เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 78 ดินแดนอันตรายตราเวทย์เลิศล้ำ

              หุบเหวสูง!

              หมายความว่าไร้ซึ่งหนทางเบื้องหน้าถูกตัดขาด!

              เมิ่งฝานชะงักงันไปชั่วครู่มองแผนที่ให้ละเอียดก่อนจะรู้ว่าควรจะเป็นสถานที่แห่งนี้ไม่มีพลาด หรือว่าแผนที่นี้จะเป็นของปลอม?

              หากที่นี่ไม่มีสิ่งใดเกรงว่าคงจะมาเสียเที่ยวแล้ว!

              ข้างกายของเขาไป๋สุ่ยเอ๋อร์ยกคิ้วอันดกดำขึ้นเล็กน้อย ทั้งสองเดินไปยังหุบเหวนั้นพบว่านอกจากต้นไม้แห้งเหี่ยวกับก้อนหินก็ไม่มีสิ่งใดอยู่ในสถานที่แห่งนี้อีกเลย

              นางมองขึ้นไปยังหุบเหวอันสูงชันก่อนจะเอ่ยเสียงเบา“เป็นไปได้อย่างไรกัน น่าจะเป็นที่ตรงนี้ไม่ใช่หรือไร แผนที่แผ่นนี้ไม่มีทางเป็นของปลอมแน่!”

              เมิ่งฝานลูบปลายจมูก นัยน์ตาของเขาวาวโรจน์ขึ้นก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ถ้าหากแผนที่แผ่นนี้ไม่ใช่ของปลอมถ้าอย่างนั้นก็มีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวแล้วล่ะ!”

              “ใต้หุบเหว!”

              ทั้งสองเอ่ยขึ้นในทันใด ดวงตาทั้งสี่จับจ้องกันและกันต่างฉายแววแห่งความจนปัญญาออกมาเพราะเบื้องล่างลึกจนไม่อาจมองเห็นสิ่งใด มีเพียงม่านหมอกลอยปกคลุมหากมีสิ่งใดตกลงไปแม้แต่กระดูกก็คงจะแตกหักไปด้วย!

              หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่เมิ่งฝานจึงเอ่ยเสียงเรียบ“ลองพนันกันดูสักครั้ง น่าจะไม่มีปัญหาใด!”

              เมื่อมองตาของเด็กหนุ่มไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก็ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะพยักหน้ารับ จากนั้นจึงนำเถาวัลย์เส้นยาวออกมาจากแหวนคลังวัตถุสองเส้นแล้วเอ่ยว่า“นี่คือเถาวัลย์โบราณที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งพวกเราลงไปข้างล่างนั้นพร้อมกัน!”

              “ได้!”

              เมิ่งฝานพยักหน้ารับหากไม่เข้าถ้ำเสือก็จะไม่ได้ลูกเสือ พวกเขานำปลายด้านหนึ่งของเถาวัลย์มัดร่างตนเองเอาไว้ส่วนปลายอีกด้านก็นำไปผูกไว้กับหินที่มั่นคง ก่อนจะเดินมายังหุบเหวแล้วค่อยๆ ลงไปเบื้องล่าง

              ใต้หุบเหวมีกระแสลมถาโถมหากไม่ระวังอาจตกลงไปเบื้องล่างได้ในทันที เรียกได้ว่าครั้งนี้ทั้งสองต้องมีความกล้าอย่างยิ่งเลยก็ว่าได้

              เมิ่งฝานและไป๋สุ่ยเอ๋อร์ปีนป่ายก้อนหินลงไปยังเบื้องล่างรอบกายเต็มไปด้วยขอบหินคมกริบแต่ก็ไม่อาจทำอันตรายใดต่อเมิ่งฝานได้อย่างมากก็แค่ทำให้เสื้อผ้าของเขาฉีกขาดเท่านั้น

              พวกเขาปีนป่ายลงไปอย่างใจเย็น เมิ่งฝานขมวดคิ้วเข้มเพราะยิ่งลงไปเบื้องล่างกระแสลมรอบกายก็คล้ายจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆหากไม่มีพลังคอยช่วยเหลือทั้งสองก็คงจะร่วงหล่นลงไปแล้ว

