ชายหนุ่มถือไฟฉายเดินนำทางคณะลงไปตามทางเดินที่ถูกสกัดเป็นขั้นบันไดโดยฝีมือของมนุษย์ เขารู้สึกทึ่งกับผลงานที่ปรากฏเพราะมันเรียบเนียนมิมีแม้นแต่รอยค้อนแลสิ่ว มันจึงน่าเชื่อว่าเป็นฝีมือของมนุษย์ต่างดาวที่เคยมาเยือนโลกเมื่อหลายพันหมื่นปีที่ผ่านมา
ทั้งโพรงผนังที่สูงขึ้นแลโค้งได้สัดส่วนมันสะท้อนให้เห็นถึงวิศวกรรมที่ล้ำหน้าในยุคนั้น เพราะความโค้งของซุ้มทางเดินนั้นมันถ่ายน้ำหนักที่กดทับลงมาได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งการเสริมความแข็งแกร่งให้กับผนังทั้งสองฝั่งด้วยการสกัดผนังให้เป็นคานแลเสาที่ทำหน้าที่ถ่ายโอนน้ำหนัก
“ ช่างเป็นงานที่ยอดเยี่ยม “ ปราบพึมพำ
เหล่านักวิจัยที่ไม่เคยพบเห็นต่างก็พยักหน้าช้าๆ เพราะมันน่าทึ่งมาก
ชายหนุ่มเดินนำทางมาถึงยังลานที่พักเมื่อลงมาได้ห้าร้อยเมตร ทุกคนเร่งเข้าพักอย่างรวดเร็ว เพราะยิ่งลึกอากาศก็ยิ่งร้อน หลายคนถอดชุดออกเหลือเพียงเสื้อกล้ามแล้วใช้น้ำดื่มเทราดอาบตนเองเพื่อลดความร้อน
ชายหนุ่มได้แต่ยิ้มออกแลส่ายหน้า “ ทำไมไม่เก็บไว้กิน “ เขาพูดในใจ
“ ไอ้หนู ทางเดินนี่มีแต่เดินตรงอย่างเดียวรึ “ ผอ.ยิ่งเอ่ยถาม
เขาที่รู้ข่าวว่าลูกน้องคนโปรดของเขาสำรวจพบเจอสิ่งมหัศจรรย์เขาจึงเร่งมาแบบมิคิดชีวิต เพราะเขาเองก็ไม่อยากพลาดวินาทีสำคัญ
“ ใช่ ทางเดินตรงๆ ลงลึกสามกิโลฯ “ ชายหนุ่มเอ่ย
“ หากเป็นการเดินปกติบนพื้นนั้นระยะทางสามกิโลฯเพียงไม่กี่นาทีก็ถึงแล้ว แต่นี่เดินลงอย่างเดียว แทนที่จะเร็วกลับช้ามาก “ ผอ.ยิ่งเอ่ย
“ มันมิใช่เดินอย่างเดียวนี่ขอรับ มันต้องรั้งตนเองไว้ด้วยยิ่งทำให้ช้าทั้งยังกินแรงมาก “ ชายหนุ่มเอ่ย
“ ใช่ “ ผอ.ยิ่งพยักหน้า
เมื่อทุกคนพักผ่อนเต็มที่แล้วคณะจึงออกเดินทางต่อโดยมีชายหนุ่มเดินนำทางเช่นเดิม
เมื่อเข้าสู่แปดร้อยเมตร คณะของชายหนุ่มพลันขนลุกซู่ เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของอะไรบางอย่าง
“ อัลตรอนสแกน “ ปราบเอ่ย
“ รอสักครู่ “ อัลตรอนเอ่ย
“ เจ้านายเป็นเพียงพลังงานที่หลงเหลือจากครั้งอดีต “ อัลตรอนเอ่ย
“ อืม “ ปราบพยักหน้า
“ ไปต่อ “ ชายหนุ่มเอ่ย
เขาก้าวเท้าแตะลงยังขั้นบันไดแล้วพยักหน้าช้าๆ เขาจึงก้าวเดินไปต่อ
