ผมยังอยู่ในห้องทำงานนาคียะห์เธอกล่าวหาผมว่าทำข่าวชุ่ย
“มั่วตรงไหนครับ”ผมยังไม่ยอมรับ หัวหน้าส่ายศีรษะท่าทางเอือมระอา แล้วโยนไฟล์อีกอันขึ้นไปแสดงผลบนจอมีรายละเอียดยิบย่อยเป็นสิบข้อ ประโยคที่ผมเขียนถูกไฮไลต์ด้วยสีแดงแล้วมีลูกศรโยงมาหาสิ่งที่ถูกต้องซึ่งแก้ไขด้วยลายมือของเธอเอง
“ที่สำคัญกว่า คือ ท่านใช้ข้อมูลจากเอไอใช่ไหม ถึงมีข้อผิดพลาด”
“เออ...” ผมชะงัก ลังเลว่าจะสารภาพดีหรือไม่แต่คนระดับเธอคงจับโกหกได้ไม่ยาก “ใช่ครับ”
“ท่านไม่รู้เหรอว่าเอไอทุกตัวไม่ได้เก่งเท่ากันไม่ได้เพอร์เฟกต์ในทุกเรื่อง ท่านจะเอาเอไอทั่วไปไก่กาแบบที่ใช้ในบ้านมาทำข่าวที่ต้องการการวิเคราะห์เฉพาะทางแบบนี้ไม่ได้ถ้าจะใช้ก็ต้องเลือกให้เหมาะสมด้วย”
“แต่บางที่ก็ผิดไปนิดเดียวเองไม่ใช่เหรอครับ”ผมยังไม่ยอมแพ้ สิ่งที่ไอรินตอบก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นแต่หญิงผู้นี้ดันเซ็ตมาตรฐานไว้สูงเอง
“ผิดก็คือผิด”นาคียะห์ตอบเสียงหนักแน่น “เราเป็นสื่อมวลชน จะนำเสนอข้อมูลที่ผิดให้ประชาชนรับรู้ไม่ได้พูดง่าย ๆ คือ เป็นข้อผิดพลาดที่เรายอมรับไม่ได้”
“ให้โอกาสเรากลับไปแก้ไขไม่ได้เหรอครับ”
“พูดอะไรตลกจังนี่มันข่าวของเมื่อวานนะ” หัวหน้าหัวเราะเบา ๆ “ท่านไม่ต้องกลับไปแก้ไขหรอก เราให้นักจับใจความคนอื่นทำไปแล้วเอาขึ้นเว็บไปแล้วด้วย มาพูดอะไรเอาตอนนี้ไม่ทันหรอกจำไม่ได้เหรอเราเคยเตือนท่านไปครั้งหนึ่งแล้ววันแรก ๆ ที่ทำข่าวเวลาเป็นเรื่องสำคัญมาก ใครดีใครได้ ไม่ใช่ว่ามีสำนักข่าวเจ้าเดียวในตลาดสักหน่อย”
“แล้วทำไมท่านถึงไม่บอกเราก่อนหน้านี้”ผมลองสู้ต่อ
“เราไม่ได้ใจดีเหมือนไมตรีนะที่จะเรียกไปคุยปรับความเข้าใจทีละประโยคถ้าท่านรู้ตัวว่าไม่เก่ง ไม่แม่น ทำไมไม่ลองเอาไปถาม นักจับใจความคนอื่นดูละหรือเอาจริง ๆ แค่ถามเอไอที่เชี่ยวชาญ อย่างอีโคนนิสต์(Econist) ก็ได้ แคปิทาลา(Capitala) ก็ดี หรือว่าท่านไม่คิดจะพึ่งพาใครเลย หลงระเริงว่าตนเองเก่งกาจ แล้วก็หลงอยู่ในเอคโค่แชมเบอร์ของตัวเองไปวัน ๆ”
ผมรู้สึกเหมือนกำลังโดนทิ่มแทงที่เธอพูดมาก็มีส่วนถูก แต่ไม่เห็นต้องด่ากันแรงขนาดนี้ ผมไม่ได้หมกตัวอยู่แต่ในห้องเสียงสะท้อนอย่างที่หญิงวัยกลางคนกล่าวหาแค่ไม่รู้จักเอไอบ้า ๆ สองตัวนั่น มันผิดตรงไหน ผมก้มหน้ากำหมัดแน่น อีกฝ่ายยังพูดพล่ามตอกย้ำไม่หยุดหย่อน
