เอวาเปิดอีเมล์ขึ้นมาดูพร้อมกับสั่งพิมพ์เอกสารแนบที่มากับอีเมล์ด้วยเมื่อได้มาแล้วเธอก็นำเอกสารทั้งหมดมาเย็บรวมกันก่อนยื่นให้นาชาญฉบับหนึ่งเขารับมาเปิดอ่านพลางตรวจดูรูปถ่ายแต่ละหน้าโดยละเอียดในขณะที่เอวาเปิดอ่านเอกสารในมือไปพร้อมกันนาชาญมองดูรายงานของผู้ตายทั้งสองรายพลางอ่านออกเสียง
“ผู้ตายทั้งสองรายเป็คนในครอบครัวเดียวกันลักษณะของศพคนที่เป็ลุงกับพ่อเหมือนกันคือมีร่องรอยฟกช้ำตามตัวและพบดินจำนวนมากเต็มปอดของผู้ตายทั้งที่ผู้ตายไม่ได้ออกจากห้องนอนเลยั้แ่ล้มป่วยมีผลเอ็กซเรย์ปอดแนบมาด้วย” นาชาญย่นคิ้วพลิกเอกสารอ่าน“แพทย์ที่ทำการรักษาระบุสาเหตุการตายไว้ว่ามีดินเต็มปอดทำให้ขาดอากาศหายใจจนเสียชีวิตแต่ฉันรู้สึกว่าสภาพศพเหมือนอยู่ใกล้บริเวณที่มีดินเยอะหรือไม่ก็ถูกฝังมา”
“เื่เกิดขึ้นที่หมู่บ้านจัดสรรใกล้เวียงกุมกามจังหวัดเชียงใหม่ไม่เห็นเคยได้ยินข่าวว่ามีการก่อสร้างอะไรหนักๆ แถวนั้นนะ”เอวากล่าวพลางใช้ความคิด “หลังจากผู้ตายทั้งสองตายไปแล้วคนที่ล้มป่วยคนล่าสุดคือนายทะนงที่เป็ลูกชายคนโตของบ้านบ้านนี้เหลือแค่คุณมิ่งมั่นที่เป็แม่คุณทะนงที่เป็ลูกชายคนโตและคุณเทิดที่เป็ลูกชายคนรอง”
“เกิดเฉพาะกับคนที่เป็เพศชายบ้านนี้งั้นหรือฟังดูเข้าเค้าว่าจะเป็เื่เหนือธรรมชาติ”
“เื่นี้ไม่มีคนร้ายมันเป็แค่การป่วยตายก็เลยไม่มีตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้อง”เอวาหยุดสายตาลงที่ย่อหน้าหนึ่งในหน้าเอกสาร“คุณมิ่งมั่นเล่าว่าพวกเขาตายหลังเที่ยงคืนไปแล้ว ก่อนพวกเขาตายประตูห้องจะถูกล็อกเปิดไม่ได้ได้ยินแต่เสียงพวกเขาขานรับเสียงเรียกของผู้หญิงคนหนึ่งจากนั้นถึงจะเปิดประตูเข้าไปได้แล้วก็พบว่าไม่หายใจแล้ว”
“เสียงเรียกตอนกลางคืนอย่างนั้นหรือ”นาชาญกล่าวย้ำเหมือนกำลังทบทวนข้อมูลในหัว“สงสัยต้องรอลงพื้นที่จริงเสียแล้วล่ะมั้ง”
“มูลนิธิให้เตรียมตัวไปที่จังหวัดเชียงใหม่วันพรุ่งนี้นายเตรียมหรือยัง ต้องเขียนใบแจ้งทำงานข้ามจังหวัดด้วยนะ”
“ยังเลยเห็นว่าให้พักโรงแรมใกล้เวียงกุมกามใช่มั้ย”
