ยากูซ่าพลังผู้กล้า

    เหมันต์ที่ 17 : หมดไปอีกช่วง

            สายลมอ่อนพัดกระทบหน้าต่างบานขาวส่งผ้าม่านสีครีมพลิ้วไหวไปตามกระแสแสงแดดยามอรุณสอดแทรกลอดผ่านตามจังหวะบนเตียงขาวนวลมีร่างชายหนุ่มผู้หนึ่งนอนหลับตาพริ้มฝันดีใบหน้าเรียบเนียนขาวผ่องแฝงความกลัดกลุ้มผสมความอ่อนล้าบางอย่างไว้หลายส่วน

     

            ชายหนุ่มบิดขี้เกียจด้วยความงัวเงียหนีแสงแดดเพราะความเคยชินเขาจึงพลิกตัวไปด้านขวาใช้มือซ้ายกอดหมอนข้างแต่กลับคว้าได้บางอย่างให้ความรู้สึกที่นุ่มนิ่มสู้มือคิ้วทั้งสองข้างชนเข้าหากันด้วยความแปลกใจลำดับเหตุการณ์ครั้งล่าสุดร้อยเรียงให้หวนคืน เท่าที่จำได้เขากลับมายังห้องของตัวเองและล็อกไว้ไม่ให้สแตนเข้ามาและปลดกลอนหน้าต่างตอนใกล้รุ่งสาง

     

            กลิ่นหอมสดชื่นราวกับดอกไม้โชยเข้าจมูกของเขาจนทำให้ต้องพยายามเปิดหนังตาอันหนักอึ้งขึ้นด้วยความสะลึมสะลือ

     

            “ตื่นแล้วเหรอคะ นายท่าน”ภาพพร่ามัวของหญิงสาวเริ่มชัดเจนขึ้นตามโฟกัสหญิงสาวใช้มือเท้าหัวกับหมอนจ้องมองด้วยสายตาและรอยยิ้มหยาดเยิ้มชายหนุ่มพบว่าเธอสวมอยู่ในเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวใหญ่ไว้เพียงตัวเดียว

     

            “ขอโทษที มากิเองหรอกเหรอ”จินเนียนชักมือกลับด้วยความรวดเร็ว เขายิ้มให้เธอพลางบิดตัวด้วยใบหน้าซีดเผือดจำได้ว่าตัวเองล็อกห้องด้วยพลังเวทของตนไว้เป็นอย่างดีอาจเป็นไปได้ว่าเธออยู่ภายในห้องก่อนที่เขาจะเข้ามาเพราะด้วยอาการเพิ่งตื่นทำให้สมองทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ

     

            “เป็นอะไรเหรอคะ นายท่าน”มากิคลานเข้าหาด้วยชุดล่อแหลม ดวงตาหยาดเยิ้มราวน้ำผึ้งพระจันทร์

     

            ชายหนุ่มขยับตัวขึ้นในท่ากึ่งนอนกึ่งนั่งไม่รู้ทำไมรอยยิ้มของมากิช่างให้ความรู้สึกหนาวเย็นเหมือนยืนอยู่บนก้อนน้ำแข็งขั้วโลกเหนือแต่ว่า สัมผัสนุ่มนิ่มชวนเสน่หายังคงหลงเหลืออยู่ภายในมือข้างซ้ายของเขา“อรุณสวัสดิ์ ช่วงนี้ทำงานเหนื่อยแย่เลยเนอะ ยังไงผมขอตัวก่อนแล้วกัน”

     

            มากิคว้าแขนของจินไว้ด้วยท่าทางเขินอาย“ถ้านายท่านชอบ จะจับอีกก็ได้นะคะ มันให้ความรู้สึก...”เธอพูดด้วยใบหน้าเรียบนิ่งแต่แฝงประกายเร่าร้อนผ่านดวงตา

     

            อาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออกมันเป็นยังไงเขาสัมผัสมันได้ชัดเจนแล้วตอนนี้ ตัวเขารู้ดีว่าตัวเองนอนดิ้นแค่ไหน หากเมื่อคืนหากเมื่อคืนเกิดอะไรที่เขาควบคุมไม่ได้อีกทั้งไม่รู้สึกตัวละ

