เวลาหลายวันมานี้เมิ่งฝานอยู่ในสมาคมปรมาจารย์จิตศัสตรามาโดยตลอดนอกจากฝึกบำเพ็ญพลังปราณแล้วก็ได้แต่ศึกษาคัมภีร์ภายในหอคัมภีร์ของสมาคม
สมาคมปรมาจารย์จิตศัสตราแห่งเมืองไท่หยางนั้นมีพื้นฐานหยั่งรากลึกและแข็งแกร่งฉะนั้นแล้วเมิ่งฝานจึงได้รับประโยชน์และเข้าใจในการเป็นปรมาจารย์จิตศัสตราอีกไม่น้อย
ท่ามกลางหอเก่าแก่โบราณนั้นผู้ที่สามารถเข้ามาภายในได้มีเพียงไม่มาก หลังจากที่เมิ่งฝานศึกษาตำราอยู่เพียงลำพังจึงนำมันวางไว้ที่เดิมเมื่อหลับตาลงวิธีการหลอมศัสตราทั้งหลายก็ลอยละล่องอยู่ในหัว รอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าก็บ่งบอกว่าเขาได้รับประโยชน์จากที่นี่ไม่น้อย
ไม่นานเมิ่งฝานจึงลืมตาขึ้นก่อนจะเดินออกจากหอคัมภีร์แห่งนี้ไป
แสงอาทิตย์สาดส่องลงมาบนใบหน้าของเมิ่งฝานที่ยามนี้มีความสุขไม่น้อยนัยน์ตาของเขาวาวโรจน์ในเวลาต่อมาเพราะมองเห็นคนผู้หนึ่งอยู่ไม่ไกล
รูปร่างสูงโปร่งสวมชุดเกราะสีขาวทั้งยังมีสง่าราศีของความกล้าหาญแผ่ซ่าน เส้นผมสวยปลิวสะบัดอยู่ด้านหลังใบหน้างดงามน่าหลงใหล คนผู้นั้นก็คือองค์หญิงสามเซี่ยหลันนั่นเอง!
เมิ่งฝานหรี่ตาลงเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายกำลังรอพบตนเองอยู่
เขาเดินขึ้นหน้าไปหลายก้าวพลางกอดอกไปด้วยทั้งยังไม่มีทีท่าว่าจะสนใจเซี่ยหลันและกำลังจะเดินจากไป
ต่อให้นางเป็นผู้ที่น่าภาคภูมิใจของอาณาจักรแต่เมิ่งฝานก็หาได้คิดที่จะตีสนิทด้วยไม่เขาไม่ใช่พวกที่ชอบพึ่งพาผู้ที่มากด้วยพลังอำนาจ
สีหน้าของเซี่ยหลันพลันเปลี่ยนไป หลังจากนั้นนางจึงเอ่ยขึ้น “หยุดอยู่ตรงนั้น!”
ในระหว่างที่เอ่ยวาจาร่างบางก็ขยับนางพลันกลายเป็นดั่งเงาพุ่งตรงไปยังเมิ่งฝาน
การโจมตีผ่านอากาศ!
พลังภายในอันน่าสะพรึงปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของเมิ่งฝานเดิมทีพลังของเซี่ยหลันก็อยู่ในขั้นหลอมปราณระดับเจ็ดอยู่แล้ว ฉะนั้นการลงมือในครั้งนี้จึงแฝงไปด้วยพละกำลังอันน่าสะพรึง
รูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลงก่อนจะมีปฏิกิริยาอันรวดเร็วปานสายฟ้าจึงหันไปหาอีกฝ่ายอย่างฉับพลันแล้วใช้แขนทั้งสองต้านทานเอาไว้เบื้องหน้า
พลังภายในหมัดของเซี่ยหลันชกเข้าที่ท่อนแขนของเมิ่งฝานในเวลาต่อมาเขาล่าถอยไปเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น “มีเหตุอันใดกันขอรับเหตุใดองค์หญิงสามจึงได้มีโทสะถึงเพียงนี้?”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเซี่ยหลันจึงหยุดการกระทำลงไปก่อนจะส่งเสียงไม่พอใจออกมาแล้วเอ่ยเสียงเข้ม “หึ เมิ่งฝานเจ้าอย่าได้รีบหยิ่งผยองไป เจ้าก็แค่เอาชนะข้าได้เพียงการหลอมศัสตราวุธไม่ใช่หรือไรข้าไม่มีทางยอมหรอกนะ จะช้าหรือเร็วข้าก็ต้องเหนือกว่าเจ้าให้จงได้แต่ที่ข้ามาในวันนี้ก็เพราะเหตุบางอย่าง!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็หัวเราะออกมาเสียงเบาเขามองไปยังเซี่ยหลันที่ทำปากจู๋อย่างไม่ชอบใจแล้วครุ่นคิดขึ้นในใจว่าเด็กสาวหัวรั้นผู้นี้ไม่เลวพลันรู้สึกดีขึ้นมาในหัวใจ จากนั้นเขาจึงเอ่ยถามเสียงเรียบ “มีเรื่องใดเล่าขอรับ?”
