“เมล มึงเข็นดีๆดิ แผลกูจะฉีกก็เพราะมึงเนี่ย”
ผมหันไปบอกเมลที่ตอนนี้มันกำลังเข็นรถวีลแชร์ที่ผมกำลังนั่งอยู่เนื่องจากวันนี้ผมดีขึ้นแล้วเลยนึกอยากจะออกมาเดินเล่นแต่ด้วยที่แผลยังไม่หายดีเลยต้องนั่งรถเข็นออกมาและด้วยที่วันนี้เมลเลิกเร็วเลยแวะมาเยี่ยมผมผมเลยวิสาสะขอให้เมลพาผมออกมาเดินเล่นที่สวนแทน
“ก็มึงตัวหนักอ่ะ”
“กูไม่ได้ตัวหนักแค่มึงเข็นไม่เป็”
ผมเถียงอีกคนสุดใจเมลเข็นวีลแชร์มาเรื่อย ๆจนมาหยุดสวนสาธารณะที่อยู่ข้างโรงพยาบาลเราหยุดจอดกันตรงข้างม้านั่งเมลจัดการก้มล็อคล้อก่อนจะหย่อนตัวนั่งลงที่ม้านั่งข้างๆ
ผมกวาดตาทอดมองวิวทิวทัศน์โดยรอบมีต้นไม้นาๆชนิดตั้งเป็แนวตามทางยาวโดยมีถนนสำหรับคนเดินและจักรยานทอดยาวฝั่งตรงข้ามที่ผมเลือกนั่งเป็ทะเลสาบขนาดใหญ่ที่มีคนกำลังปั่นเรือเป็ดอยู่สองสามลำ
“มึง กูอยากถีบเป็ดอ่ะ”
“ห๊ะ?” เมลลดมือที่ถือแก้วน้ำหันมามองผมด้วยสีหน้าที่แปลกใจปนสงสัย
“ตอนนี้เนี่ยนะ”
ผมพยักหน้ารัวๆเพื่อตอบเท่าที่จำได้ตอนที่ยังเป็เด็กผมเคยร้องอยากจะขึ้นเรือเป็ดแทบตายแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ขึ้นเพราะดันเกิดเหตุการณ์มีเด็กตกเรือเลยทำให้ผมไม่กล้าเล่นเรือเป็ดแต่วันนี้ผมโตแล้วก็เลยอย่างลองเล่นดู เพราะมันอาจจะไม่เกิดขึ้นแบบเมื่อก่อนก็ได้
“เคๆ ก็ได้”
เมลลุกจากม้านั่งก่อนจะมาปลดล็อคล้อและดันรถวีลแชร์ตรงไปยังท่าเรือเมื่อจัดการจ่ายเงินกันเสร็จเมลก็พยุงผมให้ลุกขึ้นก่อนจะพากันขึ้นเรือเป็ดไปโดยมีพี่ที่ดูแลคอยช่วยยอมรับว่าทันทีที่ก้าวขึ้นเรือเป็ดขาของผมสั่นเทาหัวใจเต้นตุบๆเลยกลัวนะแต่ด้วยความอยากที่มันมีมากกว่าเลยไม่สามารถหักห้ามใจไม่ให้ขึ้นได้
ตอนนี้พวกเราขึ้นมาบนเรือเป็ดแล้วก่อนจะถีบเรือให้ค่อยๆออกจากท่าผมเม้มปากพลางมือเล็กจับที่จับด้านข้างแน่น เราบังคับเรือไปวิ่งวนทะเลสาบไปเรื่อย ๆพลางทอดสายตามองดูทิวทัศน์โดยรอบเมื่อเริ่มหายกลัวผมก็หยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปวิวต่างๆ แพลนกล้องไปเรื่อย ๆจนไปหยุดที่ใครคนหนึ่งกับหญิงสาวอีกคนที่ยืนอยู่บนฝั่งผมใช้นิ้วซูมรูปเข้าเรื่อย ๆจนสามารถเห็นบุคคลนั้นอย่างชัดเจนผมหันไปสะกิดให้หยุดจอดเพื่อที่จะสามารถเห็นคนที่อยู่บนั่งได้อย่างชัดเจน
“อะไรวะ”
“แปปนึง”
