ตอนที่ 23
บุกจวนว่าการ
จางมู่หลินตรงไปยังจวนผู้ว่าการโดยไม่มีอุปสรรค ั้แ่ได้ดื่มสุราปราณร่วมกับการฝึกลมปราณตามปกติ เขารู้สึกว่าพลังของตัวเองเทียบได้กับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหกและเข้าใกล้ขั้นเจ็ดแล้ว
จากที่เขาใช้พลังิญญาตรวจสอบดู ในจวนผู้ว่าการและบริเวณโดยรอบ คนที่มีพลังยุทธ์สูงสุดคือขั้นห้าเท่านั้น ทำให้เขาสามารถลอบเข้าไปในจวนได้โดยไม่มีใครรู้
พอเข้าไปในเรือนหลักและหาห้องนอนของผู้ว่าการเจอ เขาก็นำเสื้อคลุมสีดำออกมาคลุมและปกปิดใบหน้าให้มิดชิด ก่อนจะปลุกเ้าของจวนที่นอนหลับอยู่บนเตียงให้ตื่น
ผู้ว่าการที่ถูกปลุกกะพริบตาด้วยความงัวเงีย พอเห็นคนใส่ชุดคลุมสีดำปิดบังหน้าตายืนอยู่ข้างเตียงก็ผุดลุกขึ้นด้วยความใ
“เ้าเป็ใคร!?”
“ใต้เท้า ขออภัยที่ข้าน้อยเสียมารยาทเข้ามารบกวนการพักผ่อนของท่าน แต่เื่นี้รอช้าไม่ได้…” จางมู่หลินหยิบเอาหลักฐานการกระทำความผิดของเหอฟู่ต๋ากับเ้าเมืองอวิ๋นหยางออกมาบางส่วน
“สิ่งนี้คือหลักฐานการลักลอบขุดเหมืองแร่ของเ้าเมืองอวิ๋นหยาง ยังมีหลักฐานการยักยอกเงินที่ราชสำนักส่งมา…”
ตอนแรกผู้ว่าการยังใระคนหวาดกลัว ที่จู่ ๆ มีคนบุกเข้ามาถึงห้องนอนโดยที่ทหารและผู้คุ้มกันไม่รู้ แต่พอได้ยินน้ำเสียงอ่อนวัยของอีกฝ่าย ก็ผ่อนคลายขึ้นหลายส่วน คิดในใจว่าถ้าคนผู้นี้ประสงค์ร้าย ป่านนี้ตนคงโดนฆ่าโดยที่ไม่รู้ตัวไปแล้ว
แต่พอได้ยินอีกฝ่ายพูดถึงเื่การลักลอบขุดเหมืองแร่ เขาก็ลุกลงมาจากเตียงและแย่งสมุดบัญชีกับจดหมายในมือไปทันที โดยลืมความหวาดกลัวไปสิ้น ปากก็พึมพำไม่หยุด
“นี่มันของจริงใช่หรือไม่…”
จางมู่หลินจุดตะเกียงน้ำมันที่โต๊ะกลางห้องให้อย่างรู้งาน พอเห็นอีกฝ่ายตั้งใจตรวจสอบจดหมายกับสมุดบัญชี เขาก็อธิบายเื่ราวไปด้วย
“หลักฐานการกระทำความผิดของเ้าเมืองอวิ๋นหยางยังมีอีกหลายอย่าง ถ้าปล่อยถึงวันพรุ่งนี้ เกรงว่าจะมีผู้บริสุทธิ์ได้รับความเดือดร้อน ข้าน้อยจึงได้แต่บุ่มบ่ามมาขอให้ใต้เท้าออกหน้าจัดการ หวังว่าใต้เท้าจะไม่ถือสา…”
