เทพปกรณัมแห่งแดนเหนือ ภาค กำเนิดมารอเวจี

ตอนที่ 176 มารอเวจี

 

 

ณ ชายป่า

 

ปรากฏภาพคนทั้งสี่กำลังยืนล้อมร่างอสูรไร้วิญญาณ

 

พวกเขากำลังถกเถียงกันอยู่ว่าอสูรที่พึ่งถูกสังหารไปเมื่อครู่นี้มีชื่อเรียกว่าอะไร

 

อยู่ดีๆชายหนุ่มในชุดสีทองที่กำลังยื่นเหม่อก็ตะโกนขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

 

"ข้าคือวีรบุรุษนักรักอันดับหนึ่ง"

 

คำพูดของอีกฝ่ายทำให้จี้เหนียงที่อยู่ใกล้สุดถึงกับผงะ

 

"หรือการผลาญหยดน้ำทิพย์จะทำให้หัวเขาได้รับการกระทบกระเทือน" ต้วนมู่วิเคราะห์ออกมา

 

คำพูดของหญิงสาวชุดชมพูทำให้สมาชิกทุกคนในกลุ่มเริ่มระดมความคิดหาวิธีรักษาอีกฝ่ายด้วยความเป็นห่วง

 

อู๋เซี่ยนนั้นไม่ได้สนใจท่าทีของคนทั้งสี่ตัวเขากำลังพยายามนึกย้อนไปว่าเหตุใดตนจึงได้รับฉายาแปลกๆ เช่นนั้น

"คุณชายอู๋บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่" หยงกวนมองชายชุดทองด้วยสายตาเป็นห่วงหลายวันที่ร่วมเดินทางด้วยกัน แม้อู๋เซี่ยนจะดูเป็นคนไม่จริงจังแต่พอถึงยามวิกฤตอีกฝ่ายก็สามารถพึ่งพาได้เสมอทำให้เขายอมรับในตัวของอู๋เซี่ยน

 

"ข้าน้อยไม่เป็นอะไร จากผลข้างเคียงในการผลาญหยดน้ำทิพย์ทำให้รู้สึกมึนศีรษะเล็กน้อยเท่านั้น" อู๋เซี่ยนพูดด้วยสีหน้าเหนื่อยอ่อน

 

ด้วยคำตอบประเภทนี้จึงทำให้สมาชิกทุกคนเลือกซักไซ้และหมดข้อสงสัย

 

หลังจากผ่านเหตุการณ์นี้อู๋เซี่ยนจึงได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง

 

สามวันถัดมา

 

อู๋เซี่ยนยกแผนที่ขึ้นมาดูเป็นระยะพร้อมกับกวาดสายตาไปรอบๆ

 

สามวันที่ผ่านมา

 

   ตนพบว่าหลังจากพ้นเขตป่ามาได้พื้นที่ส่วนใหญ่นับจากนี้ล้วนเป็นทุ่งหญ้าโล่งตัดสลับกับผืนดินแทบทั้งหมด ทำให้การหลบซ่อนตัวจากสัตว์อสูรเป็นไปด้วยความยากลำบากขึ้น

 

   ส่งผลให้กลุ่มของเขาต้องปะทะกับสัตว์อสูรหลายระลอกจนพลังปราณของสมาชิกเหือดแห้งทำให้ต้องพักฟื้นฟูอยู่หลายครั้ง

 

   โชคดีที่ดินแดนในส่วนนี้ยังมีมีซากปรักหักพัง คล้ายกับโบราณสถานให้พบเห็นอยู่เป็นระยะจึงยังพอมีจุดหลบภัยให้กับสมาชิกทุกคนไว้พักฟื้นได้

 

"ทุกท่านโปรดหยุดสักครู่ ข้าน้อยมีเรื่องจะแจ้ง" อยู่ดีๆหยงกวนที่เดินนำหน้าก็หยุดลงเสียดื้อๆ

 

"คุณชายหยงกวนมีเรื่องใดจะชี้แนะ" เป็นจี้เหนียงที่กำลังก่อกวนอู๋เซี่ยนถามออกมาด้วยความสงสัย

 

สมาชิกคนอื่นเองก็เลือกที่จะไม่พูดอะไรเพียงแต่หยุดเดินแสดงสีหน้าสนใจแล้วรอฟังเท่านั้น

 

หยงกวนกวาดตามองไปทางทุกคนด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

 

"อีกไม่เกินสิบวันพวกเราก็ใกล้จะเข้าสู่เขตดินแดนตอนเหนือดังนั้นข้าอยากกล่าวเตือนพวกท่านสักเล็กน้อย เรื่องแรกจากการประเมิน ต่อไปสัตว์อสูรส่วนใหญ่ที่พวกเราพบคงมีแต่ระดับสูง..."

