กรงน้ำแข็งหนาวเย็นยะเยือกประหนึ่งดินแดนหิมะ
ปราณเย็นจัดแผ่พลังกดดันราวข่มขวัญให้เหยื่อภายในกรงหวาดหวั่น
หากเด็กน้อยกลับไม่ยอมรับความพ่ายแพ้โดยง่ายนางไม่เกรงสวรรค์ไม่หวาดหวั่นนรก นับประสาอะไรกับแค่ปราณคุกคามจากสัตว์เวทระดับเสวียนตัวหนึ่ง
แม้ไร้สามารถแต่จิตของนางหนักแน่นยิ่งกว่าขุนเขา ดรุณีน้อยจึงตวัดข้อมือที่ถือกระบี่เหล็กเย็นเข้าใส่เสาน้ำแข็งสุดกำลัง
ชิ้ง !!
หากคมกระบี่กลับไม่สามารถทำลายพวกมันลงได้ ต่อให้พยายามฟันอีกหลายสิบครั้งก็ไม่มีแม้แต่สะเก็ดน้ำแข็งหลุดกระเด็นออกมา ฝูอวี้ฉยงจึงจำใจเปลี่ยนวิธีการนางผลักกระบี่ออกทางช่องว่างระหว่างเสา ใช้ปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางประชิดชนในท่าดรรชนีแล้วควบคุมกระบี่โจมตีสังหารศัตรูตรงหน้าอย่างไม่ยอมจำนน
งูใหญ่เตรียมการไว้พร้อมสรรพมันตวัดหางตั้งรับหลอกล่อ ขณะที่กระบี่จู่โจมใส่มัน เสาน้ำแข็งก็งอกจากพื้นขึ้นมาใหม่ด้วยความเร็วรี่มันก่อตัวเป็นกรงน้ำแข็งเช่นเดียวกับที่ใช้กักขังฝูอวี้ฉยงกับนกขนเทาไว้ ทว่ากรงน้ำแข็งใบนี้กลับไม่ได้มีช่องโหว่เปิดไว้เช่นใบเก่าเพราะทันทีที่เสาน้ำแข็งโค้งงอเข้ามากันตรงยอดสัตว์ร้ายเจ้าถ้ำก็พ่นไอปราณสำทับเข้าไปอย่างเต็มกำลังอากาศภายในจึงแปรเปลี่ยนกลายเป็นชั้นน้ำแข็งไร้ช่องว่างแช่แข็งกระบี่ไว้จนไม่อาจแม้แต่เคลื่อนไหว
เป้าหมายต่อไปของมันย่อมเป็นหนึ่งคนหนึ่งนกในกรงขังกลางถ้ำ
ฝูอวี้ฉยงแม้ถึงทางตันแต่นางยังไม่ยอมจำนนต่อภัยพานเด็กหญิงเงยหน้าขึ้นมองตะเกียงเวทที่ลอยอยู่กลางอากาศ หนึ่งห้วงความคิดบังเกิดก็มีเปลวเพลิงโหมลุกออกจากตะเกียงเวทดวงนั้นไอร้อนแผดเผาลงเบื้องล่างละลายเสาน้ำแข็งที่กักขังนางกับนกยักษ์ไว้อย่างน่าตื่นตา
งูดำเจ้าถิ่นเห็นเหตุการณ์ที่เกิดจึงรีบเลื้อยเข้าใกล้หางของมันตวัดตะเกียงที่ลอยอยู่ให้พ้นทาง แต่ระหว่างตะเกียงกับฝูอวี้ฉยงมีพลังปราณจากอักขระเชื่อมต่อมันจึงเคลื่อนหลบการโจมตีนั้นราวกับมีสำนึกคิดในตัวมันเอง
ฝูอวี้ฉยงเหลือบมองตะเกียงและงูยักษ์เพียงแวบหนึ่งก็คิดควบคุมเปลวเพลิงเข้าจู่โจมอสรพิษร้าย หากเปลวเพลิงจากสมบัติเวทระดับต้นไหนเลยจะหาญหักกับพลังปราณของสัตว์เวทระดับเสวียนความห่างชั้นแตกต่างกันมากเกินไป เปลวไฟไม่อาจแม้แต่ทำให้ผิวหนังงูใหญ่เกิดแผล
