ในโลกเดิมนั้น คดีความทั้งหลายตกอยู่ในมือของตำรวจ ตั้งแต่การย่างก้าวเข้าพื้นที่เกิดเหตุไปจนถึงการสืบสวน ทว่ารอยแตกร้าวของความยุติธรรมก็เริ่มขึ้นที่จุดนี้นี่เอง... หากเจ้าหน้าที่ไร้ฝีมือ หรือเลวร้ายกว่านั้นคือตั้งใจเมินเฉยและลบทำลายหลักฐานตามคำสั่งของผู้มีอำนาจ เขียนสำนวนคดีบิดเบือนความจริง คดีก็คงถูกปิดฉากลงอย่างไม่ถูกต้อง ความยุติธรรมของผู้เสียหายได้ดับไปตั้งแต่ตอนนี้แล้ว
จริงอยู่ว่าระบบยังมี อัยการ คอยกลั่นกรองสำนวนคดีของตำรวจก่อนส่งต่อถึงชั้นศาล เสมือนด่านตรวจกลางน้ำที่หวังจะคานอำนาจ แต่จะมีประโยชน์อันใดเล่า ในเมื่อ ต้นน้ำ อย่างตำรวจพร้อมใจกันกลบฝังความจริงไปเสียตั้งแต่แรก ไม่ต้องเสียเวลาพูดถึง ปลายน้ำ อย่างศาลและผู้พิพากษาเลยด้วยซ้ำ เพราะความจริงของคดีมันถูกบิดเบือนไปจนหมดสิ้นแล้ว
ทว่าระบบใหม่ที่เขาคิดกลับเลือกที่จะตัดกลไกของอัยการทิ้งไปอย่างสิ้นเชิง ขอเพียงตำรวจและหน่วยงานที่เขาวางไว้เห็นชอบการสืบสวนคดีในทิศทางเดียวกันได้ สำนวนคดีก็จะถูกตีตราส่งตรงเข้าสู่ชั้นศาลเพื่อรอการพิพากษาทันที
แม้จะมีหน่วยงานจเรตำรวจตั้งขึ้นมาเพื่อตรวจสอบภายในของตำรวจ แต่เนื้อแท้แล้วพวกเขาก็ยังเป็นคนในกรมตำรวจเช่นเดียวกัน แล้วจะให้เชื่อได้อย่างไรว่าตำรวจพวกนี้จะตรวจสอบตำรวจพวกเดียวกันอย่างตรงไปตรงมา ถ้าตรวจสอบตรงไปตรงมาทุกเคสจริง ก็อาจจะทำให้ภาพลักษณ์ของตำรวจแย่ลงได้
ทางออกเดียวคือต้องมี คนนอกมาตรวจสอบ หน่วยงานที่ไม่ขึ้นตรงกับตำรวจ เข้ามากำกับดูแลอย่างแท้จริง ทุกครั้งที่เกิดคดีที่เข้าเงื่อนไขที่ตั้งไว้ หน่วยงานนี้ต้องไปถึงที่เกิดเหตุพร้อมกับตำรวจ ทำงานขนานกันไป หน่วยงานนี้จะคอยจับจ้องทุกฝีก้าวในการทำงานของตำรวจ ทั้งขั้นตอนการสืบสวน การเก็บหลักฐาน ไปจนถึงการเขียนสำนวนคดี หากพบร่องรอยของการละเว้น หมกเม็ด หรือตั้งใจบิดเบือนคดีแม้เพียงนิด พวกเขาพร้อมจะส่งเรื่องเล่นงานตำรวจทุจริตพวกนั้นทันที
หน้าที่การไต่สวนข้อร้องเรียนเรื่องการสืบสวนโดยมิชอบของตำรวจ เขาจะให้มาอยู่ในมือของเอ็ดการ์เป็นการชั่วคราว จนกว่าจะหาใครสักคนที่มีความสามารถพอและไว้ใจได้มารับไม้ต่อ แต่หากวันใดวันหนึ่ง ทั้งตำรวจและหน่วยงานตรวจสอบเกิดจับมือกันฉ้อฉล บิดเบือนคดีจนชาวบ้านเดือดร้อนและส่งเรื่องร้องเรียนขึ้นมา สุดท้ายก็ยังคงเป็นเอ็ดการ์อีกนั่นแหละที่ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบอีกเช่นกัน ในอนาคตคนที่ทำหน้าที่นี้จะมาจากการเลือกและพิจารณาร่วมกันระหว่างเขาและเอ็ดการ์
