อสูรสยบสวรรค์ 2

    อสูรสยบสวรรค์ 2 ตอนที่ 44 : จิตใจของผู้คนช่างโหดร้ายยิ่งนัก หากมิแข็งแกร่งก็มิมีทางอยู่ได้

    " ตาย " ชายหนุ่มฟาดฝ่ามือเข้าใส่ในทันที 


    " เปรี้ยง " นนท์จับจ้องยังฝ่ามือปรานที่ลอยเข้าหา 


    " เจ้ามีพลังเพียงแค่นี้ ยังคิดมาปล้นชิงข้า " นนท์ฟาดฝ่ามือสวนกลับ


    " ตูม " ร่างของชายหนุ่มปลิวไปไกล ทั่วร่างพลันแหลกเหลว 


    " ไอ้สาระเลว " ชายชรา สะมัดมือเรียกกระบี่สีเงินวาววับออกมา 


    " ฟิ้ว " ปรานสังหารพุ่งเข้าหา เร็วจนชนิดที่ คำว่ากระพริบตายังช้ากว่า นนท์เหยียดร่างถอยหลังสะบัดมือเรียกกระบี่สีชาด


    " ตูม " ร่างของทั้งสองเหยียดถอยหลัง นนท์ยกยิ้ม 


    หมื่นกระบี่พลันปรากฎ ล่องลอยฉวัดเฉวียนแล้วพุ่งเข้าใส่ชายชรา


    " ไอ้ชั่ว " ชายชราพลันแตกตื่น ฟาดกระบี่สีเงินเข้าต้าน


    " ตูม " เสียงระเบิดดังกึกก้อง ร่างชราทิ้งเข่าหนึ่งข้างลงที่พื้น สำรอกเลือดออกมากองโต


    " ข้าจะทำเช่นใดกับพวกเจ้าดี " นนท์ยืนมองดูสองโจร


    " ข้าคิดได้แล้ว ครานี้ข้าจะปล่อยพวกเจ้าไป แต่หากว่ามีคราหน้าอีก ข้าจะมิละเว้นพวกเจ้าแน่ " นนท์ทะยานร่างจากไปในทันที


    " เก็บกวาดเส้นปรานแล้วค่อยกลับ " เมื่อปลอดผู้คนนนท์แทรกร่างลงในผืนดินแล้สทำการผนึกเส้นปรานมังกร


    " เส้นปรานที่อยู่รอบธารทองภือว่าแข็งแกร่งที่สุด นนท์มองดูกองผฃึกเส้นปรานมังกรนับพันที่เก็บมาได้ " ในใจพลันครุ่นคิดอย่างหนัก


    " โลกเมฆาจะเป็นอย่างไร " นนท์สะลัดความคิดแล้วเข้าไปในแหวนห้วงมิติ


    " เตาสรรพสิ่ง " นนท์ฉีกยิ้มออกมา เร่งตรวจสอบเตาสรรพสิ่ง


    " อะรไกันใยมิมีพลัง " นนท์ส่ายหน้าวาดมือเรียกบ่อน้ำปรานเทพออกมา แล้วนำเตาสรรพสิ่งแช่ลงไป


    " ช้าไป " นนท์เรียกเศษแก่นจักรวาลออกมาขนาดเท่ากับหนึ่งเม็ดทราย แล้วใสไว้ภายในเตา ส่งพลังเพื่อกระตุ้นให้เตาสรรพสิ่งดูดกลืนพลังเพื่อฟิ้นตัว 


    " เริ่มดูดพลังแล้ว " นนท์พยักหน้า


    " ระฆังยอดสวรรค์ " ระฆังยอดสวรรค์ลอยอยู่เหนือฝ่ามือ


    " แข็งแกร่งจริงๆ " นนท์สะบัดมือส่งไขกระดูกของตนสามหยด ไปยังระฆังยอดสวรรค์เพื่อตีตราความเป็นเจ้าของ 


