เทพยุทธ์ล้างสวรรค์ [นิยายแปล]

    บทที่ 43 ล่าสมบัติในถ้ำหิน

    หวังชิวอวี่ยืนขึ้นแล้วกล่าว "ท่านเจ้าสำนักเย่หยางเป็นคนใจคอโหดเหี้ยม อายุยังน้อยแต่สังหารคนเป็นผักปลาในภายภาคหน้าอาจกลายเป็นฆาตกร ข้าขอเสนอให้ปลิดชีพเขาเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในอนาคต"

            “อะไรนะ! หวังชิวอวี่ เจ้าช่างเป็นสตรีไร้ยางอายอยากตายนักหรือไร” หลี่เฉิงเฟิงโกรธมากไม่คิดว่าฝ่ายตรงข้ามจะไร้ยางอายขนาดนี้

            “ทำไม ขู่ข้างั้นรึ เจ้าสำนักอยู่ที่นี่ข้าไม่ปล่อยให้เจ้าทำตัวโอหังแน่” หวังชิวอวี่ตอกกลับอย่างเหยียดหยามนางไม่มีความเกรงกลัวต่อหลี่เฉิงเฟิงแม้แต่น้อย เพราะไม่ว่าจะมีความสามารถแค่ไหนเมื่ออยู่ที่นี่ต้องประพฤติตนเหมาะสมอยู่ในกฎเกณฑ์ 

            “อย่ากล่าวเหลวไหลเจ้าอยากสังหารอัจฉริยะน้อยด้วยเหตุผลไร้สาระ ไยเจ้าถึงใจร้ายปานนี้” หลี่เฉิงเฟิงชี้หน้าหวังชิวอวี่พลางก่นด่า

            เมื่อเห็นว่าหลี่เฉิงเฟิงโกรธจัดหวังชิวอวี่ก็รู้สึกภาคภูมิใจพลางกล่าวขึ้นอย่างช้าๆ "เย่หยางอายุเพียงสิบห้าปีกลับกล้าสังหารคนมากมายถึงเพียงนี้อนาคตต้องถูกจิตมารครอบงำเติบโตไปเป็นฆาตกรสังหารผู้คนเป็นผักปลาอย่างแน่แท้ เพื่อป้องกันหายนะที่จะเกิดการสังหารเขาถือว่าเป็นพรแก่โลกของผู้ฝึกตนมิใช่หรือไร”

            “เจ้า...ผายลม” หลี่เฉิงเฟิงโกรธจนอกแทบระเบิดเขาปฏิบัติต่อเย่หยางเหมือนหลานชายแท้ๆ มาโดยตลอดยามนี้กลับถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกร จะไม่ให้เขาโกรธได้อย่างไร

            หากเย่หยางมาเห็นเหตุการณ์ เขาคงแอบดูถูกหลี่เฉิงเฟิงอย่างแน่นอนแค่คำพูดของสตรีไร้ยางอายเพียงไม่กี่คำกลับทำให้เขาโกรธได้

            ความสามารถด้านการทะเลาะวิวาทกับการต่อสู้ของหลี่เฉิงเฟิงนับว่าแตกต่างราวฟ้ากับเหวเลยทีเดียวถ้าเป็นเรื่องนี้เขาถือว่ายังห่างชั้นกับหวังชิวอวี่

            หวังชิวอวี่ที่กลายเป็นจุดสนใจหันมาบอกกับชายชราชุดขาว "ให้เจ้าสำนักเป็นผู้ตัดสินใจเถอะหวังว่าท่านจะสังหารปีศาจน้อยผู้นี้โดยเร็วเพื่อเห็นแก่ใต้หล้า"

            ชายชราในชุดขาวเหลือบมองหวังชิวอวี่ พลางตอบอย่างนิ่งเฉย "ดูเหมือนว่าเจ้าจะลืมไปแล้วว่านี่คือที่ไหนที่นี่คือสำนักเทียนอู่ ตราบใดที่เย่หยางเป็นส่วนหนึ่งในการทดสอบเขาก็ถือเป็นศิษย์ของสำนักเทียนอู่"