เพราะโดยโครงสร้างแล้ว หน่วยงานตรวจสอบแห่งนี้ถูกออกแบบมาให้การเลื่อนตำแหน่งมาจาก ผลงานการจับผิดและตรวจสอบตำรวจ มันคือกลไกอันย้อนย้อนที่หน้าฉากต้องจับมือทำงานร่วมกัน แต่เนื้อในกลับแฝงไว้ด้วยความขัดแย้งทางอำนาจอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งหมดก็เพื่อคานอำนาจ ไม่ให้สองหน่วยงานกลายร่างเป็นพันธมิตรฉ้อฉลกันได้โดยง่าย
และหน่วยงานที่จะต้องมารับภารกิจนี้ก็คือ หน่วยพิทักษ์กุหลาบแดง
คนที่คู่ควรจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำหน่วย ไม่เพียงแต่ต้องเฉลียวฉลาด ลื่นไหลเป็นน้ำ และประนีประนอมได้อย่างชาญฉลาดเท่านั้น แต่ยังต้องตาแหลมคมพอจะเลือกสรรและควบคุมลูกน้องให้ทำงานได้อย่างไม่มีข้อผิดพลาด ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้ว... กิเซลล์ยังห่างไกลจากความเหมาะสมไปมาก
ส่วนอาร์วินนั้นแทบจะเรียกได้ว่าไร้ที่ติต่อหน้าที่นี้ ทว่าอีกฝ่ายถูกวางตัวไว้ในกระดานฝั่งการทหารแล้ว การจะดึงตัวมาแขวนไว้ที่นี่ ก็ไม่ต่างอะไรจากการยื่นกระบี่วิเศษไปเฉือนผักเป็นการเสียของโดยแท้
ทริสตันยกชาขึ้นจิบเพื่อดับความขุ่นมัวในสมอง หลังขบคิดจนหัวหมุนเพื่อจัดวางระบบสองหน่วยงานสำคัญให้อยู่ในจุดสมดุลที่สุด ประตูห้องทำงานพลันเปิดออก พร้อมการปรากฏตัวของเบียทริซ ดวงตาคู่สวยฉายร่องรอยความห่วงใยชัดเจน ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ทริสตัน ได้เวลาทานมื้อเที่ยงแล้วนะ... อ้อ จริงสิ ตอนนี้ฟิโอร่าพากิเซลล์ออกไปเดินเล่นที่ตลาดอีกรอบแล้วล่ะ”
ชายหนุ่มยกยิ้มบาง เรื่องฟิโอร่านั้นเขารู้ดีอยู่แล้ว เพราะเจ้าตัวเพิ่งจะมาเอ่ยปากขออนุญาตกับเขาด้วยตัวเองเมื่อเช้านี้ ตอนไปเดินเที่ยวครั้งแรกกับเขานั้น อีกฝ่ายก็ยังเที่ยวชมตลาดได้ไม่ทั่วด้วยซ้ำ และแน่นอนว่าเขาไม่มีทางปล่อยให้อยู่ในอันตราย มีการจัดส่งองครักษ์มือดีจำนวนมากตามไปคุ้มกันดูแลความปลอดภัยให้อย่างหนาแน่น อีกอย่างกิเซลล์ที่ตามไปด้วย ก็คุ้นชินกับสภาพเมืองนี้พอสมควรแล้ว ก็น่าจะมีส่วนช่วยในการคุ้มครองขึ้นไปได้อีก
“ถ้าอย่างนั้น ภรรยารักคงต้องช่วยพยุงสามีคนนี้ไปทานมื้อเที่ยงแล้วล่ะ ไม่รู้ทำไม... อยู่ ๆ ขามันก็อ่อนแรงจนลุกไม่ไหวเสียอย่างนั้น” เขาเอ่ยตอบกลับไป น้ำเสียงทุ้มหวานเจือกระแสหยอกเย้า
พอได้ยินเช่นนั้น เบียทริซก็รีบเดินกึ่งวิ่งเข้ามาดูอาการด้วยความเป็นห่วง สายตาคู่สวยมองขาของเขาอย่างจับสังเกต ทว่ายังไม่ทันไร ชายหนุ่มกลับลุกพรวดขึ้นมาเสียดื้อ ๆ ทำเอาเธอหลุดเสียงอุทานด้วยความตกใจ ทริสตันหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดีเมื่อเห็นปฏิกิริยานั้น ก่อนจะเอื้อมมือไปตีสะโพกงอนเบา ๆ อย่างหยอกเย้า