เด็กน้อยจึงตัดสินใจเรียกตะเกียงเวทกลับคืนมาเสาน้ำแข็งด้านบนถูกละลายออกจนเกิดช่องว่างที่กว้างพอให้ตะเกียงวิเศษลอยลอดผ่านเข้ามาเมื่อมันมาอยู่ในมืออันอ่อนนุ่มเด็กหญิงกลับรับรู้ได้ถึงพลังปราณที่แอบแฝงอยู่ภายในเพียงนางเกิดความคิดหนึ่งในหัว เปลวไฟก็แผ่ออกเป็นวงกว้างประหนึ่งโล่อัคคีแผดผลาญรุนแรงกว่าเมื่อครู่หลายสิบเท่า
ภาพตื่นตาตื่นใจที่เกิดขึ้นย่อมสร้างความตกตะลึงให้กับเด็กน้อยโล่อัคคีใช้เวลาเพียงสองสามลมหายใจก็สามารถละลายเสาน้ำแข็งจนหมดสิ้นนางถือตะเกียงไว้อย่างมั่นคงในใจเกิดการคาดเดาบางอย่าง พลางสื่อความคิดถึงนกยักษ์
เด็กหญิงทดลองยื่นตะเกียงเวทไปข้างหน้าใช้จิตของนางเป็นตัวกำกับควบคุมปราณธาตุในตะเกียงวิเศษ เมื่อจิตแน่วแน่จึงมีพลังอันมั่นคงหนักแน่นสามารถควบคุมให้ปราณธาตุเพลิงโหมลุกเป็นเกลียวดุจคลื่น
นกยักษ์เห็นดังนั้นจึงรีบเคลื่อนกายทำตามสิ่งที่คนบนหลังบอกมาผ่านความคิดมันอ้าปากแล้วขับดันปราณธาตุลมของตนออกมา เกิดคลื่นพลังวายุสีขาวเป็นสายพวยพุ่งราวน้ำพุปราณสองสายระหว่างวายุและอัคคีควบรวมเป็นหนึ่ง
ขาวผสานส้มดุจเกลียวน้ำวนพวยพุ่งสอดส่ายเป็นหนึ่งปานหอกสังหารพุ่งตรงไปยังงูใหญ่ที่ขับพ่นปราณยะเยือกออกมารับมือเจ้าอสรพิษดำถือตนว่าเหนือกว่ามันจึงตั้งรับแต่ไม่คิดหลบหลีก ยามพลังปราณจากสองฝั่งเข้าใกล้ประชิดกันก็เกิดแรงระเบิดสะท้อนสะท้านจนถ้ำสั่นไหว
เปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำโลมเลียผิวหนังของมันจนพุพอง
ฝูอวี้ฉยงไม่รอให้สัตว์ร้ายได้ตั้งหลัก มือขวายื่นไปข้างหน้าอีกคราเพลิงผลาญร้อนแรงดุจเพลิงโลกันตร์และมีอำนาจคุกคามมากกว่าเปลวไฟที่โจมตีก่อนหน้า มันก่อตัวเป็นลูกไฟขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ยามเมื่อเด็กหญิงใจจิตขับเคลื่อนมันไปข้างหน้า ลูกไฟโลกันตร์ก็แตกออกราวกับสายฝนทุกเม็ดซัดสาดเข้าใส่งูดำเจ้าถิ่นอย่างไม่ปรานี
ฉ่า ๆ ฉ่า ๆ
เสียงกัดกร่อน ไหม้โลมเลียเกิดขึ้นบนผิวหนังและร่างกายของงูพันปี
สถานการณ์ที่บีบคั้นดันให้นางถึงทางตันแต่จิตใจอันมุ่งมั่นกลับสามารถปลุกพลังซ่อนเร้นที่แม้แต่เจ้าตัวยังไม่ตระหนักถึงยามนี้เหตุการณ์คล้ายถูกพลิกกลับ งูยักษ์ที่หยิ่งผยองราวกับต้องสิ้นท่า
หากมันคือสัตว์เวทพันปีระดับเสวียนมันมิยอมพ่ายแพ้ให้กับการโจมตีเหล่านี้ แม้ทั้งร่างจะเกิดแผลไหม้พุผองผิวหนังบางส่วนหลุดลอก แต่ทุกรอยบาดแผลกลับกลายเป็นเชื้อเพลิงปลุกโทสะของมันให้ระเบิดออกร่างใหญ่ตวัดกายฟาดผนังซ้ายขวาด้วยความคลุ้มคลั่ง
