กระบี่ฟ้าสังหาร

    กระบี่ฟ้าสังหาร ตอนที่ 53 : โครงกระดูกประหลาด

    สามวันผ่านไป

     

    เด็กหนุ่มเปิดเปลือกตาขึ้น “ อือ “ เขาร้องออกมาเมื่อบาดแผลทั่วร่างส่งผลร้ายกับเขา

     

    “ คงต้องเร่งทะลวงขั้นพลัง “ เขาพึมพำ

     

    ชายหนุ่มหยัดกายลุกนั่ง พลางกวาดตามองทั่วสองตาของเขาพลันเบิกโพลงเมื่อพบกับโครงกระดูกนั่งกรรมฐานบนโขดหิน

     

    “ อึก “ เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

     

    เด็กหนุ่มหยัดกายลุกยืนแลเดินเข้าสำรวจยังโครงกระดูกโครงกระดูกทั่วไปนั้นเป็นสีขาว แม้นว่าจะผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานเพียงใดก็ยังเป็นสีขาวแต่โครงกระดูกนี้มิใช่ มันมีเขียวจางๆ ทั้งยังแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง

     

    “ มนุษย์ใดที่มีโครงกระดูกสีเขียวเช่นนี้ “ เขาพึมพำ

     

    หยางคังเดินวนรอบโขดหินเพื่อหาคำตอบแต่ก็มิพบพานสิ่งใดเขาได้ถอนหายใจออกมาอย่างแรง

     

    เด็กหนุ่มครุ่นคิดอย่างหนักว่าจะทำเช่นใดกับโครงกระดูกสีเขียวนี้และแล้วเขาก็ตัดสินใจนำโครงกระดูกสีเขียวใส่ลงไปในแหวนมิติวงหนึ่งแลส่งเข้าไปในแหวนมิติหลักของเขา

     

    หลังจากสำรวจทั่วโพรงถ้ำแล้วเสร็จ เขามายังผนังของโพรงถ้ำแลนั่งลงแล้วทำการฟื้นฟูร่างกายให้สมบูรณ์ก่อนทะลวงขั้นพลัง

     

    หลังจากที่ฟื้นฟูร่างกายแล้วเสร็จเขากรอกเลือดของหมีขาวลงไปอย่างบ้าระห่ำเลือดหมีขาวระดับสามขั้นต้นหลั่งไหลลงสู่ตันเถียนหลายสิบหยด

     

    “ ครืนน “ พลังอันบ้าคลั่งของหมีขาวพลันพลุ่งพล่านทั่วสรรพางค์กายทั่วร่างของเขาคลับคล้ายกับจะแหลกสลายไปพร้อมกับความคลุ้มคลั่ง

     

    “ วู๊มม “ พลันห้วงมิติรอบกายาไหวกระเพื่อมเมื่อเคล็ดวิชาเคลื่อนย้ายดาราหมุนวนทั่วกายา

     

    “ อ้ากกก “ ชิงหยางร้องตะโกนออกสุดเสียงเมื่อพลังอันบ้าคลั่งของหมีขาวไล่ฉีกกระชากอวัยวะภายในกายาของเขา

     

    “ อ่อค “ โลหิตเก่าเน่าเสียพ่นพรวดออก

     

    “ อือ “ ชิงหยางกัดกรามแน่น เมื่อต้องแบกรับพลังมหาศาลของหมีขาว

     

    พลังของหมีที่สอดผสานเข้ากับเคล็ดวิชาเคลื่อนย้ายดารามันคืบคลานเข้าสู่ทุกอณูของเด็กหนุ่มผิวของเขาพลันแดงก่ำเพราะถูกความร้อนแรงแผดผลาญห้าอวัยวะตันหกอวัยวะกลวงถูกบดขยี้จนแหลกลาญ

     

    กล้ามเนื้อทุกมัดกล้าม เส้นเอ็นทุกเส้น เส้นเลือดทุกสายรวมทั้งของเหลวทั่วกายาถูกแผดเผาด้วยพลังที่บ้าคลั่ง

     

    “ กร้อบ แกร้บ “ เสียงกระดูกทั่วร่างเบี้ยวบิด

     

    “ อ้ากกก “ชิงหยางร้องตะโกนออกสุดเสียงเมื่อความบ้าคลั่งของหมีขาวกำลังบดขยี้กายาของเขา

     

    ชิงหยางเด็กหนุ่มได้แต่กัดกรามแน่นข่มความเจ็บปวดไว้ เขาต้องผ่านมันไปให้ได้

     

    เวลาไหลเวียนไปสองชั่วยาม

     

    เด็กหนุ่มเปิดเปลือกตาขึ้น พลางมองสำรวจทั่วร่างเขาพยักหน้าช้าๆเมื่อสามารถข้ามผ่านความทรมานไปได้

     

    “ ฟู่ว “ ชิงหยางเป่าปากออกมาอย่างแรง

     

    “ แล้ววิถีแห่งวิญญาณฝึกเช่นใด “ เขาพึมพำ

     