“ใช่จองแยกห้องเหมือนเดิม” เอวากวาดสายตามองดูรายละเอียดคร่าวๆจากอีเมล์ที่ฝ่ายบุคคลส่งมาให้ “เราคงต้องไปเจอกันที่สนามบินตอนเก้าโมงเช้าเลยไม่ต้องเข้าออฟฟิศ”
“ฉันขับรถไปรับเธอไปด้วยกันดีกว่ายังไงก็ต้องจอดรถทิ้งไว้ที่สนามบินอยู่แล้ว”นาชาญกล่าวแต่สายตายังอยู่บนกระดาษเอกสาร“ฉันอยากไปเจอคุณทะนงคนนี้ให้ทันก่อนจะเกิดอะไรขึ้น”
“อย่าพูดให้ขนหัวลุกได้มั้ยแค่เื่พญานาคฉันก็จะแย่แล้ว ถ้าเื่นี้เป็ฝีมือผีอีกจริงๆ ไม่รู้ว่าฉันจะรับได้แค่ไหนนะ”
“รับได้แค่ไหนก็แค่นั้นแหละลองไปดูสถานที่จริงก่อนค่อยว่ากัน”
นาชาญกับเอวาอยู่ในชุดเครื่องแบบมูลนิธิขึ้นเครื่องบินจากกรุงเทพมาเชียงใหม่ใช้เวลาราวหนึ่งชั่วโมงสิบห้านาทีวันนี้ไม่มีเมฆฝนให้เห็นราวกับเป็คนละฤดูกาลกับอาทิตย์ที่แล้วในระหว่างเดินมุ่งหน้ามายังประตูทางออกของท่าอากาศยานนาชาญโทรหาบริษัทรถเช่าในขณะที่เอวาช่วยเข็นกระเป๋าเดินทางเธอมองดูสองข้างทางเดินในท่าอากาศยานที่เต็มไปด้วยบริษัทให้เช่ารถร้านกาแฟและร้านอาหารต่างๆซึ่งยังไม่มีคนแน่นขนัดมากนักอาจเป็เพราะวันนี้เป็วันธรรมดาไม่ใช่่ท่องเที่ยวและตอนนี้พึ่งจะสิบเอ็ดโมงเองด้วย
แสงแดดเจิดจ้าทั้งที่ในอากาศยังมีความชื้นจากพายุฝนตลอดอาทิตย์ที่แล้วทำให้อากาศภายนอกสนามบินเชียงใหม่ร้อนอบอ้าวเมื่อเทียบกับความเย็นจากเครื่องปรับอากาศภายในที่พวกเขาพึ่งเดินออกมาเอวาที่นั่งสัปหงกอยู่บนเบาะนั่งข้างๆ นาชาญตลอดเวลาแอบบิดี้เีนิดหนึ่งทำให้นาชาญรู้สึกสงสัยเพราะเอวาไม่เคยง่วงนอนเวลาขึ้นเครื่องบินเลยครั้งนี้นับเป็ครั้งแรก
“เมื่อคืนไม่ได้นอนหรือ”นาชาญเอ่ยถามอย่างสงสัยดึงความสนใจของเอวามาที่เขาได้
“ใช่ฝันแปลกๆ อีกแล้วน่ะสิ” เธอกล่าวก่อนจะเปลี่ยนท่ามายืนตัวตรง“อาทิตย์ที่แล้วพายุเข้าฝนตกจนถึงวันศุกร์เลย แต่มาวันนี้กลับแดดออกจ้าแถมฉันยังฝันถึงพญานาคเหมือนเดิมอีก หลอนสุดๆ ”
“ฝันถึงพญานาคตนเดิมหรือเปล่า”
“ใครจะไปดูออกว่าตนเดิมหรือเปล่าหน้าก็เหมือนๆ กันหมด ฟ้าฝนก็ดันเป็ใจพิลึก” เธอยกมือปิดปากพลางหาวเบาๆ “แล้วเรามาถึงไหนกันแล้วนี่”
นาชาญกวาดสายตาไปทั่วลานจอดรถของสนามบินจึงได้พบกับรถห้าประตูสีเทาคันหนึ่งวิ่งตรงเข้ามาจอดตรงหน้าทั้งคู่คนขับเดินลงจากรถก่อนยื่นกุญแจให้นาชาญแล้วกล่าวกับเขา
