ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 76 ข่าวสงครามอาณาจักร

            “ได้ขอบรับ ข้าจะไปตรวจสอบอย่างละเอียด”

            จ้าวหยวนกล่าวพลันรีบเดินไปที่ประตูเมืองทันทีเมื่อมาถึงจ้าวหยวนไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไรเลยเขาตวาดเสียงดังลั่นทันที

            “ใครที่เป็นคนตรวจสอบผู้คนเข้าออกเมืองจินเฟิงวันนี้ออกมาพบข้าให้หมด”

            เสียงที่ดังลั่นทำให้ผู้คนที่อยู่โดยรอบหันมามองในทันที่เหล่าทหารที่เข้าเวรในวันนี้ต่างพากันวิ่งออกมา

            “คาราวะแม่ทัพใหญ่”

            “คารวะแม่ทัพใหญ่”

            “ พวกเจ้าใครแหกกฎระเบียบของเมืองจินเฟิงของเราบอกข้ามาหากไม่มีใครยอมรับพวกเจ้าทั้งหมดจะต้องถูกลงโทษอย่างหนักทุกคน”

             เสียงตวาดดังลั่นเหล่าผู้คนมากมายเริ่มหันมามองกันด้วยความสนใจ

            “มีทหารที่ตรวจสอบผู้คนเข้าออกเมืองจินเฟิงวันนี้ยี่สิบคนขอรับ”เสียงหัวหน้าหมวดที่ควบคุมทหารกลุ่มนี้รายงาน

            “ไม่ทราบว่ามีเหตุอันใดเกิดขึ้นหรือขอรับท่านแม่ทัพใหญ่”

            “พวกเจ้าใครที่เรียกรับสินบนก้าวออกมาอย่าให้ข้าได้ทำการตรวจสอบโทษจะหนักกว่าเดิมอีกหลายเท่า”

            มีนายทหารห้าคนเดินออกมาพร้อมกับคุกเข่าต่อหน้าแม่ทัพใหญ่

            “พวกเราผิดไปแล้วท่านแม่ทัพ โปรดอภัยให้กับพวกเราด้วยพวกเราหน้ามืดไปชั่วขณะ”

            “นำพวกมันไป ลงโทษตามกฎส่วนเจ้าเป็นหัวหน้าหมวดแต่กลับไม่ดูแลลูกน้องใต้สังกัดให้ดี ก็ตามไปรับโทษด้วย”จ้าวหยวนกล่าวเสร็จก็หันหน้าเดินจากไป

            หัวหน้าหมวดคนนั้นพลันเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้นในทันทีหลังจากนั้นพวกเขาก็ถูกควบคุมตัวไปรับโทษ สร้างรอยยิ้มให้กับผู้คนที่มามุงดู

            หากใครคิดจะมาฉวยโอกาสในเมืองจินเฟิงคงต้องคิดกันยาวหน่อย เพราะขนาดทหารที่เรียกรับสินบนทางเบื้องบนกลับทราบเรื่องนี้ได้อย่างรวดเร็วและจัดการขั้นเด็ดขาดในทันที

            “มิน่า เมืองจินเฟิงถึงได้สงบสุขมาจนถึงทุกวันนี้ได้” เหล่าพ่อค้าที่เดินทางมาค้าขายต่างพูดคุยยกย่องถึงความปลอดภัยและความยุติธรรมกันอย่างไม่ขาดสาย

            คืนนั้นหลังจากเฟิ่งหยูกลับมาเขาได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ซึ่งแตกต่างจากพวกลู่ฟางหลิวอัน จิวเจิ้น เฉินกวง และซิวซิว  ทั้งห้าคนต่างตื่นเต้นและนอนไม่หลับกันหลังจากได้รับคำสั่งของเฟิ่งหยูพวกเขาทั้งห้าคนได้ถูกส่งตัวไปยังสำนักเทพดาราในทันที

            หลังจากนั้นไม่นานเหล่าผู้อาวุโสสำนักเทพดาราที่ได้ทราบว่าทั้งห้าคนเป็นคนที่เฟิ่งหยูรับมาด้วยตัวเองเหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายรีบแย่งกันรับพวกเขาทั้งห้าคนไปเป็นศิษย์ของตัวเองสร้างความงุนงงให้กับ พวกของลู่ฟางเป็นอย่างยิ่ง

