สองชั่วยามผ่านไป
มู่หรงเซียวรู้สึกว่าได้พักผ่อนเต็มที่แล้วจึงลืมตามองไปรอบตัว คลับคล้ายคลับคลาว่าฝันเห็นหยางเสวี่ยเฟยกลับมาแล้ว ทั้งยังนั่งนิ่งหน้าซีดเซียวกลัวว่านางจะเป็นอะไรไปอีก
ทว่า พอปรับสายตาดี ๆ แล้วกลับเห็นได้ว่าเขาจ้องนางตาไม่กะพริบ ดวงตาดำขลับคู่นั้นราวกับมีน้ำตาเอ่อคลอ
“ท่านพี่ เหตุใดจึงร้องไห้หรือ” สีหน้างุนงงเหมือนไม่รู้สาเหตุทำให้อีกฝ่ายนิ่วหน้า “ข้าไม่ได้ฝันสินะ”
ครั้นรู้ได้ชัดเจนแล้วว่าตอนที่สะลึมสะลือตื่นขึ้นมาได้คุยกับเขาแล้วจริง ๆ จึงยิ้มกว้างเปลี่ยนประเด็นเพราะหากนับตั้งแต่ตอนที่คนตรงหน้าเพิ่งมาถึงจนกระทั่งตอนนี้แล้ว หยางเสวี่ยเฟยคงจะจมกับความรู้สึกเศร้าหมองไม่น้อย
“กอดข้าได้หรือไม่เจ้าคะ” เสียงหวานเอื้อนเอ่ยมีหรือที่เขาจะไม่ทำตาม ไออุ่นสอดประสานกันอีกครั้งหลังจากห่างเหินกันหลายเดือนทำให้แทบไม่อยากคลายอ้อมกอดแม้แต่น้อย
“ยังเจ็บอยู่หรือไม่” ชายหนุ่มถามไถ่ สีหน้าเต็มไปด้วยความเป็นห่วง หากเจ็บแทนได้ก็คงยอมทั้งหมด
“ท่านพี่ ข้าไม่เป็นอันใดแล้วจริง ๆ ไม่ร้องไห้นะเจ้าคะ”
ครั้นเห็นท่าทางของคนตรงหน้าแล้วก็อดสงสารไม่ได้ ถามตัวเองในใจว่าใครกันแน่เป็นคนเจ็บ
“ข้าไม่ได้ร้อง” เขาโต้กลับคิดในใจว่าบุรุษเช่นเขา ทั้งยังเป็นถึงรองแม่ทัพจะร้องไห้ได้อย่างไรกัน แต่มู่หรงเซียวแน่ใจว่าเขาไม่รู้ตัวเพราะหยดน้ำตาเอ่อเปื้อนแก้มเจ้าตัวอยู่จึงค่อย ๆ เช็ดน้ำตาให้ก่อนจะยิ้มกว้าง “ท่านพี่ คิดถึงยิ่งนัก กอดข้าอีกได้หรือไม่”
“อืม…” หยางเสวี่ยเฟยทำตามอย่างว่าง่าย ตามใจนางทุกอย่างและอยู่ด้วยกันทั้งวันทั้งคืนไม่ห่างหายไปไหนให้สมกับความคิดถึงที่มี
ส่วนเรื่องคนร้ายที่ถูกจ้างวานมาได้มอบหมายให้แม่ทัพหลี่เป็นคนจัดการไปก่อนจึงค่อยตามไปสมทบทีหลัง พร้อมอารมณ์ที่คุกรุ่นในใจต้องการที่ระบาย
พวกซิ่วหมินไม่คิดเลยว่าได้พักหายใจจากการสอบปากคำของหลี่หมิงฮ่าวได้ไม่ถึงหนึ่งก้านธูป กลับต้องมาเจอคนที่โหดเหี้ยมไม่แพ้กันสอบอีกรอบหนึ่งทั้ง ๆ ที่บอกออกไปหมดแล้ว
“ข้าไม่รู้เรื่อง!!!” คนพวกนั้นตะโกนเรื่องเดิมซ้ำ ๆ ไม่ยอมปริปากสักคำเดียวแต่พวกเขารู้ตั้งแต่วันแรกแล้วว่าใครเป็นคนสั่งการลงมา
หากแต่คนผู้นั้นอยู่สูงจนไม่อาจเอื้อมดึงลงมาได้ง่าย ๆ จึงต้องหาหลักฐานเพื่อจับให้อยู่หมัด