ผมใช้นิ้วลากซูมอีกครั้งแต่เหมือนคนที่ถูกแอบถ่ายรู้ทันชายคนนั้นหันมาจนผมได้เห็นใบหน้าอย่างชัดเจนชายผมน้ำตาลใบหน้าเ้าเล่ห์ในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นกางเกงยีนส์ขายาวผมจำเขาได้อย่างชัดเจนเขาคือชายคนนั้นที่เจอที่ห้องน้ำตอนไปทำงานที่บริษัทของพ่อพี่คลื่นผมไม่รู้ชื่อเขาแต่จำได้ว่าพี่คลื่นบอกว่าห้ามผมยุ่งกับเขาเด็ดขาดเพราเขาร้ายกาจเกินไปผมยังคงถือโทรศัพท์ที่เปิดกล้องเอาไว้สายตาเหลือบมองภาพที่อยู่ในกล้องเขาหันมามองก่อนจะยกยิ้มอย่างเ้าเล่ห์
“บิล มึงทำอะไรอ่ะ”
“ห๊ะ? อ๋อ กูเจอคนรู้จักน่ะ”
“หรอ แล้วจะเข้าไปทักมั้ย”
ผมส่ายรัวเล็กน้อยแม้จะพอรู้จักแต่ผมว่าอย่าเข้าไปทักจะดีเสียกว่า
“สวัสดีครับ”
“เอ่อ สวัสดีครับ”
ปากบอกว่าไม่เข้าไปทักแต่สุดท้ายก็ขึ้นมาจนได้ผมยกยิ้มให้คนตรงหน้าส่วนเขาก็ยกยิ้มตอบ เมลพยุงผมให้นั่งลงตรงที่ม้านั่งใกล้ๆก่อนจะนั่งลงตามโดยมีพี่คนนั้นหย่อนตัวนั่งที่ฝั่งตรงข้าม
“เอ่อจะว่าไปพี่ชื่ออะไรนะครับ ผมยังไม่รู้ชื่อพี่เลย”
“หึ ถามแบบนี้แสดงว่าอยากรู้จักพี่งั้นสินะ ดีใจจริงๆ”คนตรงหน้าเท้าคางพลางยกยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ส่งผลให้ผมต้องหลบสายตาแสนร้ายกาจนั่น
“พี่แกล้งผมอ่ะ”
“หึ ก็เราน่าแกล้งหนิ”
“ผมไม่ได้น่าแกล้งสักหน่อย”
ผมเบ้ปากใส่อีกคนก็ยอมรับในระดับหนึ่งแหละว่าตัวนั้นน่าแกล้งอาจจะเพราะที่นิสัยของผมบางอย่างมันเหมือนเด็กไม่พอทั้งสีหน้าท่าทางยังอ่านง่ายอีกเลยทำให้คนรอบข้างมักจะบอกอยู่เสมอแต่ถึงอย่างนั้นผมก็พยายามที่จะปรับแล้วแต่มันก็ไม่ได้สักที
“สรุปพี่จะไม่บอกชื่อใช่มั้ยเนี่ย”
“อยากรู้ชื่อพี่ขนาดนั้นเลยหรือครับ”
“ก็เปล่าครับแต่แค่เราจะรู้จักกันโดยที่ผมไม่รู้ชื่อพี่มันจะเสียมารยาทเอา”
พอผมพูดแบบนั้นออกไปคนตรงหน้าก็หัวเราะออกมาเล็กน้อยก่อนจะวิสาสะเอื้อมมือมาโคลงหัวผมเบาๆเสียงกระแอมจากคนข้างตัวให้ทั้งผมและคนตรงข้ามหันไปมองเมลเท้าคางมองพวกเราด้วยสายตาที่นิ่งเฉยราวกับจะบ่งบอกอะไรสักอย่าง
“พี่จะโปรยเสน่ห์ให้ใครก็ได้แต่อย่ามาโปรยเสน่ห์ใส่เพื่อนหนูไอ้บิลมันมีแฟนแล้วเพราะฉะนั้นพี่ก็เลิกโปรยเสน่ห์ใส่มันได้แล้ว”
“หึ หึงหรอครับคนสวย”
“คนสวยที่หน้าดิ”
ผมหันมองคนทั้งสองคนอย่างงงงวยประโยคพูดจาของคนทั้งคู่เหมือนจะสนิทกันยังไงอย่างงั้น
“เอ่อคือ…รู้จักกันหรอ”
“ยิ่งกว่ารู้จักอีก ไอ้พี่เหี้ยนี่มันเป็ญาติกู”
“ห๊ะ!?”ผมหันมองชายตรงหน้าเขายกยิ้มราวกับบอกว่ามันคือเื่จริง
“เฮ้อ ความลับถูกเปิดเผยแล้วหรอนี่ เซ็งจังเลย”
“เหอะ คอยดูเถอะหนูจะฟ้องพี่คลื่นให้มากระทืบพี่”
“โห นี่พี่นะ ช่วยกันบ้างก็ดีป่ะ”
“เื่ดิ ตราบใดที่พี่ยังไม่คืนลูกชิ้นที่แอบกินไปหนูก็ไม่ช่วยหรอก”
“เหอะ เด็กเห็นแก่แดก”
“หุบปากไป ตาแก่เซ็กส์จัด”
ผมมองสลับคนทั้งคู่ด้วยความงงงวยอีกครั้งพลางยกมือขึ้นนวดขมับที่เต้นตุบๆบางทีโลกมันก็กลมเกินไปนะ อะไรมันจะบังเอิญขนาดนี้คนตรงหน้ารู้จักกับพี่คลื่นแต่ไม่สนิทและบังเอิญมาเป็ญาติเมลอีกบังเอิญที่โคตรจะบังเอิญ
พวกเรานั่งคุยกันไปเรื่อยๆโดยมีเสียงของคนทั้งคู่ตีกันอยู่เป็ระยะผมได้รู้ว่าเขาชื่อพี่แฮนเป็ญาติสนิทของเมลทั้งคู่โตมาด้วยกันแต่มักจะชอบทะเลาะกันบ่อยๆเรานั่งคุยกันอยู่สักพักใหญ่จนเห็นว่าเย็นแล้วเลยขอตัวกลับก่อนเราขึ้นเรือเป็ดกลับมายังฝั่งเดิมก่อนจะขึ้นวีลแชร์กลับโรงพยาบาล ระหว่างเราก็คุยกันเรื่อยเปื่อยจนมาถึงห้องแต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นพี่คลื่นนั่งรออยู่ที่โซฟา
“สวัสดีครับพี่คลื่น มารอนานยังครับ”
“ก็สักพักแล้วครับ”
พี่คลื่นเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบมันทำให้ผมถึงกับแอบลอบกลืนน้ำลายเลยทีเดียว
“แล้วทำไมพี่คลื่นไม่ทักมาล่ะครับพวกเราไปเดินเล่นกันที่สวนสาธารณะจะได้กลับมา”
“ก็พี่เห็นเราคุยกับไอ้แฮนอย่างสนุกเลยไม่อยากทักไปขัด”
ประโยคนั้นทำให้ผมรู้ทันทีว่าพี่คลื่นเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดผมเงยหน้ามองเมลส่งสายตาเป็เชิงถามว่ามันเป็คนบอกพี่คลื่นหรือเปล่าแต่คำตอบที่ได้กลับมาคือไม่เพราะสีหน้าของเมลก็ดูงงเหมือนกันผมหลบสายตาของอีกคนออกนอกหน้าเห็นว่าจากตรงนี้สามารถเห็นจุดที่ผมนั่งคุยกับพี่แฮนได้อย่างชัดเจนเลยไม่แปลกที่พี่คลื่นจะเห็นผมเม้มปากแน่นก่อนจะเบนสายตาหันมามองพี่คลื่นอีกครั้งแต่กลับถูกอีกคนมองกลับด้วยสายตาที่นิ่งเรียบจนน่ากลัว
“เมล พี่รบกวนเรากลับไปก่อนได้มั้ยพอดีพี่มีเื่จะคุยกับบิล”
“อ่อ โอเคค่ะ งั้นกุไปก่อนนะมึง”
“อ๊ะ เดี๋ยว!”