ไอเย็นก็พ่นออกมาเกรี้ยวกราดหมายปลิดชีวิตแม้ฝูอวี้ฉยงกับนกน้อยก็ถูกแรงสั่นสะเทือนจนตกจากแท่นหินไปคนละฝั่ง
ขนเทารีบกระโดดย่องแย่งเข้าหาเด็กตัวน้อยมันย่อกายให้นางขึ้นหลังหมายเตรียมจะหนี ในเมื่อตะเกียงเวทของเด็กหญิงสามารถละลายเสาน้ำแข็งได้เหตุใดจะไม่สามารถละลายกำแพงน้ำแข็งที่งูดำสร้างขึ้นหะแรก
ตอนนี้แรงกำลังของขนเทาก็ใกล้จะหมดเต็มที หากยังพอกัดฟันทนได้อีกระยะหนึ่งหวังพาร่างน้อยบินหนีออกจากเหตุคับขันนี้
ฝูอวี้ฉยงเองก็ระบมไปแทบทุกส่วนของร่างกายแต่นางก็ยังอดทนไม่ยอมปล่อยให้ความอ่อนแอมีผลต่อจิตใจ นางรู้ดีว่าในยามคับขันเป็นตายเช่นนี้หากจิตของนางเกิดความท้อแท้ นางก็จะสิ้นสูญพลังและความเชื่อมั่นที่จะเอาชีวิตรอด
เมื่อเห็นนกใหญ่ย่อกายลงนางก็เข้าใจความหมายของมันได้ไม่ยากคล้ายว่าคนกับนกสื่อใจถึงใจสองทาง ไม่ใช่เพียงแต่ขนเทาเท่านั้นที่รับรู้ความคิดของนางแต่ยามนี้นางกลับเริ่มเข้าใจและรับรู้ความคิดของมันกลับคืน
เมื่อขึ้นหลังนกมาได้นางก็รีบเรียกตะเกียงเวทที่ตกลงด้านข้างจากแรงสั่นสะเทือนก่อนหน้ามือขวาคว้าจับขนหลังคอของนกยักษ์ มือซ้ายถือจับตะเกียงมาดมั่น
เจ้างูใหญ่ที่กำลังอาละวาดอย่างบ้าคลั่งเมื่อเห็นว่าหนึ่งคนหนึ่งนกกำลังจะหลบหนี มันจึงรีบพ่นไอปราณยะเยือกเข้าจู่โจม แท่งน้ำแข็งแหลมนับสิบบินพุ่งเข้าใส่หนักหน่วงทุกแท่งล้วนหมายเอาชีวิตเป็นสำคัญ
นกขนเทาบินแฉลบหลบซ้ายบ้างขวาบ้างทุกเสี้ยวลมหายใจเต็มไปด้วยความระวังขีดสุด ขณะที่ฝูอวี้ฉยงก็เร่งเร้าปราณจากตะเกียงเข้าโจมตีผนังชั้นแรกสุดซึ่งกักขังกระบี่เหล็กดำเอาไว้มันเป็นด่านแรกก่อนจะไปถึงด่านหน้าประตูถ้ำ
งูใหญ่เกรี้ยวกราดอย่างถึงขีดสุด
แท่งน้ำแข็งที่มันสร้างขึ้นกลับโจมตีพวกศัตรูพลาดเป้าทุกแท่งมันจึงพ่นปราณเย็นใส่พื้นอย่างโมโห ฝูอวี้ฉยงกับนกยักษ์ที่กำลังบินหลบไปมาถูกรบกวนด้วยเสาน้ำแข็งที่ผุดขึ้นจากพื้นถ้ำมากมายจนคล้ายทะเลหลาวแหลม ความเย็นแผ่ปกคลุมจนลมหายใจที่ออกมาของคนและนกกลายเป็นไอควันสีขาว
ยิ่งนานยิ่งทอนกำลังลงจนเริ่มเหนื่อยล้า