              ข้างกายของเขาไป๋สุ่ยเอ๋อร์กัดฟันแน่นฝ่ามือขาวเกาะไปตามก้อนหินแต่ก็เห็นได้ชัดว่านางใช้แรงมากกว่าเมิ่งฝานนัก

              “ไม่ต้องห่วง หากเกิดสิ่งใดขึ้นเจ้าคือคนแรกที่ต้องลงไป”เมิ่งฝานเอ่ยเสียงเรียบ

              ไป๋สุ่ยเอ๋อร์กระตุกยิ้มก่อนจะกัดฟันเอ่ยว่า“หึข้าไม่ยอมให้เจ้าได้ฮุบสมบัติพวกนั้นไปเพียงลำพังเป็นแน่!”

              เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็หัวเราะอย่างจนปัญญาแล้วไม่สนใจนางอีกขณะเดียวกันก็ไต่ลงไปเบื้องล่างท่ามกลางกระแสลมที่รุนแรง

              นิ้วทั้งห้ายังคงออกแรงต่อไปหลังจากที่อยู่ภายใต้การฝึกฝนจากรั่วสุ่ยอีก็ทำให้ความอดทนของเมิ่งฝานนั้นสูงกว่าคนธรรมดาทั่วไป

              แม้ต้องฝึกฝนอย่างหนักมากมายนับพันครั้งแต่ผลลัพธ์สุดท้ายก็ทำให้เขาเป็นดั่งศัสตราเทพที่สามารถตัดเหล็กธรรมดาให้ขาดได้อย่างง่ายดาย!

              รูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลงในเวลาต่อมาก่อนจะเอ่ยด้วยความตกตะลึง “หาเจอแล้ว!”

              ในจุดที่เขามองเห็นคือถ้ำที่อยู่ใต้หุบเหวอย่างที่คิดเอาไว้แม้มันจะไม่ห่างจากจุดที่พวกเขาอยู่แต่หากไม่ได้ลงมาด้วยตนเองก็คงมองไม่เห็นเป็นแน่

              ดูท่าแผนที่นี้จะเป็นของจริง!

              เมิ่งฝานยกยิ้มขึ้นที่มุมปากในชั่วพริบตาก่อนที่ร่างกายซึ่งคล้ายดั่งวานรนั้นจะปีนป่ายไปยังเป้าหมายพร้อมกับไป๋สุ่ยเอ๋อร์ที่ตามมาติดๆจนมาถึงด้านข้างปากถ้ำด้วยกัน

              ทั้งสองกระโดดเข้าไปในถ้ำแห่งนั้นพร้อมกันสิ่งแรกที่ประจักษ์แก่สายตาก็คือความมืดมิด ถ้ำที่ไม่มีผู้ใดรู้ว่าข้ามผ่านกาลเวลามานานเท่าใดนั้นเต็มไปด้วยฝุ่นจึงทำให้เมื่อทั้งสองคนกระโดดเข้ามาไอออกมาหลายครั้ง

              หลังจากที่ปัดฝุ่นรอบกายไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก็ทำปากจู่แล้วเอ่ยอย่างจนปัญญา“มันอยู่ที่นี่มานานเพียงใดแล้วเหตุใดจึงมีฝุ่นมากมายเพียงนี้!”

              ทว่าเมิ่งฝานกลับยกยิ้มไม่สนใจ ก่อนจะเกร็งตัวแล้วปล่อยพลังปราณออกมาจากร่างกายมองเข้าไปยังจุดที่มืดมิดภายในจากนั้นจึงเอ่ยเสียงเบา “ตามข้ามา!”

              ในระหว่างที่เอ่ยวาจาเขาได้ก้าวเข้าไปภายในก่อนแล้ว

              ภายในความมืดนั้นไร้ซึ่งเสียงใดทั้งสองเป็นเพียงจอมยุทธ์ในขั้นหลอมปราณจึงไม่อาจแยกแยะสิ่งใดในความมืดได้ฉะนั้นจึงได้แต่เดินไปท่ามกลางความมืดอย่างระมัดระวังเท่านั้น

              พวกเขาเดินอยู่เช่นนั้นเป็นเวลาราวครึ่งก้านธูปสีหน้าของไป๋สุ่ยเอ๋อร์เปลี่ยนไปเล็กน้อยเพราะไม่คุ้นชินกับสภาพแวดล้อมที่มีเพียงความมืดมิดเช่นนี้โดยเฉพาะเวลาที่ไม่อาจสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงรอบกาย

              “นี่ เจ้าช้าลงหน่อยสิ!”