“อาทิตย์หน้าผมจะมารอรับรถที่นี่นะครับคุณชำระค่าใช้จ่ายที่เหลือผ่านคิวอาร์โค้ดหรือเงินสดก็ได้ครับ”
“ได้ครับขอบคุณ”
นาชาญตอบแล้วจึงเข็นกระเป๋าไปเก็บหลังรถพร้อมกับเอวาในขณะที่เ้าของรถเช่าเดินหายไปทางหนึ่งนาชาญเดินมาขึ้นที่นั่งคนขับติดเครื่องยนตร์รอเอวาซึ่งกำลังปิดประตูรถก่อนที่จะขับรถออกจากท่าอากาศยานไป
“แล้วโรงแรมที่ให้ไปพักล่ะ”เอวากล่าวถามขึ้นก่อน
“อยู่ใกล้ๆหมู่บ้านจัดสรร เช็คอินได้บ่ายสองเป็ต้นไปเพราะงั้นเราเข้าไปดูหมู่บ้านจัดสรรก่อน”
“เมื่อวานฉันโทรไปที่บ้านของคุณทะนงแล้วเห็นว่าสะดวกให้เข้าไปได้”
“งั้นเราขับรถเข้าไปจอดหน้าบ้านเขาคงได้นะ”นาชาญกล่าวพลางขับรถมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านจัดสรรดังกล่าวซึ่งดูจากแผนที่จีพีเอสแล้วใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมง
เอวามองดูทิวทัศน์ที่ยังมีต้นไม้และทุ่งหญ้าสีเขียวสลับกับบ้านเรือนสองชั้นของชาวบ้านขนาบสองข้างทางถนนค่อนข้างเรียบทำให้เธอเกือบจะง่วงนอนอีกครั้งจึงต้องชวนนาชาญคุย
“เราไปแต่เช้าแบบนี้จะได้เห็นอะไรมั้ย”
“หมายถึงผีน่ะหรือเธออยากเห็นงั้นสิ”
“เปล่าก็ในรายงานบอกว่าผู้ตายตายหลังเที่ยงคืน ฉันก็เลยสงสัย”
“เราไปดูอาการของเขาก่อนแล้วตอนกลางคืนค่อยแวะเข้าไปอีกที”นาชาญกล่าวพลางเลี้ยวรถเข้ามาในหมู่บ้านจัดสรร
“แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเป็หลังไหน…” เอวานึกได้แต่ก็เงียบเสียงลงเมื่อเห็นนาชาญขับรถมาถึงยังบ้านของผู้ป่วยรายล่าสุดได้ถูกต้องเขาหันมามองเธอที่ยังนั่งแปลกใจอยู่
“ก็บอกว่าฉันมีวิชาหมอผีอยู่บ้าง”นาชาญหัวเราะออกมา “ซะที่ไหนเล่า ในรายงานก็มีบอกอยู่ว่าบ้านเลขที่อะไร”
“งั้นหรือปกติก็ไม่มีใครขับเข้ามาเจอได้ง่ายๆ แบบนี้หรอก”เอวาบ่นพึมพำก่อนจะลงจากรถพร้อมนาชาญแล้วเดินไปหยิบร่มท้ายรถมากางออกกันแดดยามสายที่ร้อนระอุ
