เป่าไฉดื่มสุราเฝินจิ่วอยู่ในเหลาริมน้ำ มันชมชอบกลิ่นและรสอันซับซ้อนของสุราชนิดนี้ แม้ต้องสั่งตรงมาจากหมู่บ้านซิงฮวา มณฑลซานซี ซึ่งอยู่ไกลนับพันลี้ ต้องจ่ายมากขึ้นก็นับว่าสมควร
สุรากับโฉมงาม แม้อยู่ห่างสักเพียงใด ก็ควรค่าแก่การเดินทาง ผิดแต่ว่าท่านอาจใช้เงินสั่งสุรามาจากแดนโพ้นทะเลได้ แต่โฉมงามที่แท้จริง มักจะต้องออกไปเสาะหา
กรมสิงปู้ (กรมตุลาการ) ของมัน ดูแลงานด้านกฎหมายและการลงทัณฑ์ แต่มิได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการตัดสินคดีความต่าง ๆ ซึ่งมีข้าราชการหลายหน่วยทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว บางคราวอาจซ้ำซ้อนกันเสียด้วยซ้ำ ทั้งเพียงแค่งานที่ต้องกำจัดฝ่ายตรงข้ามกับพระจักรพรรดินีก็สร้างความเหน็ดเหนื่อยให้พอตัว
ช่วงนี้ข่าวพระองค์ทรงไม่สบายหนาหูขึ้นเรื่อย ๆ ช้าราชการเก่าใหม่เริ่มเคลื่อนไหวหาหนทางเอาตัวรอด สร้างความมั่นคงให้ตำแหน่งหน้าที่ของตน หรือหากเติบโตก้าวหน้าขึ้นได้ก็จะดียิ่ง ไม่มีผู้ใดทราบโดยแท้ว่าหากมีการผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน สถานการณ์บ้านเมืองจะเป็นเช่นไร ด้วยนี่เป็นครั้งแรกที่ผู้ครองแผ่นดินเป็นสตรี
หมายกำหนดการเสด็จกลับลั่วหยางออกมาแล้ว แม้ฉางอานจะเป็นเมืองที่เจริญก้าวหน้าสักเพียงใด แต่ลั่วหยางเป็นนครหลวงของแผ่นดิน สุดท้ายจึงต้องกลับไป
แต่มันผูกพันกับบรรยากาศของที่นี่มากกว่า นับแต่หลิวปังครองอำนาจเป็นพระเจ้าฮั่นเกาจู ตัวเมืองก็ขยับขยายขึ้นใหญ่โตตระการตา แม้จะโดนทำลายไปมากภายหลังการล่มสลายของราชวงศ์ฮั่น แต่ก็ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ จนกลายเป็นเมืองที่กว้างขวางที่สุดในแผ่นดิน
เจิงเจิ้งจิง ทหารคนสนิทเดินเข้ามาในห้องส่วนตัวที่เป่าไฉนั่งดื่มสุราอยู่ผู้เดียว ยามคิดอ่านเรื่องราว มันไม่ชอบมีสตรีมาเคล้าคลอให้เสียสมาธิ
“ม้าเร็วรายงานด่วนว่าท่านเฟิงถูกทำร้ายอาการสาหัส ได้ตระกูลหวงช่วยไว้ บัดนี้ปลอดภัยแล้ว”
เป่าไฉไม่ตื่นตระหนก ด้วยลักษณะการทำงานของเฟิงตงเปียนมีอันตรายทุกย่างก้าว เช่นเดียวกับเสี้ยวอู่หมิง ทั้งสุดท้ายคนยังปลอดภัยดี
แต่การที่มีผู้ลงมือกับคนของทางการ ทั้งเป็นยอดฝีมือ ย่อมมิใช่เรื่องปกติ แสดงถึงเจตนาก่อการร้ายบางอย่าง
แม้ว่าเมื่อมองจากสถานะของข้าราชการในระดับเจ้ากรมเช่นมัน คนทำงานในตำแหน่งเช่นเสี้ยวอู่หมิงและเฟิงตงเปียน สามารถหาทดแทนได้ไม่ยากนัก แต่หากไม่ลงมือกระทำการบางอย่าง เว่ยกงกงอาจไม่พอใจ
ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ มิควรปล่อยให้เกิดความสั่นคลอนต่อตำแหน่งหน้าที่ของตนเอง
“ส่งม้าเร็วแจ้งเฟิงตงเปียนกับเสี้ยวอู่หมิงเดินทางมาฉางอาน เพื่อคุ้มครองขบวนเสด็จกลับลั่วหยางพร้อมกัน”
เจิงเจิ้งจิงรีบไปดำเนินการ
ขบวนเสด็จของสมเด็จพระจักรพรรดินีบูเช็กเทียน อาจมีทหารร่วมทางนับแสนนาย มิต้องการกำลังเพิ่มอีกแม้สักน้อย อย่าว่าแต่คนเพียงสองคน แต่การที่เฟิงตงเปียนกับเสี้ยวอู่หมิงอยู่ร่วมในขบวนใหญ่ย่อมปลอดภัยกว่าอยู่ที่อื่นมาก นี่เป็นการใช้กำลังทหารคุ้มกันทั้งสองอย่างแยบยล
สำหรับเรื่องเสี้ยวอู่หมิง มันค่อยแจ้งต่อเว่ยกงกงในภายหลัง
นี่คือสติปัญญาของเป่าไฉ เจ้ากรมตุลาการ
กุ้ยชุนตื่นเปิดร้านทุกเช้ามาเกือบสองปีกว่า สินค้าเบ็ดเตล็ดของนางขายได้อยู่เรื่อย ๆ แม้ไม่ได้กำไรเท่าใด แต่นางรู้สึกว่าเป็นเงินอันมีที่มาโปร่งใส รายได้จากสินค้าแต่ละชิ้นพอหมุนเวียนหาของใหม่เข้าร้านมาขาย
ทีละน้อย ทีละน้อย นางเริ่มคิดว่าการใช้ชีวิตเช่นคนทั่วไป มีความสุขสงบมากกว่าชีวิตในพรรคใหญ่โตที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นโลดโผน
ช่วงหลังเสี้ยวอู่หมิงมิค่อยมาอุดหนุน นางได้แต่เฝ้ารอ
หลังจากเตรียมสิ่งของเรียบร้อย นางแขวนกระดิ่งที่ราวไม้ไผ่หน้าร้าน
ฟางเหลาหู่ยืนอยู่ด้านหลัง
กุ้ยชุนสะดุ้ง
“คาระท่านรองประมุข”
ฟางเหลาหู่ยกมือซ้ายขึ้นคล้ายจะแตะจับมือนาง กุ้ยชุนถอยกายออกไปครึ่งก้าว
“มิต้องมากมารยาท การค้าเป็นเช่นไร”
“พอไปได้ ขอบพระคุณท่านรองประมุขที่เป็นห่วง”
กุ้ยชุนปีนี้อายุสิบเจ็ดปีเศษ หากเป็นชาวบ้านทั่วไปสามารถออกเรือนได้แล้ว
“ข้าฯ บอกให้เจ้าเรียกหาเช่นไร เหตุใดถึงห่างเหินยิ่งนัก”
กุ้ยชุนย่อมจำได้ รองประมุขผู้นี้เคยบอกให้นางเรียกชื่อฟางเหลาหู่ของมัน แต่นี่มิใช่สิ่งที่นางนิยม แม้ว่าบุรุษตรงหน้า ไม่ว่าจะกล่าวถึงรูปร่างหน้าตา สติปัญญาและพลังฝีมือ ไม่มีที่ใดสามารถตำหนิได้สักน้อย
เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นเบื้องหลัง
“มิทราบแม่นางมีลูกค้า ไว้วันหลังข้าพเจ้าจะมาใหม่”
กุ้ยชุนรีบขยับเข้าไปหา
“ท่านเสี้ยวอู่หมิงไม่มาร้านข้าพเจ้าหลายวันแล้ว”
ฟางเหล่าหู่อดแปลกใจมิได้ ตามข่าวที่ได้รับ เสี้ยวอู่หมิงสูญเสียวรยุทธ แทบกลายเป็นคนพิการ เหตุใดมีฝีเท้าแผ่วเบา
มันหันไปมอง นี่เป็นครั้งแรกที่บุรุษผู้เป็นอริตลอดกาลทั้งสองได้พบกัน ฟางเหลาหู่เห็นบุรุษหน้าตาธรรมดาผู้หนึ่ง รูปร่างออกซูบผอม ท่ายืนปล่อยตัวตามสบาย ไม่องอาจหาญกล้า
เมื่อเทียบกับฟางเหลาหู่ เสี้ยวอู่หมิงคล้ายหัวหน้าเป็ดยืนคู่กับพญาอินทรีจริง ๆ
แต่กุ้ยชุนกลับรู้สึกว่า เป็ดน้อยตนนี้ สนุกสนานน่าสนใจ ให้ความรู้สึกผ่อนคลายยามใกล้ชิด นางชมชอบแบบฉบับของมันยิ่งกว่าอินทรีที่น่ากลัวมากนัก
ฟางเหลาหู่ก้มศีรษะให้กุ้ยชุน
“ข้าพเจ้าเสร็จธุระแล้ว”
จากนั้นเดินออกไป
เสี้ยวอู่หมิงสะบัดพัดขึ้นรับสายลม
“นายท่านประสงค์สิ่งใด”
เสียงของนางแฝงความยินดี
เสี้ยวอู่หมิงอดคิดมิได้ว่าลูกค้าคนเมื่อกี้ช่างสง่างาม
“เพียงแวะมาเท่านั้น”
“พัดท่านยังมิพัง”
“เป็นเพราะข้าพเจ้าใช้อย่างทะนุถนอม”
กุ้ยชุนมองสบตา
“หากไม่พังเมื่อใดท่านจะมาซื้อหาใหม่”
เสี้ยวอู่หมิงมิอาจทนรับสายตาคู่นั้น แต่หากไม่มองตอบก็เกรงจะเสียมารยาท
“ข้าพเจ้าต้องการกระดิ่งสักอันหนึ่ง”
“ท่านแม่ เสี้ยวอู่หมิงไปที่ใด”
เจียเจียเอ่ยถามมารดาเสียงดัง การแสดงออกของนางยิ่งมายิ่งเด่นชัด สำหรับหวงฮูหยินและประมุขหวง ยิ่งมายิ่งปวดศีรษะ
แต่เมื่อเห็นธิดาสุดรักสามารถกินอิ่มนอนหลับ มีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ทั้งสองก็ยินยอมถอยครึ่งก้าว
“มันออกไปทำธุระ คาดว่าไม่นานคงกลับ”
“อย่าบอกว่าไปกับนางมารน้อย”
“แม่บอกแล้วว่าอย่าเรียกเช่นนั้น ตอนนี้เหมยฮวาถือเป็นแขกของเรา ทั้งตอนนี้นางอยู่ในห้องมิได้ไปที่ใด”
เจียเจียทำท่าไม่ไว้ใจ จะย่องไปดูห้องของเหมยฮวา หวงฮูหยินจับตัวนางไว้
“เดี๋ยวนี้ไม่เชื่อแม่แล้วหรือ หากว่าง เรามาทบทวนวิชาดัชนีกัน เจ้ามิได้ฝึกฝนอย่างจริงจังมาสักพักแล้ว”
เจียเจียกอดแขนมารดา แนบแก้มกับหัวไหล่ของนาง
“ผู้ใดไม่เชื่อหวงฮูหยินผู้งามสะคราญ ลูกจะตีมันเอง”
หวงฮูหยินใช้มือหยิกแก้มใสของนางเบา ๆ เป็นจังหวะเดียวกับที่ประมุขหวงเดินเข้ามา
“มารดาตีเจ้าหรือลูกพ่อ”
ประมุขหวงพูดกลั้วยิ้ม ด้วยไม่เห็นความร่าเริงเช่นนี้ในบ้านมาระยะหนึ่ง
“ข้าพเจ้ามิกล้าแตะต้องบุตรตรีหัวแก้วหัวแหวนของท่านดอก”
หวงฮูหยินปล่อยมือแล้วใช้นิ้วดีดศีรษะเจียเจียเบาเบา
ประมุขหวงเอื้อมไปลูบศีรษะเจียเจีย แขนอีกข้างโอบหวงฮูหยิน ความตึงเครียดจากการประชุมใหญ่เจ็ดสำนักที่สะสมมาหลายวันเริ่มผ่อนคลายลง
“เย็นนี้ท่านพ่ออยากทานสิ่งใด ลูกจะเข้าครัวช่วยท่านแม่”
ประมุขหวงแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง เมื่อสบตากับฮูหยินรักก็เห็นแววตาขบขันระคนประหลาดใจ แต่ไหนแต่ไรมาเจียเจียแม้ช่วยงานสำนักแทบทุกอย่างที่ทำได้ แต่เรื่องงานครัวไม่อยู่ในวิสัยของนางสักน้อย แค่หุงข้าวก็คงไหม้ ดูท่านางจะหัดทำอาหารไว้เพื่อบุคคลอื่นด้วยแล้ว
“เจ้าทำมาเถิด พ่อกินได้ทุกอย่าง”
เสี้ยวอู่หมิงเดินโบกพัดมาตามทาง สายลมสะบัดกระดิ่งน้อยดังกรุ๊งกริ๊ง ทำให้คิดถึงเจ้าของร้านซึ่งเติบใหญ่เกินกว่าจะเป็นสาวน้อย
เมื่อเดินผ่านตลาด ยังพบชายชรานั่งสีซออยู่ข้างทาง ปูผ้าเก่าผืนหนึ่งไว้เบื้องหน้า เสียงซอเอ้อหูดังกระชั้นเร่งเร้า แตกต่างจากคราวก่อน เสี้ยวอู่หมิงเดินตรงเข้าไปล้วงเงินเหรียญวางไว้บนผ้าอย่างแผ่วเบา มิได้โยนลงไปเช่นผู้อื่น มันแม้เจ็บป่วยยาวนาน แต่เว่ยกงกงสั่งจ่ายเงินเดือนให้มิขาด โดยทหารคนสนิทเก็บไว้แทนและนำมามอบเป็นก้อน ไม่ยอมให้เสี้ยวอู่หมิงปฏิเสธ นี่เท่ากับมันมีเงินสะสมไว้ถึงหนึ่งปี
แต่เสี้ยวอู่หมิงไม่นิยมรับเงินได้เปล่า เมื่อรู้สึกว่าตนแข็งแรงขึ้นมาบ้าง จึงต้องการทำงานให้มีคุณค่า ด้วยสิ่งที่ได้มาโดยมิต้องลงแรง ไม่สร้างความภูมิใจให้คนเช่นมัน
กำลังจะเดินจากไปเมื่อเพลงจบ
“สหายน้อยนิยมดนตรีเช่นกันหรือ”
เสี้ยวอู่หมิงหันไปคำนับ
“ข้าพเจ้ารสนิยมต่ำต้อย เพียงฟังได้ว่าเพลงซอของท่านผู้เฒ่าแตกต่างจากครั้งก่อน แต่ก็เป็นความไพเราะอีกรูปแบบหนึ่ง”
“ดนตรีย่อมมีหลายหลาย ผู้คนย่อมมีแตกต่าง หากยอมรับเรื่องนี้ก็จะสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยสันติ”
เสี้ยวอู่หมิงขบคิดชั่วขณะ
“ท่านผู้เฒ่ากล่าวได้น่าสนใจ เพียงแต่ความแตกต่าง หลายครั้งมักจะนำมาซึ่งความขัดแย้ง มิทราบควรทำฉันใด”
“คนหมู่มากต้องไม่กดขี่คนกลุ่มน้อย คนกลุ่มน้อยมิควรเรียกร้องมากเกินไป”
คราวนี้เสี้ยวอู่หมิงยืนนิ่งอยู่นาน เฒ่าชราสีซอในตลาดเหตุใดกล่าววาจาเกี่ยวกับการปกครอง เสี้ยวอู่หมิงแม้ร่ำเรียนท่องตำราขงจื๊อเป็นหลัก แต่ก็มิได้ปิดกั้นความรู้ของปราชญ์ท่านอื่น ไม่ว่าจะเป็นเต๋าเต็กเก็งของเล่าจื๊อ หรือแนวคิดทางศาสนาพุทธซึ่งได้รับความนิยมในยุคสมัยของพระนางบูเช็กเทียน ทั้งไม่มีนิสัยของน้ำเต็มแก้ว จึงไม่รังเกียจการพูดคุยกันเช่นนี้
“แสดงว่าการเจรจาพาทีย่อมดีกว่าสงคราม”
“มิผิด น่าเสียดายที่ก่อนการเจรจา มักจะมีสงคราม”
“หรือแท้จริงเป็นเรื่องของจุดยืน”
“จุดยืนส่วนใหญ่ย่อมไม่พ้นเรื่องอำนาจและผลประโยชน์ ตั้งแต่โบราณกาล แม้บ้านเมืองสุขสงบมั่งคั่ง หากประสบภัยโรคระบาดร้ายแรง ผู้คนล้มตายจนกลบฝังหรือเผามิทัน หากไม่ย้ายเมืองหนีก็ต้องเผชิญการสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ นี่แสดงว่าแท้จริงชีวิตย่อมสำคัญกว่าดินแดน แต่หากสถานการณ์ไม่หนักหนาเช่นนั้น ผู้คนมักกล่าวอ้างสิ่งต่าง ๆ เพื่อรบราฆ่าฟันแย่งผืนดินแผ่นน้ำกัน นี่เป็นฉันใด”
“ท่านผู้เฒ่าโปรดเฉลยแก่ผู้โง่เขลา”
“หากโง่เขลา ย่อมมิอาจทนฟังคนแก่พูดอยู่ได้ดอก เล่าฮูเป็นเพียงไม้ใกล้ฝั่ง เห็นราตรีมามาก เพียงประสงค์จะบอกว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ ครอบครัวอิ่มท้อง มีที่นอนอุ่นสบาย ก็สามารถดำรงชีวิตอยู่ เหตุผลในการรุกรานทำสงคราม ต้องเกณฑ์ไพร่พลหลายแสน ใช้งบประมาณพอเลี้ยงผู้คนได้หลายปีไปในการเดินทัพคราวเดียว แท้จริงมักมิได้ทำเพื่อไพร่ฟ้า แต่เป็นประโยชน์ของผู้ปกครองไม่กี่คน”
“ท่านผู้เฒ่ามีเหตุผล แต่ในระบบอันซับซ้อนที่ใช้จัดการคนจำนวนมาก หากผู้นำมีคำสั่งแล้วไม่ปฏิบัติตามได้โดยง่าย สุดท้ายก็จะสร้างปัญหาอีกรูปแบบหนึ่ง”
ชายชรามองเสี้ยวอู่หมิงอย่างพอใจ
“นับว่าเป็นบัณฑิตโดยแท้ มิกล่าวเอาใจเพียงผ่านไป”
“ท่านเสี้ยวมาอยู่นี่เอง เย็นแล้วกลับสำนักกันเถอะ เห็นว่าเจียเจียลงมือทำอาหาร หากท่านไม่ไปให้ทันเวลา คงต้องมีผู้เดือดร้อนเป็นแน่”
ชายชราคลายใจ เริ่มบรรเลงเพลงใหม่ คราวนี้เสียงดนตรีผ่อนคลายเยือกเย็น คลอเคล้าไปกับเสียงบรรยากาศของตลาดลั่วหยาง เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างน่าประหลาด
เสี้ยวอู่หมิงคำนับแล้วเดินจากไปกับหวงซิ่น
ฮวายี่เซียนนั่งจิบชาร้อนในร้านฝั่งตรงข้าม คนส่วนใหญ่มองผ่านนางไป แต่มีบางคนมองนางหลายครั้งแล้วไม่อาจละสายตาไปได้โดยง่าย
จางเหมาเซียงยืนอยู่ด้านข้าง สูงเพียงไหล่ของนาง
“ผู้คนมากนัก ไม่สะดวกแก่การลงมือ”
“ปล่อยมันไปก่อน”
นางเอ่ยเบา ๆ สายตามองที่ชายชราสีซอ แล้วหยิบตะเกียบบนโต๊ะซัดข้ามถนนออกไป ด้วยความเร็วที่ไม่อาจมองเห็น
ตะเกียบปักเข้ากับเสาไม้เหนือศีรษะของชายชราเพียงหนึ่งคืบ จมลึกเข้าไปจนสุดด้าม แต่เสาไม่สะเทือนแม้สักน้อย
เหมือนไม่รู้ตัวว่ามัจจุราชเพิ่งพุ่งผ่านศีรษะ ยังคงสีซอต่อไป
“น่าสนใจ”
“ท่านเทพธิดาประสงค์ให้จัดการหรือไม่”
“สืบดูว่ามันเป็นใคร ตัวเมืองใหญ่เช่นนี้ต่างกับบ้านของเรา อย่าได้ผลีผลาม”
“รับบัญชา”
มื้อค่ำตระกูลหวงวันนี้คึกคักยิ่ง เสวียจง เยวี่ยจง หวงหลง และหวงซิ่น ถูกตามมาพร้อมหน้า เฟิงตงเปียนและเบย์ซา อยู่ในฐานะแขก เสี้ยวอู่หมิงถูกเจียเจียดึงให้นั่งลงข้างนาง ประมุขหวงและฮูหยินทำเป็นมองไม่เห็น คงมีแต่เหมยฮวาขอตัวท่านที่ห้องเนื่องจากมิค่อยสบาย แต่ทุกผู้คนทราบดีว่านางลำบากใจหากจะมาทานร่วมมื้อใหญ่เช่นนี้
ไม่ว่าในฐานะใด นางมิควรอยู่ที่นี่จริง ๆ
อาหารเย็นวันนี้ ประกอบด้วยไก่แช่เหล้าของโปรดของประมุขหวง เป็ดตุ๋น ห่านย่าง ซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวาน และของหมักดองอีกหลายชนิด แน่นอนว่าหวงฮูหยินอนุญาตให้ท่านประมุขจิบเหมาไถได้เล็กน้อย โต๊ะอาหารจึงครื้นเครง
“ไม่ทราบคุณหนูลงมือทำสิ่งใด ผู้น้อยจะขอชิมเป็นวาสนาสักครั้ง” เสี้ยวอู่หมิงถามเจียเจีย
นางทำเป็นไม่ได้ยิน
เสี้ยวอู่หมิงงุนงง ไม่ทราบว่าตนทำสิ่งใดผิด
หวงฮูหยินยิ้มกว้างพร้อมกับหยิบผัดถั่วแขกซึ่งคงผ่านไฟที่ร้อนแรงจนเกือบไหม้ส่งมาให้
เสี้ยวอู่หมิงรับถั่วลุยไฟมาโกยใส่ในถ้วยข้าวแล้วลงมือรับประทาน
“ผัดได้ดี ความร้อนของเปลวเพลิงทำให้เนื้อถั่วเกรียมราวกับหนังหมูกรอบ เวลาเคี้ยวเพลิดเพลินยิ่งนัก มิทราบคุณหนูมีฝีมือทำอาหารถึงเพียงนี้”
เจียเจียค้อนปะหลับปะเหลือก ก่อนเทผัดถั่วที่เหลือในจานให้มันจนหมดสิ้น
“หากชอบก็ทานเสีย มีเพียงจานนี้ไหม้ไปบ้าง แต่ไก่แช่เหล้าของบิดา ข้าพเจ้าช่วยมารดาทำได้อย่างดี”
ประมุขหวงหัวเราะร่วน มือหนึ่งจิบสุรา อีกมือรีบใช้ตะเกียบคีบไก่ชิ้นโตใส่ปาก
เฟิงตงเปียนเห็นถั่วไหม้ในชามเสี้ยวอู่หมิง รู้ว่ามิควรเพลี่ยงพล้ำติชมฝีมือคุณหนูเจียออกไป รีบคีบขาห่านมากินอย่างเร็ว ไม่สนใจสายตาขอความความช่วยเหลือของสหายบัณฑิต
“ประมุขหวงอยู่หรือไม่”
เสียงดังมาจากเบื้องนอก
หวงฮูหยินขมวดคิ้ว หันไปมองสามีเฒ่า
“เป็นเสียงเจ้ายักษ์นั่น”
ประมุขหวงพยักหน้า
“มิผิด”
“บังอาจมาก่อกวนถึงสำนักเราอีก คราวนี้คงปล่อยไว้มิได้” หวงหลงกล่าวด้วยท่าท่างไม่พอใจ
“พวกเราออกไป” เจียเจียดูแลแขกอยู่ในห้องนี้
ประโยคนี้ย่อมหมายความว่า ผู้ที่จะรับมือต้องเป็นคนของสำนักตระกูลหวง
เสี้ยวอู่หมิง เฟิงตงเปียนและเบย์ซา ย่อมต้องรออยู่ในห้อง