    " ดี " นนท์พยักหน้าแล้วส่งระฆังยอดเต๋าแช่ไว้ในบ่อน้ำปรานเทพ


    " ปลูกหญ้ากายาเทพดีกว่า " นนท์ทะยานร่างไปยังแปลงปลูก


    นนท์เริ่มทำการแยกรากของของหญ้ากายาเทพปลูกลงยังแปลงสมุนไพร แล้วทะยานเข้าตรวจสอบสมุนไพรที่ใช้หลอมโอสถกายาสวรรค์


    " จวนได้เวลาเก็บเกี่ยวแล้ว " นนท์พึมพำ


    " กลับดีกว่า " นนท์เร่งทะยานร่างในโพรงใต้ดินไปยังท่าเทียบเรือเหาะ 


    " น่าจะได้กลับมาอีกครั้ง " นนท์พึมพำแล้วเร่งเรือเหาะเข้าอุโมงค์มิติในทันใด


    " ดีที่ยกระดับเรือเหาะแล้ว " นนท์ใช้แร่ทองอนันตกาลและแก่นมุกห้วงมิติ ยกระดับของเรือเหาะเป็นขั้นสวรรค์ซึ่งทำให้การเดินทางนั้นเร็วกว่าเดิมถึงร้อยเท่า 


    " หากใช้เรือเหาะที่ยังมิได้ยกระดับ ใช้เวลานานถึงสองปีกว่าที่จะไปถึงโลกเมฆา " นนท์พึมพำ


    " เรือเหาะขั้นสวรรค์กับขั้นเทพต่างกันลิบลับ เพียงมิกี่วันก็ถึงแล้ว " นนท์ให้อาชาเพลิงออกมาเฝ้าเรือเหาะ


    " นี่เจ้าจะทะลวงขั้นราชันย์แล้วรึ " นนท์ลูบหัวของมันเล่น 


    " เจ้าเฝ้าไว้ไห้ดี " นนท์หายเข้าไปในแหวนห้วงมิติ 


    นนท์ทะยานร่างเข้าเก็บเกี่ยวสมุนไพรที่ใช้หลอมโอสถกายาเทพ 


    " เริ่ม " นนท์เริ่มทำการหลอมโอสถกายาเทพในทันที


    นนท์มองโอสถกายาเทพที่หลอมเสร็จ " น่ากลัวจริงๆ " นนท์พึมพำแล้วเริ่มทำการดูดกลืนโอสถกายาเทพ


    " ครืน " เพลิงร้อนแรงปานเพลิงนรกแผดเผาอวัยวะภายในจนมอดไหม้ ทั้งของเหลวในร่างยังเหือดแห้ง เปลวเพลิงแผดเผาทั่วโครงกระดูกจนโครงกระดูกที่แข็งแกร่งพลันหลอมละลาย 


    " อ้าก " ร่างเหลวยอบตัวลงกองที่พื้น ประดุจก้อนเนื้อหนึ่งก้อนที่ไรัค่าไร้ราคา


    เนิ่นนานนับหกชั่วยามที่เพลิงร้อนแรงแผดเผาเพื่อหลอมร่าง 


    " ต้องทนให้ได้ " ดวงจิตของนนท์รับรู้ถึงความทุกข์ทนแสนสาหัส


    " วูบ " เปลวเพลิงร้อนแรงมอดดับลง ก้อนเนื้อทั้งหมดถูกขัดเกลากลับกลายเป็นก้อนเนื้อสีทอง 


    " วิ้ง " สมุนไพรทิพย์จักรวาลออกฤทธิ์ขั้นสุดท้าย


    ก้อนเนื้อสีทองพลันขยับกลับกลายเป็นร่างทองนั่งขัดสมาธิ 


    " ตูม " เสียงระเบิดดังขึันที่ตันเถียน ร่างทองพยักหน้า 


    เมื่อปรับสมดุลร่างกายแล้วเสร็จ " ขั้นย่อยที่สองแล้ว พลังกายประมือได้กับห้าอักขระ ผากผสานกฎเกณฑ์แห่งพลังสามารประมือกับแปดอักขระได้ " นนท์พึมพำ