“ไม่ต้องคิดเลยนะว่าจะแก้ตัวเราให้โอกาสท่านหลายครั้งแล้ว เรากับปณิธิยื่นเรื่องไปบอกคณะกรรมการบริษัทแล้วเชื่อว่าพวกเขาต้องตัดสินตามที่พวกเราบอก พอเป็นงานพิเศษแบบนี้เลยง่ายหน่อย ไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า”
มิน่าล่ะเห็นเมื่อวานนี้ทั้งสองคนเข้าไปพบคณะกรรมการบริษัทในช่วงบ่ายที่แท้ก็แอบฟ้องไล่ผมออกนี่เองอีกเบาะแสหนึ่งคือการที่ทั้งสองคนส่งหัวข้อข่าวแค่ครึ่งเช้าให้ทำก่อน โดยแจ้งว่างานช่วงบ่ายจะตามมาทีหลัง
“ท่านออกไปได้แล้ว ถ้าท่านยังติดใจ ข่าวอื่น ๆ ก่อนหน้านี้เราก็เก็บไว้อยู่นะถ้าท่านอยากได้ไฟล์เราจะส่งให้ในซัมอินไซด์ก็ได้” นาคียะห์บอกอย่างเลือดเย็นแน่นอนว่าผมปฏิเสธ ใครจะไปอยากโดนเสียบประจานในแชตสาธารณะห่วย ๆ ของบริษัท
ดี พอกันที กับข่าวบ้าบอพวกนี้ กับพวก บ.ก. แล้งน้ำใจ
ผมคิดในใจโดยแสดงสีหน้าถมึงทึงแทนคำพูดจากนั้นก็ลุกพรวดออกไปตามคำแนะนำจงใจทิ้งข่าวที่หัวหน้าอ้างว่าเป็นรอยด่างพร้อยไว้ในคอมพิวเตอร์ของเธอนั่นแหละ
“เดี๋ยวก่อน ลืมบอกไปเรื่องหนึ่ง”เสียงคล้อยหลังของนาคียะห์ทำให้ผมหันขวับไปมอง
“ไมตรีฝากบอกว่าถ้าเสร็จจากเราแล้วให้ไปให้หาเขาต่อที่ห้อง”
ผมนั่งตรงข้ามกับชายศีรษะล้านในห้องทำงานเขาที่ชั้นสี่นั่งรอเขากดปุ่มบนเครื่องเอวีเอสอีสั่งการมาเกือบห้านาทีแล้ว ไม่รู้กำลังทำอะไรงานส่วนตัว มอบหมายงานลูกน้อง หรือกำลังเตรียมเอกสารบางอย่างให้ผม คาดเดายากว่าหัวหน้าจะมาไม้ไหนจะให้ผมกลับไปทำข่าวการเมืองจำนวนเท่าเดิม หรือจะหาข้ออ้างไล่ออก
ไมตรีเงยหน้าประสานสายตากับผมในที่สุดเขาเท้าคางบนมือที่ประสานกัน สีหน้าดูขึงขังจริงจัง
“ท่านรู้เรื่องที่นาคียะห์กับปณิธิยื่นเรื่องปลดท่านจากการทำงานพิเศษต่อคณะกรรมการบริษัทแล้วใช่ไหม”
“ครับท่านเองก็กำลังจะไล่เราออกด้วยใช่ไหม” ผมพูดดักทางไว้ก่อน มาถึงขนาดนี้แล้วถ้าจะบังคับให้ออกก็ช่างมันประไรจะได้รู้ไปเลยว่าระบบบริษัทที่ธรณียกย่องหนักหนาว่าเป็นประชาธิปไตยก็ทำไม่ต่างจากบริษัทเผด็จการในยุคผม
“อย่าเพิ่งคิดไปไกลขนาดนั้น เป็นแค่ช่วงเดโมงานใหม่เองไม่ต้องซีเรียส ท่านไม่ได้ทำผิดวินัยร้ายแรงอะไร” ไมตรีรีบแก้ต่างอย่างรวดเร็ว
“แต่ว่า...ต้องมีคำนี้ใช่ไหมครับ”ผมดักไว้ล่วงหน้าอีกครั้ง ไม่ได้มองว่ายียวนกวนประสาทแม้แต่น้อย
“ใช่ ท่านเดาถูก จะพูดยังไงดี”ไมตรีเว้นช่วงถอนหายใจสั้น ๆ แล้วกล่าวต่อ“ท่านต้องยอมรับว่ามาตรฐานข่าวช่วงนี้ท่านตกลงอย่างมีนัยสำคัญ บางทีรวบรวมข่าวอย่างลวกๆ โดยเฉพาะสำนักข่าวเล็ก ๆ มักจะถูกท่านละเลยทั้งที่บางทีก็มีเนื้อหามุมมองที่แตกต่างออกไป ทำให้เกิดปัญหาการนำเสนอความจริงไม่รอบด้านถ้าท่านอยากรู้ว่ามีอะไรบ้าง กองบรรณาธิการก็สรุปให้ตามไฟล์นี้เลย”
เขาโยนเอกสารที่ว่าขึ้นจอภาพ ผมเหล่มองแค่เสี้ยววินาทีไม่สนใจที่จะอ่านมันอีก บางอันก็เป็นเรื่องที่หัวหน้าเคยตักเตือนส่วนตัวไปครั้งหนึ่งแล้วตอนส่งงานอันนี้ก็ต้องยอมรับว่าเป็นความบกพร่องของตัวผมเอง ที่ไม่มีสมาธิตอนทำข่าวเหตุผลมีตั้งแต่อกหักจากอิสรา เร่งรีบแข่งกับเวลา อ่อนล้าจากการทำงานพิเศษ และง่วงเหงาหาวนอนเพราะต้องดูคลิปพรรคแมวพลัดถิ่นโดยเฉพาะช่วงที่ต้องไปพื้นที่เอฟอีเอ เพื่อหาเสียงให้ปิติวัฒน์มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นแทบทุกวี่วัน
“แต่สัปดาห์นี้ก็ลดลง ไม่ใช่เหรอครับ”ผมแก้ตัว หลังจากที่ลุงของธรณีได้รับเลือกก็หมดกังวลไปได้หนึ่งเปลาะ
ไมตรีส่ายศีรษะพร้อมกับสั่งงานเปิดข่าวหนึ่งให้ดูทางจอภาพผมเบิกตากว้างอย่างประหลาดใจเมื่อเห็นข่าวที่ตนเองสรุปเช้านี้ผมเพิ่งส่งข่าววิเคราะห์นโยบายประชาคมโลกให้หัวหน้าสด ๆ ร้อน ๆก่อนที่จะลงไปทานอาหารเที่ยง
“มันเป็นยังไงเหรอครับมีข้อมูลผิดเหรอ” ผมโพล่งขึ้นในทันทีมั่นใจว่าไม่มีทางผิดพลาดเหมือนกรณีข่าวเศรษฐกิจแน่เนื้อหากลั่นกรองมาจากประสบการณ์ตรง เขียนด้วยตนเองล้วน ๆ ไม่ใช้เอไอช่วยเลยสักประโยค
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกแต่มันหนักกว่านั้นอีก”
“หมายความว่าไงครับ”
“แสดงว่าท่านยังไม่รู้ตัวสินะว่าตัวเองมีอคติ” ไมตรีกล่าวอย่างหนักแน่น ทำผมอึ้ง ชาวูบไปทั้งตัวหัวหน้าอธิบายต่ออย่างไม่รีรอ พลางสั่งลูกศรเคอร์เซอร์ชี้บนจอภาพไปด้วย
“ลองดูสิข้อดีของนโยบายที่ท่านรวบรวมมามีเป็นสิบ ๆ ข้อ ในขณะที่ข้อเสียกลับมีแค่ห้าข้ออย่างความกังวลเรื่องความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นจากกลุ่มชาตินิยมที่ขยายตัวก็ไม่มีการพูดถึงปัญหาความกังวลเรื่องเงินไหลออกนอกประเทศไปให้ญาติตนเองก็ถูกพูดถึงน้อยพอเทียบกันบรรทัดต่อบรรทัดยิ่งเห็นชัดเลย พูดง่าย ๆ ก็คือท่านจงใจไม่เลือกด้านลบไปนำเสนอ”
“แต่สิ่งที่ท่านพูดมามีพูดถึงที่ไหนเหรอครับ เราหาไม่เจอ” ผมเถียงไม่เคยได้ยินประเด็นที่หัวหน้าบอกจริง
“มีสิ เยอะด้วย...ให้เดานะ ท่านเสพข่าวจากวิดีโอของพรรคแมวพลัดถิ่นเป็นหลักใช่ไหม”ไมตรีจ้องมาด้วยสายตาคมกริบราวกับทะลุกะโหลกศีรษะเข้าไปอ่านใจได้
ความเย็นเยียบเกาะกุมจิตใจจนผมยืนตัวแข็งทื่อพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว ชายผู้นี้เดาถูกเผงที่ผ่านมาผมเสพข่าวด้านเดียวจนทึกทักเอาเองว่าพรรคแมวพลัดถิ่นสามารถตอบข้อโต้แย้งได้ทั้งหมด ลืมไปว่าบางอันที่เป็นประเด็นถกเถียงในสังคมไม่ไปถึงหูสมาชิกพรรคทั้งหมดเกิดจากการที่ผมเชียร์ปิติวัฒน์เป็นการส่วนตัว ภาวนาอยากให้กฎหมายฉบับนี้ผ่านถ้าจะลำเอียงเสนอข่าวด้านเดียวก็ไม่ต้องมีนักจับใจความหรือข่าวทุติยภูมิตั้งแต่แรกผมรู้อยู่แก่ใจว่าต้องนำเสนอข่าวรอบด้าน เรื่องพื้นฐานแค่นี้ใครก็รู้แต่อคติส่วนตัวดันฉวยโอกาสครอบงำในยามที่จิตใจผมอ่อนแอถึงขีดสุด
“ท่านรู้ไหมว่าสิ่งนี้ผิดจริยธรรมถ้าสภาวิชาชีพนักจับใจความรู้เข้า อาจปลดท่านออกได้...ว่าแต่ท่านเข้าสภาวิชาชีพรึเปล่า”
“เราไม่ได้เข้า” ผมตอบกลับเสียงอ่อย
“งั้นยิ่งอันตรายเลย ท่านจะไม่มีใครคุ้มหัวให้โดยเฉพาะเวลาต้องขึ้นโรงขึ้นศาล ถ้ากรรมการบริษัทรู้เป็นเรื่องใหญ่แน่โชคดีที่เราเห็นก่อน ถ้าปล่อยสู่สาธารณะไปแล้ว พวกเราอาจจะไม่รอดทั้งคู่แม้จะไม่ได้ถึงขั้นนี้ แต่มติออกมาแล้ว ไม่ได้มาจากเรานะแต่เป็นทีมประเมินการทำงานภายในภาพรวม ส่งข้อมูลให้คณะกรรมการบริษัทว่าท่านได้ใบเหลือง”
“หมายความว่ายังไงครับ”
“ก็ถือว่าเป็นการตักเตือนครั้งสุดท้ายนั่นแหละถ้ามีอีกครั้งหนึ่งภายในระยะเวลาหนึ่งปี ก็จะโดนใบแดง ไล่ออกอย่างเดียว ไม่มีข้อแม้หรือข้อแก้ตัวใดๆ”
ผมนั่งก้มหน้าสำนึกผิด วันนี้ทั้งวันเรื่องเครียดถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อนกดดันจนอยากจะร้องไห้ออกมาแต่ยังกลั้นน้ำตาไว้ได้ผมยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมาทำงานชุ่ยจริง เน้นปริมาณแต่ไม่เน้นคุณภาพแม้แต่เรื่องที่คิดว่าตนเองฟังซ้ำ ๆ จนช่ำชองที่สุดก็ยังไม่เอาไหน นึกไม่ออกว่าเคยทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสำเร็จบ้าง
“ถึงจะไม่ผิดร้ายแรงถึงขั้นได้ใบแดงบริษัทก็มีสิทธิไม่ต่อสัญญาจ้างท่านเมื่อครบปีได้อยู่ดีนะ” ไมตรีเตือนความจำเขาเคยบอกเรื่องนี้มานานแล้ว ยุคนี้แทบไม่มีบริษัทไหนจ้างยาว ๆแล้วเพราะความผันผวนสูง แต่ถึงกระนั้นการบอกเลิกจ้างตามกฎหมายก็ไม่ใช่เรื่องง่ายต้องมีเหตุผลเหมาะสม มีหลักฐานชัดเจน และเป็นประชามติของคณะการบริหารบริษัทถ้าความลับเรื่องผมไม่ใช่คนยุคนี้เปิดเผยก็น่าจะเป็นเหตุผลที่ไล่ออกได้
“เราควรทำยังไงดี” ผมถามขึ้นในที่สุดหลังจากครุ่นคิดมาสักพักก็ไม่ได้คำตอบ
“พักไปทำใจให้โล่ง ๆ สักสองสามวันดีไหมหรือจะลาสัปดาห์หน้าทั้งหมด เราไม่ว่าอะไรนะ วันลาท่านก็เหลือเป็นสิบไม่ใช่เหรอ ไม่ใช่คำสั่งหรอกนะเป็นแค่คำแนะนำสำหรับเรา ตอนนี้ท่านคงต้องเคลียร์ตัวเอง เพราะมีเรื่องกังวลในหัวมากเกินไป”
ทีแรกผมกะจะตอบโต้กลับว่าตนเองแยกแยะได้แต่รู้เลยว่าอีกฝ่ายจะหัวเราะเยาะ
“พูดอะไรก็พูดได้สิแต่ผลงานมันไม่ใช่แบบนั้นนี่ ท่านไม่รู้ตัวหรอก ต้องให้สายตาคนนอกมองเข้าไปถึงจะเห็น”ไมตรีคงตอบกลับมาเช่นนี้
ผมจึงได้แต่พยักหน้ายินยอม
“เชื่อเราเถอะลองพักงานดูสักช่วงหนึ่งแล้วท่านจะสบายใจขึ้น” ไมตรีกล่าวทิ้งท้าย
ผมลากสังขารขึ้นบันไดเลื่อนมายังชั้นห้าเดินอย่างเชื่องช้าไร้สติราวกับวิญญาณหลุดจากร่าง พอเข้ามาในห้องส่วนตัวก็นั่งนิ่งงันอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ปล่อยให้เวลาไหลผ่านไปราวห้านาทีเพื่อสงบสติอารมณ์ที่บ้าคลั่งแม้วันนี้จะเหลือข่าวการเมืองอีกเพียงสองข่าว ก็ไม่ได้รู้สึกอยากแตะต้องมันเลยรู้เช่นนี้รับข้อเสนอของไมตรีที่จะมอบหมายให้นักจับใจความคนอื่นทำแทนแล้วลาตั้งแต่บ่ายนี้เลยดีกว่า ตอนแรกคิดว่าน่าจะพอไหว แต่ยังช็อกกับความซวยซ้ำซ้อนที่เกิดขึ้นไม่หายรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง ไม่มีกะจิตกะใจทำอะไรทั้งสิ้นผมเปิดตู้เย็นดื่มกาแฟกระป๋องที่สำรองไว้ ทำให้พอมีพลังขึ้นมาบ้างจึงลองเปิดหน้าแรกของสำนักข่าวซัมนิวส์ไล่อ่านข่าวไปเรื่อย ๆเผื่อว่าจะช่วยปรับอารมณ์ให้กลับมาปกติได้ ผมไล่อ่านจากข่าวที่ออกตั้งแต่เมื่อวานไล่มาข้างหน้าเรื่อยๆ จนถึงวันนี้
ทันใดนั้นก็ต้องตกตะลึงเมื่อเลื่อนมาถึงข่าวล่าสุดหัวข้อข่าวบอกไว้ชัดเจน มือผมกดเข้าไปดูรายละเอียดในทันทียังไม่อยากยอมรับความจริง นักข่าวที่ชื่อกฤษฏิ์เป็นคนเขียนรายงานสดมาจากสภา
เหี้ยเอ้ยฉิบหาย ๆ ๆ
เมื่อหักลบสส. 43 คนที่งดออกเสียงแล้วผลการโหวตรับร่าง พ.ร.บ. ประชาคมโลกในวาระที่หนึ่งแพ้ไปด้วยคะแนน 201 ต่อ 256...ส่งผลทำให้ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็นอันตกไป
ความชาวูบแล่นพล่านไปทั่วร่าง ทุกสรรพเสียงรอบข้างดับวูบลงเหลือเพียงความเงียบงันน้ำตาแห่งความพ่ายแพ้เอ่อล้นทะลักออกมาอย่างสุดกลั้น จิตใจผมในตอนนี้แหลกสลายไม่มีชิ้นดีความหวังที่เคยวาดไว้พังครืนลงตรงหน้า
...ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว