ผมเดินทางเข้าไปในถ้ำหลังน้ำตกนั่น โดยที่ไม่ได้ พาองค์หญิง ไอกะมาด้วย เพราะเกรงว่าเธอจะเป็นอันตราย แถมเธอยังเพิ่งหายไข้อีกด้วย
โฮกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
เสียงของสัตว์ประหลาดตนหนึ่ง ที่มีตาเดียว กำลังเฝ้าบ่อน้ำ ที่มีโลงศพน้ำแข็งอยู่ ดูเหมือนจะมีบางสิ่งบางอย่างอยู่ข้างในนั้น ผมมองมันด้วยความสงสัยใคร่รู้
" ไซคลอป นั่นเอง แถมตัวใหญ่มากเสียด้วย ประมาณขนาด 3เมตรเห็นจะได้ "
ผมพยายามเคลื่อนไหวให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อไม่ให้มันรู้ตัวว่าผมมาแล้ว
ฟุดฟิด ฟุดฟิด
เจ้าไซคลอป ดมอากาศที่หายใจเข้าไป
" เจ้ามนุษย์ มัวซุกหัวอยู่ที่ไหนออกมานะ ไม่งั้นข้าจะฆ่าหักคอเจ้า "
............................... ซาโต้ ข้าว่าเรารีบหนีออกไปจากที่นี่กันเถอะนะ ในขณะที่ไซคลอป ยังมองไม่เห็นเจ้า................................. เทพธิดาอินฟีเรียกล่าวด้วยความเป็นห่วงในนิสัยบ้าๆของผม
" ไม่ล่ะ ท่านเทพ ผมจะสู้กับมัน ผมอยากรู้ข้างในโลงศพน้ำแข็งนั้นมีอะไร" แล้วผมก็ร่ายคาถาเปลวเพลิงที่เป็นเวทย์ถนัดของผมออกไป
[ไฟเยอร์บอล]
ตูม ตูม ตูม
เสียงลูกบอลไฟปะทะเข้ากับลูกกระตาของไซคลอป อย่างแรงทำให้มันมองไม่เห็นไปชั่วขณะ แล้วเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ผมกระโจนออกไป ฟาดมันด้วยดาบเวทย์มนต์ ที่ผมมีมันเป็นเวทย์๋ในคัมภีร์ภาษาเทพ บทที่3
เคร้ง
ดาบเวทย์มนต์ของผมปะทะกับ กระบวนท่า กายาเหล็กของไซคลอป มันบาดเนื้อไซคลอปได้เพียงนิดเดียวก่อนที่จะหยุดลง
ไซคลอป ต่อยมั่วๆออกมาตามสัญชาตญาณ 1 ในจำนวนหลายมัดได้ซัดมาถูกผม
อาคคคคคคคคคคคค
ผมตัวกระเด็นลอยออกไปประมาณ 10เมตรก่อนที่จะหยุดลง
ไซคลอปที่สูญเสียดวงตา โจมตีอย่างบ้าคลั่งจนไป ถูกโลงศพน้ำแข็งกระเด็นหล่นลงมากับพื้น
ผมถือโอกาส กระโดดถีบ ไซคลอปที่กำลังบ้าคลั่งให้ ตกบ่อน้ำไป บ่อน้ำนั้น ไอเย็นมาก จนแช่แข็ง ไซคลอปไว้ทั้งตัว จนไซคลอปแข็งเป็นปฏิมากรรมน้ำแข็งชิ้นหนึ่ง ก่อนจะแตกออกเป็นเสี่ยง เมื่อผมยิงเวทย์ไฟออกไป
ถ้าผมจำไม่ผิด ความเย็นจะทำให้สสารหดตัว ส่วนความร้อนนั้น จะทำให้สสารขยายตัวเมื่อไซคลอปตกลงไปในบ่อน้ำเย็นนี้ มันก็ได้ทิ้งชีวิตไปแล้ว เพราะเมื่อสสารหดตัวและขยายตัวอย่างรวดเร็วจะทำให้สิ่งของนั้นปริแตกออกเหมือนแก้วที่อยู่ในช่องแช่แข็ง และเมื่อเราเทน้ำร้อนราดมันลงไป แก้วนั้นก็จะแตกออก
หลังจากผมจัดการกับไซคลอป เรียบร้อยแล้ว ผมก็ตรงไปยังโลงศพน้ำแข็ง ข้างในมีสาวน้อยรูปงามกำลังนอนหลับตาอยู่ เธอมีผมสีฟ้าสลับดำ ใบหน้ารูปไข่ได้รูป และหุ่นที่ดูสมส่วน สวมชุดบางๆสีเทาอ่อนๆ ทำให้เห็นร่องอกได้อย่างชัดเจน ข้างบนฝาโลงสลัก ชื่อ มิร่า
"มิร่า?" ผมอุทานออกมา เหมือนตกอยู่ในมนต์สะกด
............................. มิร่ารึ ซาโต้ นางเป็นอสูรชั้น ราชันย์ เลยน่ะ ถ้าข้าจำไม่ผิด เธอเคยออกอาละวาดเมื่อ 300ปีก่อน ระวังตัวด้วยนะซาโต้ ที่นางถูกจับผนึกไว้ในที่แห่งนี้คงมีเงื่อนงำบางอย่าง ...................