              นางกัดฟันแล้วเอ่ยอย่างไม่อาจห้ามได้ในเวลาต่อมาพลันมีฝ่ามือหนึ่งกุมมือนุ่มของนางเอาไว้ก่อนเจ้าของมือข้างนั้นอย่างเมิ่งฝานจะเอ่ยเสียงเบา “ไม่ต้องกังวล”

              นางขัดขืนเล็กน้อยก่อนจะหยุดลง นางยอมรับเลยว่าแม้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้แต่เมิ่งฝานก็ยังหนักแน่นไม่สั่นคลอนราวกับว่าสภาพแวดล้อมในยามนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อเขาแม้แต่น้อย

              ทั้งสองก้าวเดินต่อไปอย่างใจเย็นเมื่อมีเมิ่งฝานคอยนำทางนางจึงรู้สึกคุ้นชินขึ้นไม่น้อย หลังจากนั้นราวหนึ่งก้านธูปทั้งสองจึงหยุดชะงักลงเพราะสัมผัสได้ว่าที่เบื้องหน้าเป็นผนังหินซึ่งบ่งบอกว่ามาจนสุดทางแล้ว

              ฝ่ามือขาวของเมิ่งฝานขยับก่อนจะมีพลังปราณแผ่ซ่านก่อนจะลุกโชนและมีแสงสว่างปรากฏขึ้นมาเล็กน้อย

              เบื้องหน้าของพวกเขาคือประตูหินบานใหญ่โดยรอบเต็มไปด้วยเศษฝุ่น แต่ประตูบานนั้นกลับถูกผนึกเอาไว้จึงไม่อาจเปิดได้

              “นี่คือสิ่งใดกัน?”

              ไป๋สุ่ยเอ๋อร์ย่นคิ้วถามออกไปเพราะนางสังเกตเห็นว่าที่ข้างประตูนั้นมีหินก้อนหนึ่งปูดนูนขึ้นมาซึ่งดูคล้ายว่าจะเป็นกลไกของประตูดังกล่าว

              เจ้าของฝ่ามือนุ่มอย่างไป๋สุ่ยเอ๋อร์ขยับหินก้อนนั้นเล็กน้อยเพียงชั่วพริบตาพลันมีแสงสว่างปรากฏขึ้นมาอย่างฉับพลัน ร่างของทั้งสองสั่นสะท้านเพราะในเวลานี้รอบกายของพวกเขาเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงมากมาย

              “แย่แล้ว พวกเราติดกับเข้าแล้ว!”

              เมื่อเมิ่งฝานมองไปก็พบว่ารอบๆ กายนั้นเป็นพื้นที่โล่งสีขาวแสงสว่างเปล่งประกายมีเพียงพวกเขาสองคนที่อยู่ในบริเวณนี้ซึ่งมันต่างไปจากเส้นทางที่มืดมิดเมื่อครู่อย่างลิบลับ

              “ตราเวทย์!”

              ไป๋สุ่ยเอ๋อร์ที่อยู่ด้านหลังของเด็กหนุ่มเอ่ยออกมาด้วยความตกใจมีเพียงตราเวทย์ที่สามารถควบคุมอากาศได้ถึงจะสามารถทำให้พวกเขาตกอยู่ในมิติมายาเช่นนี้ได้

              ร่างของเมิ่งฝานสั่นสะท้านขึ้นในทันใดเขามองไปรอบตัวอย่างละเอียดพลังจิตภายในสมุทรจิตถาโถมแต่กลับไม่อาจสัมผัสได้ถึงจุดสิ้นสุดของสถานที่แห่งนี้ได้

              “แม่สาวน้อยช่างมีความรู้ที่ไม่เลวเสียจริงนี่คือวิชายุทธ์แห่งพลังปราณชั้นสูงอย่างหนึ่งที่เรียกว่าตราเวทย์หวนกลับซึ่งมันจะกักขังพลังจิตของพวกเจ้าเอาไว้ภายใน หากไม่อาจใช้พลังจิตของตนเองทะลวงออกไปกายหยาบในโลกภายนอกก็จะไม่อาจเชื่อมกับพลังจิตได้ สุดท้ายจะแตกสลายและเจ้าก็จะตายในที่สุด”