“แล้วหลักฐานเื่ยักยอกเงินซ่อมแซมถนนกับสะพานเล่า?” ผู้ว่าการอ่านจดหมายและสมุดบัญชีคร่าว ๆ พบว่าไม่น่าจะใช่ของปลอม ในใจเชื่อไปหลายส่วน เพราะก่อนหน้านี้ตนก็ให้คนตรวจสอบเื่นี้อย่างลับ ๆ เพียงแต่ยังไม่มีหลักฐาน
“หลักฐานที่เหลืออยู่ที่เมืองอวิ๋นหยาง ขอเพียงใต้เท้าไปถึงที่นั่นก็จะมีคนนำมามอบให้” จางมู่หลินพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ไม่ได้อ่อนน้อมแต่ก็ไม่ได้หยาบกระด้างหรือหยาบคาย
ถึงพวกหานจงจะบอกว่าผู้ว่าการเป็ขุนนางน้ำดีและมีความยุติธรรม แต่เขาก็ไม่ได้เชื่อทั้งหมด จึงไม่ยอมมอบหลักฐานทั้งหมดให้ในทีเดียว พอได้ััและตรวจสอบนรลักษณ์ ถึงได้รู้ว่าใต้เท้าผู้นี้เป็คนที่ซื่อสัตย์และเที่ยงธรรมผู้หนึ่ง
“เ้าเป็ใคร ทำไมถึงได้นำหลักฐานมามอบให้ข้า?” ถึงผู้ว่าการจะมองออกว่าอีกฝ่ายไม่ได้ไว้ใจตนเองทั้งหมด แต่ก็ไม่ได้พูดออกมา
“ข้าน้อยเป็เพียงคนผ่านทาง ทนเห็นเ้าเมืองอวิ๋นหยางกับพวกกระทำชั่วและเอารัดเอาเปรียบชาวบ้านไม่ได้ ได้ยินมาว่าใต้เท้าเป็ผู้เที่ยงธรรม จึงได้บากหน้ามาขอร้อง…”
“ข้าจะรีบดำเนินการเื่นี้ให้เร็วที่สุด วางใจได้” ถึงจะถูกเอ่ยชม แต่ผู้ว่าการก็ไม่ได้มีสีหน้าภาคภูมิใจหรือทะนงตน เพราะผ่านเจอเื่ราวมามาก ทำให้ในใจสงบลงได้อย่างรวดเร็ว ไม่ได้ตื่นกลัวอีก เขารวบรวมหลักฐานทุกอย่างเข้าด้วยกัน ก่อนจะหันมาประเมินคนในชุดคลุมสีดำตรงหน้า
“ขอบคุณใต้เท้า ข้าน้อยจะรอใต้เท้าอยู่ที่เมืองอวิ๋นหยาง…” จางมู่หลินประสานมือโค้งคำนับ ก่อนจะะโออกทางหน้าต่างที่เปิดอยู่อย่างรวดเร็ว
ผู้ว่าการสาวเท้าตรงไปที่หน้าต่าง แต่พอมองออกไปข้างนอกก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของอีกฝ่าย เขาจึงส่งเสียงเรียกบ่าวรับใช้ แต่รออยู่นานก็ไม่มีเสียงตอบ จึงเดินออกไปดู พบว่าอีกฝ่ายนอนหลับและส่งเสียงกรนอยู่หน้าห้อง
“ฝีมือคนเมื่อครู่สินะ…” ผู้ว่าการส่ายหน้า ไม่ได้ปลุกบ่าวรับใช้ แต่เดินออกไปด้านหน้าเรือน และส่งเสียงเรียกผู้คุ้มกัน
“ใครอยู่ด้านนอก เข้ามาหน่อย!”
“นายท่านมีอะไรให้รับใช้หรือขอรับ?” ผู้คุ้มกันที่อยู่บริเวณนั้นได้ยินเสียงเรียก จึงรีบมาทันที
“เมื่อครู่เห็นคนลอบเข้ามาหรือไม่?”
