วิ้ง!...เสียงของมิติพิเศษของเทียนอี้เปิดออกก่อนที่ทั้งสามคนจะหายจากห้องของเทียนอี้ทันที ก่อนหน้านี้หลังจากที่เทียนอี้ได้รับมิติพิเศษทั้งสองรูปแบบมานั้นเทียนอี้ได้ลองตรวจสอบ และทดสองมิติทั้งสองแบบดูบ้างแล้ว
ภายในมิติรูปแบบแรก นั้นภายในคล้ายกับคล้ายกับมิติของแหวนมิติทั่วๆไป ที่ภายในมีพื้นที่ให้เก็บสิ่งของที่ไม่มีชีวิต แต่ในมิติของเทียนอี้ดีกว่านั้นนอกจากพื้นที่ภายในที่มีแบบไม่จำกัดแล้ว ภายในมิตินี้ยังหยุดการไหลของเวลาไว้ด้วย ดังนั้นถ้าเทียนอี้เก็บของสิ่งไดไว้ของสิ่งนั้นก็จะคงสภาพเช่นนั้นอยู่ตลอดไม่เน่าเสียหรือแปลสภาพไป
ส่วนภายในมิติที่สองนี้พิเศษยิ่งกว่าภายในนอกจากมันจะสามารถเก็บสิ่งมีชีวิตได้แล้ว มันยังเหมือนกับโลกใบเล็กๆที่แยกออกมาใบหนึ่งมีภูเขาต้นไม้ลำธารมีท้องฟ้าเป็นของตัวเอง ทั้งยังมีพลังลมปราณบริสุทธิ์จำนวนมากที่ล่องลอยอยู่ในอากาศและอยู่ใต้พื้นดิน และที่สำคัญที่สุดมิติเวลาภายในนี้นั้นเดินเร็วกว่าภายนอกถึง 10 เท่าใช้เวลาอยู่ภายในมิตินี้ 10 วันเท่ากับด้านนอกเพียง 1 วันเท่านั้น
ตอนนี้เทียนอี้ ซุยหง ซุยเหม่ยลี่ ยืนอยู่ริมลำธารแน่นอนว่าที่นี้คือภายในมิติพิเศษของเทียนอี้ ตอนนี้ใบหน้าของซุยหงนั้นตลกเป็นอย่างมากทำหน้าเหมือนคนพึ่งเจอผีอย่างไรอย่างนั้น ซุยหงตกตะลึงอยู่พักใหญ่ ในที่สุดมันก็ได้สติกลับมาในที่สุดก่อนจะกล่าวแบบตะกุกตะกัก
"พ...ลั...ง....พลังแห่งมิติ?"
ซุยหงหันหน้าไปมองเทียนอี้ด้วยความงนงง เทียนอี้ทำเพียงยิ้มออกมา ก่อนที่จะตอบข้องใจของซุยหงออกมา
"ใช่แล้วนี้เป็นมิติพิเศษของข้าและยังเป็นความลับของข้าอีกด้วย พี่ซุยที่อยู่ในขอบเขตราชันย์จักรพรรดิ์คงคุ้นเคยกับพลังของมิติอยู่แล้ว"
ซุยหงส่ายหน้าของมันอย่างรวดเร็วก่อนที่จะมองเทียนอี้เหมือนมองสัตว์ประหลาดตนหนึ่ง ก่อนที่จะพูดแย้งเทียนอี้ออกไป
"ใช่อยู่ที่ขอบเขตราชันย์จักรพรรดิ์จะสามารถสร้างมิติของตนเองขึ้นมาได้ แต่มันจะแตกต่างจากมิตินี้แห่งนี้ของท่านมาก มิติที่เราเหล่า ราชันย์จักรพรรดิ์สร้างขึ้นมาได้นั้นเป็นเพียงมิติที่คล้ายกับแหวนมิติเก็บได้เพียงสิ่งไม่มีชีวิต และเวลาก็ไหลช้ากว่าเวลาปกติเพียงเล็กน้อยเท่านั้น"
ซุยหงหันหยุดพูดไปชั่วขณะก่อนจะหันไปมองรอบๆตัวและทำท่าเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ก่อนที่จะแล้วกล่าวต่อ
"แต่ว่าๆมิติพิเศษของท่านนี้แตกต่างออกไปมัเป็นเหมือนเป็นโลกที่แยกออกมาอีกใบหนึ่ง เป็นโลกใบเล็กๆที่สมบูรณ์ และมีความเสถียรใบหนึ่งที่สามารถให้สิ่งมีชีวิตดำรงอยู่ได้ ทั้งยังมีพลังปราณฟ้าดินบริสุทธิ์ และหนาแน่นกว่าภายนอกมาก แต่ที่ข้าไม่แน่ใจก็คือข้าสามารถสัมผัสถึงการไหลของเวลาที่ผิดปกติได้เล็กน้อยไม่รู้ว่าการไหลของเวลาภายในและภายนอกจะแตกต่างกันเท่าได"
ซุยหงหยุดพูดก่อนที่จะหันไปมองเทียนอี้ด้วยสายตาที่แสดงออกถึงความอยากรู้อยากเห็นเมื่อเห็นท่าทางของซุยหงเทียนอี้ทำเพียงยิ้มออกมาแล้วแสดงท่าทางภูมิใจก่อนที่จะให้คำตอบกับซุยหงไป
"ภายในมิติพิเศษของข้านั้นกระแสเวลาจะเดินเร็วกว่าเวลาภายนอกถึง 10 เท่า"
"ว่ากะไรน่ะ 10 เท่า!"