หยางเสวี่ยเฟยแสยะยิ้ม ดวงตาสีดำขลับจ้องมองคนที่ร่วมมือกันทำร้ายฮูหยินแล้วหยิบยาเม็ดกลม ๆ ออกมา เสียงทุ้มต่ำพูดอย่างไม่แยแส “ทำร้ายฮูหยินของข้าบาดเจ็บเพียงนั้นแต่ข้าก็ยังใจดีให้เจ้าเลือกว่าจะตายอย่างสงบสุขหรือทรมาน”
“…”
“ดูท่าเจ้าคงเลือกทรมานสินะ” แม้จะพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยราวกับเก็บอาการแต่แววตากลับสะท้อนออกมาเหมือนสัตว์ป่าที่กำลังรอขย้ำเหยื่อ
เขาไม่รอให้คนตรงหน้าตอบคำใดพลันเอื้อมมือบีบปากให้อ้าออก หากแต่อีกฝ่ายไม่ยอมง่าย ๆ พยายามเบือนหน้าหนี เม้มปากแน่นจนท้ายที่สุดยาเม็ดนั้นก็ถูกยัดลงไปในลำคอ ทั้งปากทั้งจมูกถูกปิดเอาไว้บังคับให้กลืนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“เจ้าเอาอะไรให้ข้ากิน แค่ก แค่ก…” จู่ ๆ ลำคอของเขาก็รู้สึกแสบ ร้อนระอุ อวัยวะภายในร่างกายเดือดพล่านเหมือนโดนต้มในน้ำร้อน
“เจ้าเลือกตายอย่างทรมานเองไม่ใช่หรือ ข้าเพียงแค่สนองด้วยยาพิษเท่านั้น” เจ้าตัวตอบไปตามตรงแล้วอธิบายต่อ “แต่ว่า… ตายเร็วเกินไปก็ไม่สาสมกับที่ฮูหยินของข้าเจ็บปวด เพราะฉะนั้นข้าจะให้ยาแก้พิษแก่เจ้า”
หยางเสวี่ยเฟยหยิบยาอีกเม็ดหนึ่งโยนไปโยนมาต่อหน้า ไม่ยอมให้กินเสียทีแล้วดูปฏิกิริยาของอีกฝ่าย รอจนกว่าจะได้ยินคำขอร้องแต่เพราะชายฉกรรจ์รู้ดีว่าบอกก็ตาย จะไม่บอกก็ตายจึงมีทางเลือกในใจแล้ว ทนเจ็บทรมานเพียงครั้งเดียวเดี๋ยวก็สบาย
“ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่แต่ว่าข้าน่ะไม่ปล่อยให้เจ้าไปสบายหรอก” เขาแสยะยิ้มอีกครั้งหนึ่งพลางบรรยายสรรพคุณของยาพิษชนิดนี้เพราะเห็นว่าเหงื่อของโจรไหลราวกับน้ำตก “ร้อนมากเลยใช่หรือไม่ ภายในของเจ้าคงกำลังค่อย ๆ หลอมละลายทีละนิด กระเพาะ ลำไส้ ตับ ไต หัวใจ สภาพศพอาจจะดูไม่ดีเท่าไหร่แต่ก็กำจัดซากได้ไม่ยุ่งยากเช่นกันเพราะคงแทบไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย”
“เฮอะ… ยาพิษเช่นนั้นไม่มีจริง เจ้าไม่ต้องมาขู่ข้า” เขาเป็นถึงนักฆ่ารับจ้าง ช่ำชองหลายสิ่งหลายอย่าง เหตุใดจะไม่รู้ว่ายาพิษพวกนี้ไม่มีจริง
ซิงอวี่ที่เหลือจึงนำยาพิษเม็ดที่เหลือใส่ลงในโหลแก้วที่มีเนื้อก้อนหนึ่งวางไว้อยู่ก่อน แล้วราดน้ำลงไปให้ดูต่อหน้าต่อตาเหมือนสาธิตวิธีการย่อยสลายของร่างกาย