สัมผัสนั้นทำเอาใบหน้าหวานร้อนผ่าวขึ้นสีแดงระเรื่อ หญิงสาวส่งเสียงประท้วงด้วยความเขินอาย มือเรียวเล็กกำหมัดรัวทุบลงบนอกแกร่งอยู่หลายทีเพื่อแก้เขิน ก่อนที่ทั้งคู่จะพากันเดินหยอกล้อไปยังห้องอาหารในที่สุด
เวลาผันผ่านไปหนึ่งเดือน ซิลเวอร์เรส ก็ย่างเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเต็มตัว ฟิโอร่าซึ่งเริ่มปรับตัวได้ดีแล้วกำลังดื่มด่ำกับชีวิตที่นี่อย่างมีความสุข ของแปลกตาที่ไม่เคยพบเห็นสร้างความตื่นตาตื่นใจให้เธอได้ศึกษาค้นคว้าอย่างไม่รู้จบ ด้วยนิสัยส่วนตัวที่เป็นคนใฝ่รู้และหลงใหลการเรียนรู้เป็นทุนเดิม ยิ่งได้รู้ว่าระบบงานแปลกใหม่รอบตัวล้วนเป็นผลงานการสรรค์สร้างของพี่ชาย เธอยิ่งเลื่อมใสศรัทธาในตัวเขาก็ยิ่งทวีคูณขึ้นไปอีก
นอกจากความรู้ใหม่ ๆ แล้ว รสสัมผัสของเหล่าเมนูเลิศรสแปลกตาที่ทยอยเปิดตัวออกมาเรื่อย ๆ ก็เป็นเสน่ห์มัดใจเธอได้ไม่แพ้กัน ส่วนเวลาว่างที่เหลือ หากไม่หมกตัวอยู่กับตำรา กับการเดินสำรวจ เธอก็มักจะแวะเวียนไปร่วมวงสนทนากับพี่ชาย... และ พี่สะใภ้ในอนาคต อยู่เสมอ
ยามนี้เธอหลงรักดินแดนแห่งนี้เข้าอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ใจคาดหวังไว้ว่าเมื่อถึงเวลาต้องไปปกครองเมืองของตน จะพัฒนาให้ยิ่งใหญ่รุ่งเรืองได้ดั่งที่พี่ชายทำ ทว่าเมื่อเหลียวมองความเป็นจริง เธอกลับรู้ซึ้งว่ามันคงเป็นได้เพียงฝัน... เพราะชนวนความขัดแย้งในการแย่งชิงบัลลังก์อันวุ่นวายของเหล่าองค์ชายองค์หญิงภายใต้รัชสมัยของ จักรพรรดิธีโอดอร์ที่แปด กำลังจะประทุขึ้นในอีกไม่ช้าแล้ว…
เมื่อคิดถึงคลื่นลมทางการเมืองที่กำลังจะถาโถม เด็กสาวก็ถอนหายใจออกมาแผ่วเบายาวเหยียด ก่อนจะก้าวเท้าตรงไปยังห้องอาหาร โดยมี กิเซลล์ คอยเดินตามอารักขาแบบจัดเต็มทุกกระเบียดนิ้ว ฟิโอร่าเอี้ยวหน้าหันไปมองคนข้างกายพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ แล้วเอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงสดใส
“เราไปหาอะไรทานกันเถอะ กิเซลล์”
แม้รอยยิ้มและน้ำเสียงของหญิงสาวผู้เป็นเจ้านายจะดูสดใสเพียงใด แต่กิเซลล์กลับสัมผัสได้ถึงไอความเศร้าบางเบาที่แผ่ออกมาจากร่างนั้น เธอสบตาผู้เป็นเจ้านาย แล้วเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาทว่าแฝงความห่วงใย “ผู้น้อยรับทราบค่ะ... หากท่านฟิโอร่ามีเรื่องหนักใจอะไร มาระบายกับผู้น้อยได้เสมอเลยนะคะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟิโอร่าทำเพียงคลี่ยิ้มบางโดยไม่เอ่ยตอบกลับ แล้วเดินตรงไปยังห้องอาหาร ปล่อยให้ความเงียบทิ้งไว้เป็นคำตอบ