            “พวกเราทั้งห้าคน ไม่ต้องทดสอบเข้าสำนักแถมยังมีผู้อาวุโสแย่งกับรับเป็นศิษย์อีกต่างหาก นี่ข้าฝันไปหรือเปล่า” เฉินกวงเอ่ย

            “อย่างนี้หมู่บ้านของพวกเราก็ไม่ต้องอดอยากอีกต่อไปแล้ว”ซิวซิวพูดขึ้นมาพร้อมกับน้ำตาคลอ

            “ต้องขอบคุณเฟิ่งหยูจริงๆ  ที่ทำให้พวกเรามีวันนี้พวกเราต้องตั้งใจฝึกฝนให้ดี อย่าให้เสียชื่อของเฟิ่งหยูเด็ดขาด”

            “ฮื่ม พวกเราจะไม่ทำให้เฟิ่งหยูต้องเสียชื่อเสียง พวกเราจะตั้งใจฝีก”พวกเขาทั้งห้าคนต่างพยักหน้าตอบรับ และให้คำมั่นสัญญาซึ่งกันและกัน

            รุ่งเช้าเฟิ่งหยูสั่งเรียกเหล่าขุนนางทั้งหลายเข้าพบ

            “พวกท่านระหว่างที่ข้าไม่อยู่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง”

            “เรียนท่านเจ้าเมืองเรื่องการค้าเมืองของเราเจริญขึ้นอย่างต่อเนื่องสินค้าที่ผลิตได้ ยังคงไม่พอจำหน่าย ประชากรส่วนใหญ่อยู่ดีกินดี การลักเล็กขโมยน้อยมีจำนวนลดลงเป็นอย่างมากประชาชนที่อยู่กับเราต่างมีความสุขดีขอรับส่วนสินค้าที่ยังคงทำรายได้สูงสุดยังคงเป็นโอสถและแร่ธาตุที่เราขุดมาได้ขอรับ” ซีห่าวขุนนางฝ่ายกรมการค้ารายงาน

            “อื่ม ดียังไงก็อย่าลืมพัฒนาความรู้ของพวกเขาควบคู่ไปด้วย”

            “เรียนท่านเจ้าเมืองจำนวนทหารทั้งหมดของเมืองเรามีทั้งหมด ยี่สิบล้านคนผลเมืองทั้งหมดไม่รวมพวกทหารมีจำนวน หนึ่งร้อยล้านคน ทหารส่วนใหญ่มีระดับพลังยุทธ์ต่ำสุดอยู่ในระดับสวรรค์ขั้นที่หกถึงขั้นที่เก้าส่วนผู้บัญชาการทั้งหมดของกองทัพตอนนี้ต่ำสุดอยู่ในขั้นเทวะ และราชันเทวะขอรับ”ฟางหรงขุนนางฝ่ายกลาโหมรายงาน

            “ท่านฟางหลง ขอให้ท่านทำทะเบียนประชากรทุกคนที่อยู่ในเมืองจินเฟิงไว้แต่เนิ่นๆ แล้วจัดเก็บไว้ให้เป็นสัดเป็นส่วนหาก เวลาช่วยเหลือจะได้ไม่ตกหล่นใครงานนี้อาจจะยุ่งยากหน่อยพวกท่านอาจจะใช้เวลาหลายปีกว่าจะเสร็จแต่ก็ขอให้ดำเนินการจัดจ้างคนมาทำงานในส่วนนี้ด้วยจัดเก็บให้ดี” เฟิ่งหยูกล่าวขึ้นมา

                “ท่านเจ้าเมืองตอนนี้สำนักเทพดารามีลูกศิษย์จำนวนมากกว่าห้าล้านคนแล้วทุกคนต่างศึกษาในศาสตร์ที่ตนเองสนใจ ขอบคุณท่านเจ้าเมืองที่วางรากฐานให้กับสำนักเทพดาราของพวกเราตอนนี้สำนักของพวกเราเทียบได้กับอับดับต้น ๆ ของทั่วทั้งเจ็ดทวีปแล้วและตอนนี้สิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ที่ทางสำนักสร้างขึ้นมีจำนวนมากมาย ผู้อาวุโสสำนักเทพดารายื่นรายการสิ่งประดิษฐ์ทั้งหมดที่สำนักมีอยู่ให้เฟิ่งหยู”จางเหว่ยอาวุโสใหญ่จากสำนักเทพดารา