ดวงตาคนที่กลืนยาเม็ดนั้นไปเบิกกว้าง ภายในท้องแสบร้อนจนแทบทนไม่ไหวแต่ยังไม่ร้องขอยาแก้พิษ จนกระทั่งเห็นว่าส่วนด้านนอกของเนื้อเปื่อยละลายหายไปกับน้ำ ทั้งยังส่งกลิ่นเน่าไหม้คละคลุ้งกลับรู้สึกสะอิดสะเอียนขึ้นมาทันใด
ยิ่งเห็นรอยยิ้มกว้างเย็นยะเยือกของหัวหน้าหน่วยซิงอวี่แล้วยิ่งขนลุกซู่เพราะชายหนุ่มเดินดุ่มเข้ามากรอกยาแก้พิษลงไปโดยที่เขาไม่ได้ร้องขอ
“อย่าเพิ่งตาย ความทรมานที่เจ้าเลือกเพิ่งเริ่มขึ้นเท่านั้น” สิ้นคำพูดของหยางเสวี่ยเฟย เขาปล่อยให้ชายตรงหน้าได้พักหายใจชั่วครู่แล้วเลือกเหยื่อคนใหม่โดยไม่รีรอ ก่อนกรอกยาพิษให้คนที่ขาสั่น ตัวสั่นก็ถามคำเดิม “หลักฐานซ่อนอยู่ที่ใด”
“ข้าไม่รู้!!!” สายตาชายผู้นี้ปราดมองผู้ร่วมชะตากรรมแล้วกลืนน้ำลายอึกใหญ่
“กินให้อร่อยแล้วกัน” พลันยาอีกเม็ดถูกกรอกเข้าไปในปากของชายผู้นี้ ก่อนที่หัวหน้าหน่วยจะหันไปหาอีกคนที่ถูกมัดมือมัดขาข้าง ๆ แล้วถามคำถามเดียวกัน
“อ่อ… จะบอกว่าต่อให้ตายก็ไม่บอกใช่หรือไม่”
หยางเสวี่ยเฟยส่ายหน้าเล็กน้อยพลางถอนหายใจราวกับไว้อาลัยคนตรงหน้า ครั้นคำตอบไม่มีเปลี่ยนแปลงจึงไม่รีรอกรอกยาทั้งหมดที่เหลือให้คนสุดท้ายมากกว่าคนอื่น ๆ
“อ๊าก!!!” คนผู้นั้นร้องลั่น น้ำตาไหลเป็นทางเพราะคิดว่าตัวเองต้องตายทรมานกว่าใครอื่น ขนาดเนื้อที่อยู่ตรงนั้นถูกยาเพียงสามเม็ดยังหลอมละลายเพียงไม่ถึงหนึ่งก้านธูปแต่นี่เขากลับโดนเป็นสิบเม็ด
แม้ตัวเองจะเป็นนักฆ่าที่ผ่านการทรมาน คลุกกลิ่นคาวเลือดมานับไม่ถ้วนแล้ว แต่กลับไม่เคยเห็นผู้ใดโหดร้ายเท่าคนตรงหน้ามาก่อน พลางสงสัยว่าหยางเสวี่ยเฟยเป็นปีศาจแปลงกายมา
“สี่สิบ สามสิบเก้า สามสิบแปด…” หยางเสวี่ยเฟยนับถอยหลังแล้วบอกว่า “เวลาของเจ้านับได้ถึงศูนย์แต่ความทรมานนั้น ต่อให้เกินศูนย์ไปแล้วมันก็ยังตามเจ้าไปยันปรโลก”
“ปีศาจ… อ๊าก!!! ร้อน ๆ … ข้าร้อน แสบ… หัวหน้า ข้าจะตายแล้ว หัวหน้า!!!” เจ้าตัวตะโกนลั่นมองคนอื่น ๆ ที่เพิ่งเริ่มออกอาการในขณะที่ตัวเองรู้สึกได้ว่าภายในกำลังจะไหม้เป็นจุณ
“สามสิบ ยี่สิบเก้า ยี่สิบแปด… เจ้าว่าอันใดนะ ยังไม่พอหรือ” คิ้วหนาเลิกขึ้นพลางสั่งให้ลูกน้องกรอกยาพิษเพิ่มอีกจนกระทั่งได้ยินเสียงละล่ำละลักพูดออกมา
“คำสั่งถูกซ่อนไว้ในร้านผ้าไหม ลายมือ… คนผู้นั้น ร้อน!!!”
