สามวันผ่านไป
เด็กหนุ่มเปิดเปลือกตาขึ้น “ อือ “ เขาร้องออกมาเมื่อบาดแผลทั่วร่างส่งผลร้ายกับเขา
“ คงต้องเร่งทะลวงขั้นพลัง “ เขาพึมพำ
ชายหนุ่มหยัดกายลุกนั่ง พลางกวาดตามองทั่วสองตาของเขาพลันเบิกโพลงเมื่อพบกับโครงกระดูกนั่งกรรมฐานบนโขดหิน
“ อึก “ เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
เด็กหนุ่มหยัดกายลุกยืนแลเดินเข้าสำรวจยังโครงกระดูกโครงกระดูกทั่วไปนั้นเป็นสีขาว แม้นว่าจะผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานเพียงใดก็ยังเป็นสีขาวแต่โครงกระดูกนี้มิใช่ มันมีเขียวจางๆ ทั้งยังแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง
“ มนุษย์ใดที่มีโครงกระดูกสีเขียวเช่นนี้ “ เขาพึมพำ
หยางคังเดินวนรอบโขดหินเพื่อหาคำตอบแต่ก็มิพบพานสิ่งใดเขาได้ถอนหายใจออกมาอย่างแรง
เด็กหนุ่มครุ่นคิดอย่างหนักว่าจะทำเช่นใดกับโครงกระดูกสีเขียวนี้และแล้วเขาก็ตัดสินใจนำโครงกระดูกสีเขียวใส่ลงไปในแหวนมิติวงหนึ่งแลส่งเข้าไปในแหวนมิติหลักของเขา
หลังจากสำรวจทั่วโพรงถ้ำแล้วเสร็จ เขามายังผนังของโพรงถ้ำแลนั่งลงแล้วทำการฟื้นฟูร่างกายให้สมบูรณ์ก่อนทะลวงขั้นพลัง
หลังจากที่ฟื้นฟูร่างกายแล้วเสร็จเขากรอกเลือดของหมีขาวลงไปอย่างบ้าระห่ำเลือดหมีขาวระดับสามขั้นต้นหลั่งไหลลงสู่ตันเถียนหลายสิบหยด
“ ครืนน “ พลังอันบ้าคลั่งของหมีขาวพลันพลุ่งพล่านทั่วสรรพางค์กายทั่วร่างของเขาคลับคล้ายกับจะแหลกสลายไปพร้อมกับความคลุ้มคลั่ง
“ วู๊มม “ พลันห้วงมิติรอบกายาไหวกระเพื่อมเมื่อเคล็ดวิชาเคลื่อนย้ายดาราหมุนวนทั่วกายา
“ อ้ากกก “ ชิงหยางร้องตะโกนออกสุดเสียงเมื่อพลังอันบ้าคลั่งของหมีขาวไล่ฉีกกระชากอวัยวะภายในกายาของเขา
“ อ่อค “ โลหิตเก่าเน่าเสียพ่นพรวดออก
“ อือ “ ชิงหยางกัดกรามแน่น เมื่อต้องแบกรับพลังมหาศาลของหมีขาว
พลังของหมีที่สอดผสานเข้ากับเคล็ดวิชาเคลื่อนย้ายดารามันคืบคลานเข้าสู่ทุกอณูของเด็กหนุ่มผิวของเขาพลันแดงก่ำเพราะถูกความร้อนแรงแผดผลาญห้าอวัยวะตันหกอวัยวะกลวงถูกบดขยี้จนแหลกลาญ
กล้ามเนื้อทุกมัดกล้าม เส้นเอ็นทุกเส้น เส้นเลือดทุกสายรวมทั้งของเหลวทั่วกายาถูกแผดเผาด้วยพลังที่บ้าคลั่ง
“ กร้อบ แกร้บ “ เสียงกระดูกทั่วร่างเบี้ยวบิด
“ อ้ากกก “ชิงหยางร้องตะโกนออกสุดเสียงเมื่อความบ้าคลั่งของหมีขาวกำลังบดขยี้กายาของเขา
ชิงหยางเด็กหนุ่มได้แต่กัดกรามแน่นข่มความเจ็บปวดไว้ เขาต้องผ่านมันไปให้ได้
เวลาไหลเวียนไปสองชั่วยาม
เด็กหนุ่มเปิดเปลือกตาขึ้น พลางมองสำรวจทั่วร่างเขาพยักหน้าช้าๆเมื่อสามารถข้ามผ่านความทรมานไปได้