“ไม่มีนะขอรับ ถ้ามีคนลอบเข้ามาพวกข้าต้องรู้” ผู้คุ้มกันตอบด้วยความมั่นใจ พวกตนหลายคนผลัดเปลี่ยนกันเดินตรวจตรารอบจวนตลอดเวลา คงไม่มีใครสามารถหลุดรอดสายตาไปได้
“ช่างเถอะ ข้ามีเื่ให้เ้าไปทำ” ผู้ว่าการโบกมือ ไม่ได้ตำหนิที่คนเหล่านี้ปล่อยให้คนแปลกหน้าลอบเข้ามาได้ ดูก็รู้ว่าคนที่ลอบเข้ามามีวรยุทธเก่งกาจกว่าผู้คุ้มกันในจวนมาก ถ้าอีกฝ่ายเป็มือสังหาร ป่านนี้ตนคงตายไปแล้ว
ผู้ว่าการกลับเข้าไปในห้องและลงมือเขียนจดหมายอยู่นาน ก่อนจะส่งให้ผู้คุ้มกันพร้อมป้ายที่ใช้เปิดประตูเมือง “นำจดหมายไปมอบให้ผู้บัญชาการเสิ่นที่ค่ายทหาร บอกว่าเื่ด่วน”
“ขอรับ!” ผู้คุ้มกันรับเอาจดหมายมาเก็บไว้แล้วออกไปทันที
พอคนคล้อยหลังไปแล้ว ผู้ว่าการก็ไม่ได้กลับไปนอน แต่ลุกขึ้นล้างหน้าแต่งตัว แล้วปลุกบ่าวรับใช้ให้เตรียมรถม้า
ทางด้านจางมู่หลินที่เหมือนออกจากจวนเ้าเมืองมาแล้ว แต่ที่จริงยังแฝงตัวอยู่ในจวน พอได้ยินผู้ว่าการให้คนเตรียมรถม้า ก็รอคอยเวลาเงียบ ๆ ทันทีที่เห็นรถม้าออกจากจวน เขาก็ตามไปด้านหลัง อาศัยจังหวะที่เ้าเมืองแสดงป้ายประจำตัวให้ทหารเปิดประตูเมือง ผลุบเข้าไปในรถม้า
“เ้า!!”
ผู้ว่าการที่นั่งตรวจดูสมุดบัญชีอย่างจริงจังอยู่ในรถม้า โดยอาศัยแสงจากตะเกียง รู้สึกใเมื่อมีคนโผล่เข้ามากะทันหัน แต่พอเห็นว่าเป็คนสวมชุดคลุมสีดำที่เพิ่งบุกเข้าไปในจวนเมื่อครู่ ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“เปลี่ยนใจจะมอบหลักฐานทั้งหมดให้ข้าแล้วรึ?”
“ข้าเพียงแค่ขออาศัยใต้เท้าออกนอกประตูเมืองเท่านั้น” จางมู่หลินพูดพลางเปิดม่านเพื่อมองออกไปด้านนอก เมื่อเห็นว่าพ้นประตูเมืองมาแล้ว เขาก็หันมาประสานมือคารวะ
“ขอบคุณใต้เท้าที่ให้ร่วมทาง!”
“...”
ผู้ว่าการยังไม่ทันได้ตอบรับ อีกฝ่ายก็ลงจากรถม้าไปอย่างรวดเร็วจนมองตามไม่ทันเสียแล้ว จึงได้แต่ส่ายหน้าแล้วก้มลงตรวจสมุดบัญชีต่อ
“นายท่าน มีอะไรเกิดขึ้นหรือขอรับ!?” คนขับรถม้าและผู้คุ้มกันที่นั่งอยู่ด้านหน้า ได้ยินเสียงคนคุยกัน และเห็นมีคนะโออกมาจากรถม้า ก็ใถามเสียงดังด้วยความเป็ห่วง ในใจยังเต้นรัวไม่หยุด
น่าใยิ่งนัก ถ้าคนเมื่อครู่เป็มือสังหาร ป่านนี้พวกเราคงตายไร้ที่ฝังแล้ว!
“ไม่มีอะไร รีบตรงไปที่ค่ายทหารเถอะ”
“ขอรับ!”
❈
ทางด้านหานจงกับโจวทงที่รออยู่ที่โรงเตี๊ยมด้วยความเป็ห่วง ไม่เป็อันทำอะไรจนต้องเดินไปเดินมาในห้อง ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเป่าปากเป็สัญญาณที่นัดกันไว้ก่อนหน้านี้ จึงปราดไปที่หน้าต่างและเปิดออกอย่างรวดเร็ว พอเห็นเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านล่าง พวกเขาก็ยิ้มและถอนหายใจอย่างโล่งอก รีบเก็บของและลงไปด้านล่าง
“คุณชาย สำเร็จหรือไม่?”