    “ วิ้ง “ พลันปรากฏร่างเงาวิญญาณชราต่อหน้า

     

    ชิงหยางพลันอ้าปากค้างมองยังร่างวิญญาณอย่างโง่งม

     

    “ เห็นข้าแล้วใยมิทำการคารวะ “ ชายชราเอ่ย

     

    เขาเร่งหยัดกายลุกยืนแลประสานสองมือ “ คารวะผู้อาวุโสต้องขออภัยข้ามัวแต่ตะลึง นึกว่าเห็นผี “ เขาเอ่ย

     

    “ ไอ้นี่ “ ร่างวิญญาณเอ่ยออกมา น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด

     

    ชิงหยางพลันสะดุ้งพร้อมกับยิ้มเจื่อน

     

    “ นั่งลง ข้าจะบอก “ เขาเอ่ย

     

    “ ขอรับ “ ชิงหยางทิ้งร่างลงนั่งอย่างว่าง่าย

     

    “ การที่จะเข้าสู่ขั้นผสานวิญญาณนั้นเจ้าสามารถทะลวงขั้นพลังผ่านไปได้เลย โดยที่มิต้องฝึกวิถีแห่งวิญญาณ “ ร่างวิญญาณเอ่ย

     

    “แต่มันจะมิสมบูรณ์เมื่อถึงคราที่เจ้าต้องผสานวิญญาณมันจะทำให้การโจมตีลดทอนลงไปมาก“ เขาเอ่ย

     

    “ หากเจ้าฝึกวิถีแห่งวิญญาณขั้นต้นสำเร็จแลข้ามผ่านไปยังขั้นผสานวิญญาณได้เมื่อคราที่เจ้าใช้สองสิ่งในการโจมตีพลังการโจมตีนั้นจะรุนแรงยิ่ง “ ร่างวิญญาณเอ่ย

     

    “ อืม “ ชิงหยางพยักหน้าช้าๆ

     

    “ แล้วข้าต้องฝึกวิถีวิญญาณเช่นใดขอรับ “ เด็กหนุ่มเอ่ยถาม

     

    “ มิยาก “ ร่างวิญญาณเอ่ย

     

    “ หากเจ้าอยากฝึกจริงเพียงเจ้าคารวะข้าเป็นอาจารย์แล้วข้าจะสอนสั่งเจ้าทุกอย่าง “ ร่างวิญญาณเอ่ย

     

    ชิงหยางมองยังร่างวิญญาณแลครุ่นคิดอย่างหนัก

     

    “ เจ้ามิต้องมิต้องคิดให้มากความดอกตัวข้านั้นเป็นผู้ใดยิ่งใหญ่เพียงใด อีกมินานเจ้าก็จะได้รู้แลเมื่อนั้นหากเจ้ามิคารวะข้า เจ้าจะเสียใจจนวันตาย “ ร่างวิญญาณเอ่ย

     

    “ ผู้เฒ่า หากท่านยิ่งใหญ่จริง เหตุใดท่านจึงต้องหลบซ่อนอยู่ในนี้ทั้งยังตกตายเพียงลำพัง “ ชิงหยางเอ่ย

     

    “ หนอยไอ้เด็กนี่ “ ร่างวิญญาณเอ่ยน้ำเสียงที่ทรงพลังแผดเขากดดันเด็กหนุ่มในทันใด

     

    “ อ้ากกก “ชิงหยางกรีดร้องลั่นเมื่อถูกแรงกดดันทางวิญญาณบีบรัดทั่วห้วงแห่งวิญญาณของเขา

     

    “ อั้ก “ โลหิตสดๆพ่นพรวดออกมาอีกครา

     

    “ ข้ายอม “ ชิงหยางร้องลั่น

     

    ครั้นร่างวิญญาณสลายแรงกดดัน เด็กหนุ่มพลันหอบหายใจจนตัวโยน

     

    “ เร็วเข้าเวลามิคอยท่า “ ร่างวิญญาณเอ่ย

     

    “ ผู้เฒ่า ท่านกำลังหลอกใช้ข้าอยู่รึไม่ “ ชิงหยางเอ่ยออกมา

     

    “ มิใช่ว่าท่านถูกผนึกไว้ที่นี่จนตายครั้นตายแล้วก็ยังหาทางออกไปมิได้จึงล่อลวงข้าให้พาท่านออกไป “ ชิงหยางเอ่ย

     

    “ ไอ้เด็กเปรต “ ร่างวิญญาณร้องลั่น

     

    “ ครืนนน “ พลังวิญญาณที่แสนบ้าคลั่งพุ่งทะยานเข้าหาเด็กหนุ่มในทันใด

     

    “ วิ้ง “ พลันปรากฏร่างเงาหนึ่งล่องลอยอยู่เบื้องหลังเด็กหนุ่ม

     

    ร่างวิญญาณพลันเบิกสองตากว้าง มองยังร่างเงาลึกลับ

     

    “ ม ม ไม่จริง “ เขาพึมพำ

     

    น้ำเสียงของร่างวิญญาณนั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวใบหน้าที่แห้งเหี่ยวพลันเบี้ยวบิดอย่างแรง

     

    “ จ จ เจ้าเป็นผู้ใด “ ร่างวิญญาณปากสั่นร้องถาม

     

    “ ผู้เฒ่า ข้าบอกตามตรง ข้ามิรู้ “ ชิงหยางเอ่ย

     

    “ เจ้ามิรู้ “ ร่างวิญญาณเอ่ย

     

    “ ได้ ได้ “ ร่างวิญญาณเอ่ยออกมา

     

    “ เอาเช่นนี้ เจ้ามิต้องคารวะข้าเป็นอาจารย์แล้ว “ ร่างวิญญาณเอ่ย

     

    “ เอ๋ “ ชิงหยางพลันคิ้วขมวด

     

    “ ผู้เฒ่า เปลี่ยนใจไปเรื่อยเลยนะท่านนี่ “ ชิงหยางเอ่ย

     

    “ เจ้าจะว่าสิ่งใดก็ว่า แต่เวลานี้ข้ากับเจ้าถือเป็นสหาย “ร่างวิญญาณเอ่ย

     

    “ สหาย “ ชิงหยางเอ่ย

     

    “ ใช่ เราทั้งสองเป็นสหายยุทธซึ่งกัน “ ร่างวิญญาณเอ่ย

     

    “ เช่นนั้นแล้วท่านมีชื่อว่าเช่นใด “ ชิงหยางเอ่ย

     

    “ ข้าหวงตี้ “ ร่างวิญญาณเอ่ย

     

    “ อืม “ ชิงหยางพยักหน้า

     

    “ ข้าชิงหยาง “ เด็กหนุ่มเอ่ย

     

    “ แซ่ชิง “ หวงตี้พึมพำ

     

    หวงตี้มองยังใบหน้าของเด็กหนุ่ม เขาพลันพยักหน้ารัวๆ

     

    “ ใช่จริงๆ “ หวงตี้พึมพำ

     

    “ ฮ่า ฮ่า ฮ่า “ หวงตี้ระเบิดเสียงหัวเราะลั่น

     

    “ ดีนัก เช่นนี้แล้วโอกาสที่ข้าจะได้ฟื้นคืนชีพก็มีมากขึ้น “หวงตี้เอ่ย

     

    ชิงหยางมองยังชายชราเขาได้แต่งุนงง

     

    “ เจ้ามิต้องรู้อะไรในยามนี้ เจ้ารู้เพียงว่าข้าหวงตี้มิมีทางที่จะทำร้ายเจ้า “ ชายชราเอ่ย

     

    “ อืม “ ชิงหยางพยักหน้า

     

    “ ข้าจะสอนเจ้าเข้าสู่วิถีแห่งวิญญาณ “ หวงตี้เอ่ย

     

    “ ข้ามิต้องคุกเข่าคารวะท่านเป็นอาจารย์แล้วรึ “ชิงหยางเอ่ยถามอย่างยียวน

     

    “ น้องชาย มิต้องแล้ว “ หวงตี้เอ่ยน้ำเสียงของเขาในเวลานี้นั้นเต็มไปด้วยความเกรงใจต่อเด็กหนุ่ม

     

    “ หึ “ ชิงหยางแค่นเสียง แลทิ้งร่างลงนั่ง

     

    “ ก่อนอื่นเจ้าต้องรู้ว่าพลังของผู้ฝึกยุทธนั้นมีสามอย่างอย่างแรกพลังปราณ พลังวิญญาณแลพลังกาย “ หวงตี้เอ่ย

     

    “ ขั้นแรกที่ต้องฝึกก็คือพลังปราณ ขั้นที่สองก็คือพลังวิญญาณขั้นที่สามก็คือพลังกาย “ เขาเอ่ย

     

    “ เช่นนั้นแล้วพลังปราณก็คือขั้นหลอมกายาพลังวิญญาณก็คือขั้นผสานวิญญาณ แลขั้นที่สามก็คือขั้นสัมผัสฟ้าดิน “ ชิงหยางเอ่ย

     

    “ ถูกต้องแต่มันเป็นวิธีฝึกของในทุกวันนี้ “ หวงตี้เอ่ย

     

    ชิงหยางให้งุนงงเป็นอย่างยิ่ง เขาเองที่มิค่อยจะรู้เรื่องราวเหล่านี้ เมื่อมาพบเจอเรื่องราวที่ลึกขึ้นเขาให้สงสัยเป็นอย่างยิ่ง

     

    “ ในกาลก่อนนั้น คนที่จะสามารถฝึกฝนได้ต้องผ่านกระบวนการรับรู้ทั้งสามอย่าง ก็คือรับรู้ปราณ รับรู้วิญญาณ รับรู้กายเมื่อรับรู้ทั้งสามอย่างได้ ก็จะเข้าสู่กระบวนการหลอมกายา “ หวงตี้เอ่ย

     

    “ อา “ ชิงหยางพลันอ้าปากค้าง