“ถึงเวลาของการช่วงชิงแห่งหอโอสถแล้ว!”เซี่ยหลันเอ่ยเสียงเรียบ
หอโอสถ?
เมิ่งฝานย่นคิ้วเล็กน้อยเขามองเซี่ยหลันด้วยความชะงักงันและสงสัย เมื่อนางเข้าใจท่าทีของอีกฝ่ายก็ม้วนเส้นผมตนเองก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัยเช่นกัน “นี่เจ้ายังไม่รู้อีกหรือ?”
เมิ่งฝานไหวไหล่ แล้วเอ่ยออกไปอย่างไม่รู้สึกอันใด “ไม่รู้ขอรับข้าเพิ่งจะเข้ามาที่เมืองไท่หยางได้ไม่นาน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเซี่ยหลันก็แสดงความดีใจออกมาบนใบหน้าทันทีก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง “ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้วล่ะเมิ่งฝาน ในเมื่อเจ้าไม่เคยรู้เรื่องการช่วงชิงแห่งหอโอสถก็แสดงว่าไม่เคยเข้าไปมาก่อนฉะนั้นนับว่าเป็นตัวช่วยข้าได้อีกแรงข้าจะบอกให้ว่าภายในสมาคมปรมาจารย์จิตศัสตราแห่งเมืองไท่หยางนั้นมีหอโอสถแห่งหนึ่งมันถูกใช้เพื่อการสยบสัตว์อสูร จะมีการสยบและทำลายสัตว์อสูรในทุกๆ ปี จากนั้นจึงทำให้มันกลายเป็นพลังงานอยู่ภายในหอโอสถนั้นซึ่งในทุกๆ ปีทางสมาคมก็จะจัดการประลองแห่งหอโอสถเพื่อให้ผู้คนเข้าไปช่วงชิงพลังงานภายใน!”
พลังงานภายในหอโอสถ!
เมิ่งฝานลูบปลายจมูกอย่างครุ่นคิดเพียงไม่นานจึงเอ่ยถามเสียงเบา “พลังงานที่ว่านั้น...แข็งแกร่งเพียงใดหรือขอรับ?”
“หึมากกว่าโอสถผสานพลังที่เจ้ากินเข้าไปอย่างน้อยสิบเท่าตัว!”
เซี่ยหลันเอ่ยเสียงเบาแต่นั่นกลับทำให้รูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลงอย่างฉับพลัน เวลานี้เขากระหายต่อการเลื่อนระดับพลังเป็นอย่างยิ่งฉะนั้นแล้วพลังงานภายในหอโอสถจึงมีแรงดึงดูดต่อเมิ่งฝานเป็นอย่างมาก
ในเวลาต่อมาเซี่ยหลันก็ได้เอ่ยต่อเสียงเข้ม“ในการช่วงชิงแห่งหอโอสถที่ผ่านมานั้นอนุญาตให้เพียงผู้ที่มีอายุน้อยกว่ายี่สิบปีเข้าร่วมการประลองหากมากกว่านี้ก็จะไม่อาจเข้าร่วมได้ เพราะถึงอย่างไรสิ่งที่อยู่ภายในหอโอสถก็หาได้มีส่วนช่วยเหลือจอมยุทธ์ในขั้นเกลาวิญญาณไม่แต่สำหรับชนรุ่นหลังทั้งหลายนั้นถือว่ายิ่งใหญ่อย่างมาก น่าเสียดายที่จำนวนของมีจำกัด...ครั้งนี้ข้ามาเมืองไท่หยางก็เพื่อของบางสิ่งภายในหอโอสถแต่ก็คล้ายว่าผู้ที่เดินทางมายังเมืองแห่งนี้จะไม่ใช่ข้าแต่เพียงผู้เดียว!”
“ยังมีผู้ใดอีกขอรับ?”
เมิ่งฝานลูบปลายจมูกแล้วเอ่ยถามเสียงเข้ม
เซี่ยหลันส่ายหน้าแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าเองก็ไม่รู้ข้ารู้เพียงว่าผู้ทรงอิทธิพลภายในเมืองไท่หยางแห่งนี้จะต้องส่งชนรุ่นหลังของตนเองเข้าร่วมด้วยเป็นแน่ไหนจะพวกผู้ทรงอิทธิพลในที่ลับบางส่วนอีกหากข้าต้องการของที่อยู่ภายในก็คงไม่มีโอกาสเป็นแน่ ฉะนั้นแล้ว...ข้าจึงต้องการให้เจ้าช่วย!”
“ข้า?”
เมิ่งฝานคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย เขามองเซี่ยหลันด้วยนัยน์ตาที่ราบเรียบไม่ได้ตอบรับแต่ก็มิได้ปฏิเสธแต่อย่างใด
เมื่อเห็นท่าทีที่คล้ายดั่งไม่สนใจสิ่งใดของเมิ่งฝานเซี่ยหลันก็กัดฟันแน่นแล้วเอ่ยด้วยความเดือดดาล “คนเจ้าเล่ห์ข้าเซี่ยหลันขอให้ใครช่วยเหลือเมื่อใดยังไม่เคยมีใครปฏิเสธเลยแม้แต่คนเดียว!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเมิ่งฝานเพียงเงยหน้าขึ้นมองฟ้าแต่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา
เซี่ยหลันพลันรู้สึกจนปัญญาเล็กน้อย ก่อนจะลูบเส้นผมตนเองแล้วเอ่ยเสียงเข้ม“ก็ได้ ตอนนี้ไม่ว่าจะมองเช่นไรคนของข้าก็ไม่ไหวแน่มีแต่พวกที่ข้างนอกสุกใสข้างในไร้ซึ่งความสามารถ การมีปรมาจารย์จิตศัสตรานับว่าไม่เลวหวังว่าเจ้าจะสามารถช่วยเหลือข้าได้หากทำสำเร็จก็จะให้เจ้ามีส่วนร่วมในการดูดซับพลังงานภายในหอโอสถด้วยแบบนี้เจ้าพอใจหรือยัง!”
“ตกลงขอให้ทำงานร่วมกันอย่างมีความสุขขอรับ!”
เมิ่งฝานคลี่ยิ้มเล็กน้อยฝ่ามือขาวยื่นออกไปเบื้องหน้าพร้อมกับรอยยิ้มอันราบเรียบบนใบหน้าในเมื่อมีของดีเช่นนี้ตนเองย่อมต้องไปดูให้เห็นกับตาตนเองให้ได้อยู่แล้ว
“หึ!”
เซี่ยหลันทำปากจู๋เล็กน้อยก่อนจะจับมือกับเมิ่งฝาน จากนั้นจึงเอ่ยเสียงเข้ม“ไปกันเถอะ อีกสามวันการช่วงชิงแห่งหอโอสถก็จะถูกจัดขึ้นแล้วเจ้าไปทำความรู้จักกับคนในกลุ่มของพวกเราเสียก่อน!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็พยักหน้ารับแล้วเดินตามหลังเซี่ยหลันออกไปด้านนอกในเมื่อจะต้องร่วมเดินทางตามหาของล้ำค่าในหอโอสถด้วยกันก็ต้องทำความรู้จักกับคนในกลุ่มตนเองเสียก่อนถึงจะดี
ทั้งสองก้าวเดินไปโดยไร้ซึ่งการสนทนาใดไม่นานเมิ่งฝานก็เดินมาอยู่เบื้องหน้าอาคารไม้ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งโดยมีเซี่ยหลันเดินนำ
อาคารไม้นี้ตั้งอยู่ใจกลางเมืองไท่หยางทรงอานุภาพอย่างเหลือเชื่อ โดยรอบมีทหารองครักษ์คอยดูแลอยู่หลายคน
เมื่อมองเห็นเซี่ยหลันทุกคนก็พยักหน้าให้อย่างเคารพยำเกรงไม่กล้าขัดขวางแม้แต่น้อย
พวกเขาเดินขึ้นมาถึงชั้นสองได้อย่างราบรื่นขณะที่กำลังเดินไปยังที่หมายเซี่ยหลันพลันเอ่ยขึ้น “ที่นี่คือสถานที่แห่งการค้าที่ใหญ่ที่สุดของเมืองไท่หยางถูกเรียกว่าหอรวมสมบัติ เป็นสถานที่อันแสดงถึงอานุภาพของราชวงศ์ข้าหากเจ้าต้องการสิ่งใดก็สามารถตามหาได้ที่นี่”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็พยักหน้ารับเมื่อมองไปโดยรอบพบว่ามีการตกแต่งที่สวยงาม มีผู้คนเดินสัญจรไปมา ทุกคนล้วนแต่สวมชุดที่เข้ากับตัวและดูคล้ายว่าจะมีฐานันดรสูงศักดิ์
เมื่อได้เห็นของล้ำค่ามากมายที่จัดวางอยู่โดยรอบเมิ่งฝานจึงครุ่นคิดขึ้นในใจที่นี่ใหญ่กว่าใจกลางเมืองเหยียนเฉิงอย่างมาก แค่กวาดตามองอย่างผิวเผินก็มองเห็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์ระดับสี่มากมาย
แน่นอนว่าสถานที่สำคัญเช่นนี้ย่อมมีการดูแลความปลอดภัยที่เข้มงวดด้วยเช่นกันมีกลิ่นอายแห่งพลังอันแข็งแกร่งปกคลุมอยู่โดยรอบ บ่งบอกว่าเมื่อมีเรื่องใดเกิดขึ้นก็จะมีจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งปรากฏตัวขึ้นมาทันที
พลันมีเสียงหนึ่งดังมาจากที่ไม่ไกลนัก
“องค์หญิงสาม พวกข้าอยู่ตรงนี้!”
เมื่อเขามองไปก็พบว่าเจ้าของเสียงนั้นเป็นคนอ้วนสวมชุดสีครามร่างอันอวบอ้วนนั้นก้าวเดินมาหาเซี่ยหลันอย่างสง่างามด้านหลังมีเด็กหนุ่มที่มีอายุไม่มากนักเดินตามมาหลายคน
พลังของพวกเขาเหล่านั้นอยู่ในขั้นหลอมปราณเสียส่วนใหญ่และมีเพียงสองคนที่อยู่ในขั้นฝึกกายา แต่ถึงกระนั้นเมิ่งฝานก็ยังคงย่นคิ้วเล็กน้อย
ต่อให้อยู่ในขั้นหลอมปราณแต่กลับไม่มีผู้ใดเกินระดับห้าเลยแม้แต่ผู้เดียวลมปราณก็หาได้แข็งแกร่งแต่อย่างใด ซึ่งเมิ่งฝานมั่นใจว่าตนเองสามารถจัดการกับพวกเขาทั้งหมดได้เพียงลำพัง
คนร่างอ้วนชุดสีครามเดินมาอยู่ตรงหน้าของเซี่ยหลันแล้วเอ่ยพลางยิ้มกว้าง “องค์หญิงสามขอรับ ท่านมาที่นี่เพื่ออันใดกันหรือว่ามาหาพินโถว[1] ?”
“ไสหัวไปเสีย!”
สีหน้าของเซี่ยหลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย ทำท่าจะยกเท้าถีบแต่ชายอ้วนกลับเบนตัวหลบ หลังจากนั้นจึงมองมายังเมิ่งฝานแล้วเอ่ยเสียงดัง “องค์หญิงสามขอรับ นี่คงจะเป็นพินโถวน้อยของท่านสินะขอรับ สวัสดีข้ามีนามว่าหลินถัง วันข้างหน้าหากเจ้าได้เป็นราชบุตรเขยของอาณาจักรก็อย่าลืมข้าเสียล่ะ!”
“รนหาที่ตาย!”
สีหน้าของเซี่ยหลันแดงก่ำกำหมัดแน่น ถีบหลินถังกระเด็นออกไปพร้อมทั้งกัดฟันแน่น
เมิ่งฝานมองไปยังเซี่ยหลันอย่างจนปัญญาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “ท่านต้องการให้คนเช่นนี้เข้าร่วมการช่วงชิงแห่งหอโอสถกับพวกเราอย่างนั้นหรือ?”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเซี่ยหลันก็พยักหน้ารับแล้วพึมพำเสียงเบา “ในเมืองหลวง...ไม่มีชนรุ่นหลังผู้ใดยินดีติดตามข้ามาเลยแม้แต่ผู้เดียว!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็ขมวดคิ้วเข้มแล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย “มันไม่ควรจะเป็นเช่นนั้นนะขอรับท่านคือชาวราชวงศ์แห่งอาณาจักรต้าก้าน ทั้งยังงดงามอย่างมากอีกด้วยหากเอ่ยปากเพียงคำเดียวควรจะมีผู้คนมากมายติดตามออกมาจึงจะถูก!”
เซี่ยหลันยิ้มเจื่อนใบหน้ามีความโดดเดี่ยวปรากฏขึ้นมาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “มันไม่ได้ง่ายอย่างที่เจ้าคิดหรอกนะ ในเมืองซ่างจิงมีชนรุ่นหลังผู้มากด้วยความสามารถมาจากมากมายหลายตระกูลยามนี้ความสัมพันธ์ของราชวงศ์กับตระกูลเมิ่งไม่ค่อยดีเท่าใดนักบรรดาตระกูลและพรรคใหญ่ทั้งหลายจึงสั่งไม่ให้ศิษย์ของตนเองมายุ่มย่ามกับราชวงศ์ข้าจึงไม่มีผู้แข็งแกร่งอยู่ข้างกาย ส่วนคนพวกนั้นก็เป็นพวกที่หากินไปวันๆ รอวันตายอยู่ในเมืองซ่างจิงแม้จะไม่ได้มาจากผู้ทรงอิทธิพล แต่ก็ถือว่ามีอิทธิพลอยู่ในตระกูลรอบนอก...”
เมืองซ่างจิง ตระกูลเมิ่ง!
เพียงชั่วพริบตารูม่านตาของเมิ่งฝานก็หดเล็กลงแม้ว่ายามนี้เขาจะมีศักยภาพที่น่าสะพรึงแต่ก็ยังไม่สามารถเทียบได้กับเด็กอายุสิบหกปีที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวง
แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังยืนนิ่งและกำหมัดแน่น พลังส่งผ่านฝ่ามือออกมาเสียงดังกรอด
หลายปีมานี้ซินหลันถูกโรคหานซางรุมเร้ามาโดยตลอดเจ็บปวดจนยามค่ำคืนไม่อาจหลับนอน การที่เมิ่งฝานกับมารดาต้องเจ็บปวดทุกข์ทนล้วนแต่เป็นเพราะตระกูลเมิ่งทั้งสิ้น
ทั้งที่ผู้ที่เคยเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของตระกูลเมิ่งแห่งเมืองซ่างจิงก็คือบิดาของเมิ่งฝานเมิ่งชาง!
ครู่หนึ่งเมิ่งฝานจึงเงยหน้าขึ้นถามด้วยความสงสัย“ตระกูลเมิ่ง ยามนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
ทางที่ดี...ขออย่าได้ล้มตายก่อนที่เขาจะแข็งแกร่งเพราะไม่อย่างนั้นตนเองก็คงไม่อาจล้างแค้นให้บิดาด้วยมือตนเอง
เมื่อเห็นใบหน้าที่แปลกประหลาดของเมิ่งฝานนางก็ชะงักงันไปชั่วครู่จากนั้นจึงเอ่ยเสียงเบา “แน่นอนสิ ตระกูลเมิ่งนับว่าเป็นพันธมิตรที่ดีต่อพรรคเหมันต์สวรรค์ดังนั้นย่อมต้องมีฐานะสูงส่งในอาณาจักรต้าก้านอยู่แล้วถือเป็นตระกูลอันดับหนึ่งของบรรดาตระกูลมากมายแห่งเมืองซ่างจิง ชื่อเสียงโด่งดังต่อให้ท่านพ่อของข้าไปพบก็ยังต้องนอบน้อม พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่แข็งแกร่งยิ่งใหญ่อย่างมากข้าเดาว่าบางทีครั้งนี้พวกเราก็อาจจะได้เจอกับพวกเขาด้วย!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเมิ่งฝานจึงเงียบไปนัยน์ตาของเขาในเวลานี้มีความเยือกเย็นปรากฏขึ้นมา
.......
[1] พินโถว :เป็นคำที่หมายถึงการอยู่ร่วมกันของหนุ่มสาวในเชิงชู้สาว