              เสียงอันราบเรียบของรั่วสุ่ยอีดังขึ้นข้างหูของเมิ่งฝานแต่มันก็หาได้ให้ความรู้สึกที่อยากช่วยเหลือไม่หากต้องการออกไปจากที่นี่ก็จะต้องพึ่งตนเองเท่านั้น

              เมิ่งฝานยังคงใช้สมุทรจิตลาดตระเวนแต่ก็ยังไม่อาจตามหาจุดสิ้นสุดของสถานที่แห่งนี้ได้

              ไป๋สุ่ยเอ๋อร์ขมวดคิ้วแล้วเอ่ยถามเสียงเข้ม“จะทำอย่างไรดี?”

              “คงต้องลองทะลวงค่ายกลเวทย์นี้ออกไปแล้วล่ะ!”

              เมิ่งฝานลูบปลายจมูกแล้วเอ่ยอย่างจนปัญญา

              แม้ว่ายามนี้เขาจะเป็นปรมาจารย์จิตศัสตราแต่ถึงอย่างไรเขาก็รู้จักตราเวทย์เพียงไม่กี่อย่างเท่านั้น ซึ่งตราเวทย์ไร้รูปร่างที่สามารถสังหารมนุษย์ได้เช่นนี้เขาไม่รู้จักเลยแม้แต่น้อย

              เมื่อได้ยินดังนั้นไป๋สุ่ยเอ๋อร์จึงพยักหน้ารับเพราะนางเองก็รู้ว่ามีเพียงหนทางนี้หนทางเดียวเท่านั้น ทั้งสองนั่งลงไปพร้อมกันทั้งยังใช้พลังจิตในร่างกายตามหาทางออกจากสถานที่แห่งนี้

              เมิ่งฝานที่นั่งขัดสมาธิลงไปเกร็งตัวไปทั้งร่างพลังจิตภายในสมุทรจิตพลันขยับในทันใด

              กายหยาบหาได้ขยับไปที่ใดทว่าพลังจิตกลับออกมาจากสมุทรจิตแล้วออกไปสำรวจบริเวณรอบๆ

              ต่อให้เป็นตราเวทย์แต่มันก็ต้องมีพื้นที่จำกัดในการแสดงพลังซึ่งหากผู้ที่อยู่ในสถานที่แห่งนี้เป็นจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณก็คงจะใช้พลังจิตอันแข็งแกร่งทำลายตราเวทย์แล้วออกไปได้อย่างง่ายดาย

              แต่เมิ่งฝานก็รู้ดีว่าตนเองทำได้เพียงตามหาจุดอ่อนของตราเวทย์หวนกลับนี้ไปเรื่อยๆเท่านั้น

              ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเวลาผ่านพ้นไปนานเท่าใดแต่พวกเขาทั้งสองก็ยังหาเบาะแสใดๆ ไม่พบ และในเวลานี้ไป๋สุ่ยเอ๋อร์ที่นั่งอยู่ข้างกายเด็กหนุ่มกัดฟันแน่นด้วยอารมณ์ที่คล้ายกับว่ากำลังจะสติแตก

              เพราะถึงอย่างไรแล้วรอบกายของเขาหาได้มีสิ่งใดเปลี่ยนไปไม่มีเพียงแค่ภาพของโลกสีขาวเท่านั้น

              เป็นไปไม่ได้!

              ทางฝั่งของเมิ่งฝานที่นั่งอยู่กับที่ก็กัดฟันแน่นเช่นกันเมื่อเวลาผ่านพ้นไปเรื่อยๆ พลังจิตของเขาก็แทบจะหมดไปแล้วเช่นกัน

              หากไร้ซึ่งพลังจิตก็จะไร้ซึ่งความหวังที่จะออกไปจากที่นี่!

              ที่นี่จะต้องมีจุดอ่อน!ขอเพียงมันเป็นตราเวทย์ย่อมต้องมีขีดจำกัด ตราเวทย์ของพลังปราณระดับสูงเพียงเท่านี้ไม่อาจกักขังตัวเขาเอาไว้ได้เป็นแน่!