 

"ข้าเข้าใจ พวกเราอ่อนเกินที่จะปะทะกับพวกมันตรงๆ"อู๋เซี่ยนเป็นคนแรกที่เอ่ยขึ้นมา

 

หยงกวนพยักหน้าตอนแรกเขาคิดอยู่นานว่าจะพูดเรื่องพวกนี้ออกมาดีหรือไม่

 

"อนาคตกรณีพบอสูรระดับห้าหรือมากกว่านั้น ข้าอยากให้พวกเราถอยกลับมาตั้งหลักก่อนเป็นอันดับแรกเพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันแบบที่บึงน้ำ"

 

   ทุกคนที่ได้ฟังก็ไม่ได้โต้เถียงอะไร สามวันที่ผ่านมาปริมาณสัตว์อสูรที่เข้าโจมตีก็ทำให้พวกเขาตระหนักถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

 

   แม้ในโลกภายนอกระดับการบ่มเพาะในอาณาที่สี่จะนับว่าเป็นผู้ฝึกตนที่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แต่ในดินแดนทางตอนเหนือของถ้ำอเวจีนั้นหากไม่มีผู้คุ้มกันในระดับอาณาที่ห้าขึ้นไปก็ไม่สมควรที่จะเสี่ยงดวงเดินทางเข้ามาด้วยตัวคนเดียวเพราะสัตว์อสูรส่วนใหญ่ต่างอยู่ในระดับห้าขึ้นไปทั้งสิ้น

 

"คุณชายหยงเมื่อครู่ท่านบอกว่านี่เป็นเพียงเรื่องแรก เช่นนั้นเรื่องต่อไปล่ะ"ต้วนมู่ถามขึ้นด้วยความสงสัย

 

เมื่อได้ยินคำถามหยงกวนจึงพยายามเรียบเรียงคำพูดให้ออกมาดีที่สุด

 

"อีกไม่นานพวกเราก็จะเข้าสู่ค่ายพันธมิตรแห่งใหม่ อย่างที่ทุกคนทราบในดินแดนแห่งนี้ไม่ได้มีแต่พวกเราแต่ยังมีบรรดาศิษย์ของหกสำนักพันธมิตรที่มีความสามารถ ข้าหยงกวนจึงอยากใคร่ขอหากพบเจอกับพวกเขาจงอย่าทำตัวก้าวร้าว ใช้สติให้มากหลีกเลี่ยงการสร้างปัญหาที่ไม่จำเป็น"

 

   อู๋เซี่ยนที่ได้ฟังก็แอบชื่นชมอีกฝ่ายในใจวิธีของชายร่างใหญ่แม้จะฟังดูขลาดกลัวไปสักหน่อย แต่ก็เป็นเรื่องที่มีเหตุผล ในโลกภายนอกตระกูลของพวกเขาอาจจะทรงอำนาจ

 

   แต่เมื่อเทียบกับเหล่าสำนักชั้นหนึ่งแล้วตระกูลใหญ่ทั่วไปก็ไม่นับว่าเป็นตัวอะไร ซ้ำการบ่มเพาะเฉลี่ยของเหล่าคุณหนูคุณชายของตระกูลใหญ่ที่พบในดินแดนแห่งนี้ก็มักจะไม่เกินอาณาที่สี่ ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของเหล่าศิษย์สำนักชั้นหนึ่งทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด

 

   เมื่อนึกไปถึงตะกูลกวงอู๋เซี่ยนก็ไม่ได้แปลกใจนักตามคำบอกเล่าของฝ่านปิงตระกูลกวงหากเทียบกับตระกูลอื่น ก็นับว่าทรงอิทธิพลอยู่ในระดับต้นๆและการที่ตนได้สังหารผู้สืบทอดตระกูลกวงไป ทำให้กวงซ่งผู้เป็นบิดากล้าที่จะสังหารเขาเพื่อล้างแค้น

 

