เกษียณทหารแล้วไปทำฟาร์มที่ต่างโลก

    บทที่ 15

    ของลดราคา เชื่อว่าคำนี้คงทำให้ใครหลายๆ คนรีบควักเงินจ่ายโดยไม่ทันได้ยั้งคิด แต่สำหรับภาม ชายชาติทหารเช่นเขา จะไม่ยอมเสียทีให้กับคำๆ นี้แน่ๆ !! “นะเจ้าคะ นายท่าน หากท่านใจดีซื้อตัวข้า ได้โปรดเมตตาซื้อท่านพี่ของข้าด้วย” เด็กหญิงที่เกาะขาภามอยู่ร้องอ้อนวอดต่อไป เมื่อเห็นว่าภามยังไม่มีทีท่าว่าจะยอมใจอ่อน ภามก้มลงมองเด็กหญิงที่เกาะขาของเขาไม่ยอมปล่อย ใบหน้าที่เหมือนกับน้องสาวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตา ต้องยอมรับเลยว่า แม้เขาจะไม่แพ้คำว่าลดราคา แต่เขาแพ้ใบหน้าของเด็กคนนี้จริงๆ !! แต่เงินที่ภามมีอยู่ตอนนี้ ถึงจะรวมกับเงินที่เพิ่งได้ค่าผลผลิตมาแล้ว ก็น่าจะยังไม่ถึง 10 เหรียญทองดีเลยด้วยซ้ำ หากเขายอมตกลงซื้อเด็กทั้ง 2 คนนี้ นอกจากเขาจะไม่ได้ประโยชน์อะไรแล้ว เงินของเขาก็แทบจะหมดเกลี้ยงเลยทีเดียว “นายท่าน...” เด็กหญิงวางมือที่เกาะขาภามลงกับพื้น พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงท้อแท้ เมื่อเห็นว่าภามคงไม่ยอมใจอ่อน “เด็กสองคนนี้... ออกจะดูผอมแห้งไร้เรี่ยวแรงเกินไปสักหน่อย หากผมซื้อไปก็ยังใช้งานอะไรได้ไม่มาก แถมยังต้องเสียค่าอาหารขุนพวกเขาให้กลับมาแข็งแรงอีก ราคานี้ผมว่า ออกจะไม่คุ้มค่าสำหรับผมนะ” ภามใจอ่อนในที่สุด แต่ยังไม่วายพยายามต่อรองราคาเพิ่ม“เห็นแก่ว่านายท่านเป็นลูกค้าใหม่ ข้าน้อยลดให้พิเศษอีก เป็น 2 คน ในราคา 7 เหรียญ” พ่อค้าทาสรีบลดราคาให้อีก เมื่อเห็นว่าภามเริ่มจะใจอ่อนแล้ว ไม่ใช่ว่าพ่อค้าทาสอย่างเขายอมขาดทุน แต่เด็กสองคนนี้ผอมแห้งอย่างที่ภามว่ามาจริงๆ ทำให้ไม่มีลูกค้าคนใดสนใจจะซื้อนัก อีกทั้งเด็กชายคนพี่ก็มักชอบก่อปัญหา จะแอบหลบหนีอยู่เรื่อย เมื่อพบว่ามีคนยอมจะจ่ายเงินซื้อทั้งสองคนไป เขาย่อมอยากรีบๆ ขาย ปัดภาระนี้ไปให้พ้นตัวสักที “ตกลง” ในที่สุดภามก็ยอมตกลงซื้อ เขาหยิบเหรียญทองออกมา 5 เหรียญ ยื่นให้พ่อค้าทาส พร้อมกับนับเงินอีก 200 เหรียญเงินส่งตามไปให้ เมื่อพ่อค้าทาสตรวจสอบนับเงินเรียบร้อย ก็สั่งให้ชายร่างใหญ่ที่เป็นผู้คุมนำตัวเด็กชายออกมาด้วย “เชิญนายท่านมาลงนามในหนังสือสัญญาด้วยขอรับ” ขณะรอให้ผู้คุมนำตัวเด็กๆ ออกมาจากกรง พ่อค้าทาสก็เรียกให้ภามเดินตามไปที่โต๊ะที่ตั้งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ มุมหนึ่งใกล้ๆ รั้วไม้ ซึ่งมีชายหนุ่มแต่งกายดูดี ท่าทางสง่างามนั่งอยู่ ภามที่เดินตามหลังมา เห็นพ่อค้าทาสพูดกับชายหนุ่มคนนั้นอยู่สักพัก หลังจากนั้นชายหนุ่มก็เขียนอะไรบางอย่างลงในกระดาษสีน้ำตาลเก่าๆ สองแผ่น ก่อนยื่นกระดาษเหล่านั้นมาวางตรงหน้าพ่อค้าทาส เมื่อภามเดินมาถึงโต๊ะ ก็เห็นพ่อค้าทาสกำลังหยดเลือดจากนิ้วมือลงไปที่บริเวณส่วนล่างของกระดาษ  และเมื่อเลือดหยดลงโดนกระดาษ อยู่ๆ ก็มีแสงสีขาวนวลเปล่งออกมาจากรอบๆ กระดาษ ทำให้ภามต้องรีบขยี้ตา ก่อนจะมองอีกครั้งว่าตนไม่ได้ตาฝาด แสงนั้นเปล่งประกายอยู่สักพัก ก่อนจะค่อยๆ จางหายไป จากนั้นพ่อค้าทาสก็หยิบกระดาษอีกแผ่นมาหยดเลือดลงไปที่บริเวณล่างของกระดาษเช่นเดิม