              ต่อมาเมิ่งฝานจึงรวบรวมพลังจิตทั้งหมดมาไว้ด้วยกัน

              ในเมื่อมันไม่มีจุดสิ้นสุดเขาก็คง...จะต้องสร้างจุดสิ้นสุดของมันขึ้นมาเอง!

              เมื่อคิดได้เช่นนั้นสมุทรปราณของเมิ่งฝานก็สั่นไหวพลังจิตทั้งหมดถูกรวบรวมเอาไว้ด้วยกัน จากนั้นพลังจิตที่อ่อนล้าของเขาก็ผสานตัว

              เพียงไม่นานเมิ่งฝานรู้สึกคล้ายดั่งว่าพลังจิตของตนเองได้ผสานตัวเป็นลูกศรอันคมกริบก่อตัวขึ้นมาอย่างช้าๆ แม้ว่าพลังจิตของตนเองในยามนี้จะมีไม่มากแต่หลังจากที่มันผสานตัวเข้าด้วยกัน...

              มันก็เป็นถึงพลังจิตในขั้นวิญญาณ!

              เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังจิตที่ผสานตัวเป็นรูปร่างหัวใจของเมิ่งฝานก็สั่นไหวในเมื่อมันสามารถผสานตัวมาไว้ในจุดเดียวก็หมายความว่าในภายหน้าหากแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมก็จะเป็นเสมือนสายธารไหลเชี่ยว!

              เวลานี้เมิ่งฝานไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดเอินไท่จึงสามารถจู่โจมตนเองด้วยพลังจิตได้เพียงใช้พลังจิตโดยไม่จำเป็นต้องลงมือก็สามารถทำให้พลังจิตของอีกฝ่ายแตกซ่าน นับว่าเป็นการสังหารโดยไร้ซึ่งร่องรอย!

              การใช้พลังจิตในวิธีการนี้นั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่าการใช้พลังปราณด้วยซ้ำไปเพราะการฝึกบำเพ็ญของมันลึกลับซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง

              เพียงชั่วพริบตาพลังจิตของเมิ่งฝานก็ผสานตัวกันขึ้นในอากาศก่อนที่พลังจิตทั้งหมดในร่างกายของเด็กหนุ่มซึ่งเป็นเสมือนลูกศรจะพุ่งตรงไปยังทิศทางหนึ่งของสถานที่อันขาวโพลน

              เมื่อมาถึงขั้นนี้เขาคงต้องลองพนันดูสักครั้ง!

              ในเวลาต่อมาเมื่อพลังจิตของเมิ่งฝานพุ่งเข้าไปยังโลกสีขาวโพลนแห่งตราเวทย์หวนกลับก็ทำให้มันสั่นสะท้าน

              ไป๋สุ่ยเอ๋อร์ที่นั่งอยู่ข้างกายเขาสัมผัสได้ถึงบางสิ่งจึงมองไปยังเด็กหนุ่มด้วยความตกตะลึงเพียงอึดใจต่อมาจึงพบว่ามีรอยร้าวปรากฏขึ้นบนโลกสีขาวที่พวกเขาอยู่ในขณะนี้ รอยร้าวเกิดขึ้นและแตกเป็นเสี่ยงๆจนสามารถมองเห็นโลกภายนอกได้!

              เมื่อโลกภายนอกประจักษ์แก่สายตารั่วสุ่ยอีที่อยู่ในไข่อสูรทมิฬจึงพยักหน้าและมีรอยยิ้มชื่นชมปรากฏขึ้นมาบนใบหน้า

              การปลดพันธนาการแห่งจิตนั้นมีเพียงการเผชิญมันด้วยตนเองจึงจะสามารถทำได้เร็วที่สุดและมีส่วนช่วยเสริมสร้างที่ยิ่งใหญ่ ขณะเดียวกันก็จะทำให้ระดับพลังจิตของเมิ่งฝานพัฒนาขึ้นมากกว่าเดิม

              ถึงอย่างไรอินทรีย่อมต้องใช้ปีกของตนเองโบยบินขึ้นสู่ท้องฟ้า