“ ฟู่ว “ ชิงหยางเป่าปากออกมาอย่างแรง
“ แล้ววิถีแห่งวิญญาณฝึกเช่นใด “ เขาพึมพำ
“ วิ้ง “ พลันปรากฏร่างเงาวิญญาณชราต่อหน้า
ชิงหยางพลันอ้าปากค้างมองยังร่างวิญญาณอย่างโง่งม
“ เห็นข้าแล้วใยมิทำการคารวะ “ ชายชราเอ่ย
เขาเร่งหยัดกายลุกยืนแลประสานสองมือ “ คารวะผู้อาวุโสต้องขออภัยข้ามัวแต่ตะลึง นึกว่าเห็นผี “ เขาเอ่ย
“ ไอ้นี่ “ ร่างวิญญาณเอ่ยออกมา น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด
ชิงหยางพลันสะดุ้งพร้อมกับยิ้มเจื่อน
“ นั่งลง ข้าจะบอก “ เขาเอ่ย
“ ขอรับ “ ชิงหยางทิ้งร่างลงนั่งอย่างว่าง่าย
“ การที่จะเข้าสู่ขั้นผสานวิญญาณนั้นเจ้าสามารถทะลวงขั้นพลังผ่านไปได้เลย โดยที่มิต้องฝึกวิถีแห่งวิญญาณ “ ร่างวิญญาณเอ่ย
“แต่มันจะมิสมบูรณ์เมื่อถึงคราที่เจ้าต้องผสานวิญญาณมันจะทำให้การโจมตีลดทอนลงไปมาก“ เขาเอ่ย
“ หากเจ้าฝึกวิถีแห่งวิญญาณขั้นต้นสำเร็จแลข้ามผ่านไปยังขั้นผสานวิญญาณได้เมื่อคราที่เจ้าใช้สองสิ่งในการโจมตีพลังการโจมตีนั้นจะรุนแรงยิ่ง “ ร่างวิญญาณเอ่ย
“ อืม “ ชิงหยางพยักหน้าช้าๆ
“ แล้วข้าต้องฝึกวิถีวิญญาณเช่นใดขอรับ “ เด็กหนุ่มเอ่ยถาม
“ มิยาก “ ร่างวิญญาณเอ่ย
“ หากเจ้าอยากฝึกจริงเพียงเจ้าคารวะข้าเป็นอาจารย์แล้วข้าจะสอนสั่งเจ้าทุกอย่าง “ ร่างวิญญาณเอ่ย
ชิงหยางมองยังร่างวิญญาณแลครุ่นคิดอย่างหนัก
“ เจ้ามิต้องมิต้องคิดให้มากความดอกตัวข้านั้นเป็นผู้ใดยิ่งใหญ่เพียงใด อีกมินานเจ้าก็จะได้รู้แลเมื่อนั้นหากเจ้ามิคารวะข้า เจ้าจะเสียใจจนวันตาย “ ร่างวิญญาณเอ่ย
“ ผู้เฒ่า หากท่านยิ่งใหญ่จริง เหตุใดท่านจึงต้องหลบซ่อนอยู่ในนี้ทั้งยังตกตายเพียงลำพัง “ ชิงหยางเอ่ย
“ หนอยไอ้เด็กนี่ “ ร่างวิญญาณเอ่ยน้ำเสียงที่ทรงพลังแผดเขากดดันเด็กหนุ่มในทันใด
“ อ้ากกก “ชิงหยางกรีดร้องลั่นเมื่อถูกแรงกดดันทางวิญญาณบีบรัดทั่วห้วงแห่งวิญญาณของเขา
“ อั้ก “ โลหิตสดๆพ่นพรวดออกมาอีกครา
“ ข้ายอม “ ชิงหยางร้องลั่น
ครั้นร่างวิญญาณสลายแรงกดดัน เด็กหนุ่มพลันหอบหายใจจนตัวโยน
“ เร็วเข้าเวลามิคอยท่า “ ร่างวิญญาณเอ่ย
“ ผู้เฒ่า ท่านกำลังหลอกใช้ข้าอยู่รึไม่ “ ชิงหยางเอ่ยออกมา
“ มิใช่ว่าท่านถูกผนึกไว้ที่นี่จนตายครั้นตายแล้วก็ยังหาทางออกไปมิได้จึงล่อลวงข้าให้พาท่านออกไป “ ชิงหยางเอ่ย
“ ไอ้เด็กเปรต “ ร่างวิญญาณร้องลั่น
“ ครืนนน “ พลังวิญญาณที่แสนบ้าคลั่งพุ่งทะยานเข้าหาเด็กหนุ่มในทันใด
“ วิ้ง “ พลันปรากฏร่างเงาหนึ่งล่องลอยอยู่เบื้องหลังเด็กหนุ่ม
ร่างวิญญาณพลันเบิกสองตากว้าง มองยังร่างเงาลึกลับ