    " ดี " นนท์ ทะยานร่างไปยังค่ายกลทดสอบกาย และค่ายกลวิญญาณอสูร แล้วเริ่มฝึกในทันใด


    " จะถึงแล้ว " นนท์มองยังจุดสีขาวที่บังเกิดขึ้นที่ปลายอุโมงค์มิติ 


    " ครืน " เรือเหาะลำใหญ่ลอยผ่านอุโมงค์ทางออกของอุโมงค์มิติ 


    " ผู้มาเยือนจ่ายผลึกปรานสรรพสิ่งร้อยก้อน " นนท์โยนผลึกปรานให้ไป


    " เจ้า มั่งคั่งมิเบานี่ " นนท์หาได้สนใจเดินเข้าเมืองในทันที


    " จับมัน " เหล่าทหารต่างกรูเข้าล้อมนนท์ไว้ 


    " เจ้าถึงกับบังอาจมิฟังคำข้า " นนท์ชี้นิ้วไปยังทะเลความรู้ของชายผู้นั้น


    " แท้จริงแล้วพวกเจ้าเป็นคนของตระกูลชวี่รึ " นนทืเอ่ยขึ้น


    " ครานั้นข้าปล่อยพวกเจ้าไป แต่พวกเจ้ายังกล้าเสนอหน้ามาให้ข้าเห็นอีก " นนท์สะบัดส่งร่างของเหล่าทหารหายลับไป 


    " เป็นตระกูลชวี่ ร่วมมือกับตระกูลจงแห่งโลกไท่งั้นรึ " นนท์ค้นความทรงจำของทหารยาม


    " พวกเจ้าช่างกล้าพาผู้คนมากมายบุกมาทำลายโลกที่สงบสุขใบนี้ " นนท์ส่งเสียงอันดัง


    " ท่านโจวกลับมาแล้ว "


    " เจ้าเป็นผู้ใด ใยจึงกล้ามาส่งเสียงยังวิหารของข้า " นนท์ชี้นิ้วไปยังหน้าผากของชายชรา


    " เจ้ามาจากตระกูลจงสินะ " นนท์ถอนหายใจหนัก


    " เจ้ารู้รึไม่ การที่เจ้าสังหารผู้คนนับร้อยล้านของโลกเมฆานั้น แม้นเจ้าจะมีอีกร้อยล้านชีวิต เจ้าก็ชดใช้มิหมด " นนท์ชี้นิ้วไปยังหน้าผากของชายชรา


    " อ้าก " ร่างชราสิบอักขระร่วงลงที่พื้นในทันที 


    " ผู้อาวุโสยี่สิบห้า ตายในทันทีโดยที่ยังมิได้สู้ "


    นนท์กวาดตามองยังเหล่าศิษย์ของตระกูลจง ที่คุกเข่าทั้งสองข้างลงที่พื้น 


    " ไอ้แก่แซ่ชวี่ " เสียงของนนท์ดังขึ้นท่วมท้นฟ้า ร่างของชายวัยกลางคนแซ่ชวี่ลอยออกมา 


    " คราที่แล้ว ข้าใจดีปล่อยเจ้าไป โดยหวังให้เจ้านั้นกลับตัวกลับใจ แต่นอกจากเจ้าจะมิกลับตัว เจ้ายังพายอดยุทธต่างจักรวาล มาเข่นฆ่าผู้คนมากมายถึงร้อยล้าน โทษของเจ้ามิอาจให้อภัยได้ " ชายแซ่ชวี่ทิ้งร่างลงพื้นเร่งคุกเข่าในทันใด 


    " ท่านผู้สูงส่ง ข้าสำนึกผิดแล้ว ข้าจะมิทำอีกแล้ว " นนท์แสยะยิ้ม


    " โอกาสของเจ้ามันหมดไปแล้ว " นนท์ชี้นิ้วไปยังทะเลความรู้


    " เจ้าบอกว่าเจ้าสำนึกผิด แต่ในความคิดของเจ้า มิได้คิดจะสำนึกผิดแต่อย่างใด " นนท์สะบัดมือ


    " อา นายท่านสามตาย แม้นแต่ร่างก็มิหลงเหลือ " เหล่าศิษย์ตระกูลชวี่ต่างเร่งคุกเข่าในทันที 