ยังไม่ทันที่ผมจะหันไปท้วงเมลก็ชิ่งหนีกลับไปตามคำขอของพี่คลื่อนอย่างโดยดีบรรยากาศในห้องกลับมาเงียบสนิทอีกครั้ง ตอนนี้เหลือแค่ผมกับพี่คลื่นเพียงสองคนวีลแชร์ถูกเข็นมายังเตียงก่อนที่พี่คลื่นจะพยุงผมขึ้นเตียงอย่างเบามือเราไม่ได้พูดคุยกันแม้แต่ประโยคเดียวเพียงแต่อยู่ภายในใต้ความเงียบจนได้ยินเสียงแอร์ได้อย่างชัดเจน
“ผมขอโทษครับที่ไปคุยกับพี่แฮนจนปล่อยให้พี่คลื่นรอนาน”
ผมพูดขึ้นเพื่อทำลายบรรยากาศพี่คลื่นมองผมนิ่งก่อนจะฉวยโอกาสทาบริมฝีปากลงมามือหนาเอื้อมสอดเข้าที่ท้ายทอยก่อนจะนวคลึงเพื่อให้ผมเปิดปากออกลิ้นหนาดุนเข้ามาด้านในกวาดสำรวจความหวานอย่างชำนาญจนผมต้องยกมือน้อยๆทุบอกของอีกคนเพื่อเป็สัญญาณให้ผละออกก่อนที่ผมจะหมดลมหายใจ
“เราทำให้พี่หึงอีกแล้วรู้มั้ย”
“ผมขอโทษ”
“ขอโทษแค่นี้มันไม่พอหรอกนะ”
ไม่ทันให้ผมได้ท้วงพี่คลื่นก็จัดการกดผมลงกับเตียงก่อนจะทาบริมฝีปากลงมาอีกครั้งผมไม่ได้ปฏิเสธปล่อยให้อีกคนลงโทษได้อย่างเต็มใจมือหนาสอดเข้าใต้เสื้อก่อนจะลูบไล้ขึ้นมาบนยอดอกก่อนจะสะกิดให้ผมเสียวเล่นเบาๆ
“อื้อ!!”
“เด็กดื้อต้องโดนลงโทษนะรู้มั้ย”
พูดจบเสื้อโรงพยาบาลที่ใส่อยู่ก็ถูกอีกคนถกขึ้นจนเห็นหน้าท้องขาวทั้งหมดพี่คลื่นเขยิบตัวนั่งลงที่ว่างข้างเตียงก่อนจะโน้มตัวลงมาทาบริมฝีปากลงที่ยดอกชมพูมือเล็กจิกลงกับเตียงแน่นพลางแอ่นตัวรับความเสียง
“พ-พี่คลื่น อื้อ!”
