ในขณะที่เสียงของซีซ่าดังก้องกังวานขึ้นมา ดวงตาของกวีได้ค่อย ๆ ปิดลงอย่างเชื่องช้า
ภาพตรงหน้าราวกับว่ามันเคยเกิดขึ้นมาก่อน กระนั้นเขากลับนึกไม่ค่อยออกว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นนับต่อจากนี้
อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุผลอันใดสักประการหนึ่ง ตอนจบของเื่ราวที่เกิดขึ้นในความฝันอันเลือนราง..
‘มันกลับช่างน่าเศร้าจนอยากจะหลั่งน้ำตาออกมา’
กลับคืนสู่่เวลา ณ ปัจจุบัน
ต่อหน้ากองกำลังที่มีกว่านับหนึ่งเท่าตัว ยามนี้เป็ฝ่ายของกวีที่กำลังถูกไล่ต้อนให้จนมุม
พลันถ้อยคำก่อนหน้าสิ้นสุดลง ซีซ่าก็เปล่งเสียงะโออกมาดังลั่นไปทั่วทั้งบริเวณ
“ข้าจะขอย้ำเตือนเจตจำนงของข้าอีกครั้ง คนเดียวที่ข้า้าคือนายหญิงของพวกแกเพียงคนเดียว พวกข้าไม่้าให้มีการหลั่งเืที่เปล่าประโยชน์ เพราะฉะนั้น พวกข้าจะรอจนกว่าพวกแกจะตัดสินใจได้ แต่หากมีการเล่นตุกติกแม้แต่เพียงเล็กน้อย พวกข้าจะใช้กองกำลังทั้งหมดบุกเข้าไปในทันที และมันคือสิ่งที่ข้าเองก็ไม่้าให้เกิดขึ้นมากที่สุดเช่นกัน”
เจตนารมณ์ของเขายังคงแน่วแน่ไม่สั่นคลอน ทว่าผู้ใดกันเล่าที่คิดสละนายตนเพื่อเอาตัวรอด ทุกคนที่ยืนอยู่เคียงข้างแอนนาคือเหล่าองครักษ์ผู้ซื่อสัตย์ พวกเขาล้วนแล้วอยู่ที่นี่ก็เพื่อปกป้องเธอ แม้ว่านั่นจะหมายถึงการเดิมพันด้วยชีวิตก็ตาม
“ท่านแอนนา..”
สายตาของโอเกอร์จ้องมองไปที่นายหญิงของเขา แววตาของเธอในยามนี้เต็มไปด้วยความตื่นกลัว หรือโลกใบนี้จะไม่หลงเหลือที่ใดให้เธอซ่อนตัว เหตุไฉนพระเ้าจึงต้องคอยกลั่นแกล้งกันจนถึงเพียงนี้
แล้วแววตาของโอเกอร์ก็แปรเปลี่ยนทิศทางไปที่ซีซ่า ริมฝีปากของเขาเริ่มต้นสั่นไหวและจึงพูดขึ้น
“ทำไมพวกแกถึง้าตัวขององค์หญิงแอนนา ?”
“มันก็แน่นอนอยู่แล้วไม่ใช่รึไง เพียงแค่ส่งมอบตัวเธอให้แก่ราชวงศ์ลูเมนิค เพียงแค่นี้ก็มีเงินอยู่กินอย่างสุขสบายทั้งชาติ ข้าเองรู้ดีเกี่ยวกับปัญหาที่เธอมีต่อเหล่าผู้นำทหาร แต่ขอโทษทีว่ะ เพราะทางนี้เองก็ไม่ใช่พ่อพระเหมือนกัน”
คำตอบที่ได้รับมิใช่สิ่งที่อยู่เหนือการคาดเดา
เมื่อนั้นมือที่สั่นเทาของแอนนาได้จับไปที่แขนของโอเกอร์ ความหวาดกลัวอันลึกล้ำยากจะพรรณนาได้ส่งผ่านร่างกายของเธอไปสู่เขา
โอเกอร์คือข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์ ตัวเขามิใช่คนที่คิดจะสละชีวิตนายเพื่อเอาตัวรอด เพียงแต่ว่า การจะฝ่าฟันเหตุการณ์ในครั้งนี้ก็หาใช่เื่ง่าย
.