ขนเทาหมุนวนกลับหมายจะหาช่องว่างเพื่อตั้งหลัก ขณะเดียวกันก็เกิดลมแรงจากหางงูยักษ์ที่ฟาดใส่พื้นเกล็ดน้ำแข็งแหลมคมนับร้อยลอยขึ้นจากพื้นถ้ำ แล้วพุ่งซัดโจมตีเข้าใส่ทั้งคนทั้งนก เจ้าขนเทารีบอ้าปากขับปราณธาตุลมเข้าต่อสู้จนเกิดเสียงหวีดแหลมฝ่าอากาศฝูอวี้ฉยงเองก็ไม่นิ่งนอนใจนางควบคุมปราณธาตุไฟในตะเกียงออกเป็นปราการละลายคมน้ำแข็ง
โล่วายุและโล่อัคคีต้านทานการโจมตีอย่างแข็งขัน
แต่พวกนางกลับไม่รู้ว่าแท้จริงเป็นเพียงเล่ห์ส่งเสียงบูรพาตีฝ่าประจิมที่งูพันปีงัดขึ้นมาใช้
เมื่อเปลวเพลิงก่อขึ้นเป็นโล่ปราการประสานด้วยสายลมทำให้ทุกสรรพสิ่งตรงหน้าแทบถูกกลืนกิน
จนไม่อาจมองเห็นสิ่งที่เกิดได้ชัดเจน ความสนใจของคนและนกต่างมุ่งมาดไปยังการโจมตีเบื้องหน้าและเพราะขาดการระวังหลังจังหวะเดียวกันนั้นเจ้างูใหญ่จึงได้ทีโต้กลับ
มันยกหางของตนแล้วฟาดตลบใส่ด้านหลังทั้งสองอย่างรุนแรง
เปลวเพลิงและลมวายุแตกซ่านกระจัดกระจาย
ร่างของคนและนกแยกจาก ฝูอวี้ฉยงถูกซัดกลางอากาศจนลอยไปกระแทกเพดานถ้ำอย่างรุนแรงโชคของนางยังดีที่จุดที่กระแทกอยู่ใกล้กับช่องว่างเหนือแท่นยกนางจึงไม่โดนคมแหลมของหินย้อยบนเพดานถ้ำสังหารเอา
แต่โชคร้ายของนางกลับเป็นร่างกายที่ไร้ปราณเมื่อถูกกระแทกจนบาดเจ็บก็ตกลงมาจากที่สูงและกระแทกซ้ำสองลงบนจานหินกลมกลางถ้ำกระดูกในร่างคล้ายแตกหักแทบทุกส่วนอวัยวะภายในถูกแรงกระแทกจนบอบช้ำถึงกับกระอักโลหิตออกมาจนท่วมทั่วเสื้อที่นางสวมเป็นสีขาวอมฟ้าหากยามนี้ถูกย้อมทาด้วยโลหิตที่ทะลักออกมา แม้แต่จานหินและแท่นยกก็มีโลหิตของร่างน้อยชโลมริน
ตามเนื้อตัวของคนเจ็บมีบาดแผลและรอยถลอกปอกเปิกจนไม่อาจสรรหาคำใดบรรยาย
ขณะที่นกยักษ์มีสภาพไม่ต่างจากนางสักเท่าไหร่เพราะมันเป็นสัตว์เวทระดับหวงขั้นสูงสุด เจ้างูใหญ่หลังใช้หางตวัดโจมตีพวกนางมันก็รีบพ่นปราณยะเยือกลงพื้น หลาวน้ำแข็งแหลมคมจึงแทรกขึ้นจากพื้นและแทงทะลุร่างของนกยักษ์ที่ถูกซัดกระแทกพื้นจนบาดเจ็บเมื่อถูกแท่งน้ำแข็งแหลมแทงทะลุผ่านอาการของมันจึงสาหัส
เด็กน้อยที่ทอดร่างบนจานหินเหลียวมองนกตัวใหญ่ที่นางเพิ่งรู้จักและพบเจอไม่ถึงวันแต่นกยักษ์ตัวนี้กลับอยู่เคียงข้างนาง และพร้อมฝ่าฟันอันตรายที่คุกคามเอาชีวิต
ความเจ็บที่ครอบคลุมร่างกายของนาง ทำให้นางตระหนักถึงอาการของตนเองดีกระดูกในกายคงหักแทบทั้งหมด อวัยวะก็คงเสียหายจนไม่อาจฟื้นคืน วันนี้คงเป็นวันสุดท้ายที่นางต้องจบชีวิตลงแล้วเป็นแน่