            “ศิษย์ของสำนักเทียนอู่ไม่ต้องให้คนนอกมาชี้นิ้วสั่งว่าต้องทำอย่างไร” เขามองไปที่หวังชิวอวี่ด้วยสายตาเย็นชา 

            สายตาชายชราในชุดขาวราวกับกระบี่สองเล่มแทงทะลุจิตวิญญาณของหวังชิวอวี่จนเกือบจะทำให้นางกรีดร้อง รีบกล่าวอย่างรวดเร็วว่า "ขออภัยที่ล่วงเกินข้าผิดไปแล้ว"

            “นอกจากนี้เจ้ายังพูดเหมือนว่าคนของเจ้ากระทำผู้อื่นได้แต่ผู้อื่นห้ามเอาคืนงั้นรึ ฮ่าๆๆ ดี! เจ้าทำให้ข้าอยากลองทดสอบบางอย่างดูเช่นกัน"ชายชราชุดขาวยิ้ม 

            จากนั้นเขาก็กล่าวกับหลี่เฉิงเฟิงว่า "เจ้าเมืองปาฮวงช่วยข้าสังหารสตรีตรงหน้าที"

            ทุกคนตกตะลึง เป็นไปได้อย่างไร

            "ดี!!"

            หลี่เฉิงเฟิงคำรามเสียงดังร่างของเขาราวกับลมพายุคลั่งปกคลุมร่างหวังชิวอวี่

            หวังชิวอวี่ไม่มีเวลาให้เสียใจรีบตบหน้าหลี่เฉิงเฟิงและถอยกลับไปหามู่ซื่อสยง หวังว่าจะได้รับการปกป้องจากมู่ซื่อสยง

            แต่หลี่เฉิงเฟิงไม่ให้โอกาสนางได้ถอยไปขอความช่วยเหลือเขารีบคว้ามือนางเอาไว้แล้วฟาดร่างของนางลงพื้นโดยไม่กล่าวอัน

            ‘ตูม!’ ปรากฏหลุมรูปร่างเหมือนมนุษย์ขึ้นบนลานจัตุรัสแข็ง 

            “พรวด”

            หวังชิวอวี่กระอักโลหิตออกมา มือของหลี่เฉิงเฟิงกำลำคอนางแน่นยกร่างของนางขึ้นกลางอากาศปีกสีเขียวที่อยู่ด้านหลังหลี่เฉิงเฟิงโบกสะบัดอย่างแผ่วเบาร่างของคนทั้งสองถูกแช่ค้างกลางอากาศ

            เหล่าสาวกไม่เคยเห็นเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนพวกเขากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก รู้สึกเหมือนดวงตาพร่ามัว จากนั้นการต่อสู้ก็จบลงแล้ว

            ขณะที่หลี่เฉิงเฟิงลงมือ มู่ซื่อสยงต้องการช่วยหวังชิวอวี่เนื่องจากเมืองหลัวอิ๋งพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันกับเมืองหนานหลีจึงไม่อยากทำเพียงแค่เฝ้าดูราวกับคนโง่เขลา

            ขณะที่เขากำลังจะลุกขึ้นแรงกดดันที่มองไม่เห็นก็ผนึกร่างของเขาเอาไว้จนไม่สามารถขยับเขยื้อนได้เขาตื่นตระหนกเป็นอย่างยิ่ง "นี่มันพลังของราชันยุทธ์? สามารถบดขยี้ราชายุทธ์ให้ตกตายราวกับมดปลวกได้อย่างง่ายดาย"

            หลี่เฉิงเฟิงบีบคอของหวังชิวอวี่ นางหายใจไม่ออกนี่เป็นครั้งแรกที่นางเฉียดใกล้ความตายมากที่สุด ความหวาดกลัวครอบงำทั่วทั้งจิตใจร่างกายสั่นสะท้านอย่างรุนแรง

            ทุกคนต่างประหลาดใจเพราะราชายุทธ์หวังชิวอวี่ผู้ทรงพลังขณะนี้กำลังหวาดกลัวมากเสียจนไม่อาจควบคุมตนเองได้ปัสสาวะไหลหยดตามรองเท้าราวกับแม่น้ำสายเล็กๆ

            หลี่เฉิงเฟิงรีบโยนหวังชิวอวี่ลงไปที่พื้นแล้วถอยออกไปอย่างรวดเร็วด้วยกลัวว่ากลิ่นของนางจะติดตัวเขา “โชคไม่ดีเสียจริง ข้าหลี่เฉิงเฟิงสังหารศัตรูมานับไม่ถ้วนแต่วันนี้ชื่อเสียงของข้าเกือบถูกทำลายด้วยน้ำมือเจ้า”

            หากข่าวลือแพร่กระจายออกไปว่าหลี่เฉิงเฟิงสังหารสตรีที่หวาดกลัวจนปัสสาวะราดเขาคงรู้สึกอัปยศจนไม่อาจเงยหน้าได้

            ใบหน้าของหวังชิวอวี่ซีดเซียวนางเห็นทุกคนมองด้วยความประหลาดใจ ทันใดนั้นนางก็รู้สึกว่าสภาพของตนเองย่ำแย่ยิ่งกว่าตายรีบเข้าไปในวงเวทเคลื่อนย้าย หลังบังเกิดคลื่นความผันผวนนางก็หายตัวไปต่อหน้าทุกคนแม้แต่คนจากเมืองของตนที่ตกรอบก็ยังถูกละเลย

            เห็นได้ชัดว่าชายชราในชุดขาวไม่ได้คาดหวังว่าสถานการณ์นี้จะเกิดขึ้นเขากล่าวอย่างเชื่องช้าว่า"ข้าแค่อยากให้เจ้าเมืองหลี่ทำให้นางสัมผัสถึงความรู้สึกของการถูกสังหารอยู่ฝ่ายเดียวเฉยๆเฮ้อ"

            หลังจากกล่าวจบ ชายชราในชุดขาวก็หลับตาพักผ่อนต่อไป

             

    เย่หยางไม่รู้สิ่งที่เกิดขึ้นด้านนอกกลุ่มของพวกเขายังคงมุ่งหน้าล่าสัตว์อสูรต่อไป 

            ปัจจุบันฝีมือของทุกคนในกลุ่มพัฒนาขึ้นหนึ่งระดับหลังจากเย่หยางดึงดูดผึ้งปีกเงินมาสังหารผู้คนเขารู้สึกว่าถ้าปล่อยรังผึ้งทิ้งไว้ก็จะสูญเปล่าฉะนั้นเขาจึงเทน้ำผึ้งที่เหลือเก็บใส่ขวด

            ได้น้ำผึ้งมากว่าสี่สิบจินจากนั้นก็แบ่งให้ทุกคนในกลุ่มคนละหนึ่งขวดแต่ละขวดมีน้ำหนักมากกว่าหนึ่งจิน ซึ่งพวกเขาก็รู้สึกดีใจมาก

            การดื่มน้ำผึ้งช่วยพัฒนาความแข็งแกร่งของทุกคนให้ดีขึ้นภายในสองวัน

             

    สถานที่แห่งหนึ่งในป่าลึกผู้คนหลายสิบคนนั่งรวมตัวกันด้วยบรรยากาศเคร่งเครียดจากนั้นมู่ไป๋ก็ยื่นกระดาษสีขาวในมือให้ทุกคน

            "อะไรกัน”

            “เป็นไปได้อย่างไร”

            มู่ไป๋ทำสัญญาณมือให้ทุกคนหยุดตื่นตระหนก พร้อมสาธยายด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ครั้งนี้เราสูญเสียคนเมืองหนานหลีไปหกสิบห้าคนดูเหมือนว่าข้าประเมินเย่หยางต่ำเกินไปข้าไม่คิดว่าเขาจะเชี่ยวชาญวิชาควบคุมสัตว์อสูร ทำให้พวกเราเสียเปรียบมากหลังจากนี้ทุกคนจงเกาะกลุ่มกันไว้อย่าไปไหนมาไหนคนเดียวเด็ดขาดไม่เช่นนั้นจะถูกจัดการเอาได้”

            “แต่แบบนี้เหมือนเรากำลังกลัวมันอยู่เลยไม่ใช่หรือไร”คนผู้หนึ่งแย้งอย่างไม่เต็มใจ

            “เจ้าจะไปรู้อะไรเรากำลังใช้จุดแข็งเพื่อหลีกเลี่ยงจุดอ่อนการที่ฝ่ายตรงข้ามมีวิชาฝึกสัตว์ถือเป็นภัยคุกคามร้ายแรงของพวกเรา เมื่อใดที่เราเข้าสู่สำนักเทียนอู่ก็มีโอกาสมากมายที่จะจัดการกับเขา”

            “เอาล่ะทุกคน เราไปออกล่าสัตว์อสูรกันเถอะกลุ่มของเราใหญ่เกินไปสัตว์อสูรเลยหลบหนี เราต้องพยายามให้มากขึ้น ยังมีคนของเราอีกหลายคนที่ยังไม่ได้รับแกนสัตว์อสูร”

            มู่ไป๋นำกลุ่มคนมีฝีมือไล่ล่าสัตว์อสูร แต่ถ้าเขารู้ว่าเย่หยางไม่เคยคิดที่จะจัดการกับพวกเขาทุกคนคงเสียใจจนแทบกระอักโลหิต

            เพียงชั่วพริบตาหกวันก็ผ่านไปวันนี้เป็นวันสุดท้ายของการล่าสัตว์อสูร กลุ่มของเย่หยางรวบรวมแกนสัตว์อสูรได้เป็นจำนวนมากหมายความว่าพวกเขาสามารถออกจากป่าได้ทุกเมื่อ เพียงแค่เปิดใช้งานป้ายคาดเอวเท่านั้น

            วันสุดท้ายเย่หยางแยกจากทุกคนเพราะเขาต้องการไปยังสถานที่อันตรายเพียงลำพัง มากันหลายคนจะกลายเป็นภาระเปล่าๆ 

            เขาได้รับข่าวนี้จากหลันไฉเตี๋ยโดยแลกกับการแบ่งสมบัติหนึ่งในสิบจากที่เย่หยางได้รับ

            เย่หยางถือแผนที่ขุมทรัพย์จนมาถึงหุบเขาแห่งหนึ่งหุบเขานี้รกร้างมาก มีต้นไม้เพียงไม่กี่ต้นขึ้นประปรายเหนือหุบเขามีถ้ำที่ฝูงวานรคอยเข้าออกเมื่อเย่หยางเห็นว่าในมือของวานรถือผลไม้บางอย่าง ดวงตาของเขาก็สว่างวาบขึ้นทันที

            ตอนแรกหลันไฉเตี๋ยบอกเย่หยางว่ามีวานรกลุ่มหนึ่งอยู่ที่นี่พวกมันสามารถหมักสุราผลไม้ที่ทำมาจากผลไม้วิญญาณหลายร้อยชนิดบนภูเขาได้มันเป็นยาอายุวัฒนะชั้นดีในการช่วยพัฒนาการฝึกฝน ขยายเส้นลมปราณใช้เป็นยารักษาอาการบาดเจ็บ ทั้งยังช่วยเติมเต็มเมื่อปราณแท้หมดฉะนั้นมันต้องเป็นสมบัติอย่างแน่นอน

            หัวหน้าเผ่าวานรพงไพรเป็นสัตว์อสูรขั้นสามที่ทรงพลังอย่างยิ่งแม้หลันไฉเตี๋ยจะเป็นพวกเขี้ยวลากดินแต่นางก็ไม่กล้าหาประโยชน์จากมัน

            มีฝูงวานรเข้าออกอยู่ตลอดเวลาทางเข้าถ้ำไม่ใหญ่มากจึงยากต่อการสังเกตเห็น

            เย่หยางกางแผนที่ดูก็พบว่ามีพยัคฆ์เขี้ยวกระบี่สัตว์อสูรขั้นสองอยู่ใกล้ๆเขาจึงวางแผนบางอย่างในใจ 

            ครึ่งชั่วยามต่อมาพยัคฆ์เขี้ยวกระบี่ก็ปรากฏตัวหน้าทางเข้าถ้ำวานรพงไพรสร้างความโกลาหลครั้งใหญ่ ส่งผลให้วานรจำนวนมากกรูกันออกมาจากถ้ำ

            พยัคฆ์เขี้ยวกระบี่คำรามเสียงดังไปยังทางเข้าถ้ำชั่วครู่หนึ่งวานรสูงหนึ่งจ้างก็ปรากฏตัวขึ้นหน้าปากถ้ำถือแท่งหินไว้ในมือพร้อมพุ่งเข้าไปหาพยัคฆ์เขี้ยวกระบี่

            พยัคฆ์เขี้ยวกระบี่หันหลังวิ่งหนีเห็นได้ชัดว่าวานรพงไพรโกรธจัดจนพาสมุนกลุ่มหนึ่งวิ่งไล่ตามไปอย่างไม่ยอมแพ้เพราะต้องการสั่งสอนบทเรียนให้กับพยัคฆ์เขี้ยวกระบี่

            เย่หยางไม่คิดว่ามันจะราบรื่นขนาดนี้เขารีบเข้าไปในถ้ำ พบว่าที่นี่สะอาดมากไม่มีกลิ่นแปลกๆ เลยแม้แต่น้อย

            เมื่อเดินเข้าไปประมาณสิบจ้างก็พบสระน้ำขนาดใหญ่ซึ่งมีกลิ่นหอมของสุรารุนแรง 

            สิ่งนี้น่าจะเป็นสุราผลไม้เย่หยางรู้สึกมีความสุขอย่างยิ่ง เขาไม่กล้าประมาท รีบนำถังออกมาจากแหวนมิติจากนั้นก็เติมสุราผลไม้จนเต็ม

            เมื่อเห็นว่าสุราผลไม้เหลือเพียงครึ่งสระเขาจึงแอบหงุดหงิดรู้สึกว่าที่ได้มามันน้อยเกินไป ตัดสินใจหยิบของใช้หรับทำอาหาร อย่างหม้อไหกระทะทั้งหมดมาใส่สุราผลไม้เท่าที่จะทำได้

            พอใส่จนไม่เหลือของให้ใส่ก็พบว่ามีโถศิลาหกโถบนปากโถถูกผนึกด้วยโคลน

            เขาค่อยๆ เปิดฝาโคลนออก กลิ่นหอมเข้มข้นของสุราผลไม้โชยออกมาแตะจมูกทำให้เขารู้สึกมึนเมาจนแทบจะเป็นลม

            เย่หยางมีความสุขมาก นี่สุราเก่าชั้นดีประสิทธิภาพเหนือกว่าสุราผลไม้ที่อยู่ในสระอย่างแน่นอนเขารีบหยิบโถสุราหกโถเก็บเข้าแหวนมิติอย่างไม่ลังเล 

            เมื่อเห็นว่าไม่มีสิ่งใดเหลือให้เอาออกไปแล้วเย่หยางก็รีบหันหลังกลับออกจากถ้ำขณะที่กำลังเดินออกเสียงคำรามอันโกรธเกรี้ยวก็ดังขึ้นทันใดนั้นแท่งหินก็ถูกฟาดเข้าใส่เย่หยางพร้อมลมพายุกระโชกแรง