ครั้นได้ยินคำสารภาพจึงให้ยาแก้พิษแก่คนพวกนั้นแล้วส่งลูกน้องไปตรวจสอบทันที แม้มีสายตาอาฆาตจ้องมองมา หาได้สนใจพลันจ้องกลับไปเช่นเดียวกัน
ไม่นานนักลูกน้องของเขาได้เข้ามาพร้อมความคืบหน้าในรอบหลายวัน คำสั่งสัญลักษณ์ที่เขียนด้วยลายมือถูกนำมาให้ผู้เป็นหัวหน้า
หยางเสวี่ยเฟยมองดูกระดาษที่ใช้ รอยหมึกและกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์รวมถึงลายมือและภาพวาดฝีมือคุ้นเคยจึงรับรู้ได้ทันทีว่าสิ่งนี้สามารถนำไปเป็นหลักฐานได้มากกว่าคำพูดของคนร้าย
ครานี้ ฮ่องเต้ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าพระธิดาของตนเองและสกุลเหอไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีอุกอาจในเยว่จวน
เวลานั้น หลี่หมิงฮ่าวมาถึงคุกใต้ดินพอดี เมื่อแน่ใจแล้วว่าใครเป็นคนสั่งการก็แสยะยิ้ม สีหน้าโกรธเคืององค์หญิงเยว่หลิงที่กล้าลงมือสั่งฆ่าคนที่เขารัก
ก่อนที่ทั้งคู่จะออกไปทูลรายงานฮ่องเต้ถึงความคืบหน้าที่บุตรสาวแม่ทัพใหญ่ถูกโจมตี หยางเสวี่ยเฟยหันมามองนักโทษที่กักตัวเอาไว้ เวลานี้ขวัญหนีดีฝ่อแทบกู่ไม่กลับจึงบอกให้ชื่นใจว่า “ยาพิษแค่นี้ไม่ตายหรอกน่า ไหน ๆ พวกเจ้าก็สารภาพความจริงมาหมดแล้ว ข้าจะให้เลือกก็แล้วกันว่าจะตายสบาย ๆ อย่างไร ถ่วงน้ำก็ดี แขวนคอก็ดี ตัดคอก็ได้หรือจะให้ข้าจ้วงแทงเข้าท้องเจ้าเหมือนที่เจ้าทำกับฮูหยินของข้า ย่อมไม่ขัดประสงค์”
“…” คนพวกนั้นถอนหายใจเฮือกใหญ่ สีหน้าท่าทางโล่งใจที่ร่างกายไม่ละลายหายไปอย่างทรมานแต่พอเห็นรอยยิ้มมีเลศนัยของหยางเสวี่ยเฟยกลับรู้สึกว่าถูกหลอกเข้าเต็มเปา
“เป็นอย่างที่เจ้าคิด แค่กินพริกแดงเข้าไปไม่กี่เม็ด พวกเจ้าไม่ตายหรอก”
ครั้นพูดจบชายหนุ่มก็เดินออกมาจากที่แห่งนั้นพร้อมเสียงก่นด่าร้องระงมที่ถูกหลอกต้มจนเปื่อย เสียทีพลาดท่าเพราะโดนข่มขู่บีบคั้นก่อนจะรู้แล้วว่าไม่ควรยุ่มย่ามกับหน่วยซิงอวี่เลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนรักของหัวหน้าหน่วยอย่างเขา