    " ข้าจะทำเช่นไรกับพวกเจ้าดี " นนท์กวาดตามองยังเหล่าศิษย์ทั้งสองตระกูล 


    " พวกเจ้าจงกลับไปบอกตระกูลของเจ้า ข้าโจวนนท์จะไปเยี่ยมตระกูลของพวกเจ้า เพื่อทวงความยุติธรรมให้กับผู้คนของโลกเมฆา " 


    " พวกเจ้าจงทิ้งทุกสิ่งที่ติดตัวไว้ที่นี่ " เหล่าศิษย์ทั้งสองตระกูลเร่งทิ้งแหวนมิติ แล้วเร่งขึ้นเรือเหาะจากไปในทันที


    " ขอบคุณท่านโจว " นนท์พยักหน้า


    นนท์เร่งฟื้นฟูโลกเมฆาเป็นการด่วน มิว่าจะเป็นด่านฝึกกาย ด่านวิญญาณอสูร วิหารปรับกาย ศิลาอนันตกาลเต๋า ทั้งยังวางเส้นปรานมังกรโกลาหล


    " ศิลาอนันตกาลเต๋านี้ ข้าได้วางค่ายกลเร่งเวลาสองพันเท่าไว้ พวกเจ้าจะมิเสียเวลาในการหยั่งรู้มากมายนัก " นนท์ยกยิ้ม


    " ข้าจะรั้งอยู่ที่นี่สักระยะ เพื่อรอคนเหล่านั้นกลับมา " นนท์กวาดตามองยังผู้คนมากมาย 


    " พวกเจ้าแยกย้ายไปฝึกเถิด " ผู้คนมากมายต่างเร่งทะยานร่างไปยังด่านฝึกฝน


    นนท์มองดูเหล่ายอดยุทธของโลกเมฆาที่เวลานี้คงเหลือเพียงขั้นฝึกต่ำ เพราะขั้นฝึกสูงนั้นถูกสังหารสิ้นแล้ว 


    " จิตใจของผู้คนช่างโหดร้ายยิ่งนัก หากมิแข็งแกร่งก็มิมีทางอยู่ได้ " นนท์พึมพำ


    นนท์สร้างวิหารของตนขึ้นหนึ่งหลัง เพื่ออยู่เฝ้าโลกเมฆา


    " เราก็เริ่มฝึกบ้าง " นนท์หายเข้าไปในแหวนห้วงมิติ แล้วเริ่มทำการหยั่งรู้อักขระเทพตัวที่สิบเจ็ด


    " เก้าเดือน " นนท์พึมพำ 


    " ขั้นย่อยที่สามแล้ว อักขระเทพก็หยั่งรู้ได้สิบเจ็ดตัวแล้ว " นนท์พึมพำ


    " ออกไปเดินเล่นดีกว่า " นนท์ออกจากวิหาร


    " อา ดีจริง ปรานมังกรเข้มข้นมากนัก " นนท์เดินดูวิหารและอาคารต่างๆที่ภูกสร้างขึ้นใหม่


    " อาจารย์โจว " นนท์พยักหน้าให้ชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง


    " ขั้นฝึกของทุกคนเป็นเช่นไรบ้าง " นนท์เอ่ยถาม


    " อาจารย์โจว กลับมาอยู่ที่จุดเดิมแล้วขอรับ " นนท์ยกยิ้มออกมา


    " น่าเสียดายเหล่าผู้เฒ่าที่จากไป " นนท์เอ่ยขึ้น


    " เรียกเจ้าสำนัก เจ้าตระกูลมาพบข้าที " นนท์สั่งการยังชายวัยกลางคน


    " ขอรับ ข้าจะเร่งไป " ชายผู้นั้นเร่งจากไป


    " คารวะอาจารย์โจว " นนท์พยักหน้า


    " ทุกท่าน นี่คือ โอสถกายามังกรทองแดง มังกรเงิน มังกรทอง พวกท่านนำไปแจกจ่ายให้เหล่าศิษย์ของท่านเถิด และยอดยุทธอิสระด้วยเถิด " นนท์สบัดมือส่งโอสถทั้งสามออกไป 


    " ข้าก็มิมีสิ่งใดให้มากมายนอกจากสิ่งเหล่านี้ " เหล่าผู้เฒ่าทั้งหลายต่างหลั่งน้ำตา


