ราตรีค่อยๆ คลี่ม่านสีดำสนิทปกคลุมเทือกเขาอันกว้างใหญ่ เสียงหรีดหริ่งเรไรร้องระงมขับขานบทเพลงแห่งรัตติกาล แต่สำหรับ เฉิน ฮ่าวหราน แล้ว ความเงียบสงัดและความมืดมิดนี้ไม่ได้นำมาซึ่งความสงบ แต่กลับเต็มไปด้วยภยันตรายที่มองไม่เห็น เขากำลังประคองร่างที่บอบช้ำและอ่อนล้าถึงขีดสุด เคลื่อนที่ฝ่าความมืดกลับสู่ตำหนักเมฆาครามด้วยความยากลำบาก
ทุกย่างก้าวที่เหยียบย่ำลงบนพื้นหินขรุขระและใบไม้แห้ง ส่งความเจ็บปวดร้าวไปทั่วร่าง บาดแผลที่ไหล่ซ้ายจากการปะทะกับเงาอสูรยังคงปวดตุบๆ แม้จะได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นด้วยสมุนไพรที่เขามีติดตัวเพียงน้อยนิด แต่ก็เป็นเพียงการบรรเทาอาการเท่านั้น เลือดลมภายในยังคงปั่นป่วนจากการใช้พลังเกินขีดจำกัดและการถูกแรงระเบิดอัดกระแทก แก่นแท้พลังงานในระดับสร้างรากฐาน-ต้น ที่ควรจะไหลเวียนอย่างราบรื่น บัดนี้กลับติดขัดและร่อยหรอจนแทบจะสัมผัสไม่ได้
"แฮ่ก... แฮ่ก..." เสียงหอบหายใจของเขาดังแผ่วเบาในความเงียบ เขากัดฟันแน่น ฝืนทนความเจ็บปวดและความเหนื่อยล้าที่ถาโถมเข้ามาเป็นระลอก เขาต้องรีบกลับไปให้ถึงตำหนักโดยเร็วที่สุด ก่อนที่อาการบาดเจ็บจะทรุดหนักลง หรือก่อนที่... พวกเงาอสูรจะตามมาทัน!
จิตวิญญาณที่อ่อนล้าถูกแผ่ออกไปในระยะจำกัด คอยสอดส่องระแวดระวังภัยรอบตัว เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของอสูรป่าที่เคลื่อนไหวอยู่ในเงามืด แต่เขาก็พยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าทั้งหมด เขาไม่มีพลังงานเหลือพอที่จะต่อสู้อีกแล้ว เคล็ดวิชา "ลมหายใจหวนคืนสู่ความมืด" ถูกโคจรอย่างต่อเนื่อง กดกลิ่นอายพลังที่อ่อนแอและไม่มั่นคงของตนเองไว้ให้แนบเนียนที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาต้องไม่เป็นที่สังเกต ไม่ว่าจากศัตรู หรือจาก... คนของสถาบันเอง
การเดินทางผ่านป่าเขายามค่ำคืนนั้นเต็มไปด้วยอุปสรรค เขาต้องปีนป่ายโขดหิน ลัดเลาะไปตามทางเดินแคบๆ ที่มองแทบไม่เห็น หลายครั้งที่เขาเกือบจะสะดุดล้มลงไปกองกับพื้น แต่เขาก็ยังคงฝืนกัดฟันก้าวต่อไป ภาพแท่นบูชาโบราณ แผ่นผนึกทมิฬ และดวงตาอันเย็นชาของเงาอสูรยังคงตามหลอกหลอนอยู่ในความคิด 'พวกมันคือใคร? ต้องการอะไรจากข้า? แล้วพลังงานโบราณในเหมืองนั่นคืออะไร?' คำถามมากมายไร้ซึ่งคำตอบ ยิ่งเพิ่มความหนักอึ้งในใจ
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนจากสีดำสนิทเป็นสีเทาหม่น แสงแรกแห่งรุ่งอรุณกำลังจะมาเยือน ในที่สุด เขาก็มองเห็นแนวเขตชั้นนอกของสถาบันเทียนซวนปรากฏขึ้นลิบๆ ที่ปลายขอบฟ้า ความรู้สึกโล่งใจแล่นวาบเข้ามา แต่ก็ตามมาด้วยความกังวลระลอกใหม่
เขาสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ "ตึงเครียด" และ "เข้มงวด" ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ศิษย์หน่วยลาดตระเวนในชุดสีครามเข้มปรากฏตัวให้เห็นบ่อยครั้งขึ้น พวกเขามีสีหน้าจริงจัง สายตาคมกล้ากวาดมองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง การตรวจตราดูจะเข้มงวดกว่าปกติหลายเท่า 'เป็นเพราะข่าวลือเรื่องศิษย์หายตัวไปงั้นรึ? หรือพวกผู้อาวุโสรับรู้ถึงภัยคุกคามอื่นแล้ว?'