บ้านของผู้ป่วยคนนี้เป็บ้านสองชั้นแบบยี่สิบห้าตารางวาซึ่งเห็นได้ทั่วๆไปในหมู่บ้านจัดสรร ทั้งคู่กดกริ่งก่อนยืนรออยู่หน้าประตูรั้ว สักครู่ใหญ่ๆ จึงมีชายร่างท้วมวัยกลางคนเดินออกมาเปิดประตูรั้วแล้วเดินนำทั้งคู่เข้าไปภายในบ้านนาชาญสังเกตรอบๆบ้านจึงเห็นบางจุดจัดเรียงของอย่างเป็ระเบียบแต่บางจุดก็วางของระเกะระกะรกหูรกตา
ชายร่างท้วมนำทางทั้งคู่เข้าไปในห้องเล็กห้องหนึ่งใกล้กับประตูระเบียงห้องนี้ดูเหมือนพึ่งจัดให้เป็ห้องนอนเพราะวางเพียงฟูกที่นอนไว้มุมหนึ่งนอกจากโต๊ะเล็กข้างๆ หน้าต่างกับชั้นวางของเตี้ยๆ ก็แทบไม่มีเฟอร์นิเจอร์อะไรเลยข้าวของเครื่องใช้ที่วางอยู่ในห้องก็เป็เพียงกางเกงผูกเชือกผ้าขนหนูกับเสื้อที่ใส่ติดกระดุมง่ายๆ เมื่อเดินเข้าใกล้ฟูกที่นอนจึงมองเห็นชายร่างผอมผมยังเป็สีดำขลับนอนห่มผ้าอยู่บนนั้นได้ถนัดตาเขาไอเป็ระยะและมีท่าทีทรมานเนื่องจากหายใจติดขัดนอกจากนี้เสียงหายใจยังแ่เบาจนแทบไม่ได้ยิน
“เขาชื่อทะนงเป็พี่ชายผมเอง”ชายร่างท้วมที่นำทางทั้งคู่เข้ามาในบ้านกล่าวขึ้น “วันนี้แม่ออกไปทำงานผมกับแม่ต้องสลับกันไปเฝ้าร้านอาหารเพราะไม่มีคนดูแลพี่”
“คุณคงเป็คุณเทิดสินะคะ”เอวากล่าว “เมื่อวานฉันโทรมา คุณเป็คนรับสายใช่มั้ยคะ”
“ใช่ครับที่จริงครอบครัวเรามีห้าคน ลุง พ่อ แม่ พี่ทะนงแล้วก็ผมแต่หลังจากลุงตายพ่อก็ป่วยตายแบบเดียวกับลุง เื่นี้ผมแจ้งทางมูลนิธิไปแล้วครับ”
“แล้วพี่ชายคุณเป็แบบนี้ั้แ่เมื่อไรครับ”นาชาญกล่าวพลางลอบสังเกตท่าทางของทะนงที่นอนอยู่บนฟูกเขาคงเป็แค่คนธรรมดาที่มีสีหน้าอิดโรยแทบหมดแรงได้ทุกเมื่อหากั์ตาสีดำของนาชาญไม่สะท้อนให้เห็นไอสีดำที่แผ่อยู่รอบๆร่างกายของทะนง
“เขาเป็แบบนี้มาหกวันแล้วหลังจากพ่อเสียไปพอพ่อเสียวันรุ่งขึ้นพี่ทะนงก็ล้มป่วยมีรอยฟกช้ำขึ้นทั้งตัววันต่อมาก็เริ่มบ่นว่าหายใจไม่ค่อยออกพอไปหาหมอเอ็กซเรย์ก็พบว่ามีดินอยู่ในปอดเต็มไปหมดขนาดอยู่แต่ในโรงพยาบาลอาการก็ยังแย่ลงเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าดินมาจากไหนสุดท้ายก็ต้องพากลับมาดูแลเองที่บ้านเพราะสู้ค่าใช้จ่ายไม่ไหว”
“แล้วคนที่เริ่มเป็คนแรกคือคุณลุงหรือคะ”เอวาเอ่ยถามขึ้นบ้าง