อสูรมี 6 ระดับ 1.อสูรระดับทองแดง 2. อสูรระดับเงิน 3. อสูรระดับทอง 4. อสูรระดับเพชร 5. อสูรระดับราชันย์ 6. อสูรระดับตำนาน
" ผมจะปลดผนึก คำสาปที่ทำให้เธอหลับนะท่านเทพ "
.............................. เจ้าจะบ้าหรือไรซาโต้ ถ้าจะแก้คำสาปจริง ก็ควรไปยืมกบนานันของ ผู้วิเศษ ริเอะมา เพราะ กบนานัน กินคำสาปได้ทุกชนิด ไม่งั้นตัวเจ้าจะได้รับผลกระทบจากการสลายคำสาป...............................
" ไม่เป็นไร ผมจะลองทำดู " ราวกับถูกมนต์สะกดจากมิร่า ผมค่อยๆร่ายเวทย์ คลายผนึกคำสาป ทีละวงทีละวง โดยปรากฏ วงเวทย์คำสาป 12วงออกมา
ทั้งมือซ้ายและมือขวาของผมกำลังมอดไหม้ ไปด้วยเพลิงโทสะของคำสาป และดูเหมือนมันจะมีเลือดออกมากขึ้น และมากขึ้น เลือดไหลหยดลงบนตัวของเธอ
มิร่า ค่อยๆลืมตาตื่นขึ้น เธอลิ้มลองเลือดของผมเข้าไปแทบทุกหยดที่หยดลงไปบนตัวเธอ
" ขอบใจมากนะ คุณนักผจญภัย ไม่ใช่สิต้องเรียกว่า ที่รัก ต่างหาก คนที่ปลุกข้าจากคำสาปเป็นคนแรกข้าจะขอติดตามผู้นั้นไปจนตราบชีวิตจะหาไม่ "
แล้วมิร่า ก็ลุกขึ้นมากัดคอผม แล้วดูดเลือดของผมออกไป มันหวานอร่อยมากในปากของเธอ
ผมตกใจอย่างยิ่ง แต่พิธีกรรมที่ทำลงไปแล้วไม่อาจหยุดกลางคัน เธอทำพันธสัญญา เป็นอสูรพันธสัญญาของผม โดยที่ผมไม่ยินยอม และเมื่อวงเวทย์คำสาปวงสุดท้ายสลายไป ผมก็เป็นลมหมดสติไป
3 ชั่วโมงต่อมา.........
ผมฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง โดยมีร่างอันเปลือยเปล่าของหญิงสาวคนหนึ่ง กำลังกอดผมอยู่ อย่างแนบแน่น มือทั้งสองของผมชาด้าน มันไม่รู้สึกเลย ดูเหมือนมันจะถูกเผาไหม้เป็นตอตะโกไปเสียแล้ว *-* รู้งี้ไปยืมกบนานัน ของผู้วิเศษ ริเอะดีกว่า มันเจ็บมากเลย
" ที่รัก มือทั้งสองข้างของเธอนะ มันใช้ไม่ได้แล้วนะ ต้องตัดออก เพื่อรักษาชีวิต " มิร่ากล่าวอย่างเป็นกังวลเล็กน้อย
" แต่ไม่ต้องห่วงนะ ข้าจะเลี้ยงดูเจ้าไปทั้งชีวิตเอง ที่รัก " มิร่ายิ้มออกมาให้เห็นเขี้ยวขาวๆน้อยๆ
" เธอเป็นตัวอะไรกันแน่มิร่า "
" ข้าเป็นแวมไพร ไงล่ะ ข้าสามารถ แปลงเป็น มังกร โครงกระดูก หมาป่า และค้างคาวได้ " แล้วมิร่าก็กล่าวสืบต่อ
" เอาล่ะ เรารีบมาตัดมือกันเถอะ ก่อนที่คำสาปจะกัดกินเจ้าจนตาย " มิร่า เรียกดาบเวทย์น้ำแข็งอันคมกริบออกมา และกำลังจะตัดมือผม
" ดะ.......เดี๋ยวก่อน ผมยังมีซิลวาเทียที่คล้องคออยู่ เอาน้ำของมันมาให้ผมกินหน่อย "
มิร่าขมวดคิ้วเป็นแวว สงสัย ก่อนที่จะหยิบซิลวาเทีย มาให้ผมดื่ม
ฤทธิ์ ของซิลวาเทียแผ่ซ่านทันที มือทั้งสองจากที่รู้สึกชาแบบตายด้าน ก็กลับมามีประสาทสัมผัสอีกครั้ง พร้อมมีเลือดฝาด และหายเป็นปลิดทิ้งในเวลาต่อมา
" โห ที่รักมีของดีขนาดนี้ด้วย ขอฉันได้ไหม " มิร่าออดอ้อน พร้อมเป่ามนสเน่ห์ ใส่ผม
แต่มนต์สเน่ห์ใช้กับผมไม่ได้ผล เพราะ ผมมีเทพธิดาอินฟีเรีย ช่วยคลายเวทย์มนต์ให้
" คงไม่ได้หรอก มิร่า มันเป็นสมบัติของ อาณาจักรผม ผมคงให้ใครไม่ได้ " แล้วผมก็หยิบซิลวาเทียมาห้อยคอไว้ตามเดิม
มิร่า หน้ามุ่ยนิดหน่อย แต่หน้าตาเธอตอนกำลังโกรธนี่ก็ น่ารักไปอีกแบบ ผมรีบบอกให้เธอใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อย เพราะจะพาเธอไปแนะนำให้ องค์หญิงไอกะได้รู้จัก
มิร่า สวมเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เดินตามผมมาอย่างว่าง่าย
" ว่าแต่ที่รัก เธอมีชื่อว่าอะไรเหรอ "
" ซาโตชิ หรือ ที่ใครๆ ก็เรียกว่า ซาโต้ ไงล่ะ " ผมกล่าวด้วยเสียงอันภาคภูมิใจ