                เฟิ่งหยูอ่านดูรายละเอียดที่ผู้อาวุโสสำนักเทพดาราส่งมาให้เขา

            “มากมายเพียงนี้เชียวหรือ เรือรบขนาดใหญ่จำนวน สิบลำ ขนาดกลางหนึ่งพันลำ ขนาดเล็กจำนวนหมื่นลำอาวุธดาบ หอก ขวาน  ธนู ................................................... “

            ทุกอย่างที่ทางสำนักได้สร้างขึ้นมานอกจากจะใช้เป็นรางวัลให้กับศิษย์แล้วยังสามารถนำมาใช้กับกองทัพได้อย่างไม่ขาดแคลน เฟิ่งหยูพอใจเป็นอย่างยิ่ง

            “แล้วเงินคงคลังของพวกเรามีมากพอจะเลี้ยงประชากรทั้งหมดไหม”เฟิ่งหยูเอ่ยถาม

            “เรื่องนั้นท่านเจ้าเมืองไม่ต้องห่วงเมืองจินเฟิงของเราเทียบได้กับอาณาจักรใหญ่อาณาจักรหนึ่งได้แล้วในตอนนี้ทรัพย์สินเงินทองของเมืองเรามีมากกว่าของอาณาจักรใหญ่ ๆ อย่างอาณาจักรตะวันฉายและอาณาจักรเมฆาหวนแล้วขอรับ พวกเราสามารถก่อตั้งเป็นอาณาจักเลยก็ยังได้” เยว่ซือขุนนางฝ่ายคลังรายงาน

            “อื่ม ก็ดี แต่เรื่องก่อตั้งอาณาจักรตอนนี้ข้ายังไม่คิด”

            “ท่านเจ้าเมืองมีอีกเรื่องหนึ่งเมื่อไม่นานนี้อาณาจักรตะวันฉายได้ส่งคนมาสู่ขอองค์หญิงหนิงเอ๋อของอาณาจักรเมฆาหวนคู่หมั้นของท่านและทางกษัตริย์เหวินฉิงได้ปฏิเสธไปตอนนี้ทางคนของเราได้รายงานมาว่าทางอาณาจักรตะวันฉายเริ่มเกณฑ์ผู้คนและประกาศจะทำสงครามกับอาณาจักรเมฆาหวนแล้วขอรับ” จ้าวหยวนพลันรายงานเฟิ่งหยู

            “ท่านคิดว่าพวกเขาจะใช้เวลาในการเตรียมกองทัพช้าเร็วขนาดไหน”

            “คาดว่าคงไม่เกินสามเดือนข้างหน้าคงจะมีสงครามระหว่างอาณาจักรเป็นแน่ขอรับ”

            “สามเดือนอย่างนั้นหรือ ข้าคงต้องไปเยือนเมืองอัสตาน่าอีกสักครั้งแล้วหละ”

            หลังจากนั้นเฟิ่งหยูปรึกษาหารือเกี่ยวกับเรื่องของเมืองจินเฟิงจนเวลาล่วงเลยมาถึงเที่ยงจึงยุติการประชุม

            “อาวุโสใหญ่จางเหว่ยช่วงบ่ายนี้ข้าขอให้ท่านร่วมปรึกษางานอีกสักเล็กน้อยนะขอรับ”เฟิ่งหยูเอ่ย

            “ท่านช่วยไปตามผู้นำตระกูลเฟิ่งและท่านพ่อของข้ามาปรึกษากันในช่วงบ่ายด้วย”เฟิ่งหยูกล่าวกับจ้าวหยวน

            หลังจากทานอาหารกลางวันเสร็จสิ้น ไม่นานการประชุมในช่วงบ่ายจึงได้เริ่มขึ้นในการประชุมในช่วงบ่ายนี้เป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างมากที่เฟิ่งหยูต้องการให้ดำเนินการเป็นการเร่งด่วน

            “ที่ข้าเรียกพวกท่านมาในครั้งนี้ ข้าจะปรึกษาเรื่องหนึ่งกับพวกท่านมันเป็นเรื่องใหญ่เลยทีเดียวสำหรับงานนี้ข้าได้ประดิษฐ์ค่ายกลมิติออกมาได้ ดังนั้นข้าจึงอยากสร้างค่ายกลมิตินี้ไปทั่วทุกอาณาจักรที่เป็นพันธมิตรกับเรา”

            “ค่ายกลมิติอย่างนั้นหรือ หลานเฟิ่งหยูเจ้าสามารถสร้างค่ายกลมิติออกมาได้อย่างนั้นหรือ?..”

            “ใช่ขอรับท่านลุงข้าได้สร้างค่ายกลมิติขึ้นมาได้ตอนนี้ข้าได้สร้างไว้ที่เมืองตะวันฉายสองจุดด้วยกันหนึ่งคือร้านพฤกษาสวรรค์ในเมืองหลิวโจวสองคือสมาคมมังกรดำสาขาเมืองซานป๋ายและข้าอยากจะสร้างที่เมืองจินเฟิงของเราและเมืองหลวงอาณาจักรเมฆาหวนอย่างละหนึ่งแห่งซึ่งค่าใช้จ่ายในครั้งนี้มันก็มากพอสมควรแต่สามารถลดระยะเวลาการเดินทางได้ภายในพริบตาก็สามารถเดินทางไปมาหาสู่กันได้แล้ว”เฟิ่งหยูอธิบาย

            “ท่านเจ้าเมืองงั้นก็เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งหากมีค่ายกลมิติในการเดินทางได้อย่างสะดวก พวกเราสามารถทำการค้ากับอาณาจักรอื่น ๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้นหากเราเก็บค่าเดินทางทุกคนย่อมยอมจ่ายถึงแม้จะมีราคาแพงแต่สามารถประหยัดเวลาในการเดินทางเป็นเดือนๆ ได้ พวกเขาจะต้องใช้บริการของพวกเราอย่างแน่นอน” จางเหว่ยพลันกล่าวขึ้นมา

            “การเดินทางในแต่ละครั้งจะใช้หินวิญญาณระดับต่ำสิบก้อนต่อระยะทางหนึ่งลี้ในการเดินทางหากระยะทางห่างกันหมื่นลี้การเดินทางก็ใช้หินวิญญาณระดับต่ำหนึ่งแสนก้อนในการเดินทางครั้งหนึ่งและมันยังจำกับการเคลื่อนย้ายต่อครั้งได้เพียงแค่สิบคนเท่านั้น” เฟิ่งหยูอธิบาย

            “หากเป็นชาวบ้านทั่วไปคงไม่สามารถใช้งานค่ายกลมิตินี้ได้ เพราะราคาในการเดินทางแต่ละครั้งนั้นแทบจะเรียกได้ว่าสิ้นเปลืองอย่างมหาศาล”เฟิ่งเทียนเอ่ยขึ้นมา

            “หากพวกเราสร้างค่ายกลไว้แต่ละเมืองข้าคิดว่าพวกเขาก็ไม่ต้องจ่ายมากมายเช่นนั้นได้ เช่นหากข้าต้องการไปเมืองข้าง ๆระยะทางพันลี้ ข้าสามารถใช้การเดินทางในระยะสั้นนั้นได้หากพวกเราสามารถเชื่อมต่อเมืองแต่ละเมืองภายในอาณาจักรได้การเดินทางไปมาหาสู่จะสะดวกสบายยิ่งขึ้นและข้าเองคิดว่ามันจะเป็นรายได้มหาศาลให้กับพวกเราอีกด้วย”

            จ้าวหยวนออกความคิดเห็น

            “ข้าเองก็คิดเช่นเดียวกันแล้วเราจะให้ส่วนแบ่งกับเมืองที่เราไปตั้งค่ายกลอย่างไร”

            “ข้าคิดว่าพวกเราให้เมืองที่ต้องการตั้งค่ายกลของเราเป็นคนออกค่าใช้จ่ายในการสร้างค่ายกลส่วนพวกเราเป็นคนสร้างค่ายกลและให้ส่วนแบ่งพวกเขาสามส่วนเป็นยังไงพวกท่านคิดอย่างไรบ้าง”

            “ข้าเห็นด้วยกับความคิดของผู้อาวุโสจางเหว่ยให้เมืองของพวกเขาจ่ายค่าทรัยยากรในการสร้างค่ายกลกันเองส่วนพวกเราจะดำเนินการสร้างให้และรายได้ส่วนแบ่งก็ตามนั้นข้าคิดว่ามันก็คงเป็นที่ยอมรับของพวกเขาได้แต่หากเมืองของพวกเขาไม่มีทุนทรัพย์ในสามารถหาทรัพยากรให้พวกเราได้พวกเราก็สร้างขึ้นเอง และแบ่งรายได้ให้พวกเขาหนึ่งส่วน ก็เพียงพอแล้ว ” หานหลี่บิดาของเฟิ่งหยูเอ่ยสนับสนุนผู้อาวุโสจางเหว่ยและเสนอแนะเพิ่มเติม

            “พวกท่านหละคิดยังไงกันบ้าง”

            “พวกเราเห็นฟ้องตามที่ท่านผู้อาวุโสจางเหว่ย” 

            “งั้นก็ดี ท่านลุง ท่านพ่อข้ารบกวนท่านทั้งสองติดต่อเมืองทั้งหมดในอาณาจักรเมฆาหวน ว่ามีเมืองใดต้องการร่วมมือจัดตั้งค่ายกลมิติกับเราบ้าง”

            “ ได้สิ เดียวข้ากับพ่อของเจ้าจะจัดการเรื่องนี้ให้เจ้าเองคงใช้เวลาไม่นานมากนักหรอก ข้าจะส่งคนไปติดต่อพวกเขาเอง”

            “ส่วนอีกเรื่องหนึ่งจ้าวหยวนท่านเตรียมกองทัพให้พร้อมหากมีสงครามเกิดขึ้นมาระหว่างอาณาจักรจริงๆข้าจะถล่มอาณาจักรตะวันฉายและยึดมันมาเป็นของพวกเราส่วนเรื่องรายละเอียดนอกเหนือจากนี้พวกเราค่อยมาพูดคุยกันทีหลังก็แล้วกัน”

            “ครับท่านเจ้าเมืองข้าจะให้พวกเขาฝึกฝนอย่างหนักและเตรียมพร้อมไว้รอรับคำสั่งของท่านทุกเมื่อ”

            “เอาละวันนี้ประชุมแค่นี้ก่อนละกัน ท่านพ่อท่านแม่เป็นยังไงบ้างพาข้าไปเยี่ยมท่านแม่ก่อนเถอะ”

            “แม่เจ้าสบายดี บ่นถึงเจ้าอยู่บ่อย ๆ เหมือนกันก็ดีเหมือนกันพวกเราจัดงานเลี้ยงเล็ก ๆ กันเถอะท่านพ่อ ท่านลุงชวนทุกคนในตระกูลเฟิ่งเลยละกัน”

            “เอออ งานเลี้ยงเล็ก ๆ หรอ ทั้งตระกูลนี่นะงานเลี้ยงเล็ก ๆ”เฟิ่งเทียนทำได้เพียงพยักหน้า

            คืนนั้นจึงถือว่าเป็นงานเลี้ยงของตระกูลเฟิ่งครั้งแรกหลังจากย้ายมาอยู่ที่เมืองจินเฟิงแห่งนี้เลยก็ว่าได้  พวกเขาต่างยินดีปรีดาเป็นอย่างมากใบหน้าแห่งรอยยิ้ม ใบหน้าแห่งความสุขของคนตระกูลเฟิ่ง ที่ไม่ได้เห็นมานานมากพวกเขาคิดถูกที่ตัดสินใจติดตามเฟิ่งหยูมา

            “คนที่มีความสุขมากที่สุดในงานนี้คงหนีไม่พ้นเฟิ่งหลิงเจียและเฟิ่งหานหลี่ ที่กลายเป็นจุดศูนย์กลางของตระกูลเฟิ่งทุกคนจะทำอะไรมักจะมาปรึกษาทั้งคู่อยู่เป็นประจำเพราะลูกชายของเขาทำให้ตระกูลเฟิ่งเจริญถึงที่สุดจนสามารถมีวันนี้ได้วันที่ตระกูลเฟิ่งสามารถยืนอยู่บนจุดสูงสุดของเมืองจินเฟิงหรือแทบจะเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งอาณาจักรใหญ่เลยก็ว่าได้”