ย่ำภพสยบแดน (จบ)

    สัตว์เวทพันปี ๒ (จบ)

     

                กรงน้ำแข็งหนาวเย็นยะเยือกประหนึ่งดินแดนหิมะ

                ปราณเย็นจัดแผ่พลังกดดันราวข่มขวัญให้เหยื่อภายในกรงหวาดหวั่น

                หากเด็กน้อยกลับไม่ยอมรับความพ่ายแพ้โดยง่ายนางไม่เกรงสวรรค์ไม่หวาดหวั่นนรก นับประสาอะไรกับแค่ปราณคุกคามจากสัตว์เวทระดับเสวียนตัวหนึ่ง

            แม้ไร้สามารถแต่จิตของนางหนักแน่นยิ่งกว่าขุนเขา ดรุณีน้อยจึงตวัดข้อมือที่ถือกระบี่เหล็กเย็นเข้าใส่เสาน้ำแข็งสุดกำลัง

                ชิ้ง !!

                หากคมกระบี่กลับไม่สามารถทำลายพวกมันลงได้ ต่อให้พยายามฟันอีกหลายสิบครั้งก็ไม่มีแม้แต่สะเก็ดน้ำแข็งหลุดกระเด็นออกมา ฝูอวี้ฉยงจึงจำใจเปลี่ยนวิธีการนางผลักกระบี่ออกทางช่องว่างระหว่างเสา ใช้ปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางประชิดชนในท่าดรรชนีแล้วควบคุมกระบี่โจมตีสังหารศัตรูตรงหน้าอย่างไม่ยอมจำนน

                งูใหญ่เตรียมการไว้พร้อมสรรพมันตวัดหางตั้งรับหลอกล่อ ขณะที่กระบี่จู่โจมใส่มัน เสาน้ำแข็งก็งอกจากพื้นขึ้นมาใหม่ด้วยความเร็วรี่มันก่อตัวเป็นกรงน้ำแข็งเช่นเดียวกับที่ใช้กักขังฝูอวี้ฉยงกับนกขนเทาไว้ ทว่ากรงน้ำแข็งใบนี้กลับไม่ได้มีช่องโหว่เปิดไว้เช่นใบเก่าเพราะทันทีที่เสาน้ำแข็งโค้งงอเข้ามากันตรงยอดสัตว์ร้ายเจ้าถ้ำก็พ่นไอปราณสำทับเข้าไปอย่างเต็มกำลังอากาศภายในจึงแปรเปลี่ยนกลายเป็นชั้นน้ำแข็งไร้ช่องว่างแช่แข็งกระบี่ไว้จนไม่อาจแม้แต่เคลื่อนไหว

     

              เป้าหมายต่อไปของมันย่อมเป็นหนึ่งคนหนึ่งนกในกรงขังกลางถ้ำ

                ฝูอวี้ฉยงแม้ถึงทางตันแต่นางยังไม่ยอมจำนนต่อภัยพานเด็กหญิงเงยหน้าขึ้นมองตะเกียงเวทที่ลอยอยู่กลางอากาศ หนึ่งห้วงความคิดบังเกิดก็มีเปลวเพลิงโหมลุกออกจากตะเกียงเวทดวงนั้นไอร้อนแผดเผาลงเบื้องล่างละลายเสาน้ำแข็งที่กักขังนางกับนกยักษ์ไว้อย่างน่าตื่นตา   

                งูดำเจ้าถิ่นเห็นเหตุการณ์ที่เกิดจึงรีบเลื้อยเข้าใกล้หางของมันตวัดตะเกียงที่ลอยอยู่ให้พ้นทาง แต่ระหว่างตะเกียงกับฝูอวี้ฉยงมีพลังปราณจากอักขระเชื่อมต่อมันจึงเคลื่อนหลบการโจมตีนั้นราวกับมีสำนึกคิดในตัวมันเอง

                ฝูอวี้ฉยงเหลือบมองตะเกียงและงูยักษ์เพียงแวบหนึ่งก็คิดควบคุมเปลวเพลิงเข้าจู่โจมอสรพิษร้าย หากเปลวเพลิงจากสมบัติเวทระดับต้นไหนเลยจะหาญหักกับพลังปราณของสัตว์เวทระดับเสวียนความห่างชั้นแตกต่างกันมากเกินไป เปลวไฟไม่อาจแม้แต่ทำให้ผิวหนังงูใหญ่เกิดแผล