    " เพียงสิ่งที่ท่านทำให้ก็มากพอแล้วขอรับ " นนท์พยักหน้า


    " มิมีสิ่งใดแล้ว แยกย้ายไปฝึกเถิด " เหล่ายอดยุทธทั้งหลายต่างเร่งกลับยังสำนัก ตระกูล ถ้ำของตน


    นนท์ออกท่องเที่ยวทั่วโลกเมฆาราวสิบวัน แล้วกลับเข้าทำการฝึกฝนทันที


    " หนึ่งปีแล้วรึ " นนท์พึมพำ


    " ขั้นย่อยที่สี่แล้ว อักขระเทพก็หยั่งรู้ได้สิบแปดตัวแล้ว พลังกายอย่างเดียวสามารถประมือกับเจ็ดอักขระได้แล้ว หากผสานกฎเกณฑ์แห่งพลังสิบอักขระยังมิใช่คู่มือ " นนท์พึมพำ


    " ข้างนอกเป็นเช่นไรบ้าง " นนท์เดินออกจากวิหาร 


    " เหมือนจะมีราชันย์ขั้นต้นราวร้อยคน " นนท์ยกยิ้มออกมา


    " พวกเจ้า มีผู้ใดลองเปิดประตูวิหารรึยัง " นนท์เอ่ยถาม 


    " พวกเรารออาจารย์โจวออกมาขอรับ " นนท์ยกยิ้ม


    " ข้าว่า ควรให้รุ่นเยาว์ไปทดสอบดีกว่า ส่วนพวกท่านก็อยู่เป็นกำลังให้กับโลกเมฆาจะดีสุด " นนท์ได้เล่าเรื่องราวของแดนเทพให้ทุกคนฟัง


    " หากเป็นเช่นนั้น คงต้องเร่งไปยังรุ่นเยาว์ " เหล่าผู้เฒ่าทั้งหลายต่างพูดคุยกับนนท์อยู่พักใหญ่


    " พวกท่านติดขัดเรื่องใดบ้าง " นนท์เอ่ยถาม 


    เหล่าผู้เฒ่าทั้งหลายต่างแย่งจนพูดจนวุ่นวาย นนท์ยกมือขึ้น


    " พวกท่านแย่งกันพูดเช่นนี้ ข้าฟังมิทัน " นนท์เอ่ย


    นนท์ได้ทำการชี้แนะให้กับเหล่าผู้อาวุโสนานถึงสามวัน ทั้งยังบบรยายเต๋าอีกห้าวัน


    " เข้าสู่การหยั่งรู้แล้ว " นนท์ใช้ออกด้วยเคลื่อนย้ายเมฆาไปยังวิหารของตน


    " ขั้นย่อยที่ห้าแล้ว " นนท์พยักหน้า เพียงหกเดือนที่นนท์ทำการฝึกรอบนี้


    " อักขระตัวที่สิบเก้าได้เพียงรูปรอย ยิ่งอักขระขั้นสูงขึ้น ก็ยิ่งหยั่งรู้ยากขึ้น " นนท์ส่ายหน้า


    " หยั่งรู้ต่อ " นนท์ทำการหยั่งรู้อักขระเทพตัวที่สิบเก้าราวสี่ปีของเวลาจริง 


    " ตูม " นนท์เร่งปรับสมดุลร่างกาย


    " ตัวที่สิบเก้ายากจริงแฮะ " นนท์พึมพำ


    " ขั้นย่อยที่หกแล้ว พลังกายประมือกับขั้นย่อยที่เก้าได้แล้ว หากผสานกฎเกณฑ์แห่งพลังสามารถประมือกับขั้นย่อยที่สิบสองได้ " นนท์พยักหน้าแล้วเร่งไปยังด่านฝึกกายและค่ายกลวิญญาณอสูร 


    " สามเดือนแล้วรึ " นนท์พึมพำ เวลานี้ขั้นฝึกของนนท์นั้นอยู่ที่ขั้นที่หกสูงสุดแล้ว


    " ครืน "

    คล้ายกับเรื่องอสูรสยบสวรรค์ 2 ที่คุณอ่าน