สองตาของชายหนุ่มกวาดมองทั่วแลมองไปไกลลิบ เขาพยักหน้าช้าๆที่ทางเดินนั้นยังคงว่างเปล่าไม่มีสิ่งใดมารบกวน
ราวสองชั่วโมง
คณะของชายหนุ่มเข้าพักที่ลานพัก เพราะเวลานี้อุณหภูมิทั่วไปอยู่ประมาณยี่สิบห้าถึงสามสิบองศาเซลเซียส แต่เพราะความเหนื่อยล้า แรงกดดันแลอากาศจึงทำให้ร่างกายของพวกเขาต้องพักผ่อน
นักวิจัยเหล่านี้แม้นจะเป็นจอมยุทธแต่ไม่ได้มีร่างกายที่แข็งแกร่ง จึงมีอาการเหนื่อยหอบเหมือนคนปกติ
“ ที่สองกิโลเมตร อุณหภูมิจะประมาณห้าสิบถึงหกสิบองศาเซลเซียสไม่รู้ว่าพวกเขาจะไหวรึไม่ “ ชายหนุ่มเอ่ย
“ ฮื่อห์ “ ชายหนุ่มถอนหายใจออกอย่าแรง
ชายหนุ่มเข้าไปดูอาการของทุกคนแล้วพยักหน้าช้าๆ เมื่อทุกคนเริ่มฟื้นฟูร่างกายของพวกเขา
ชายหนุ่มออกเดินสำรวจทั่วลานพักที่ถูกขุดเจาะไว้อย่างดี มีเสาใหญ่หลายต้นที่คอยถ่ายน้ำหนักจากชั้นหินด้านบน
หัวคิ้วของเขาพลันขมวดเข้าเป็นปมเมื่อพบคราบเลือดแห้งกรัง
“ อัลตรอนตรวจสอบ “ ปราบเอ่ย
“ วู๊มม “ แสงสีฟ้าสาดส่องลงยังพื้นที่มีคราบเลือด
“ เจ้านาย ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นเลือดของสิ่งมีชีวิตใดเพราะรหัสพันธุกรรมนั้นไม่มีอยู่บนโลกนี้ “ อัลตรอนเอ่ย
“ อายุ “ ปราบเอ่ย
“ ราวหกสิบห้าล้านปีก่อน “ อัลตรอนเอ่ย
“ ยุคครีเทเชียส “ หัวหน้านักวิจัยเอ่ย
ผอ.ยิ่งสูดหายใจเข้าลึก “ อย่าบอกนะว่าเจ้าของเลือดนี่เป็นผู้ล่าไดโนเสาร์ “
ชายหนุ่มพยักหน้าช้าๆ
“ แล้วอย่าบอกนะว่าบ่นน้ำปราณที่อยู่ข้างล่างนั่นเป็นฝีมือของพวกเขา “ ผอ.ยิ่งเอ่ย
ชายหนุ่มพยักหน้าช้าๆแลมองยังการเก็บคราบเลือดของนักวิจัย พวกเขาทำมันอย่างนุ่มนวลเพื่อไม่ให้มีสิ่งใดเสียหายระหว่างการเก็บ
เมื่อทุกคนพักผ่อนแล้ว คณะของชายหนุ่มได้ออกเดินทางต่อ โดยที่ตกลงกันแล้วว่าจะเดินรวดเดียวไปให้ถึงที่พักเลยแล้วจะได้นอน
กว่าที่จะมาถึงยังสานที่พักก็ใช้เวลาไปอีกหลายชั่วโมง เมื่อมาถึงทุกคนต่างทิ้งร่างลงนอนในทันใดโดยที่มิดื่มมิกินสิ่งใดเลย
ปราบเดินออกสำรวจทั่วลานพักแล้วให้อัลตรอนสแกนพื้นที่ เมื่อมิมีสิ่งใดแปลกปลอมเขาก็เบาใจ
ชายหนุ่มกลับเข้ากลุ่มแล้วกางระบบป้องกันไว้รายรอบคณะ เขาจัดการกางเต็นท์แล้วโยนนักวิจัยเข้าไปข้างใน