                เด็กน้อยจึงตัดสินใจเรียกตะเกียงเวทกลับคืนมาเสาน้ำแข็งด้านบนถูกละลายออกจนเกิดช่องว่างที่กว้างพอให้ตะเกียงวิเศษลอยลอดผ่านเข้ามาเมื่อมันมาอยู่ในมืออันอ่อนนุ่มเด็กหญิงกลับรับรู้ได้ถึงพลังปราณที่แอบแฝงอยู่ภายในเพียงนางเกิดความคิดหนึ่งในหัว เปลวไฟก็แผ่ออกเป็นวงกว้างประหนึ่งโล่อัคคีแผดผลาญรุนแรงกว่าเมื่อครู่หลายสิบเท่า

     

                ภาพตื่นตาตื่นใจที่เกิดขึ้นย่อมสร้างความตกตะลึงให้กับเด็กน้อยโล่อัคคีใช้เวลาเพียงสองสามลมหายใจก็สามารถละลายเสาน้ำแข็งจนหมดสิ้นนางถือตะเกียงไว้อย่างมั่นคงในใจเกิดการคาดเดาบางอย่าง พลางสื่อความคิดถึงนกยักษ์

                เด็กหญิงทดลองยื่นตะเกียงเวทไปข้างหน้าใช้จิตของนางเป็นตัวกำกับควบคุมปราณธาตุในตะเกียงวิเศษ เมื่อจิตแน่วแน่จึงมีพลังอันมั่นคงหนักแน่นสามารถควบคุมให้ปราณธาตุเพลิงโหมลุกเป็นเกลียวดุจคลื่น

                นกยักษ์เห็นดังนั้นจึงรีบเคลื่อนกายทำตามสิ่งที่คนบนหลังบอกมาผ่านความคิดมันอ้าปากแล้วขับดันปราณธาตุลมของตนออกมา เกิดคลื่นพลังวายุสีขาวเป็นสายพวยพุ่งราวน้ำพุปราณสองสายระหว่างวายุและอัคคีควบรวมเป็นหนึ่ง

                ขาวผสานส้มดุจเกลียวน้ำวนพวยพุ่งสอดส่ายเป็นหนึ่งปานหอกสังหารพุ่งตรงไปยังงูใหญ่ที่ขับพ่นปราณยะเยือกออกมารับมือเจ้าอสรพิษดำถือตนว่าเหนือกว่ามันจึงตั้งรับแต่ไม่คิดหลบหลีก ยามพลังปราณจากสองฝั่งเข้าใกล้ประชิดกันก็เกิดแรงระเบิดสะท้อนสะท้านจนถ้ำสั่นไหว

                เปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำโลมเลียผิวหนังของมันจนพุพอง

     

                ฝูอวี้ฉยงไม่รอให้สัตว์ร้ายได้ตั้งหลัก มือขวายื่นไปข้างหน้าอีกคราเพลิงผลาญร้อนแรงดุจเพลิงโลกันตร์และมีอำนาจคุกคามมากกว่าเปลวไฟที่โจมตีก่อนหน้า มันก่อตัวเป็นลูกไฟขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ยามเมื่อเด็กหญิงใจจิตขับเคลื่อนมันไปข้างหน้า ลูกไฟโลกันตร์ก็แตกออกราวกับสายฝนทุกเม็ดซัดสาดเข้าใส่งูดำเจ้าถิ่นอย่างไม่ปรานี

                ฉ่า ๆ ฉ่า ๆ

                เสียงกัดกร่อน ไหม้โลมเลียเกิดขึ้นบนผิวหนังและร่างกายของงูพันปี

     

                สถานการณ์ที่บีบคั้นดันให้นางถึงทางตันแต่จิตใจอันมุ่งมั่นกลับสามารถปลุกพลังซ่อนเร้นที่แม้แต่เจ้าตัวยังไม่ตระหนักถึงยามนี้เหตุการณ์คล้ายถูกพลิกกลับ งูยักษ์ที่หยิ่งผยองราวกับต้องสิ้นท่า

              หากมันคือสัตว์เวทพันปีระดับเสวียนมันมิยอมพ่ายแพ้ให้กับการโจมตีเหล่านี้ แม้ทั้งร่างจะเกิดแผลไหม้พุผองผิวหนังบางส่วนหลุดลอก แต่ทุกรอยบาดแผลกลับกลายเป็นเชื้อเพลิงปลุกโทสะของมันให้ระเบิดออกร่างใหญ่ตวัดกายฟาดผนังซ้ายขวาด้วยความคลุ้มคลั่ง

                 ไอเย็นก็พ่นออกมาเกรี้ยวกราดหมายปลิดชีวิตแม้ฝูอวี้ฉยงกับนกน้อยก็ถูกแรงสั่นสะเทือนจนตกจากแท่นหินไปคนละฝั่ง

     

                ขนเทารีบกระโดดย่องแย่งเข้าหาเด็กตัวน้อยมันย่อกายให้นางขึ้นหลังหมายเตรียมจะหนี ในเมื่อตะเกียงเวทของเด็กหญิงสามารถละลายเสาน้ำแข็งได้เหตุใดจะไม่สามารถละลายกำแพงน้ำแข็งที่งูดำสร้างขึ้นหะแรก

                ตอนนี้แรงกำลังของขนเทาก็ใกล้จะหมดเต็มที หากยังพอกัดฟันทนได้อีกระยะหนึ่งหวังพาร่างน้อยบินหนีออกจากเหตุคับขันนี้

                ฝูอวี้ฉยงเองก็ระบมไปแทบทุกส่วนของร่างกายแต่นางก็ยังอดทนไม่ยอมปล่อยให้ความอ่อนแอมีผลต่อจิตใจ นางรู้ดีว่าในยามคับขันเป็นตายเช่นนี้หากจิตของนางเกิดความท้อแท้ นางก็จะสิ้นสูญพลังและความเชื่อมั่นที่จะเอาชีวิตรอด

                เมื่อเห็นนกใหญ่ย่อกายลงนางก็เข้าใจความหมายของมันได้ไม่ยากคล้ายว่าคนกับนกสื่อใจถึงใจสองทาง ไม่ใช่เพียงแต่ขนเทาเท่านั้นที่รับรู้ความคิดของนางแต่ยามนี้นางกลับเริ่มเข้าใจและรับรู้ความคิดของมันกลับคืน

                เมื่อขึ้นหลังนกมาได้นางก็รีบเรียกตะเกียงเวทที่ตกลงด้านข้างจากแรงสั่นสะเทือนก่อนหน้ามือขวาคว้าจับขนหลังคอของนกยักษ์ มือซ้ายถือจับตะเกียงมาดมั่น

     

                เจ้างูใหญ่ที่กำลังอาละวาดอย่างบ้าคลั่งเมื่อเห็นว่าหนึ่งคนหนึ่งนกกำลังจะหลบหนี มันจึงรีบพ่นไอปราณยะเยือกเข้าจู่โจม แท่งน้ำแข็งแหลมนับสิบบินพุ่งเข้าใส่หนักหน่วงทุกแท่งล้วนหมายเอาชีวิตเป็นสำคัญ

                 นกขนเทาบินแฉลบหลบซ้ายบ้างขวาบ้างทุกเสี้ยวลมหายใจเต็มไปด้วยความระวังขีดสุด ขณะที่ฝูอวี้ฉยงก็เร่งเร้าปราณจากตะเกียงเข้าโจมตีผนังชั้นแรกสุดซึ่งกักขังกระบี่เหล็กดำเอาไว้มันเป็นด่านแรกก่อนจะไปถึงด่านหน้าประตูถ้ำ  

                งูใหญ่เกรี้ยวกราดอย่างถึงขีดสุด

                แท่งน้ำแข็งที่มันสร้างขึ้นกลับโจมตีพวกศัตรูพลาดเป้าทุกแท่งมันจึงพ่นปราณเย็นใส่พื้นอย่างโมโห ฝูอวี้ฉยงกับนกยักษ์ที่กำลังบินหลบไปมาถูกรบกวนด้วยเสาน้ำแข็งที่ผุดขึ้นจากพื้นถ้ำมากมายจนคล้ายทะเลหลาวแหลม ความเย็นแผ่ปกคลุมจนลมหายใจที่ออกมาของคนและนกกลายเป็นไอควันสีขาว

               ยิ่งนานยิ่งทอนกำลังลงจนเริ่มเหนื่อยล้า

             

                ขนเทาหมุนวนกลับหมายจะหาช่องว่างเพื่อตั้งหลัก ขณะเดียวกันก็เกิดลมแรงจากหางงูยักษ์ที่ฟาดใส่พื้นเกล็ดน้ำแข็งแหลมคมนับร้อยลอยขึ้นจากพื้นถ้ำ แล้วพุ่งซัดโจมตีเข้าใส่ทั้งคนทั้งนก เจ้าขนเทารีบอ้าปากขับปราณธาตุลมเข้าต่อสู้จนเกิดเสียงหวีดแหลมฝ่าอากาศฝูอวี้ฉยงเองก็ไม่นิ่งนอนใจนางควบคุมปราณธาตุไฟในตะเกียงออกเป็นปราการละลายคมน้ำแข็ง

                โล่วายุและโล่อัคคีต้านทานการโจมตีอย่างแข็งขัน

     

                แต่พวกนางกลับไม่รู้ว่าแท้จริงเป็นเพียงเล่ห์ส่งเสียงบูรพาตีฝ่าประจิมที่งูพันปีงัดขึ้นมาใช้

     

                เมื่อเปลวเพลิงก่อขึ้นเป็นโล่ปราการประสานด้วยสายลมทำให้ทุกสรรพสิ่งตรงหน้าแทบถูกกลืนกิน

    จนไม่อาจมองเห็นสิ่งที่เกิดได้ชัดเจน ความสนใจของคนและนกต่างมุ่งมาดไปยังการโจมตีเบื้องหน้าและเพราะขาดการระวังหลังจังหวะเดียวกันนั้นเจ้างูใหญ่จึงได้ทีโต้กลับ

                มันยกหางของตนแล้วฟาดตลบใส่ด้านหลังทั้งสองอย่างรุนแรง

             

            เปลวเพลิงและลมวายุแตกซ่านกระจัดกระจาย

            ร่างของคนและนกแยกจาก ฝูอวี้ฉยงถูกซัดกลางอากาศจนลอยไปกระแทกเพดานถ้ำอย่างรุนแรงโชคของนางยังดีที่จุดที่กระแทกอยู่ใกล้กับช่องว่างเหนือแท่นยกนางจึงไม่โดนคมแหลมของหินย้อยบนเพดานถ้ำสังหารเอา

            แต่โชคร้ายของนางกลับเป็นร่างกายที่ไร้ปราณเมื่อถูกกระแทกจนบาดเจ็บก็ตกลงมาจากที่สูงและกระแทกซ้ำสองลงบนจานหินกลมกลางถ้ำกระดูกในร่างคล้ายแตกหักแทบทุกส่วนอวัยวะภายในถูกแรงกระแทกจนบอบช้ำถึงกับกระอักโลหิตออกมาจนท่วมทั่วเสื้อที่นางสวมเป็นสีขาวอมฟ้าหากยามนี้ถูกย้อมทาด้วยโลหิตที่ทะลักออกมา แม้แต่จานหินและแท่นยกก็มีโลหิตของร่างน้อยชโลมริน

            ตามเนื้อตัวของคนเจ็บมีบาดแผลและรอยถลอกปอกเปิกจนไม่อาจสรรหาคำใดบรรยาย

            ขณะที่นกยักษ์มีสภาพไม่ต่างจากนางสักเท่าไหร่เพราะมันเป็นสัตว์เวทระดับหวงขั้นสูงสุด เจ้างูใหญ่หลังใช้หางตวัดโจมตีพวกนางมันก็รีบพ่นปราณยะเยือกลงพื้น หลาวน้ำแข็งแหลมคมจึงแทรกขึ้นจากพื้นและแทงทะลุร่างของนกยักษ์ที่ถูกซัดกระแทกพื้นจนบาดเจ็บเมื่อถูกแท่งน้ำแข็งแหลมแทงทะลุผ่านอาการของมันจึงสาหัส

             

            เด็กน้อยที่ทอดร่างบนจานหินเหลียวมองนกตัวใหญ่ที่นางเพิ่งรู้จักและพบเจอไม่ถึงวันแต่นกยักษ์ตัวนี้กลับอยู่เคียงข้างนาง และพร้อมฝ่าฟันอันตรายที่คุกคามเอาชีวิต

            ความเจ็บที่ครอบคลุมร่างกายของนาง ทำให้นางตระหนักถึงอาการของตนเองดีกระดูกในกายคงหักแทบทั้งหมด อวัยวะก็คงเสียหายจนไม่อาจฟื้นคืน วันนี้คงเป็นวันสุดท้ายที่นางต้องจบชีวิตลงแล้วเป็นแน่

             