จากนั้นก็เกินแสงสีนวลขึ้นเหมือนกระดาษแผ่นแรก ก่อนจะค่อยๆ จางหายไป “สิ่งนี้คืออะไรหรอครับ” ภามถาม เมื่อพ่อค้าทาสยื่นกระดาษทั้งสองแผ่นนั้นมาให้“ดูท่าทาง นายท่านจะยังไม่เคยซื้อทาสมาก่อนใช่ไหมขอรับ ถ้าอย่างนั้นข้าน้อยจะอธิบายให้ท่านฟัง” หลังจากได้รับเงินแล้ว นายทาสก็อารมณ์ดีเป็นพิเศษ จึงกล่าวกับภามอย่างใจดี“สิ่งนี้เป็นสัญญาเวทมนต์ขอรับ ใช้สำหรับการลงนามซื้อขายทาส ทุกคนเมื่อถูกขายเป็นทาส จะโดนประทับตราเวทมนต์ และมีสัญลักษณ์ความเป็นทาสอยู่บริเวณหลังต้นคอ หากมีการซื้อขายทาส จะต้องให้นักเวทย์เป็นผู้ทำสัญญาเปลี่ยนเจ้านายให้ เพื่อให้การซื้อขายนั้นเสร็จสมบูรณ์ขอรับ”“อ้อ เหมือนจะพอเข้าใจครับ แล้วนี่ผมต้องทำยังไงบ้าง” แม้ภามจะยังงงๆ กับขั้นตอนการซื้อขายนี้ แต่จากที่พ่อค้าทาสอธิบายก็พอจะเข้าใจอยู่บ้าง แต่เขาไม่ได้สนใจเรื่องสัญญาทาสอะไรนี่นัก เพราะสิ่งที่ดังดูดใจของภามตอนนี้คือเรื่อง ‘เวทมนต์’ เขาไม่รู้มาก่อนเลยว่าบนโลกนี้มีเวทมนต์ด้วย “นายท่านต้องหยดเลือดลงในกระดาษบริเวณนี้ขอรับ” นายทาสอธิบาย พร้อมกับชี้ตำแหน่งที่ภามต้องหยดเลือดลงไป ภามหยิบกระดาษทั้งสองแผ่นขึ้นมาอ่าน เนื้อหาในกระดาษคล้ายๆ กับสัญญาซื้อขายทั่วไป แต่เปลกกว่าทั่วไป คงเป็นสิ่งที่ซื้อขายไม่ใช่สิ่งของ แต่เป็นคน ทั้งสองใบระบุชัดเจนใบหนึ่งเป็นของเด็กชายที่ชื่อ อามิน ส่วนอีกใบเป็นของเด็กหญิงที่ชื่อ แอนเน่ ภามอ่านสัญญาทั้งสองแผ่นจนจบ คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร จึงหยิบมีดเล็กๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาปาดที่ปลายนิ้ว และหยดเลือดลงไปในบริเวณที่พ่อค้าทาสบอกเมื่อสักครู่ แหละเหตุการณ์เดิมก็เกิดขึ้นอีกครั้ง มีแสงสีขาวนวลสว่างวาบขึ้นมา เมื่อเลือดของภามหยดลงโดนกระดาษสัญญาทั้งสอง “เท่านี้การซื้อขายก็สมบูรณ์ขอรับ เด็กทั้งสองคนนั้นถือเป็นคนของนานยท่านเรียบร้อยแล้ว” พ่อค้าทาสกล่าวพร้อมกับโค้งคำนับ ภามเดินออกมาจากร้านค้าทาสด้วยจิตใจที่ห่อเหี่ยว เมื่อต้องนึกถึงเงินที่เหลืออยู่ แถมยังได้ภาระตัวเล็กๆ เพิ่มมาอีกสองคน ผิดกับ ‘ตัวภาระ’ ทั้งสองคนที่ตอนนี้จับมือกันแน่น เดินตามภามมาอย่างอารมณ์ดี “พวกเธอชื่ออามิน กับแอนเน่ใช่ไหม ฉันชื่อภามนะ” ภามหยุดถามเมื่อเดินมาสักพักแล้ว“ใช่ ขอรับ/เจ้าค่ะ นายท่าน” เด็กทั้งสองรีบยืนตัวตรงตอบคำถามภามอย่างพร้อมเพรียงกัน“เรียนฉันว่า พี่ภาม ก็ได้ ไม่ต้องเรียกนายท่านหรอก ฟังแล้วมันขัดหู” ภามบอกพร้อมกับหันไปเดินนำกลับเข้าไปในในกลางจัตุรัสการค้าต่อ“ไม่ได้หรอกขอรับ นายท่านก็คือนายท่าน จะให้เรียกว่าพี่ได้อย่างไร” อามินแย้งอย่างไม่เห็นด้วย“ท่านพี่ ทำไมนายท่านพูดจาประหลาด ฟังเข้าใจยากเหลือเกิน” แอนเน่หันไปกระซิบถามพี่ชาย เมื่อเธอรู้สึกว่าฟังที่ภามพูดไม่ค่อยเข้าใจนัก“ชู่วว!!” อามินรีบเตือนให้น้องสาวหยุดพูด เนื่องจากกลัวว่าจะทำให้เจ้านายคนใหม่ไม่พอใจ ...แต่สายไปเสียแล้ว‘ฉันได้ยินนะ!!’ ภามได้แต่คิดในใจ แต่คร้านจะเถียงกับเด็ก จึงทำเป็นไม่สนใจ และเดินนำหน้าต่อไป