“ใช่ครับ”เทิดสีหน้าสลดลง“ั้แ่ย้ายมาอยู่ที่นี่คุณลุงก็เริ่มล้มป่วยอาการเหมือนพี่ทะนงเลยลุงล้มป่วยอยู่ประมาณห้าหกวัน วันสุดท้ายหลังเที่ยงคืนเขาก็เสียครับคุณพ่อก็ใกล้เคียงกัน”
“คุณย้ายมาอยู่ที่นี่เมื่อไรครับ”
“ประมาณครึ่งเดือนเองครับตอนแรกเราอยู่กรุงเทพแต่ย้ายมาเพราะสู้ค่าครองชีพไม่ไหวไม่คิดเลยว่าจะมาเจอแบบนี้” เทิดส่ายหน้านึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น“แล้วทำไมถึงมีแต่ครอบครัวเราที่เป็ คนอื่นไม่เห็นมีใครเป็อะไรเลย”
“แล้วทำไมถึงส่งคำร้องมาทางมูลนิธิล่ะคะคุณสงสัยเื่อะไรอยู่หรือเปล่า”
“ผมสงสัยว่าเป็เื่เหนือธรรมชาติหรือว่ามีใครคิดทำร้ายครอบครัวเราอยู่หรือเปล่าน่ะครับได้ยินว่ามูลนิธิศึกษาเื่เหนือธรรมชาติกับพวกคติความเชื่อเพื่อการค้นคว้าวิจัยผมก็เลยอยากให้ช่วยตรวจสอบว่าเื่ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของผมมันเป็มายังไงกันแน่น่ะครับ”
นาชาญเลิกคิ้วไม่แน่ใจคำตอบอยู่เหมือนกันเขากล่าวถาม“แต่คุณมีหลักฐานทางการแพทย์พิสูจน์ว่าในปอดของลุงกับพ่อของคุณเต็มไปด้วยดินใช่มั้ยล่ะถ้าก่อนหน้านั้นพวกเขาไม่ได้ไปทำอะไรใกล้กับสถานที่ก่อสร้างหรือขุดดินจนสูดเอาผงดินเข้าไปจำนวนมากก็เป็ไปไม่ได้ที่จะถูกใครทำร้าย”
“เื่นั้นมีหลักฐานจริงๆแต่พ่อกับลุงของผมเปิดร้านอาหารไม่ได้เข้าใกล้ที่แบบนั้นแน่ๆ ครับ”น้ำเสียงของเทิดเริ่มบ่งบอกว่าหวาดกลัว “ช่วยด้วยเถอะครับถ้าพี่ตายไปรายต่อไปก็คือผม ผมก็กลัวเหมือนกัน”
“ครอบครัวของคุณไม่ได้มีโรคทางพันธุกรรมแปลกๆใช่มั้ย เกี่ยวกับระบบหายใจหรืออวัยวะภายในผิดปกติ”
“ไม่มีครับตอนอยู่กรุงเทพเราก็ไม่เป็อะไร อยู่ๆ โรคจะมากำเริบตอนมาเชียงใหม่หรือไงครับ”
นาชาญเม้มปากอย่างหนักใจเหมือนมีเบาะแสบางอย่างขาดหายไปก่อนกล่าวกับเทิด“งั้นขอเวลาพวกเราสักหน่อย ยังไงก็ยังพอมีเวลาจนถึงเที่ยงคืน ผมจะขอเดินดูรอบๆหมู่บ้านแล้วคืนนี้ก่อนเที่ยงคืนผมจะขอแวะเข้ามาดูคุณทะนงอีกทีนะครับ”
“ตามสบายเลยครับยังไงก็หาทางช่วยพี่ชายผมกับผมด้วยนะ”