ชายหนุ่มยัดเนื้ออสูรย่างแลผลึกวิญญาณอสูรเข้าปากแล้วเคี้ยวลงไปทั้งอย่างนั้น ชายหนุ่มทำการฝึกฝนต่อหลังจากที่เติมพลังแล้วเสร็จ
“ อืม “ เขารู้สึกได้ถึงพลังที่ไหลหลั่งอยู่รอบกายาของเขา
ชายหนุ่มได้คำตอบจากอัลตรอนแล้วว่ามันเป็นพลังที่แผ่ออกมาจากบ่อน้ำปราณที่อยู่เบื้องล่าง ยิ่งลงไปลึกเท่าใดก็จะยิ่งพบเจอความเข้มข้นมากขึ้นเท่านั้น
“ หากบ่อน้ำปราณนี่เป็นประโยชน์กับมนุษย์ เห็นทีการโค่นล้มอสูรก็จะเป็นงานที่ง่ายยิ่ง “ เขาพึมพำ
เขามองยังดาราที่เจ็ดที่กำลังก่อตัวเพราะพลังปราณที่ดูดซับเข้ามา “ มันใช้ฝึกฝนได้ ทั้งพลังปราณก็ยังบริสุทธิ์ยิ่ง “ เขาพึมพำ
ชายหนุ่มปลุกหัวหน้าวิจัยแลผอ.ยิ่งมาทดสอบพลังปราณ
เขาทั้งสองพลันอ้าปากค้างกับพลังปราณที่ได้รับ เขาทั้งสองไม่อยากจะเชื่อว่ามันจะสามารถใช้ฝึกฝนได้ทั้งสิ่งที่ได้ยังยอดเยี่ยม
“ นี่ถือว่าเป็นการค้นพบครั้งประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ “ ผอ.ยิ่งเอ่ย
“ เอ็งจะได้รางวัลระดับโลก “ ผอ.ยิ่งเอ่ย
“ หึ “ ปราบพ่นลมหายใจออกจมูก
“ ผมว่าฝึกฝนดีกว่า “ ชายหนุ่มเอ่ย
“ อืม “ ทั้งสองพยักหน้าช้าแล้วเริ่มทำการดูดซับพลังปรานต่อ
เมื่อเสียงสัญญาณเวลาดังขึ้นคณะนักวิจัยต่างหยัดกายลุกนั่งด้วยพลังที่เต็มเปี่ยม ทำเอาพวกเขางุนงงว่าเกิดสิ่งใดขึ้น
เมื่อได้รับคำตอบพวกเขาพลันฉีกยิ้มร่าแลเร่งเก็บข้าวของอย่างเร็วไว
“ ไป “ คณะของชายหนุ่มออกเดินทางด้วยความกระปี้กระเป่า เพราะปลายทางนั้นมีพลังปราณที่มากมหาศาลรออยู่
ชายหนุ่มเดินนำทางไปอย่างไม่ช้าไม่เร็วเพื่อให้ทุกคนคุ้นชินกับอุณหภูมิที่สูงขึ้น
เหล่านักวิจัยต่างงุนงงกับชายหนุ่มที่เวลานี้ไม่ได้รับผลกระทบใดจากอุณหภูมิราวจุดน้ำเดือด ครั้นพวกเขาได้รับคำตอบต่างก็พยักหน้าช้าๆแลสูดหายใจเข้าลึก พวกเขาต่างก็ทึ่งกับวิธีฝึกของชายหนุ่ม มันบ้าระห้ำมากหากใจมิแข็งพอเห็นจะตกตายได้อย่างง่ายๆ
เมื่อมาถึงลานพักคณะของชายหนุ่มเข้าพักอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่ได้สนใจในข้อตกลง
ชายหนุ่มให้อัลตรอนตรวจสอบพื้นที่ เมื่อไม่มีสิ่งผิดปกติเขาจึงมายังบันได้แล้วให้อัลตรอนสแกนอีกครั้ง
“ เจ้านาย ข้างล่างนั้นเป็นลานกว้างประมาณหนึ่งกิโลเมตร และมีประตูบานใหญ่ที่ปิดบ่อน้ำปราณ “ อัลตรอนเอ่ย
“ เยี่ยม “ ปราบพยักหน้า