ซุยหงถึงกับแหกปากออกมาด้วยความตกใจ ต้องเข้าใจความหมายของ 10 เท่านี้ก่อน ถึงจะคิดความมหัศจรรย์ของมันออก เช่นถ้าปลูกสมุนไพร ไว้ในมิตินี้ 1 ปี ของเวลาภายนอก สมุนไพรที่อยู่ภายในมิตินี้จะมีอายุถึง 10 ปี หรือถ้ามาฝึกฝนในมิตินี้ 10 วันเวลาด้านนอกก็จะผ่านไปแค่ 1 วันเท่านั้น เท่ากับว่าจะมีเวลาในการฝึกที่มีประสิทธิภาพมากกว่าผู้อื่นถึง 10 เท่าตัวในเวลาเท่ากัน นี่ยังไม่นับรวมถึงพลังปราณอันบริสุทธิ์ และหนาแน่นมากกว่าภายนอกหลายเท่าตัว ซุยหงได้ยืมอึ่งอยู่ที่เดิมไปพักใหญ่ จนในที่สุดก็สามารถตั้งสติได้อีกครั้งและหันมาพูดเป็นเชิงถามกับเทียนอี้
"นายน้อยท่านเป็นใครกันแน่?"
เทียนอี้ยืนมองไปด้านหน้าด้วยท่าทางเหม่อลอยเล็กน้อยก่อนที่จะพึมพำออกมาเบาๆ
"นั้นก็เป็นสิ่งที่ข้าอยากรู้เช่นกัน"
ซุยหงเมื่อได้ยินเช่นนั้นมันก็ไม่ได้พูดอันไดออกมาอีก มันคิดเพียงว่านายน้อยของมันผู้นี้นั้นคงมีเรื่องราว และความลับอีกมากมายที่ต้องการหาคำตอบเป็นแน่ ทั้งสองคนยืนนิ่งกันไปพักใหญ่ ส่วนเหม่ยลี่ตอนนี้เดินออกสำรวจไปทั่วบริเวณใกล้ๆ
สุดท้ายเทียนอี้ก็หลุดออกจากความคิด ก่อนจะถอดถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะหันมายิ้มให้ซุยหงอกครั้งและพูดออกมา
"พี่ซุยหงท่านเรียกข้าว่าเทียนอี้เถอะ ข้าเองก็เอ็นดูเหม่ยลี่เหมือนน้องสาวคนหนึ่ง และถ้าจะให้ราชบุตรเขยของราชวงค์ศักดิ์สิทธิ์มาเรียกข้าว่านายน้อยมันคงไม่สมควรเท่าไดนัก" พูดเสร็จเทียนอี้ก็หัวเราะออกมาเสียงดัง
ทำให้บรรยากาศที่ดูหนักอึ่งเมื่อสักครู่สลายหายไป ซุยหงทำเพียงพยักหน้ารับคำอย่างจนใจ เพราะมันมองออกว่าชายหนุ่มคนนี้เป็นคนดื้อรั้น เอาแต่ใจเมื่อตัดสินใจจะทำอะไรแล้วจะต้องทำสิ่งน้นจนสำเร็จ จากนั้นทั้งสามคนก็เดินสำรวจอยู่ภายในมิติพิเศษอยู่พักใหญ่
เหม่ยลี่ตอนนี้นางดูร่าเริงสดใสขึ้นมาก งานวิ่งเล่นไปมาบนทุ่งหญ้าอย่างสนุกสนาน เมื่อก่อนนางต้องทนทุกข์ทรมานอยู่กับคำสาปบนล่างของตัวเองและบิดา แต่ตอนนี้นางไม่ต้องทุกข์ใจกับเรื่องเหล่านั้นอีกต่อไปแล้ว เพราะบิดาของนางและตัวน้ำได้หายจากคำสาปนั้น ที่คอยจะกินทั้งสองคนมานานหลายปี
ทำให้วันนี้เป็นวันที่นายมีความสุขที่สุด วิ่งเล่นไปมาได้สักพักทั้ง 3 คนก็ได้ออกมาจากมิติพิเศษของเทียนอี้ และได้กลับมานั่งที่โต๊ะน้ำชาเช่นเดิมก่อนที่เทียนอี้จะพูดเรื่องการเดินทางออกมา
"พี่ซุยหงข้าตั้งใจจะออกเดินทางให้เร็วที่สุดท่านเห็นว่าเป็นเช่นไร"