“ถือว่าสำเร็จไปครึ่งหนึ่ง ตอนนี้ผู้ว่าการกำลังตรงไปที่ค่ายทหาร คาดว่าคงเรียกกองกำลังทหารไปด้วย น่าจะไปถึงอวิ๋นหยาง่เช้า…” จางมู่หลินอธิบายอย่างรวบรัด พวกเขาควบม้าโดยไม่หยุดพัก จึงใช้เวลาแค่หนึ่งชั่วยาม แต่ผู้ว่าการนั่งรถม้า น่าจะใช้เวลาเดินทางนานกว่านั้น
“เช่นนั้นพวกเราก็กลับกันเถอะ”
“คุณชายจะไม่พักก่อนหรือขอรับ?” โจวทงเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง หลายชั่วยามที่ผ่านมา เด็กหนุ่มทำหลายสิ่งหลายอย่างที่เปลืองแรงและกำลังภายในมาก แต่ดูไม่มีท่าทีเหนื่อยหรือหมดแรงแม้แต่น้อย
“ไม่ละ รีบกลับดีที่สุด เผื่อมีอะไรเกิดขึ้น”
เห็นเด็กหนุ่มยืนกราน หานจงกับโจวทงไม่คัดค้านอีก พวกเขาก็อยากกลับอวิ๋นหยางให้เร็วที่สุด เผื่อมีเื่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น
ทั้งสามคนควบม้ากลับเมืองอวิ๋นหยางโดยไม่หยุดพัก หานจงกับโจวทงอดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมม้าถึงได้ดูกระปรี้กระเปร่าและมีพลังเหลือล้น ไม่ต่างไปจากคุณชายจางเลยสักนิด
หรือว่าคุณชายจะเอาน้ำชาให้ม้ากินด้วย?
พอคิดถึงน้ำชาที่พวกตนได้ดื่มไปก่อนหน้านี้ ทั้งสองคนก็หายสงสัยทันที ขนาดพวกเขาดื่มพลังยังฟื้นกลับมาได้ พวกม้าเองก็คงไม่ต่างกัน
หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ก็มองเห็นกำแพงเมืองอวิ๋นหยางอยู่ตรงหน้า โชคดีที่ถึงเวลาเปิดประตูเมืองพอดี พวกเขาจึงสามารถผ่านเข้าเมืองได้ทันที
“ไปช่วยครอบครัวพวกท่านออกมากันเถอะ” หลังจากกลับมาถึงบ้านเช่าของพวกหานจง และอธิบายเื่ราวให้คนที่เหลือฟังเรียบร้อย จางมู่หลินก็เสนอขึ้นมา
ตอนนี้เขาแน่ใจแล้วว่าผู้ว่าการกำลังเดินทางมาที่อวิ๋นหยาง การไปช่วยคนที่ถูกจับขังไว้เวลานี้เหมาะสมที่สุด ต่อให้ตอนเช้าเหอฟู่ต๋ารู้ว่าตัวประกันหายไป ก็คงไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะผู้ว่าการคงมาถึงพอดี
หานจงกับโจวทงได้ยินว่าจะไปช่วยครอบครัวพวกตนออกมา ก็รู้สึกโล่งอกและเฝ้ารอ ครั้งนี้พวกเขาลอบเข้าไปห้าคน ส่วนคนที่เหลือรออยู่นอกกำแพง พอเข้าไปในคฤหาสน์ตระกูลเหอ และตรงไปยังเรือนด้านหลังที่ขังคนไว้ ก็พบว่าผู้คุ้มกันสองคนที่โดนผงยาไปก่อนหน้านี้ยังหลับไม่ตื่น
ไม่รู้ว่ายาแรงขนาดไหนกัน ผ่านไปหลายชั่วยามก็ยังไม่ตื่น คุณชายช่างเก่งกาจยิ่งนัก!