เขาต้องหลบหลีกการตรวจตราเหล่านี้ไปให้ได้! เขาเลือกใช้เส้นทางที่อ้อมและเปลี่ยวกว่าเดิม ลัดเลาะไปตามแนวป่าทึบริมผา อาศัยพุ่มไม้และโขดหินเป็นที่กำบัง ใช้ "การผนึกเสียงสะท้อน" กลบเสียงฝีเท้า และใช้ "ก้าวย่างประกายสายฟ้า" เพียงช่วงสั้นๆ และแผ่วเบาที่สุดเมื่อจำเป็นต้องข้ามผ่านพื้นที่เปิดโล่ง
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เขาเกือบจะปะทะเข้ากับศิษย์หน่วยลาดตระเวนกลุ่มหนึ่งซึ่งปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันจากทางโค้งเบื้องหน้า! หัวใจเขาแทบหยุดเต้น! เขารีบหยุดเท้าและซ่อนตัวหลังต้นไม้ใหญ่ทันที! โคจรเคล็ดอำพรางพลังถึงขีดสุด! กลั้นหายใจรอคอยอย่างเงียบเชียบ! โชคดีที่ศิษย์กลุ่มนั้นเพียงแค่กวาดตามองมาทางนี้แวบหนึ่ง ก่อนจะเดินผ่านไปโดยไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติใดๆ!
'เกือบไปแล้ว...' เขาลอบถอนหายใจ เหงื่อเย็นๆ ไหลซึมออกมาเต็มแผ่นหลัง
ในที่สุด หลังจากผ่านความยากลำบากและเสี่ยงอันตรายมาตลอดทั้งคืน เขาก็สามารถลัดเลาะกลับมาถึงเขตตำหนักเมฆาครามได้อย่างปลอดภัยในช่วงสายของวันนั้น เขามองประตูทางเข้าตำหนักที่คุ้นเคยด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ทั้งโล่งใจที่กลับมาถึง และเหนื่อยล้าจนแทบจะยืนไม่ไหว
เขาสูดลมหายใจลึก พยายามปรับสภาพร่างกายและกลิ่นอายพลังให้ดู "ปกติ" ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้าสู่ตำหนัก มุ่งหน้าตรงไปยังหออุทิศทันที เขาต้องรีบรายงานผลภารกิจ และหาทางฟื้นฟูร่างกายก่อนที่ใครจะทันสังเกตเห็นความผิดปกติที่มากเกินไป
การกลับมาในสภาพสะบักสะบอมเช่นนี้ จะทำให้เขาตกเป็นเป้าสายตาและถูกซักถามมากน้อยเพียงใด? และบาดแผลทั้งภายนอกภายในจากการต่อสู้และการใช้พลังอย่างหนักหน่วง จะส่งผลกระทบต่อเส้นทางการบ่มเพาะพลังที่เพิ่งจะเริ่มต้นในขั้นสร้างรากฐานของเขาหรือไม่?
(จบตอนที่ 127)