดเล็กลงพลางอุทานด้วยความแปลกใจ “ผลัดเกล็ดเหรอ?”
“กลิ่นอายเลือดมังกร!”
“กลิ่นอายเลือดมังกรในตัวเจ้าตัวเล็กนี่เข้มข้นขึ้น!”
เจียงจืออวี๋ไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นแต่เธอสัมผัสได้ว่าภายในตัวเสี่ยวไป๋ต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นแน่นอน
คณบดีเฉียนสังเกตเห็นความสงสัยในดวงตาของเจียงจืออวี๋เขาจึงหยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มอธิบาย
“แม้จะไม่รู้ว่าเพราะอะไรแต่ความเข้มข้นของเลือดมังกรในตัวเจ้าตัวเล็กนี่เพิ่มขึ้นกะทันหันจนบรรลุเข้าสู่ระดับที่สองแล้ว!”
“ลักษณะเฉพาะที่เป็นมังกรในตัวมันจะแสดงออกมาเด่นชัดขึ้น ขณะเดียวกันพรสวรรค์และศักยภาพของมันก็จะถูกยกระดับขึ้นไปอีก”
“เกล็ดงูที่งอกออกมาใหม่พวกนี้แหละ คือสัญลักษณ์ของเลือดมังกรระดับที่สอง!”
“มองดูดีๆ สิ เธอควรจะมองเห็นเส้นสีทองจางๆ พาดอยู่ที่หลังของมัน!”
“นั่นคือเส้นเอ็นมังกร!”
“เมื่อความเข้มข้นของเลือดมังกรถึงระดับที่สี่เส้นเอ็นมังกรจะก่อรูปอย่างสมบูรณ์ ถึงตอนนั้นขีดจำกัดการเติบโตของมันจะถูกยกระดับไปถึงระดับราชาอสูรโดยตรง!”
“ซวนหนีหยกทมิฬของฉัน ก็มีเลือดมังกรระดับที่สี่เหมือนกัน”
คณบดีเฉียนคลุกคลีและวิจัยเรื่องเลือดมังกรมาทั้งชีวิตย่อมเข้าใจดีว่าอาการของไป๋ฉางเซิงในตอนนี้หมายถึงอะไร
“ตอนแรกฉันนึกว่าต้องรอจนกว่ากระบวนการทั้งหมดจะเสร็จสิ้นเสียก่อนความเข้มข้นของเลือดมังกรในตัวเจ้าตัวเล็กนี่ถึงจะเพิ่มขึ้น”
“นึกไม่ถึงจริงๆ ว่ามันจะสามารถสกัดเลือดมังกรให้บริสุทธิ์ได้ด้วยตัวเอง!”
“ที่มันเขมือบยาเลือดพยัคฆ์เข้าไปตั้งมากมายเมื่อกี้คงเพื่อสะสมพลังเลือดที่จำเป็นต่อการวิวัฒนาการเลือดมังกรสินะ”
“ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยมมาก!”
หลังจากเอ่ยปากชมรัวๆถึงสามครั้ง สายตาที่คณบดีเฉียนมองไป๋ฉางเซิงก็ยิ่งเต็มไปด้วยความปลาบปลื้ม
“ขอเพียงขั้นตอนต่อจากนี้ไม่มีอะไรผิดพลาดความเข้มข้นของเลือดมังกรในตัวเจ้าตัวเล็กก็น่าจะพุ่งไปถึงระดับที่สามได้!”
“ถ้าเป็นแบบนั้นจริงมันก็จะมีศักยภาพเพียงพอที่จะกลายเป็นสัตว์อสูรระดับจ้าวอสูรได้เลย!”