สตรีกับเด็กที่ถูกขังอยู่ด้านใน ตอนแรกยังหลับพักผ่อนเอาแรง แต่พอรู้สึกว่ามีคนเข้ามาในห้อง ก็ใจนสะดุ้งตื่น ทันทีที่เห็นใบหน้าคุ้นเคย สตรีทั้งสองคนก็น้ำตาไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
หานจงกับโจวทงเข้าไปอุ้มภรรยาของตน เตรียมพาออกไป ส่วนอีกสองคนที่ตามมาด้วยก็ตรงเข้าไปอุ้มเด็กสองคนที่กำลังหลับอยู่อย่างรู้งาน
ขณะที่พวกเขากำลังส่งคนออกนอกกำแพง ผู้คุ้มกันสองคนนั้นก็ตื่นขึ้นมาพอดี
“พวกเ้าทำอะ…” ผู้คุ้มกันยังพูดไม่ทันจบประโยค ก็โดนจางมู่หลินซัดผงยาใส่อีกรอบ คราวนี้คงหลับไปอีกหลายชั่วยาม
หลังจากช่วยคนออกมาได้แล้ว พวกเขาก็ไม่ได้กลับไปยังบ้านพักที่เคยอยู่ แต่แยกย้ายกันไปตามถนนและตรอกเส้นต่าง ๆ เพื่อไม่ให้คนจับสังเกตได้ ก่อนจะทยอยกันเข้าไปในเรือนที่จางมู่หลินเช่าไว้ก่อนหน้านี้ผ่านทางประตูข้าง
“เรือนยังว่างอยู่หลายหลัง พวกท่านก็เลือกพักได้ตามสบาย แต่อย่าเพิ่งออกไปข้างนอก” จางมู่หลินบอกให้พวกเขาเลือกเรือนพักได้ตามสบาย ส่วนตนเองตรงไปยังเรือนที่ครอบครัวเว่ยพัก เพื่อแจ้งให้เว่ยหยางรู้เอาไว้ก่อน
เว่ยหยางที่ตื่นเช้าตามปกติ เห็นคุณชายมาหาก็รีบร้อนออกไปต้อนรับด้วยความแปลกใจ
“คุณชายมีอะไรให้ข้าทำหรือขอรับ?”
“ข้าแค่จะมาบอกให้รู้ก่อน ว่าตอนนี้ในเรือนมีคนเข้ามาอยู่ใหม่หลายคน มารดากับน้องชายเ้าจะได้ไม่ใ แล้วก็…่นี้อย่าเพิ่งออกไปข้างนอก เพราะข้างนอกกำลังวุ่นวาย”
“ข้าทราบแล้วขอรับ ขอบคุณคุณชาย…” ก่อนหน้านี้คุณชายบอกว่าจะหาคนเพิ่ม เว่ยหยางจึงไม่ได้ใหรือแปลกใจอะไรอีก ส่วนเื่ที่ว่าข้างนอกกำลังวุ่นวาย ถึงจะไม่รู้ว่าเื่อะไร แต่เชื่อฟังไว้ย่อมดีกว่า
จางมู่หลินกำชับเสร็จก็กลับไปนอนพักผ่อนที่เรือนหลัก ส่วนพวกหานจงก็แยกย้ายกันเข้าพักตามเรือนที่ยังว่างอยู่
ครอบครัวของหานจงกับโจวทงแยกพักเรือนเล็กคนละหลัง ส่วนที่เหลืออีกแปดคนก็แบ่งกันพักเรือนละสี่คน แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่ได้พักผ่อน ยังคงผลัดกันเฝ้ายามด้วยความไม่ประมาท
อันที่จริงถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากจางมู่หลิน คนนอกไม่มีทางเข้ามาในเรือนหลังนี้ได้ เพียงแต่พวกหานจงไม่รู้…
โปรดติดตามตอนต่อไป
เอ็นดูผู้ว่าการ ตอนแรกก็กลัวแหละ แต่พอรู้ว่ามีหลักฐานการทุจริต ก็ลืมกลัวไปเลย 5555
นับวันน้องยิ่งเก่งขึ้นเรื่อย ๆ พระเอกในอนาคตจะรับมือไหวไหมนะ หรือจะโดนน้องกดแทน 5555