หลังจากเทิดเดินออกมาส่งเอวากับนาชาญที่นอกบ้านพวกเขาก็เดินไปตามถนนซึ่งตัดผ่านบ้านจัดสรรแต่ละแถวเพื่อเดินสำรวจรอบๆ หมู่บ้านพื้นที่ท้ายหมู่บ้านเต็มไปด้วยสนามหญ้าและต้นไม้ขึ้นอยู่ใกล้กับสระน้ำขนาดใหญ่ลมเย็นพัดไอร้อนมากระทบใบหน้าทั้งคู่เป็ระยะ แต่แล้วเอวาก็หยุดชะงักเมื่อเห็นงูเห่าสีดำตัวใหญ่เลื้อยออกจากพุ่มไม้ข้างทางมันชูคอแผ่แม่เบี้ย หางเป็เหลื่อมสะท้อนเงามันวับม้วนไปรอบๆ
เอวายืนตัวแข็งอยู่กับที่ในขณะที่นาชาญสังเกตเห็นงูเห่าประจันหน้ากับเอวาแล้วรีบม้วนตัวหนีหายกลับเข้าไปในพงหญ้าเป็อีกครั้งที่นาชาญมองเห็นแสงจากเกล็ดพญานาคบนหน้าผากของเอวาส่องประกายซึ่งเป็สาเหตุที่ทำให้งูเห่าเลื้อยหนีไปเขาเดินผ่านหน้าเอวาพลางใช้ความคิดจนกระทั่งรู้สึกว่าเอวาไม่ได้เดินตามมาด้วยจึงรีบหันหลังกลับไปดู
“เธอทำอะไรอยู่น่ะ”
“ฉันก้าวขาไม่ออก”
“ฮะ”นาชาญเดินตรงไปหาเอวา “เล่นอะไรของเธอน่ะ ไหนว่าฝันเห็นพญานาคทุกคืนขนาดของงูเห่าเมื่อกี้ไม่ได้หนึ่งในสามของลำตัวพญานาคเลยนะ”
“ก็่นี้เจอบ่อยจนฉันเริ่มหลอนน่ะสิ”
“มันกลัวเธอจนหนีไปแล้วไม่เห็นหรือถ้ามัวแต่ยืนตรงนี้เดี๋ยวมันก็กลับออกมาอีกรอบหรอก”
เอวาพยายามเดินไปข้างหน้าทั้งที่ขายังสั่นนิดๆ “ทำไมไม่อยากเจอถึงชอบได้เจอนะถึงจะสนใจตำนานพญานาค แต่จริงๆ ฉันก็ไม่ได้ชอบงูสักเท่าไรหรอก”
“เธอไปหาพญานาคถึงที่เองยังจะมาบ่นอะไรล่ะ”นาชาญกล่าวก่อนจะได้ยินเสียงข้อความเข้าในโทรศัพท์ดังขึ้นจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูข้อความ “สงสัยเราจะได้อยู่เชียงใหม่อีกยาวคุณเอ็มม่าน่าจะส่งอีเมล์ให้เธอแล้วเหมือนกัน”
เอวาได้ยินก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูบ้าง“มีจริงๆ ด้วย เื่ปลายฟ้าแต่คราวก่อนเธอหนีไปแล้วต้องเป็หน้าที่ของหน่วยงานอื่นแล้วไม่ใช่หรือ”
“เห็นว่าหลักฐานที่มีเอาผิดได้แค่ข้อหาหลอกลวงฉ้อโกงข้อหาไม่หนักก็เลยไม่ได้รับความสนใจเท่าไรมั้ง”
“ไม่น่าล่ะคุณเอ็มม่าบอกว่ามีคนแจ้งมูลนิธิว่าปลายฟ้าหนีมาที่เชียงใหม่แต่ยังไม่แน่ใจที่อยู่จริงๆของเธอ ถ้ามูลนิธิสืบได้ข้อมูลทันจะให้ทีมของพวกเราที่อยู่เชียงใหม่จัดการต่อเลย”