“ ม ม ไม่จริง “ เขาพึมพำ
น้ำเสียงของร่างวิญญาณนั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวใบหน้าที่แห้งเหี่ยวพลันเบี้ยวบิดอย่างแรง
“ จ จ เจ้าเป็นผู้ใด “ ร่างวิญญาณปากสั่นร้องถาม
“ ผู้เฒ่า ข้าบอกตามตรง ข้ามิรู้ “ ชิงหยางเอ่ย
“ เจ้ามิรู้ “ ร่างวิญญาณเอ่ย
“ ได้ ได้ “ ร่างวิญญาณเอ่ยออกมา
“ เอาเช่นนี้ เจ้ามิต้องคารวะข้าเป็นอาจารย์แล้ว “ ร่างวิญญาณเอ่ย
“ เอ๋ “ ชิงหยางพลันคิ้วขมวด
“ ผู้เฒ่า เปลี่ยนใจไปเรื่อยเลยนะท่านนี่ “ ชิงหยางเอ่ย
“ เจ้าจะว่าสิ่งใดก็ว่า แต่เวลานี้ข้ากับเจ้าถือเป็นสหาย “ร่างวิญญาณเอ่ย
“ สหาย “ ชิงหยางเอ่ย
“ ใช่ เราทั้งสองเป็นสหายยุทธซึ่งกัน “ ร่างวิญญาณเอ่ย
“ เช่นนั้นแล้วท่านมีชื่อว่าเช่นใด “ ชิงหยางเอ่ย
“ ข้าหวงตี้ “ ร่างวิญญาณเอ่ย
“ อืม “ ชิงหยางพยักหน้า
“ ข้าชิงหยาง “ เด็กหนุ่มเอ่ย
“ แซ่ชิง “ หวงตี้พึมพำ
หวงตี้มองยังใบหน้าของเด็กหนุ่ม เขาพลันพยักหน้ารัวๆ
“ ใช่จริงๆ “ หวงตี้พึมพำ
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า “ หวงตี้ระเบิดเสียงหัวเราะลั่น
“ ดีนัก เช่นนี้แล้วโอกาสที่ข้าจะได้ฟื้นคืนชีพก็มีมากขึ้น “หวงตี้เอ่ย
ชิงหยางมองยังชายชราเขาได้แต่งุนงง
“ เจ้ามิต้องรู้อะไรในยามนี้ เจ้ารู้เพียงว่าข้าหวงตี้มิมีทางที่จะทำร้ายเจ้า “ ชายชราเอ่ย
“ อืม “ ชิงหยางพยักหน้า
“ ข้าจะสอนเจ้าเข้าสู่วิถีแห่งวิญญาณ “ หวงตี้เอ่ย
“ ข้ามิต้องคุกเข่าคารวะท่านเป็นอาจารย์แล้วรึ “ชิงหยางเอ่ยถามอย่างยียวน
“ น้องชาย มิต้องแล้ว “ หวงตี้เอ่ยน้ำเสียงของเขาในเวลานี้นั้นเต็มไปด้วยความเกรงใจต่อเด็กหนุ่ม
“ หึ “ ชิงหยางแค่นเสียง แลทิ้งร่างลงนั่ง
“ ก่อนอื่นเจ้าต้องรู้ว่าพลังของผู้ฝึกยุทธนั้นมีสามอย่างอย่างแรกพลังปราณ พลังวิญญาณแลพลังกาย “ หวงตี้เอ่ย
“ ขั้นแรกที่ต้องฝึกก็คือพลังปราณ ขั้นที่สองก็คือพลังวิญญาณขั้นที่สามก็คือพลังกาย “ เขาเอ่ย
“ เช่นนั้นแล้วพลังปราณก็คือขั้นหลอมกายาพลังวิญญาณก็คือขั้นผสานวิญญาณ แลขั้นที่สามก็คือขั้นสัมผัสฟ้าดิน “ ชิงหยางเอ่ย
“ ถูกต้องแต่มันเป็นวิธีฝึกของในทุกวันนี้ “ หวงตี้เอ่ย
ชิงหยางให้งุนงงเป็นอย่างยิ่ง เขาเองที่มิค่อยจะรู้เรื่องราวเหล่านี้ เมื่อมาพบเจอเรื่องราวที่ลึกขึ้นเขาให้สงสัยเป็นอย่างยิ่ง
“ ในกาลก่อนนั้น คนที่จะสามารถฝึกฝนได้ต้องผ่านกระบวนการรับรู้ทั้งสามอย่าง ก็คือรับรู้ปราณ รับรู้วิญญาณ รับรู้กายเมื่อรับรู้ทั้งสามอย่างได้ ก็จะเข้าสู่กระบวนการหลอมกายา “ หวงตี้เอ่ย
“ อา “ ชิงหยางพลันอ้าปากค้าง