ทริสตันเป่าปากออกมาแผ่วเบาด้วยความผ่อนคลายขณะกวาดสายตาอ่านรายงานภัยหนาว ประกายความมั่นใจฉายชัดเพราะทุกอย่างยังคงอยู่ในการควบคุมอย่างสมบูรณ์ ประชาชนทุกคนมีที่พักพิงอันอบอุ่น คลังเสบียงที่เขาตระเตรียมไว้ก็มีอาหารสำรองเหลือเพียงพอให้รอดพ้นฤดูหนาวได้อย่างสบาย ๆ
โชคดีที่ฤดูหนาวรอบนี้ไม่ได้โหดร้ายจนเกินไปนัก แม้จะมีบางช่วงที่หิมะโปรยปรายจนไอเย็นยะเยือกเสียแทบเสียบกระดูก ทว่ายามไร้หิมะตก เพียงสวมเสื้อผ้าหนาขึ้นอีกนิด ผู้คนก็ยังออกมากระทำกิจวัตรภายนอกได้โดยไม่ติดขัด ด้วยเหตุนี้ โครงการสำคัญอย่างการเปิดรับและฝึกซ้อมกำลังพลจึงดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น รวมถึงงานก่อสร้างน้อยใหญ่ที่ยังคงขับเคลื่อนไปข้างหน้าโดยไม่มีสัญญาณสะดุด
ส่วนความวุ่นวายและทะเลาะกันเองของผู้คนในเมืองก็พอมีอยู่บ้าง ก็อย่างว่ายิ่งคนเยอะมากเท่าไหร่ปัญหาในส่วนนี้ก็มีมากขึ้นตามไปเท่านั้น แต่ทหารที่ดูแลในส่วนความปลอดภัยในเมืองยังควบคุมสถานการณ์ในส่วนนี้ได้อยู่
นอกจากนี้ โครงการเรือนกระจกที่เลนอร์เสนอและซุ่มทดลองทำ ก็ประสบผลสำเร็จงดงามตามเป้าหมาย แม้เวลานี้จะยังไม่อาจขยายขนาดให้ครอบคลุมได้มากนัก เนื่องจากต้องแบกรับงบประมาณที่สูงลิ่ว ทั้งยังต้องเฟ้นหาสถานที่อันเหมาะสม แต่เพียงแค่ก้าวแรกที่ทำได้สำเร็จ ก็นับเป็นหมุดหมายความก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่สำหรับอนาคตวันข้างหน้า
เมื่อนึกถึงใบหน้าเหวอหวาด้วยความตกตะลึงของฟิโอร่าและเบียทริซยามได้เห็นเรือนกระจกและสรรพคุณของมันเป็นครั้งแรก ชายหนุ่มก็อดไม่ได้ที่จะระบายยิ้ม ภาพสองสาวรัวคำสรรเสริญเยินยอไม่ขาดปากยังคงติดตา ทริสตันหัวเราะแผ่วเบาในลำคออย่างอารมณ์ดี ก่อนจะยกแก้วชาขึ้นจิบ ละเลียดรสสัมผัสพลางทอดสายตามองออกไป ด้วยสีหน้าผ่อนคลาย
ในที่สุด โครงสร้างของ หน่วยตำรวจ และการยกเครื่องระบบการทำงานของ หน่วยพิทักษ์กุหลาบแดง ก็เสร็จสมบูรณ์ลงจนได้ แม้กระทั่งตำแหน่งผู้นำสูงสุดของทั้งสองหน่วยงาน... เขาก็เฟ้นหาตัวผู้ที่เหมาะสมมาเข้าดำรงตำแหน่งได้แล้ว คิดถึงการคัดเลือกก็ต้องนับว่าเขาเหน็ดเหนื่อยไปไม่น้อยเลยทีเดียวกว่าจะคัดคนที่ตรงใจเข้ามาได้
สองหน่วยงานนี้จะกลายมาเป็นเสาหลักสำคัญในการทำคดีและคุ้มครองความสงบเรียบร้อยภายในซิลเวอร์เรส ส่วนพวกทหารที่เคยดูแลก่อนหน้าถ้ายังสนใจที่จะดูแลต่อ ก็จะให้ไปสังกัดในหน่วยงานตำรวจแทน หลังจากนี้จะมีการย้ายทหารทั้งหมดไปอยู่ที่การทำหน้าที่รบกับข้าศึกภายนอกอย่างเต็มตัว
เรื่องดีอีกอย่างก็คือคลื่นผู้อพยพยังคงหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ช่วยเปิดโอกาสให้เขาได้เลือกสรรหาทรัพยากรบุคคลชั้นยอดมาเจียระไนใช้งานได้อย่างหลากหลายมากขึ้น หากอิงตามตัวเลขในรายงานล่าสุด ประชากรในอาณัติเวลานี้ก็ไต่ระดับสูงถึงเก้าหมื่นสามพันคนเข้าไปแล้ว
“ยามก้าวเท้ามาเยือนที่นี่ครั้งแรก ยังมีประชากรแค่ราวสามพันกว่าคนอยู่เลย ไม่นึกเลยว่าเพียงไม่นานจะพุ่งสูงถึงเก้าหมื่นสามพันคนเข้าไปแล้ว…”
เขารำพึงกับตัวเองแผ่วเบา มุมปากยกยิ้มขึ้นมาด้วยความภูมิใจ ทว่ายังไม่ทันได้ดื่มด่ำกับความสำเร็จนานนัก เสียงรายงานจากนายทหารหน้าห้องก็ดังแทรกขึ้น ขัดจังหวะความคิด ทหารแจ้งว่าหัวหน้าหน่วยงานคนใหม่ทั้งสองได้มารอเข้าพบตามคำสั่งเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มจึงอนุญาตให้ทั้งคู่ก้าวเข้ามาด้านในได้
ผู้มาเยือนทั้งสอง ชายหนึ่งหญิงหนึ่ง ก้าวเท้าเข้ามาภายในห้อง ก่อนจะโค้งกายลงอย่างอ่อนน้อม เอ่ยถวายความเคารพต่อผู้ปกครองหนุ่มอย่างพร้อมเพรียง
ฝ่ายชายเป็นบุรุษวัยสามสิบเศษ รูปร่างสูงโปร่งทว่าดูซูบผอมไปเสียหน่อย ใบหน้าล้อมกรอบด้วยหนวดเคราและเรือนผมสั้นกระเซอะกระเซิงไม่เป็นทรง ขัดกับเครื่องแต่งกายที่สะอาดสะอ้านเรียบร้อยทุกตารางนิ้ว บุคลิกภายนอกดูไม่น่ายำเกรงหรือน่าเชื่อถือเท่าไรนัก เขายืนส่งยิ้มกวน ๆ นิ่งรอรับคำสั่งจากผู้เป็นเจ้านายอย่างใจเย็น
ขณะที่ฝ่ายหญิงดูเหมือนสตรีวัยยี่สิบเศษ รูปร่างทรวดทรงสมส่วนส่งให้ท่วงท่าดูคล่องแคล่วทะมัดทะแมง ใบหน้าหมดจดงดงามล้อมกรอบด้วยเรือนผมสีน้ำตาลยาวพาดบ่า การแต่งกายเรียบร้อยรัดกุม รังสีรอบตัวแผ่กลิ่นอายสง่างามทว่าเย็นชา เธอยืนรอรับคำสั่งด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง
ทริสตันกวาดสายตามองคนทั้งคู่นานสองนานอย่างประเมิน ก่อนจะยกยิ้มมุมปากเพียงชั่วครู่... ทว่าวินาทีถัดมา สีหน้าผ่อนคลายพลันถููกแทนที่ด้วยความเคร่งขรึมดุดัน กำหมัดกระแทกลงบนโต๊ะทำงานเสียงดังตึง! พร้อมเอ่ยตวาดเสียงแข็งกร้าว
“พวกเจ้าสองคนรู้หรือไม่ ว่าตนเองมีความผิดอันใด!”
ฝ่ายชายได้ยินดังนั้นกลับไร้ซึ่งแววตระหนก เขายังคงยืนส่งยิ้มกวน ๆ เอ่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่ทุกข์ร้อน
“ผู้น้อยคิดว่า... ตนเองไม่ได้มีความผิดอันใดครับ”
ขณะที่สตรีข้างกายพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังไร้ความลังเล “หากผู้น้อยมีความผิดจริงตามที่กล่าว ขอท่านผู้ปกครองโปรดชี้แจงเหตุผล และสั่งลงโทษผู้น้อยได้เลยค่ะ”