“จะให้เราตามจับคนร้ายแทนเนี่ยนะถ้าปลายฟ้าไม่ได้ก่อเื่อีกเราจะไม่ยุ่งก็ได้นะ” นาชาญกล่าวพลางถอนหายใจก่อนจะยกนาฬิกาขึ้นดูซึ่งบอกเวลาเกือบบ่ายสามโมงแล้ว“ฉันว่าเราไปหาอะไรกินแล้วเช็คอินที่โรงแรมก่อนดีกว่าตอนกลางคืนน่าจะเห็นอะไรได้ชัดเจนขึ้นกว่านี้”
“หมายความว่านายจะมาที่บ้านคุณเทิดหลังเที่ยงคืนจริงๆน่ะหรือ น่ากลัวจะตาย”
“ก็มันงานเรานี่ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าคนตายป่วยมาตั้งนานก็ไม่ตายแต่ทำไมแค่ขานรับไอ้เสียงเรียกตอนกลางคืนแค่นี้ถึงตายได้แถมยังเป็กับเฉพาะกับครอบครัวนี้ด้วย”นาชาญกล่าวแล้วเดินนำเอวากลับไปที่รถซึ่งจอดอยู่หน้าบ้านคุณเทิด
“นายบ้าไปแล้วถ้าเกิดไม่เจอแค่เสียงล่ะ” สีหน้าเอวาซีดเผือด “นายไม่เห็นอาการคุณทะนงหรือเกิดโดนคำสาปไปด้วยจะทำยังไงอีกอย่างตอนเกิดเื่ประตูจะเปิดไม่ได้แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเกิดอะไรขึ้น”
“อาจจะเป็คำสาปจริงๆก็ได้” นาชาญพึมพำพลางคิดใคร่ครวญ “แต่ว่าเป็คำสาปจากไหน เพราะอะไร”
“นายอย่าบอกนะว่าเมื่อครู่เห็นอะไรเหนือธรรมชาติอีกแล้ว”เอวามองไปรอบๆ รู้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูก“อย่าลืมนะว่าโบราณสถานเวียงกุมกามอยู่ไม่ไกลจากที่นี่คงไม่ได้ไปล่วงเกินอะไรบรรพบุรุษเข้าหรอกนะเห็นว่าในอดีตเมืองนั้นเคยล่มสลายเพราะถูกน้ำท่วมใหญ่ด้วยทุกวันนี้ก็ยังมีน้ำท่วมเรื่อยๆ ไม่อยากคิดเลยว่ามีคนตายไปขนาดไหนแล้ว”
“เื่นั้นก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกันข้อมูลมันไม่พอ” นาชาญทบทวนเหตุการณ์ “ตอนอยู่ที่ห้องคุณทะนงพอจะมองเห็นอะไรแปลกๆอยู่ แต่เท่าที่เดินดูรอบๆ หมู่บ้านฉันกลับไม่เห็นอะไรเลยก็เลยยิ่งแปลกใจหมายความว่าคำสาปเกิดขึ้นแต่บริเวณบ้านคุณทะนงงั้นหรือ แล้วคำสาปมาจากไหนล่ะ”
เอวายิ้มแหย“ฉันไม่ค่อยเข้าใจหรอก แต่ไม่มาเป็ตัวเป็ตนให้เห็นก็ดีแล้วนี่”
“เขาปรากฏเป็ตัวเป็ตนตอนมาขานเรียกคนที่ถูกคำสาปน่ะสิถ้าตอบรับก็จะโดนเอาชีวิตไป” นาชาญพูดน้ำเสียงเรียบ“เพราะงั้นถ้าจะเจอเขาได้ก็ต้องเป็หลังเที่ยงคืน ่ที่เขามาขานเรียกนี่แหละ”
“แล้วถ้าเจอจริงๆนายจะทำยังไงล่ะ จัดการเขาที่ว่าได้หรือ”
“ไม่รู้เหมือนกันไม่แน่ใจว่าเขาที่ว่าคือใครหรืออะไรน่ะสิ”