ท้องพระโรงวังหลวง
ฮ่องเต้มองคำสั่งลายมือด้วยสีหน้าเคร่งเครียด พยายามเก็บอาการให้นิ่งที่สุดเพราะรู้ว่าพายุลูกใหญ่กำลังพัดเข้ามา ทั้งยังสามารถสั่นคลอนกำลังทหารของเขาได้อีกด้วย
บุตรสาวแม่ทัพใหญ่ผู้ที่คุมกำลังทหารแดนเหนือทั้งหมดสามกองรบ ฮูหยินของรองแม่ทัพหยางพ่วงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยลับที่เก่งกาจไม่เป็นรองใคร ไหนจะหมอหญิงคนรักของแม่ทัพกองรบที่สิบแห่งแดนใต้ที่คุมกำลังทหารทัพใหญ่ได้ตั้งแต่อายุยังน้อย
เขาเพิ่งรู้ตัวว่าพลาดไปแล้ว เดิมทีสั่งให้หยางเสวี่ยเฟยคอยจับตาดูบุตรสาวแม่ทัพใหญ่เพื่อควบคุมให้อำนาจของอีกฝ่ายอยู่ในร่องรอย แต่สุดท้ายแล้วกลับเป็นคนถูกควบคุมจนอาจถึงขั้นแตกหักกับเจ้าเหนือหัวเลยก็เป็นได้
ในขณะที่สถานะของแม่ทัพหลี่ก็ตึงเครียดไม่แพ้กัน ฮ่องเต้คิดในใจว่าเหตุใดลูกของตนเองต้องหลงใหลปักใจแต่หลี่หมิงฮ่าวเพียงผู้เดียว ทั้ง ๆ ที่มีบุรุษสถานะสูงส่งเหมาะสมกับนางมากกว่าแต่ไม่เลือก
“ฝ่าบาทจะทรงตัดสินพระทัยเช่นไรหรือพ่ะย่ะค่ะ” รองแม่ทัพหยางเอ่ยถาม หวังว่าคนตรงหน้าจะกระทำทุกอย่างด้วยความยุติธรรม
“…” ผู้นั่งบนบัลลังก์ครุ่นคิดหาทางออกที่ไม่กระทบกับทุกฝ่าย เพียงแสดงสีหน้าแวบเดียวกลับได้ยินคนในปกครองพูดขึ้นมา
“แม่ทัพใหญ่ทราบเรื่องแล้ว อีกไม่นานจดหมายคงถูกส่งมาที่วังหลวงพ่ะย่ะค่ะ” หยางเสวี่ยเฟยไม่อ่อนข้อให้เพราะสิ่งที่มู่หรงเซียวต้องเจอไม่อาจให้อภัยได้ หากนางไม่มีทักษะธนูติดตัวมา วันนั้นเสิ่นจื้อเหลียงไม่ได้ไปด้วย ไม่มีทางรู้เลยว่าจะรอดมาได้หรือไม่
“เช่นนั้นรึ” ฮ่องเต้ทำไมจะไม่รู้ว่าเวลานี้ถูกคนที่เคยมองว่าเป็นหมากตัวเล็ก ๆ ข่มขู่ แม้จะซื่อสัตย์และไม่คิดทรยศแต่อาจก่อเรื่องขึ้นมาสักวันหนึ่งเพราะบุตรสาวตัวเองไปแตะในสิ่งที่ไม่ควรแตะ จึงรับปากว่าจะจัดการเรื่องนี้โดยไม่ให้หลงเหลือความเคลือบแคลงใจ