" เรื่องการเดินทางข้าไม่มีปัญหา เพียงแต่ว่าถ้าต้องการทรัพยากรในการฟื้นฟูพลังและอยากจะขอยืมมิติของน้องเทียนอี้ ช่วยใช้ระยะเวลาในการฟื้นฟูพลังถ้าคิดว่าคงใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่ พลังของข้ากลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง"
ความจริงแล้วการใช้มิติในการฟื้นฟูพลังให้ซุยหงนั้นเทียนอี้ก็ได้คิดเอาไว้แล้วเช่นกัน ฉะนั้นเทียนอี้จึงพยักหน้าเป็นการตอบรับกลับไปก่อนที่จะพูดเสริมอีกเล็กน้อยเป็นการนัดหมายกัน
" ถ้าเช่นนั้นท่านกับเหม่ยลี่ก็ไปพักผ่อนกันก่อน เดี๋ยวคืนนี้ข้าจะไปหาท่านที่ห้องแล้วจะพาท่านเข้าไปในมิติเพื่อฟืนฟูพลังอีกครั้งหนึ่ง ข้าจะช่วยวางค่ายกลรวบรวมพลังเพื่อช่วยให้ท่านฟื้นฟูพลังได้เร็วและมั่นคงยิ่งขึ้น"
เทียนอี้พาทั้งสองคนไปที่ห้องพัก ที่ให้คนเตรียมไว้ให้ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากห้องของเทียนอี้มากนักภายในห้องมีเสื้อผ้าชุดใหม่เตรียมไว้อยู่จำนวนหนึ่ง ก่อนจะพูดจากันอีกเล็กน้อยแล้วเทียนอี้ก็เดินออกมาจากห้องและตรงไปที่หอการค้าเพื่อจัดเตรียมวัตถุดิบในการสร้างค่ายกล
ภายในห้องพักของซุยหง และเหม่ยลี่ สองคนพ่อลูกกำลังเตรียมตัวที่จะอาบน้ำและพักผ่อน เหม่ยลี่เดินเข้าไปหากอดบิดาอันเป็นที่รักของตนไว้แน่น นานมากแล้วที่นางไม่ได้กอดบิดาด้วยความสุขเช่นนี้
ตั้งแต่ที่บิดาของนางต้องนอนรอความตายอย่างทุกทรมารนางก็ไม่เคยมีความสุขอีกเลย หลังจากที่กอดบิดาไปสักพักใหญ่ๆเหมยลี่ก็ผละออกจากอ้อมแขนของบิดาก่อนจะพูดกับซุยหงของตนเอง
"ท่านพ่อพี่ชายเทียนอี้ช่างเป็นคนดีเหลือเกิน เพราะอะไรไม่รู้ทำให้ข้ารู้สึกว่าเขาจะเป็นคนทำให้พวกเราได้เจอกับท่านแม่อีกครั้ง"
ซุยหงยกร่างเล็กๆของเหม่ยลี่ขึ้นมานั่งบนตักก่อนที่จะลูบหัวลูกสาวอันเป็นที่รักของตนอย่างทะนุถนอม
" พ่อเองก็รู้สึกเช่นเดียวกันกับเจ้า พ่อคิดว่าการพบเจอกันกับพี่ชายเทียนอี้ของเจ้าเป็นวาสนาที่สวรรค์ประทานมาให้ และจะทำให้พวกเราพ่อแม่ลูกได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าอีกครั้ง ฉะนั้นแล้วพวกเราจะต้องตอบแทนพี่ชายที่เทียนอี้แสนดีของลูก ให้ดีที่สุดที่เราจะทำได้ว่าจะต้องแลกด้วยชีวิตของพ่อก็ตาม"
สำหรับซุยหงแล้ว เทียนอี้นั้นเปรียบเสมือนผู้มีพระคุณที่ซุยหงไม่มีวันที่จะสามารถทดแทนบุญคุณได้หมดในชาตินี้ เขาจึงจะพยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อตอบแทนพระคุณของเทียนอี้ที่ได้มอบให้กับเขาและเหม่ยลี่