งูใหญ่ยักษ์ผู้กำชัยเลื้อยเข้ามาใกล้แท่นยกพื้นมันชูคอขึ้นสูงจ้องมองเหยื่ออันโอชะด้วยแววตาวาวโรจน์ นัยน์ตาสีทับทิมดูหยิ่งผยองและเย้ยหยันผู้พ่ายแพ้ขณะที่มันอ้าปากออกและพุ่งฉกไปยังร่างเล็กที่ไม่อาจเคลื่อนไหว
ฉับพลันทันใด
พลังมหาศาลก็แผ่ผุ่งออกมาจากร่างของเด็กน้อยใกล้ตายแสงนั้นส่องออกมาจากรอยประทับอักขระที่ด้านหลังไหล่ของฝูอวี้ฉยงเกิดเป็นแสงสีม่วงเจิดจ้าที่แม้แต่สัตว์เวทพันปีระดับเสวียนยังไม่กล้าเชื่อสายตา
เหนืออกของดรุณีน้อย มีบุปผาก้านหนึ่งลอยออกมามันเป็นบุปผาก้านเดี่ยวแต่ปลายก้านมีดอกสีม่วงซ้อนกันเป็นชั้นช่อดูงดงามและแปลกตา เนื่องจากบุปผาก้านนี้สร้างขึ้นจากร่างเงาปราณสีม่วง
สัตว์พันปีตะลึงตะลานมันคิดจะหันกายและเลื้อยหนีราวเจอภูตผีเจ้าชีวิต แต่ปราณที่แผ่ออกมาก็กักขังมันไว้กับที่จนไม่อาจเคลื่อนไหวดอกไม้งดงามบิดพลิ้วร่วงจากก้านสลายกลายเป็นฝุ่นผงสีม่วงระยิบระยับและขยายใหญ่ขึ้นเป็นกลุ่มฝุ่นวิบวาบที่มีรัศมีเกือบ ๑ จั้ง
ร่างเงาแปรเปลี่ยนเกิดเป็นร่างปราณของกิเลนเกล็ดม่วงท่าทีสูงส่งเหนือพิภพ
การปรากฏกายของมันคลับคล้ายการฝืนชะตาหกโลกธาตุสัตว์เทพกิเลนนับแต่เบิกพิภพหลิงโจวปรากฏเพียง ๑ ตน นั่นคือ จื่อฮวาต้าเสิน จอมเทพกิเลนม่วง
เงาร่างกิเลนตรงหน้าก็ดันมีเกล็ดสีม่วงวาววับดุจสีเดียวกับดอกไม้สีม่วงที่เกิดขึ้นก่อนหน้านัยน์ตาของฝูอวี้ฉยงจับจ้องราวกับสามารถเชื่อมโยงบางอย่างเข้าไว้ได้ แต่นางก็บาดเจ็บเกินไปจนความคิดถูกรบกวนอยู่แทบทุกลมหายใจ
กิเลนเกล็ดม่วงเพียงมันยกขาหน้าข้างซ้ายก็เกิดแรงกดทับมหาศาลถ้ำใหญ่ตกอยู่ในสนามพลังปลิดชีพ
ที่รุนแรงกดดัน หากฝูอวี้ฉยงกับขนเทากลับไม่ได้รับการคุกคามแต่อย่างใดผิดกับงูยักษ์ที่ถูกข่มขวัญจนสิ้นอหังการ
อสรพิษดำพันปีถูกเงาร่างปราณตบด้วยขาหน้าจนหัวบี้เละระเบิดออกทั้งดวงตาทั้งสมอง กระโหลกเหลวแหลกโชกชุ่มด้วยเศษเนื้อและโลหิต เหลือเพียงลำตัวที่นับจากลำคอลงไปที่ยังพอดิ้นขลุกไปมาอยู่สามสี่ลมหายใจแล้วก็นิ่งงันไปอย่างรวดเร็ว
สัตว์เวทถูกสังหาร เงากิเลนพลันสลายสูญสิ้น
ผนังถ้ำ เพดานที่ถูกปราณเย็นแช่แข็งกลับสู่สภาพเดิมไม่เว้นแม้แต่หลาวน้ำแข็งนับพัน รวมไปถึงจุดที่แทงทะลุร่างของเจ้านกยักษ์ก็หายไปมันทรุดตัวลงนอนพังพาบกับพื้นลมหายใจติดขัดคล้ายใกล้หมดกำลัง