     

            ยิ่งหากความบริสุทธิ์ของเขาจะมาต้องเสียมันไปตอนหลับอีกโดยที่เขาไม่ได้รู้สึกตัว มันทำให้เขารู้สึกว่าจะไม่มีวันยอมเด็ดขาดซึ่งเขาก็ได้แต่ภาวนาในใจไม่ให้มีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น จินส่ายหัวไล่ความคิดออก

     

            “จะกอดเหมือนเมื่อคืนด้วยก็ได้นะคะ”มากิชม้อยตาขึ้นพลางอ้าแขนรอรับอ้อมกอดอาการทางร่างกายของเธอเปิดเผยด้วยการยินยอมถึงที่สุด

     

            “กอดด้วย!” จินพูดเสียงหลงอาการตื่นเต็มตาเกิดขึ้นบันดล

     

            มากิขยับตัวเข้าใกล้จินจนร่างทั้งสองแนบชิดกันคอเสื้อที่สวมไม่เรียบร้อยเผยให้เห็นภูเขาสีขาวชวนน่ามองชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงคอด้วยความหักห้ามใจ“ถ้าหากนายท่านต้องการมากกว่านั้น…ฉันก็ยอมค่ะ”

     

            จินงอหน้าหนีออกห่างจากมากิเขาทำตัวไม่ถูกจนต้องใช้สองมือจับไหล่ของเธอไว้ “มะ ไม่ต้อง มากิ ไม่เป็นไร”

     

            มากิไล่นิ้วกรีดผ่านกล้ามเนื้อหน้าอกของจินจนถึงกล้ามท้องเธอสัมผัสถึงความอัดแน่นของมวลพลัง“เป็นไปไม่ได้ที่นายท่านเข้ามาโดยที่ไม่รู้ว่าฉันนอนอยู่ในห้องนี้มาก่อนยกเว้นเพียงแต่...ต้องการทำเรื่องแบบนั้น พวกเราเริ่มตรงกันก่อนดี”เธอกัดฟันพูดพลางลูบไล้มัน

     

            ชายหนุ่มดีดตัวออกจากเตียงแล้วยืนมองมากิด้วยอาการกระวนกระวาย“ไม่ได้มีเจตนาอะไรทั้งนั้น เมื่อคืนผมคงเหนื่อย”

     

            มากิเผลอจังหวะจินพูดเข้าประชิดตัวจากด้านหลังสองมือขาวซีดกอดชายหนุ่มไว้ไม่ให้หนี “นายท่าน...อยู่ใกล้กันขนาดนี้แล้วแถมยังได้กลิ่นของนายท่านอีก ฉะ ฉันห้ามใจไม่ไหวแล้ว”เสียงกระสันของหญิงสาวสร้างสภาวะอันกดดัน

     

            “มะ ไม่ดีมั้งมากิ มันยังเช้าอยู่เลย”

     

            มากิเขย่งเท้ายืนหน้าเข้าใกล้ใบหู“ขอสักหน่อยนะคะ แค่ 10 นาทีก็ได้”น้ำเสียงข้างหูทำเอาจินสยิวไปทั่วทั้งตัวราวกับมีสายฟ้าแล่นผ่านไปมา

     

            ก่อนดวงตาของจินจะเปิดกว้างขึ้นพร้อมกับเขี้ยวอันงอกยาวทั้งสองซี่ของมากิกัดจมเข้าที่คอเธอดูดเลือดด้วยความกระหายเป็นอย่างมาก

     

            เขาถอนหายใจแล้วยิ้มให้กับความคิดมากมายที่อยู่ในหัว

     

            มากิใช้พลังต่อสู้ไปเยอะสินะแถมยังใช้ทักษะเลือดไปมากด้วย อนุโลมไปสักวันแล้วกันชายหนุ่มคิดเช่นนั้นก็ปล่อยให้เธอทำตามใจต้องการโดยไม่ลืมลูบหัวอย่างเบามือ

     

            ...