            งูใหญ่ยักษ์ผู้กำชัยเลื้อยเข้ามาใกล้แท่นยกพื้นมันชูคอขึ้นสูงจ้องมองเหยื่ออันโอชะด้วยแววตาวาวโรจน์ นัยน์ตาสีทับทิมดูหยิ่งผยองและเย้ยหยันผู้พ่ายแพ้ขณะที่มันอ้าปากออกและพุ่งฉกไปยังร่างเล็กที่ไม่อาจเคลื่อนไหว

            ฉับพลันทันใด

            พลังมหาศาลก็แผ่ผุ่งออกมาจากร่างของเด็กน้อยใกล้ตายแสงนั้นส่องออกมาจากรอยประทับอักขระที่ด้านหลังไหล่ของฝูอวี้ฉยงเกิดเป็นแสงสีม่วงเจิดจ้าที่แม้แต่สัตว์เวทพันปีระดับเสวียนยังไม่กล้าเชื่อสายตา

    เหนืออกของดรุณีน้อย มีบุปผาก้านหนึ่งลอยออกมามันเป็นบุปผาก้านเดี่ยวแต่ปลายก้านมีดอกสีม่วงซ้อนกันเป็นชั้นช่อดูงดงามและแปลกตา เนื่องจากบุปผาก้านนี้สร้างขึ้นจากร่างเงาปราณสีม่วง

                สัตว์พันปีตะลึงตะลานมันคิดจะหันกายและเลื้อยหนีราวเจอภูตผีเจ้าชีวิต แต่ปราณที่แผ่ออกมาก็กักขังมันไว้กับที่จนไม่อาจเคลื่อนไหวดอกไม้งดงามบิดพลิ้วร่วงจากก้านสลายกลายเป็นฝุ่นผงสีม่วงระยิบระยับและขยายใหญ่ขึ้นเป็นกลุ่มฝุ่นวิบวาบที่มีรัศมีเกือบ ๑ จั้ง

                ร่างเงาแปรเปลี่ยนเกิดเป็นร่างปราณของกิเลนเกล็ดม่วงท่าทีสูงส่งเหนือพิภพ

                การปรากฏกายของมันคลับคล้ายการฝืนชะตาหกโลกธาตุสัตว์เทพกิเลนนับแต่เบิกพิภพหลิงโจวปรากฏเพียง ๑ ตน นั่นคือ  จื่อฮวาต้าเสิน จอมเทพกิเลนม่วง

                เงาร่างกิเลนตรงหน้าก็ดันมีเกล็ดสีม่วงวาววับดุจสีเดียวกับดอกไม้สีม่วงที่เกิดขึ้นก่อนหน้านัยน์ตาของฝูอวี้ฉยงจับจ้องราวกับสามารถเชื่อมโยงบางอย่างเข้าไว้ได้ แต่นางก็บาดเจ็บเกินไปจนความคิดถูกรบกวนอยู่แทบทุกลมหายใจ

     

                กิเลนเกล็ดม่วงเพียงมันยกขาหน้าข้างซ้ายก็เกิดแรงกดทับมหาศาลถ้ำใหญ่ตกอยู่ในสนามพลังปลิดชีพ

    ที่รุนแรงกดดัน หากฝูอวี้ฉยงกับขนเทากลับไม่ได้รับการคุกคามแต่อย่างใดผิดกับงูยักษ์ที่ถูกข่มขวัญจนสิ้นอหังการ

                อสรพิษดำพันปีถูกเงาร่างปราณตบด้วยขาหน้าจนหัวบี้เละระเบิดออกทั้งดวงตาทั้งสมอง กระโหลกเหลวแหลกโชกชุ่มด้วยเศษเนื้อและโลหิต เหลือเพียงลำตัวที่นับจากลำคอลงไปที่ยังพอดิ้นขลุกไปมาอยู่สามสี่ลมหายใจแล้วก็นิ่งงันไปอย่างรวดเร็ว

                 สัตว์เวทถูกสังหาร เงากิเลนพลันสลายสูญสิ้น

                ผนังถ้ำ เพดานที่ถูกปราณเย็นแช่แข็งกลับสู่สภาพเดิมไม่เว้นแม้แต่หลาวน้ำแข็งนับพัน รวมไปถึงจุดที่แทงทะลุร่างของเจ้านกยักษ์ก็หายไปมันทรุดตัวลงนอนพังพาบกับพื้นลมหายใจติดขัดคล้ายใกล้หมดกำลัง