ฝูอวี้ฉยงมองมันด้วยแววตาอาดูรเต็มไปด้วยความสงสารนางรู้สภาพของตนเองดีว่าคงไม่อาจเอาชีวิตรอดไปได้ แต่นางก็ไม่อยากให้นกยักษ์ที่น่าเอ็นดูตัวนี้ติดตามนางลงปรภพไปด้วย
ห้วงคำนึงสุดท้ายจึงรีบเข้าสู่แหวนจัดเก็บและหยิบโอสถบำรุงฟื้นฟูออกมานางควบคุมมันด้วยแรงเฮือกสุดท้าย ขวดเคลือบสองขวดลอยไปตกแตกอยู่ด้านหน้านกยักษ์ โอสถวิเศษกลิ้งหล่นออกมามากมาย
หวังว่าอย่างน้อยต้าขุยของนางจะไม่ต้องมีชะตากรรมอันน่าสมเพชเฉกเช่นนาง
ถ้ำใหญ่สั่นไหวราวถูกเขย่าหินงอกบนเพดานหลุดร่วงลงมานับสิบนับร้อยราวกับถ้ำจะถล่มในไม่ช้าหากเด็กน้อยกลับนอนนิ่งอย่างทอดถอนใจ
ภาพเริ่มเลือนลางความคิดเริ่มย้อนกลับ
บิดา มารดา จากไปแสนนานนางไม่ได้ใกล้ชิดแต่ก็ผูกพันผ่านสายเลือด
ผิดกับซูเฉี่ยนและจิงเว่ยทั้งสองติดตามรับใช้นางและภักดีด้วยชีวิต
ส่วนน้าชายและคนบ้านหนานกงแม้เพิ่งพบหน้าแต่รักใคร่เอ็นดูนางอย่างจริงใจ หนึ่งปีที่ผันผ่านเต็มไปด้วยความสุขและความสดใสมันเป็นช่วงชีวิตที่นางมีความสุขที่สุดก็ว่าได้
ทั้งเหอวั่งก็ทำให้นางรู้จักกับความรักเป็นครั้งแรกจดหมายที่พวกเขาส่งถึงกันบอกเล่าความเป็นไปของคนทั้งสอง จนเกิดเป็นความรักสลักแน่นลงกลางใจแต่เมื่อเส้นด้ายวาสนาถูกสะบั้นขาด นางย่อมรู้สึกโศกเศร้าเสียใจและเจ็บแค้นที่เขาถูกสังหาร
ยามแม่นมซูถูกปลิดชีพต่อหน้าใจของนางเจ็บและปวดราวถูกมีดปักลงกลางใจ การสูญเสียคือด่านเคราะห์ที่นางต้องพบเจอ แต่ใครเล่าจะยินดีพร้อมรับจิตใจจึงบังเกิดความแค้น
ความแค้นตราฝังหนักแน่น
นางเคยคิดไว้ว่าหากรอดกลับจากหุบเหวแห่งนี้ไปได้ นางจะตามแก้แค้นพวกมันทุกคนที่สมรู้ร่วมคิดให้ตกนรกทั้งเป็นให้อยู่ก็อยู่ไม่ได้ ให้ตายก็ตายตาไม่หลับ
หากยามที่สติใกล้หลุดลอยลมหายใจใกล้ยุติ
ความแค้น ความรักความผูกพัน และความสุขที่นางยึดถือ
กลับกลายเป็นเพียงหมอกควัน ที่แตกสลายราวกับละอองฝุ่น
ราวกับพวกมันไม่เคยมีอยู่จริงแม้แต่เสี้ยวลมหายใจเดียว
แม้แต่ชีวิตยังไม่อาจรักษาแล้วนางจะถือบ่วงรั้งเหล่านั้นไว้เพื่ออะไร
เด็กน้อยเผยยิ้มบางเพียงยกแย้ม หมายประโลมปลอบ จิตวิญญาณสุดท้ายของตนก่อนหลุดลอยไป
บ่วงรั้งถูกสลัดทุกข์สุขจึงล้วนไม่เกี่ยวข้องกับนาง
เมื่อตัดบ่วง
ตัวนางเป็นผู้ใดเคยพบพานสิ่งใด มีความรัก ความแค้นลึกล้ำเพียงใดล้วนไม่สำคัญ
หลังสิ้นลมนางก็คงสลายกลายเป็นเพียงธุลีจักรวาล
******************
** ขอบคุณทุกกำลังใจนะจ๊ะ
ZHMX