     

            “อรุณสวัสดิ์ขอรับ”เสียงกล่าวทักทายของสแตนดังขึ้นต้อนรับชายหนุ่มยามเขาเดินลงจากชั้นสองกลิ่นหอมของขนมปังผสมกับไออุ่นของกาแฟสร้างความผ่อนคลายอาการเหนื่อยล้าที่พบมาหลายวันได้อย่างลงตัว

     

            ชายหนุ่มยิ้มตอบและเดินไปนั่งหน้าร้านหลังจากสั่งเครื่องดื่มแก่สแตนเป็นที่เรียบร้อยความวุ่นวายยามเช้ายังปรากฏให้เห็นจนเผลอยิ้มเขามองเหล่านักเรียนที่กำลังเดินพากันไปติวหนังสือหรือทำกิจกรรมยามว่างกันเนืองแน่นวันเวลาผ่านไปไวราวสายน้ำไหล เขากลัดกลุ้มถึงความรู้สึกอันแปลกประหลาดที่เพิ่มมากขึ้นทุกทีจากภายใน

     

            “คิดอะไรอยู่ ขอรับ” แต่ยังคิดไม่ตกกาแฟร้อนกลับถูกวางลงตรงหน้า เสิร์ฟด้วยขนมปังหอมกรุ่นและแยมผลไม้ควบคุมชวนน่าทาน

     

            “แค่คิดไปเรื่อยเปื่อย”จินตอบโดยไม่ได้หันไปมอง ท่าทีของเขานิ่งเมินเฉยต่อชั่วโมงเร่งรีบของการไปโรงเรียนแม้เข็มนาฬิกาจะเคลื่อนตัวเข้าใกล้เวลาเข้าเรียนแล้วก็ตาม

     

            จินเลือกเดินไปโรงเรียนเองแทนการนั่งรถของแก๊งไปเพราะไม่ต้องการเป็นจุดสนใจหลีกเลี่ยงการเพ่งเล็งของเหล่าครูบาอาจารย์เนื่องด้วยโรงเรียนไม่อนุญาตให้เหล่านักเรียนขับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์มาโรงเรียนเองจะอนุโลมเพียงแค่จักรยานกับมีผู้ปกครองมาส่งเท่านั้น

     

            สแตนสามารถจับสัมผัสได้ถึงความละมุมที่ปล่อยออกมาบางเบาภายใต้ความนิ่งสงบของชายตรงหน้า“เห็นนายท่านมีความสุขแบบนี้เมื่อคืนเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่าขอรับ”

     

            “สงสัยคงนอนเต็มอิ่ม หื้ม!”คำตอบคล้ายไม่สนใจกลับต้องเลิกคิ้วขึ้น เมื่อพบกับสายตาของคนสนิท

     

            “หวังว่า...นายท่านยังจำได้นะขอรับกฎเหล็กของแวมไพร์”

     

            “ข้อห้ามไม่ให้แวมไพร์สิงสู่กับมนุษย์งั้นเหรอไม่ต้องห่วงผมถูกดูดเลือดจนหมดหรอก คำสาปประจำตระกูลของสแตนทำอะไรผมไม่ได้อยู่แล้วเพราะอะไรคงรู้อยู่มั้ง วางใจเถอะ”

     

            แม้จะมีบางข้อยกเว้นละนะ สิ่งนี้จินไม่ได้บอกสแตนไป เขากลัวว่าจะทำให้ชายผู้นี้เป็นกังวลเราถึงเธอคนนั้นด้วย

     

            “แอนตี้บอดิ้สินะขอรับแต่มันจะทรงพลังขนาดนั้นเชียวหรือ เพราะเท่าที่เห็น…”

     

            “ผมไม่เป็นอะไรหรอก”ชายหนุ่มรู้ดีว่าสแตนกำลังจะพูดถึงอาการเจ็บปวดของความทรงจำอันนั้นคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาก็จนปัญญา

     