   ดังนั้นหากไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายจริงๆมีหรืออาวุโสของเหล่าตระกูลใหญ่อื่นๆ จะทุบหม้อข้าวออกโรงจัดการศิษย์สำนักพันธมิตรด้วยตนเองเพราะไม่ว่าตระกูลใดก็อยากจะมีอนาคตที่รุ่งโรจน์และสงบสุขด้วยกันทั้งนั้นพวกเขาจึงปลูกฝังให้สมาชิกในตระกูล หลีกเลี่ยงการสร้างปัญหากับสำนักชั้นหนึ่งโดยไม่จำเป็น

 

"เรื่องนี้ข้าน้อยเข้าใจ" โหลวเซียงเมื่อเห็นทุกคนเงียบเขาจึงตอบออกมาเป็นคนแรก

 

"ข้าเข้าใจสิ่งที่ท่านต้องการจะสื่อ ข้าต้วนมู่มาในดินแดงแห่งนี้ก็เพื่อพัฒนาตนเองไม่ได้มาเพื่อสร้างปัญหา"

 

"สาวน้อยอย่างข้าก็ไม่ชอบหาเรื่องใครก่อนเช่นกัน"

 

คำพูดของจี้เหนียงทำให้อู๋เซี่ยนหันมาทำท่าทางล้อเลียน

 

"เจ้าวีรบุรุษนักรักมีปัญหากับคำพูดข้าเช่นนั้นหรือ"สาวผมเปียถลกแขนเสื้อขึ้นด้วยท่าทางดุร้าย

 

การถกเถียงกันระหว่างทั้งคู่ทำให้เหล่าสมาชิหที่เหลือต่างถอนหายใจก่อนจะเริ่มหัวเราะออกมาเสียงดัง

 

หลายวันถัดมา

 

คนทั้งห้าก็เดินทางมาจนถึงค่ายพันธมิตรที่แรกของแดนเหนือ

 

ปากทางเข้านั้นเป็นกำแพงหินสูงราวกับเป็นปราการของหัวเมืองใหญ่

 

   ที่ด้านหน้าชายหนุ่มพบว่ามีรถม้าหลากสีนำมาจอดเทียบท่าไว้รุ่นเยาว์มากหน้าต่างขี่สัตว์เวทเข้าเมืองไปกันเป็นระบบ ทั้งยังมีผู้คนอีกหลายกลุ่มที่เดินเท้ามาจากทั่วสารทิศ

 

"ตามที่อาวุโสในตระกูลบอก ข่ายเวทป้องกันของที่นี่แข็งแกร่งกว่าค่ายพันธมิตรในดินแดนทางใต้และดินแดนตอนกลางอย่างเทียบไม่ติด"ต้วนมู่อธิบายขณะยืนมองกำแพงสีดำที่สูงตระหง่าน

 

   อู๋เซี่ยนเองก็คิดตามคำพูดของอีกฝ่ายเขาพบว่าหากอิงตามแผนที่บอก ตรงนี้ถือเป็นจุดรวมพลที่ใหญ่พอตัว เพราะเป็นค่ายหน้าด่านที่จะเข้าสู่ดินแดนทางตอนเหนือทำให้สิ่งปลูกสร้างที่พบเห็นมีมากกว่าค่ายพันธมิตรที่เคยผ่านมาอยู่หลายเท่า

 

   เมื่อผ่านเข้าตรงเข้าไป ด้านค่ายนั้นในเต็มไปด้วยเหล่าคุณหนูคุณชายตระกูลใหญ่เดินกันให้ไขว่ยังมีศิษย์สำนักพันธมิตรทั้งหกสำนักให้เห็นเป็นระยะ

 

เขาจึงพยายามใช้สัมผัสไร้ลักษณ์แผ่ออกไปค้นหาจางยี่และเฝิ่นเฟยเผื่อจะโชคดีส้มหล่นพบสหายทั้งสองเข้าโดยบังเอิญ

 

"เท่าที่ข้าทราบเหล่าคุณหนูคุณชายตระกูลใหญ่ที่เข้ามามีจำนวนเพียงหลักร้อยแล้วเหตุไฉนผู้คนในสถานที่แห่งนี้จึงมากมายนัก"อู๋เซี่ยนในชุดสีทองที่กำลังเดินอาดๆ ถามด้วยความสนใจ

 

"เส้นสายยังไงล่ะหากมีผลประโยชน์ที่มากพอไม่ว่าเรื่องอะไรก็สามารถเป็นไปได้ทั้งนั้น" จี้เหนียงพูดออกมาเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา

 

ที่หญิงสาวทราบดีเพราะเธอเองก็ใช้เส้นสายของตระกูลแอบเข้ามาในดินแดนแห่งนี้เช่นกัน

 

   คำตอบนี้ทำให้อู๋เซี่ยนหยุดชะงักในหัวเขาคิดถึงชายชราฝ่านจี๋ผู้ดูแลตระกูลฝ่าย คิดถึงกวงซ่งในขอบขั้นจักรพรรดิฟ้า ใบหน้าโกรธแค้นของเจ้าเมืองตงกุยและภรรยาอินอิน

 

“ไม่ได้การล่ะเหตุใดข้าจึงไม่รอบคอบเช่นนี้” ชายหนุ่มพึมพำขณะค้นหาบางอย่างในแหวนมิติก่อนจะรีบหยิบหมวกฟางเย็บติดด้วยผ้าสีดำปกปิดส่วนใบหน้ามาสวมไว้

 

เขาตัดสินใจว่าจากนี้คงต้องระวังตนเองให้มากขึ้นเพราะไม่แน่ว่าจะมียอดฝีมือฝ่ายศัตรูโผล่มาลอบสังหารเขาเมื่อไหร่

 

"นี่เจ้ากำลังทำอะไร" เมื่อเห็นพฤติกรรมของอู๋เซี่ยนทำให้จี้เหนียงถามออกมาอย่างสนใจ

 

"ปลอมตัวน่ะสิถามได้ ในดินแดนแห่งนี้โจทก์ข้ามีเยอะใช่เล่นนะจะบอกให้"ชายหนุ่มกระซิบ

 

ท่าทีหันซ้ายหันขวาอย่างเลิ่กลั่กของชายในชุดสีทองทำให้ทุกคนในกลุ่มหัวเราะออกมาอย่างขบขัน

 

ในที่สุดคนทั้งห้าก็เข้ามาสู่โรงเตี๊ยมพันธมิตรที่นับว่าเป็นจุดศูนย์กลางของค่ายนี้

 

   บนผนังของโรงเตี๊ยมมีแผ่นภาพที่วาดด้วยหมึกสีขนาดใหญ่ติดอยู่ภาพนั้นเป็นส่วนใบหน้าชายหนุ่มผมสีดำเข้ม นัยน์ตาสองสีที่กำลังแสดงรอยยิ้มชั่วร้ายซ้ำในแผ่นกระดาษใหญ่นั้นยังมีเนื้อความว่า

 

"ประกาศสำคัญจากค่ายพันธมิตร คนในภาพมีนามว่าอู๋เซี่ยนระดับการบ่มเพาะไม่แน่ชัด ชายผู้นี้ถือเป็นบุคคลอันตรายอย่างที่สุดเนื่องจากชายผู้นี้ฝึกวรยุทธจนถูกธาตุไฟเข้าแทรก ทำให้นิสัยบิดเบี้ยวจนกลายเป็นมารร้ายไล่สังหารผู้คนอ้างอิงจากศิษย์สำนักทะเลมืดที่ตกตายภายใต้น้ำมือเขามากกว่าร้อยคนซ้ำยังสังหารเหล่าคุณหนูคุณชายตระกูลใหญ่ไปหลายชีวิตโปรดให้ทุกคนที่พบเห็นเข้าจับกุมหรือสังหารทิ้งได้ทันที"

 

   ในประกาศยังวงเล็บตัวใหญ่ไว้ด้วยว่าใครก็ตามที่นำศีรษะของชายผู้นี้มาได้ ทางสำนักทะเลมืดจะตบรางวัลโดยให้เลือกศาสตราวิญญาณระดับตำนานหนึ่งชิ้นหากผู้สังหารเป็นคนจากทางตระกูลใหญ่ทางสำนักจะให้สิทธิ์ เข้าเป็นศิษย์ชั้นต้นโดยไม่มีเงื่อนไข

 

   ทางตระกูลฝ่าน ตระกูลกวง ตระกูลเฉียง ตระกูลอีตระกูลจ้วง และอีกหลายตระกูลต่างก็มอบรางวัลเป็นทักษะระดับตำนาน และสิ่งของวิเศษอีกมากมายแก่ผู้ที่สังหารอีกฝ่ายได้เป็นการตอบแทนเช่นกัน

 

“ตระกูลฝ่านนี่ก็น่าสนใจ”ชายหนุ่มพึมพำ

 

   อู๋เซี่ยนที่ได้อ่านข้อความทั้งหมดก็ทำเพียงยิ้มเยาะอย่างน้อยคนที่เขียนประกาศใบนี้ก็ยังรู้ความ ไม่กล้าพาดพิงถึงสำนักอรุณจึงได้มุ่งเป้ามาที่เขาโดยตรง

 

ที่ชั้นแรกของโรงเตี๊ยม

 

หัวข้อสนทนาก็ไม่พ้นวีรกรรมของอู๋เซี่ยนที่เล่าปากต่อปากจนทำให้ผิดเพี้ยนจากความจริงไปไกลโข

 

คนทั้งสี่ได้ยินถึงกับนั่งตัวแข็งไม่กล้าพูดอะไรออกมาโดยมีเพียงอู๋เซี่ยนที่คีบอาหารเข้าปาก พลางซดสุราอย่างสบายใจ

 

"วีรบุรุษนักรักอันดับหนึ่งเจ้าทำอย่างที่พวกเขากล่าวหาจะจริงหรือไม่" จี้เหนียงถามออกมาอย่างตะกุกตะกัก

 

"คุณหนูจี้เหนียงผู้น่ารักและสง่างาม จงใช้สายตาอันเฉียบคมของท่านมองมาให้ชัดๆ...ว่าข้าผู้หล่อเหลานี้เหมือนมารร้ายตรงไหนมิทราบ"อู๋เซี่ยนแง้มผ้าคลุมดำที่ปิดไว้พร้อมยื่นใบหน้าให้หญิงสาวดูใกล้ๆ

 

"หยุด เจ้าบ้าไปแล้วหรือ อยากตายก็ไปตายเงียบๆคนเดียวอย่าได้พาข้าลงเหวไปด้วย"สาวผมเปียรีบจัดผ้าคลุมให้ชายหนุ่มอย่างมีพิรุธเพราะกลัวว่าจะมีคนอื่นเห็นเข้า

 

"ทุกท่าน นี่คงเป็นการทานอาหารด้วยกันมื้อสุดท้าย ตลอดเส้นทางตัวข้านั้นรู้สึกสนุกมากหวังว่าอนาคตพวกท่านจะไม่ลืมข้า"ชายหนุ่มยกจอกสุราขึ้นจ่อปากแล้วดื่มอย่างรวดเร็ว

 

พฤติกรรมนี้ของชายชุดสีทองทำให้ทุกคนเริ่มหันมองหน้ากัน

 

"ข้าหยงกวนแม้จะไม่ใช่มหาบุรุษแต่ก็ไม่ใช่พวกขี้ขลาดทิ้งสหายเพื่อเอาตัวรอด"ชายร่างใหญ่หันมาทางเขาก่อนจะยกสุรากระดกเข้าปาก

 

"แม้จะไม่ทราบต้นสายปลายเหตุแต่ต้วนมู่ล้วนมีตาคุณชายอู๋ไม่ใช่มารร้ายอย่างที่เขากล่าวอ้าง" หญิงสาวกลับมาสงบคีบอาหารเข้าปากอย่างอ่อนช้อย

 

"ถึงจะไม่ชอบขี้หน้า แต่ข้าก็ไม่ได้อยากให้เจ้าถูกฆ่าตายหรอกนะ"จี้เหลียงทำหน้ามุ่ย

 

โหลวเซียงเองก็ทำเพียงพยักหน้าให้โดยที่ไม่ได้พูดอะไร

 

ไม่นานบริเวณกลางของโรงเตี๊ยมก็มีชายชุดดำยืนไปขึ้นบนโต๊ะ

 

"มารอเวจีโฉดชั่วสังหารผู้คนเป็นผักปลา ข้าเสนอให้ตั้งกลุ่มเฉพาะกิจออกล่าตัวคนผู้นั้น"

 

อู๋เซี่ยนที่ฟังอยู่ถึงตาลุกวาวหยิบกาสุราขึ้นมายกซดจนหมด

 

ปากก็พึมพำซ้ำไปซ้ำมา"มารอเวจี มารอเวจี ดี เรียกได้ดี"


คล้ายกับเรื่องเทพปกรณัมแห่งแดนเหนือ ภาค กำเนิดมารอเวจี ที่คุณอ่าน