< ศัตรูมีอยู่ราวสองร้อยคน พวกมันมีมากกว่าฝ่ายเราถึงหนึ่งเท่าตัว อีกทั้งยังเตรียมตัวมาเป็อย่างดี แสดงว่าคงจับตามองพวกเรามาแล้วสักระยะหนึ่ง และการที่มันลงมือในวันนี้ ก็แสดงว่าพวกมันมั่นใจว่าสิ่งที่พวกมันตามหาอยู่ที่นี่ >
.
โอเกอร์เริ่มต้นครุ่นคิด
หลายสิ่งยังคงคลุมเครือและน่าสงสัย พวกเขามิได้ย่อหย่อนเื่การเฝ้ายาม แม้แต่หนูหรือเห็บไรก็มิอาจย่างกรายเข้ามาในค่าย และหากเป็ยามที่จำเป็ต้องเดินทางไปยังโลกภายนอก ใบหน้าของแอนนาจะถูกแปลงโฉมด้วยวัตถุลึกลับชนิดหนึ่ง เพื่อมิให้ผู้ใดสามารถล่วงรู้ได้ถึงตัวตนที่แท้จริงของเธอ
การตรวจสอบและสังเกตการณ์จำต้องใช้ทุนและเวลาจนกว่าจะแน่ใจ ซึ่งค่าเสบียงและอุปกรณ์ที่จำเป็อาจมากมายหลายหมื่นเซน แต่แล้วทำไมกันล่ะ ทำไมพวกมันถึงลงทุนลงแรงมากขนาดนั้นกับความเป็ไปได้อันน้อยนิด
.
< สิ่งเดียวที่เราพอจะคิดได้ก็คือพวกมันมีแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ แล้วพวกมันไปได้ข้อมูลที่ว่ามาจากไหนกันล่ะ ? >
.
ในหัวของโอเกอร์ก่อกำเนิดเป็หลากหลายทฤษฎี
รูปการณ์ในปัจจุบันแลดูไม่สู้ดีนัก พวกเขาเปรียบได้ดังเหล่านกน้อยในกรงขัง การจะฝ่าฟันออกไปหากไม่มีโชคก็ย่อมไม่มีทางเกิดขึ้น
“ดูเหมือนว่าคงต้องมีการเสียสละสินะ”
เสียงของโอเกอร์พลันถูกเปล่งออกมา เมื่อเสียงของเขาสิ้นสุดลง แววตาคู่นั้นได้จับจ้องไปที่กวีซึ่งยามนี้อยู่ข้างกายของเขา
“ท่านกวี ได้โปรดรับฟังคำขอร้องจากผมด้วยครับ”
ทั้งกวีและแอนนาต่างมอบความสนใจให้แก่โอเกอร์ว่าเขา้าจะเอ่ยถึงสิ่งใด
“เมื่อผมให้สัญญาณ ท่านกวีได้โปรดอุ้มท่านแอนนาและหนีไปทางด้านหลังพร้อมกับคนอื่นๆ ในระหว่างนั้นผมจะยื้อเวลาเอาไว้ให้ คงได้แค่ราว ๆ สามหรือสี่นาที อาจจะไม่มากเท่าไหร่ แต่ก็คงมากพอที่จะทำให้พวกท่านวิ่งไปจนถึงประตูหลังได้”
แววตาของแอนนาเบิกกว้างในทันทีที่เขาพูดจบ
“พูดอะไรของนายกันน่ะโอเกอร์ บอกชั้นทีว่านายแค่ล้อเล่นน่ะ”
โอเกอร์มิได้เปล่งวาจาเอื้อนเอ่ยกลับไป เดิมทีตัวเขาคือชายผู้อ่อนต่อโลก หากเมื่อใดจำต้องสละผลประโยชน์ส่วนตัวเพื่อส่วนรวม ชายผู้นี้จะไม่เสียเวลาคิดและเข้าเสี่ยงชีวิตไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม
“ไม่ครับ พวกเราจะขอต่อสู้เคียงข้างท่านโอเกอร์ !!”
“ใช่แล้วครับ พวกเราทุกคนกินข้าวหม้อเดียวกันก็ต้องตายด้วยกัน พวกเราไม่ยอมให้ท่านสละชีวิตเพียงลำพังหรอกนะครับ !!”