พี่คลื่นผละใบหน้าออกก่อนจะมองผมด้วยสายตาที่เ้าเล่ห์แม้นี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เห็นอีกคนทำสีหน้าเ้าเล่ห์แบบนี้แต่ครั้งนี้สีหน้านั้นของเขากลับทำให้ผมทั้งกลัวและเขินในเวลาเดียวกัน
พี่คลื่นเท้าแขนค่อมตัวพลางหลุบตามองผมเบนสายตามองทางอื่นเพราะความเขินและอารมณ์ที่มันค้างคาแต่ก็ถูกอีกคนจับใบหน้าให้หันมาดังเดิม
“พี่คลื่นแกล้งบิลทำไม”
“พี่ไม่ได้แกล้งครับ พี่แค่ลงโทษเด็กดื้อ”
“ฮืออออ”
ผมยกมือปิดหน้าด้วยความเขินแค่ประโยคธรรมดากลับทำให้หัวใจผมเต้นผิดจังหวะไปมากเพราะแบบนี้ไงผมถึงหลงเขาั้แ่แรกเจอ
จู่ๆบรรยากาศรอบตัวก็มืดลงผมเอามือออกจากหน้าพบว่าตอนนี้ไฟในห้องถูกปิดไปแล้วเหลือก็แต่เพียงไฟที่ระเบียงเท่านั้นที่ยังคงเปิดอยู่
“ดึกแล้ว ได้เวลานอนแล้วครับ”
พี่คลื่นเอ่ยพร้อมกับดึงผ้าห่มขึ้นคลุมจนถึงคอผมผมก็อยากจะนอนนะแต่ แต่อารมณ์บางอย่างมันค้างทำให้ผมไม่สามารถที่จะข่มตาหลับได้ผมเม้มปากพลางเอื้อมมือจับชายเสื้อพี่คลื่นพลางเขย่าเบาๆพี่คลื่นเลิกคิ้วมองผมอย่างสงสัย
“คือผม…มัน”
“หือ?”
“ฮืออออออ”สุดท้ายผมก็ไม่กล้าพูดออกไปเพราะอารมณ์ที่เป็อยู่มันช่างแสนจะน่าอายเสียเหลือเกินพี่คลื่นยกยิ้มเล็กน้อยก่อนจะผละตัวลุกจากเตียงแต่จู่ ๆมือของผมก็เอื้อมไปคว้าเสื้อของอีกคนเอาไว้พี่คลื่นหันมามองพร้อมกับเลิกคิ้วก่อนจะยกยิ้มและหย่อนตัวนั่งลงที่เดิมพลางเท้าแขนค่อมลำตัว
“มีอะไรครับ”
“พี่คลื่นแกล้งบิล”
“พี่แกล้งอะไรครับ”
“ก็ ก็พี่…นี่ไง”
“หือ?”
“ก็…ฮืออออออ” ใช้มืออีกข้างที่ว่างจับผ้าห่มดึงขึ้นปิดหน้าด้วยความอายพี่คลื่นโน้มตัวลงมาทาบริมฝีปากก่อนจะค่อยๆไล่ละเมียดจูบอย่างมีจังหวะผมััได้ถึงบางอย่างที่ค่อยๆเข้ามายังในกางเกงโรงพยาบาลคงไม่พ้นมือสากของอีกคนเป็แน่แต่ก็ไม่ได้ผลักไสแต่อย่างใดปล่อยให้เขาทำได้อย่างตามใจชอบมือสากจับลงที่ตรงจุดััก่อนจะเริ่มขยับขึ้นลงเป็จังหวะช้าๆส่งผลให้ผมเผลอเปล่งเสียงน่าอายออกมาอย่างไม่ตั้งใจมือสากเริ่มเร่งจังหวะเรื่อยไม่นานมันก็พาผมไปยังจุดสูงสุดได้สำเร็จ
“ดูท่าจะชอบเชียว”
“ฮือออ พี่คลื่นอ่ะ ทำให้ผมเป็เด็กใจแตก”
“หึ พี่เปล่านะ แค่เห็นเราทรมานเลยจะช่วยให้หายแค่นั้นเอง”
“ฮือออออออ คนบ้า”
พี่คลื่นยกยิ้มก่อนจะโน้มตัวลงกดจมูกที่แก้มทั้งสองข้างพลางจับแจงผ้าห่มคลุมตัวผมให้ดี
“ฝันดีนะครับคนเก่ง”
“ฝันดีครับ”
เราบอกฝันดีกันก่อนที่ผมจะหลับตาลงโดยมีพี่คลื่นที่ยังคงเฝ้ามองจนผมหลับไปได้ยินแต่เพียงเสียงที่เข้ามาในโสตประสาทที่อาจจะเป็ฝัน
“อยู่เป็ดวงจันทร์ของพี่แบบนี้ไปตลอดนะครับ”