            “หากนายท่านเป็นอะไรไปผมก็คงไม่มีหน้ากลับไปเจอเธอหรอก”ดวงตาสีเลือดอันเรียบเฉยของสแตนสั่นไหวด้วยอาการหวั่นไหวภายใน

     

            จินมองท่าทีของคนตรงหน้าพลางถอนหายใจก่อนจะลุกขึ้นเตรียมตัวไปโรงเรียนตามหน้าที่ของตน “ไปจัดการร้านเถอะเดี๋ยวลูกค้าคงเข้าร้านแล้ว ฝากดูแลมากิด้วย เผื่อเธอคลุ้มคลั่งขึ้นมาเมื่อกี้ผมเพิ่งให้เธอดูดเลือดไป”

     

            “ได้ขอรับ ไม่ต้องเป็นห่วงทางนี้ขอให้สอบได้เต็มทุกวิชานะขอรับ นายท่าน”

     

            “ขอบคุณสำหรับอาหารกับเครื่องดื่มนะไว้จะรีบกลับมา”

     

            ชายหนุ่มเดินออกจากร้านสวนทางกับลูกค้ากลุ่มแรกที่เดินเข้ามาจินหันไปมองการต้อนรับของสแตนด้วยรอยยิ้มฝืนใจบางอย่างเขาเงยหน้ามองท้องฟ้าแล้วเผลอคิดถึงเธอคนนั้นขึ้นจับใจแม้สัญญารัดตัวจะทำให้พวกเขาไม่อาจอยู่ด้วยกันแต่สายใยแห่งความห่วงใยยังคงทำงานไม่เสื่อมคลาย

     

            แล้วสักวันเราคงได้พบกันอีก งั้นสินะจินสะบัดหัวแล้วเดินตามกลุ่มนักเรียนตรงหน้าไปเงียบเชียบ

     

            “เฮ้อ…ไม่น่าเผลอหลับไปเลยเสียดายชะมัด!” มากิบิดตัวดิ้นไปมาบนเตียงเมื่อลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้งไม่พบจินแล้วเธอไม่ได้รู้เลยว่าจินวางยาสลบผ่านเวทมนตร์ใส่เธอส่วนหนึ่งเพื่อรักษาอาการคลุ้มคลั่งอีกส่วนหนึ่งตัวเขากลัวเลือดจะหมดตัวก่อนไปสอบในวันนี้

     

            “กลิ่นของนายท่าน”เธอซบใบหน้าเข้ากับหมอนที่จินเคยนอนเมื่อคืนเจอเคลิ้มลอยไปไกล

     

            ...

     

            ตามทางเดินวันนี้ค่อนข้างเงียบครึ้มดูตึงเครียดกว่าทุกวันเส้นใต้ของความอันตรายถูกขีดไว้ในใจ หนังสือหลากตำราประดับอยู่บนมือของหลายคนสายตาตวัดอ่านไม่ไหวติง ปากขยิบพลางคล้ายท่องเนื้อหาไปด้วยจินมองภาพตรงหน้าด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง รสชาติความแปลกใหม่ของความกดดันนอกจากการฆ่าฟันถูกริมรสโดยไม่รู้ตัว

     

            เพราะความเงียบทำให้จินรับรู้ถึงใครบางคนที่วิ่งเข้ามาใกล้ซึ่งมันค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์ของคนผู้นั้นไปเสียแล้ว “ว่าไงสหายรัก!”ด้านหลังมีชายหนุ่มมาดเงียบเดินล้วงกระเป๋ากางเกงตามมาด้วย

     

            คำกล่าวทักทายถูกหยิบยื่นให้ดั่งเช่นทุกวันจินถูกเทนตะขยี้ผมด้วยความหมั่นไส้ปนอารมณ์กวนแต่ตัวเทนตะเองกลับไม่รู้ตัวว่าผมสีทองของตนสร้างอาการคันไม้คันมือแก่จินแค่ไหน

     

            “อารมณ์ดีแบบนี้คงทบทวนแนวข้อสอบมาแล้วสินะ”

     

            พอได้ยินจินกล่าวเช่นนั้นรอยยิ้มของเทนตะกับนิ่งค้างคล้ายรูปปั้นก่อนจะหุบลงด้วยใบหน้ามืดมนแตกต่างจากมาโคโตะที่พยักหน้าให้จินเป็นคำตอบเรียบง่าย

     

            “ช่วยไม่ได้นะถ้าเกิดซ้ำชั้นขึ้นมาคนเดียวคงเหงาแย่”

     

            เทนตะเงยหน้าขึ้นปรับรอยยิ้มให้ดูสดใสแต่อาการสั่นยังคงทำให้ไหล่สะเทือน “ยังไม่ทันได้สอบก็แช่งกันแหละ ถึงฉันไม่ได้ตอบแต่ไม่ได้แปลว่าฉันไม่ได้อ่านมาก่อนนี่หว่า เทนตะเสียอย่างกลัวอะไร”

     

            “หมายความว่าอ่านมาแล้ว”

     

            “อ่านสิแต่ไม่จบแค่เผลอหลับไปเท่านั้นเอง”แน่นอนอยู่แล้วความจินใช้ตรรกะความคิดทั่วไปใช้อธิบายภายในหัวของเทนตะไม่ได้

     

            ชายหนุ่มส่ายหัวแล้วเดินนำไป“อีกสักปีสองปีจะเป็นไรไปเนอะ”

     

            “ถ้าฉันซ้ำชั้น นายต้องอยู่ด้วยกัน!”เทนตะล็อกคอจินแน่นแล้วพูดเสียงดังข้างหู

     

            “เรื่องอะไร อยู่คนเดียวไปเถอะ”

     

            “นายรู้จักเทนตะน้อยไปเสียแล้วจินฉันยังมีไม่ตายอยู่ หึหึ”

     

            จินไม่เข้าใจคำพูดของเทนตะหรอกถึงจะสามารถใช้สกิลอ่านใจได้บ้างก็เถอะแต่เพราะต้องการใช้ชีวิตประจำวันแบบคนธรรมดาสามัญทั่วไปเขาเลยเลือกปิดผนึกพลังอันตรายไว้อาจกลัวควบคุมไม่ได้หากเกิดปัจจัยแปรปรวนเป็นส่วนหนึ่ง

     

            แล้วเวลาแห่งการเผชิญหน้ากับสิ่งที่เลวร้ายในช่วงวัยก็มาถึงทุกคนภายในห้องต่างทำข้อสอบกันโดยเงียบ สมาธิถูกรีดเร้นจนถึงขีดสุด ความเป็นไปได้ความทรงจำ การประมวลผลถูกสมองวิเคราะห์ภายในเวลาอันเรียบเร็วขีดเขียนคำตอบที่ได้ลงบนกระดาษตรงหน้า บางรายใช้ประสบการณ์ บางรายใช้ความเชื่อส่วนตัวและบางรายกำลังนิทราอยู่

     

            ตึก! ตึก!เสียงฝีเท้าของอาจารย์คุมห้องสอบเดินไปมาอาจด้วยความเงียบทำให้เสียงมันดังเข้าไปยังโสตประสาทของทุกคนราวกับเป็นเสียงสะท้อน

     

            แกร๊ก! แกร๊ก!การขยับเขียนปากกาลงบนกระดาษเพียงเล็กน้อยก็ส่งเสียงดังออกมาเช่นกันทำเอาเหล่านักเรียนต่างทำหน้าเคร่งเครียดและเกิดการเกรงใจขึ้นมาซึ่งจะขยับจะใช้อะไรทีก็ต้องทำด้วยความเงียบเป็นที่สุด

     

            เวลาแม้ผ่านไปเพียงไม่กี่สิบนาทีกลับนานราวกับผ่านไปเป็นชั่วโมง

     

            ตัดมาทางด้านจินนั้นทำเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วยความรวดเร็วปานสายฟ้าแตกต่างจากเทนตะกับมาโคโตะที่ทำหน้าตกใจและเหงื่อซึมไหลออกจากทุกส่วนของร่างกายราวกับเจอข้อสอบโหดหินเข้าให้แล้ว

     

            ตึก! ตึก!จังหวะการเดินของครูยังคงดังต่อเนื่องซึ่งเหมือนกำลังคุมตัวนักโทษเพื่อไต่สวนคดีความมากกว่าคุมนักเรียนสอบเสียอีก

     

            ผู้กล้าคนหนึ่งยืนขึ้นพร้อมยกมือร้องประท้วงความเป็นธรรมให้ทุกคน“ครูครับ! รบกวนช่วยนั่งกับที่ได้ไหมครับ พวกผมจะประสาทเสียแล้ว!”

     

            การพยักหน้าและสายตาแห่งการเห็นด้วยถูกส่งกระแทกเข้าใส่อาจารย์ผู้นั้น

     

            “ดะ ได้สิ ครูขอโทษ”ครูทำหน้าตกใจแล้วเดินกลับไปนั่งที่ตรงหน้าชั้นเรียนทันด่วนแล้วนั้นทำให้หลายคนถอนหายใจคล้ายลดอาการกังวลลงไปบ้างแล้ว

     

            เวลาผ่านไปเรื่อยๆเหล่าเด็กนักเรียนที่ทำข้อสอบเสร็จก็นั่งอยู่กับที่เป็นการผ่อนคลายพวกเขาเลือกไม่ส่งเสียงดังรบกวนเพื่อนๆ ที่กำลังทำข้อสอบอยู่ หนึ่งในนั้นก็คือจินที่กำลังมองไปนอกหน้าต่าง ตามมาด้วยเรย์กะที่มองไปด้านหน้าราวกับหุ่นยนต์

     

            แก๊ง! แก๊ง!เสียงระฆังดังขึ้นเป็นอันสิ้นสุดการทำข้อสอบ

     

            “หมดเวลาทำข้อสอบแล้ว! ทุกคนวางดินสอปากกา หัวหน้าห้องเดินไปเก็บกระดาษคำตอบตามเลขที่นั่งด้วย”หัวหน้าห้องลุกขึ้นเดินไปตามโต๊ะตามลำดับทันทีที่สิ้นประโยคข้างต้น

     

            สรรพเสียงต่างดังขึ้นอย่างหลากหลายอารมณ์หนึ่งในนั้นก็คือใบหน้าที่ซีดเผือดของเทนตะที่ค่อยๆหันมามองจินด้วยสายตาที่น่ากลัว

     

            แวบแรกจินนึกขำอาการซีดเผือดทางใบหน้าของเพื่อนแต่เขาพยายามกลั้นมันไว้ก่อน “ทำหน้ายังกับเห็นผีงั้นแหละปีนี้ไม่ได้ปีหน้าเอาใหม่เนอะ”

     

            “ยังมีหน้ามาอารมณ์ดีอีกไอ้เพื่อนเวร!”เทนตะพุ่งเข้าขย้ำจินแต่กลับคว้าน้ำเหลว

     

            “เย็นนี้ไปบ้านเรย์กะกันฉลองวันเกิดพร้อมกับสอบเสร็จด้วย” ชายหนุ่มพูดไปพลางหลบการจู่โจมของเพื่อนไปพลาง

     

            “อันนั้นมันของแน่นอนอยู่แล้วแต่แกต้องตายไอ้ข้อสอบเวร!”

     

            “ฉันไม่ใช่ข้อสอบโว้ย!”

     

            สุดท้ายการสอบอันทรหดก็จบลงพร้อมกับเสียงหัวเราะและการพูดคุยเขาเหล่านักเรียนหัวข้อแห่งการพูดคุยคงหนีไม่พ้นการนัดเจอกันต่อจากนี้ที่ซึ่งอาจจะเป็นครั้งที่จะไม่ได้เจอกันอีกนานหรือไม่ได้เจอกันอีกเลยสำหรับใครบางคน

     

            หลายคนสะกดอารมณ์ไว้ภายใต้รอยยิ้มอันฝืนทนเวลาแห่งความสนุกหมดไปอีกช่วงแล้ว