เหล่าทหารต่างเอ่ยสัตย์วาจาอย่างกล้าหาญ พวกเขาไม่เคยหวั่นเกรงต่อความตาย ไม่มีทางที่คนเหล่านี้จะตอบตกลงและหนีไปโดยทิ้งหัวหน้าไว้ข้างหลัง
“ เ้าพวกโง่ !!”
เสียงะโของโอเกอร์ดังก้องกังวาน เมื่อนั้นทุกคนต่างเงียบเสียงลงในทันที
“ได้โปรดเถอะ ถือว่าชั้นขอล่ะ..”
โอเกอร์ยังคงออกปากยืนกรานเสียงแข็ง เขาไม่้าจะเห็นสหายร่วมรบคนใดจำต้องสิ้นชีพก่อนตัวเขา
“ไม่ได้!”
เสียงของแอนนาดังขึ้นในฉับพลัน หยาดน้ำตาอันบริสุทธิ์ได้ไหลรินอาบสองแก้มในขณะที่น้ำเสียงของเธอกลับช่างสั่นคลอน
แววตาของแอนนาและโอเกอร์จับจ้องไปที่กันและกัน ความเ็ปและความทุกข์ทรมานทั้งหมดได้ส่งผ่านถึงกันเพียงแค่ทั้งสองได้สบตา
“นายคิดจริง ๆ หรือว่าชั้นจะดีใจที่หนีรอดไปได้เพราะการสละชีวิตของสหายร่วมรบน่ะ”
ถ้อยคำของเธอเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน หากแต่ว่ามันกลับมิอาจหยั่งรากลึกเข้าสู่จิตใจของโอเกอร์
แววตาของเขาพลันเร่งจ้องมองไปที่กวีอีกครั้ง
“ผมขอร้องล่ะครับ ขอเพียงแค่ครั้งนี้เท่านั้น ได้โปรดเถอะครับ”
ถึงกระนั้น กวีกลับมิได้สนใจเื่รอบข้างเท่าใดนัก
“ท่านกวี เป็อะไรไปครับ”
ใบหน้าของเขาช่างดูเคร่งขรึม มือขวาเท้าคางพร้อมคิ้วสองข้างขมวดเข้าหากันราวกับว่าเขากำลังเค้นสมองเพื่อครุ่นคิด
“ผมว่าเลิกคิดหนีดีกว่าครับ”
เสียงของกวีพลันถูกเปล่งขึ้นมา เมื่อได้ยินเช่นนั้น ในแววตาของทุกคนจึงปรากฏขึ้นเป็ความรู้สึกที่สับสน
“หมายความว่ายังไงครับ ?” เมื่อนั้นโอเกอร์จึงเร่งเอ่ยถาม
“เช่นนั้นพวกคุณก็ลองคิดตามผมนะครับ” แล้วเสียงของกวีก็ถูกเปล่งขึ้น “เ้าพวกนี้มันไม่ได้โง่ พวกมันเตรียมตัวมาเป็อย่างดี เพราะฉะนั้น ย่อมไม่มีทางที่พวกมันจะลืมรายละเอียดยิบย่อยอย่างแน่นอน และการที่พวกมันเลือกที่จะปรากฏตัวออกมาให้เห็นแบบซึ่งหน้า ก็แสดงว่าพวกเราอาจจะถูกพวกมันล้อมรอบทั่วทั้งค่ายแล้วก็ได้”
สิ้นเสียงของเขา กลับไม่มีผู้ใดที่คิดจะโต้แย้งหรือเห็นต่าง
“ก็.. จริงของท่านครับ”
กระทั่งโอเกอร์เองก็เห็นพ้องแต่โดยดี
เพียงแต่ว่า ทุกสิ่งที่กวีกล่าวล้วนเป็เพียงสมมติฐาน มิได้มีหลักฐานอันใดมายืนยันเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง
“ค้างคาวคู่หยินหยาง !!”
ดวงตาของแอนนาได้ปิดลงพร้อมกับเสียงของเธอได้ถูกเปล่งออกไป
พลันเสียงของเธอได้สิ้นสุดลง ค้างคาวตาเดียวสีขาวก็ได้ปรากฏขึ้นมาอยู่ ณ บริเวณเหนือศีรษะ
ปีกของมันกระพือและโบยบินลอบเร้นไปทางด้านหลัง ไม่นานมันได้เร่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้าด้วยความเร็วสูง
ทักษะของแอนนาช่างเลิศล้ำในