เพื่อความรอบคอบ ภูดิศหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเสิร์ชหาข้อมูลของเนอสเซอรี่แห่งนี้ทางอินเทอร์เน็ตทันทีและแล้วหน้าจอข้อมูลก็ทำให้เขาต้องเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ เมื่อชื่อของผู้ก่อตั้งและเ้าของเนอสเซอรี่ปรากฏเด่นหรา...
‘ตฤณ’ เพื่อนสนิทสมัยเรียนมัธยมของเขาเอง! ชายหนุ่มเบ่งยิ้มอย่างผู้ชนะ แล้วต่อสายโทรหาเพื่อนสนิทอย่างไร้ความลังเล
"ไอ้ตฤณ... กูเอง ภูดิศ ตอนนี้กูยืนอยู่หน้าเนอสเซอรี่มึง มึงออกมารับกูหน่อย"
ไม่ถึงห้านาทีตฤณรีบวิ่งหน้าตั้งออกมาเปิดประตูรั้วต้อนรับเพื่อนรักด้วยความงุนงง ภูดิศสาวเท้าก้าวตามเพื่อนเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัวทันที
เมื่ออยู่กันตามลำพัง ภูดิศไม่รอช้าเขาเปิดฉากพูดจาขอร้อง หว่านล้อมและตัดสินใจเล่าความจริงในอดีตทั้งหมด รวมถึงปมสายเืของน้องเติมเต็มให้เพื่อนสนิทฟังตรงๆ อย่างลูกผู้ชาย
"ตฤณ... เด็กที่ใส่ชุดเอี๊ยมสีเหลืองข้างนอกนั่นคือลูกชายแท้ๆ ของกูเอง"
ภูดิศสบตาเพื่อนด้วยความมุ่งมั่นจริงจัง
"กูกับแม่ของแกมีเื่เข้าใจผิดกัน ยัยนั่นแอบพาลูกหนีกูมาห้าปีแล้วปิดบังทุกอย่าง กูขอร้องล่ะตฤณ...มึงช่วยยอมให้กูพาน้องเติมเต็มไปอยู่ดูแลกับกูที่โรงพยาบาลใน่เวลาตอนกลางวันทีเถอะ ่ที่ธราธรหรือมนัสวียังไม่เดินทางมารับแกกลับบ้าน กูกราบมึงเลย...กูกล้าสัญญาสาบานว่าจะรีบพาลูกมาส่งคืนที่นี่ให้เร็วที่สุดก่อนที่สองคนนั้นจะมารับแกแน่นอน"
ตฤณฟังเื่ราวทั้งหมดแล้วคิ้วผูกโบว์ ใบหน้าฉายแววหนักใจและไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งในตอนแรก
"ไอ้ดิศ...เื่ครอบครัวมึงกูก็เห็นใจนะ แต่นี่มันเนอสเซอรี่ของกู ถ้าแม่เด็กเขาจับได้ว่ากูปล่อยลูกเขาไปกับคนอื่น กูจะเสียชื่อเสียงเสียความน่าเชื่อถือหมดนะเว้ย กูก็ไม่ได้เต็มใจจะทำเื่เสี่ยงแบบนี้ด้วย"
ทว่าด้วยความรักอันยิ่งใหญ่ระคนความน่าสงสารของคนเป็พ่อที่ภูดิศแสดงออกอย่างจริงจังประกอบกับความเป็เพื่อนสนิทที่คบกันมานาน ตฤณจึงถอนหายใจยาว ยอมใจอ่อนตกลงในที่สุด
"เออ ๆ... กูยอมช่วยมึงก็ได้ เห็นแก่ความเป็เพื่อนและเห็นใจมึงนะไอ้ดิศ แต่กูกำชับมึงเลยนะเว้ย!ห้ามมาส่งคืนช้าเด็ดขาด! มึงต้องพาน้องมาส่งคืนกูก่อนบ่ายสามโมงครึ่งทุกวันเข้าใจไหม!"
"เออ ขอบใจมากว่ะตฤณ กูรักษาคำพูดแน่นอน" ภูดิศยิ้มกว้างโล่งใจ ชายหนุ่มก้าวเท้าเดินออกไปชะเง้อมองยังสนามเด็กเล่น
ตฤณเดินออกไปนอกห้อง ไปช่วยะโเรียกเติมเต็มให้เดินเข้ามาหาในห้องพักครู
ทันทีที่หนูน้อยเติมเต็มเงยหน้าขึ้นมาเห็นใบหน้าคมคายที่แสนคุ้นเคยเด็กน้อยก็ลืมคำสั่งสอนของผู้เป็แม่ไปชั่วขณะ ด้วยความถูกชะตาอันลึกซึ้ง
"คุณลุง!"เติมเต็มร้องเสียงใส โผตัวเข้ากอดเรียวขาแกร่งของภูดิศรวดเร็ว ชายหนุ่มยิ้มละมุนก้มลงอุ้มร่างกลมป้อมอ้วนกลมขึ้นมาแนบแผงอกแกร่งอย่างแสนรัก
ภูดิศใช้เวลาบ่ายวันนั้นนั่งเล่นม้าหมุนก่อกองทรายและพูดคุยหยอกล้อกับน้องเติมเต็มอย่างมีความสุขอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิตตลอดห้าปีที่ผ่านมา
ก่อนจะแอบกระซิบตกลงทำพันธะสัญญาลับกับลูกชายตัวน้อย
"เติมเต็มครับ... ต่อจากนี้ไปในทุกๆ วัน คุณลุงคนนี้จะมารับหนูไปเที่ยวเล่น ไปกินขนมอร่อยๆ ที่ห้องทำงานของลุงที่โรงพยาบาลนะลูก... แต่เติมเต็มต้องสัญญากับลุงนะว่าเื่นี้ต้องเก็บเป็ความลับ ห้ามบอกคุณแม่มนกับลุงทิวเด็ดขาดเลยนะครับคนเก่ง ไม่อย่างนั้นคุณแม่จะโกรธแล้วไม่ยอมให้เราเจอกันอีกนะ...เกี่ยวก้อยสัญญากับลุงนะลูก"
เติมเต็มกะพริบตาปริบๆ มองใบหน้าคมคายที่ยามนี้ดูอบอุ่นละมุนและไม่มีความดุหลงเหลืออยู่เลยเด็กน้อยที่ลึก ๆ รู้สึกถูกชะตากับผู้ชายคนนี้อยู่แล้วยอมพยักหน้ารับคำอย่างร่าเริงตามประสาเด็ก โดยชูนิ้วก้อยเล็กๆ อวบๆขึ้นมาเกี่ยวกระหวัดรัดนิ้วหนาของภูดิศเพื่อรับปากว่าจะเก็บความลับนี้ไว้ร่วมกัน
นาทีนี้ แผนการตลบหลังตบตามนัสวีกำลังดำเนินไปอย่างเหนือชั้นลับหลังความไว้ใจของมนัสวี หลังจากที่ได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกัน ภูดิศยิ่งมั่นใจเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเด็กชายคนนี้คือลูกแท้ๆของเขา และะเิเวลาแห่งความเข้าใจผิดกำลังนับถอยหลัง รอคอยผลตรวจ DNA ที่จะมาถึงในอีกไม่กี่วันเพื่อเปิดฉากทวงคืนสิทธิ์ความเป็พ่อและลงทัณฑ์ผู้หญิงปากแข็งคนนั้นให้สาสมในที่สุด