                ฝูอวี้ฉยงมองมันด้วยแววตาอาดูรเต็มไปด้วยความสงสารนางรู้สภาพของตนเองดีว่าคงไม่อาจเอาชีวิตรอดไปได้ แต่นางก็ไม่อยากให้นกยักษ์ที่น่าเอ็นดูตัวนี้ติดตามนางลงปรภพไปด้วย

                ห้วงคำนึงสุดท้ายจึงรีบเข้าสู่แหวนจัดเก็บและหยิบโอสถบำรุงฟื้นฟูออกมานางควบคุมมันด้วยแรงเฮือกสุดท้าย ขวดเคลือบสองขวดลอยไปตกแตกอยู่ด้านหน้านกยักษ์ โอสถวิเศษกลิ้งหล่นออกมามากมาย

                หวังว่าอย่างน้อยต้าขุยของนางจะไม่ต้องมีชะตากรรมอันน่าสมเพชเฉกเช่นนาง

     

               ถ้ำใหญ่สั่นไหวราวถูกเขย่าหินงอกบนเพดานหลุดร่วงลงมานับสิบนับร้อยราวกับถ้ำจะถล่มในไม่ช้าหากเด็กน้อยกลับนอนนิ่งอย่างทอดถอนใจ

     

                 ภาพเริ่มเลือนลางความคิดเริ่มย้อนกลับ

                บิดา มารดา จากไปแสนนานนางไม่ได้ใกล้ชิดแต่ก็ผูกพันผ่านสายเลือด  

                ผิดกับซูเฉี่ยนและจิงเว่ยทั้งสองติดตามรับใช้นางและภักดีด้วยชีวิต

                ส่วนน้าชายและคนบ้านหนานกงแม้เพิ่งพบหน้าแต่รักใคร่เอ็นดูนางอย่างจริงใจ หนึ่งปีที่ผันผ่านเต็มไปด้วยความสุขและความสดใสมันเป็นช่วงชีวิตที่นางมีความสุขที่สุดก็ว่าได้

                ทั้งเหอวั่งก็ทำให้นางรู้จักกับความรักเป็นครั้งแรกจดหมายที่พวกเขาส่งถึงกันบอกเล่าความเป็นไปของคนทั้งสอง จนเกิดเป็นความรักสลักแน่นลงกลางใจแต่เมื่อเส้นด้ายวาสนาถูกสะบั้นขาด นางย่อมรู้สึกโศกเศร้าเสียใจและเจ็บแค้นที่เขาถูกสังหาร

                ยามแม่นมซูถูกปลิดชีพต่อหน้าใจของนางเจ็บและปวดราวถูกมีดปักลงกลางใจ การสูญเสียคือด่านเคราะห์ที่นางต้องพบเจอ แต่ใครเล่าจะยินดีพร้อมรับจิตใจจึงบังเกิดความแค้น

     

                ความแค้นตราฝังหนักแน่น

                นางเคยคิดไว้ว่าหากรอดกลับจากหุบเหวแห่งนี้ไปได้ นางจะตามแก้แค้นพวกมันทุกคนที่สมรู้ร่วมคิดให้ตกนรกทั้งเป็นให้อยู่ก็อยู่ไม่ได้ ให้ตายก็ตายตาไม่หลับ

     

                หากยามที่สติใกล้หลุดลอยลมหายใจใกล้ยุติ

                 ความแค้น ความรักความผูกพัน และความสุขที่นางยึดถือ

                 กลับกลายเป็นเพียงหมอกควัน ที่แตกสลายราวกับละอองฝุ่น

                 ราวกับพวกมันไม่เคยมีอยู่จริงแม้แต่เสี้ยวลมหายใจเดียว

     

                แม้แต่ชีวิตยังไม่อาจรักษาแล้วนางจะถือบ่วงรั้งเหล่านั้นไว้เพื่ออะไร

                เด็กน้อยเผยยิ้มบางเพียงยกแย้ม หมายประโลมปลอบ จิตวิญญาณสุดท้ายของตนก่อนหลุดลอยไป

                บ่วงรั้งถูกสลัดทุกข์สุขจึงล้วนไม่เกี่ยวข้องกับนาง

                เมื่อตัดบ่วง

                ตัวนางเป็นผู้ใดเคยพบพานสิ่งใด มีความรัก ความแค้นลึกล้ำเพียงใดล้วนไม่สำคัญ

                หลังสิ้นลมนางก็คงสลายกลายเป็นเพียงธุลีจักรวาล

     

    ******************

    ** ขอบคุณทุกกำลังใจนะจ๊ะ

     

    ZHMX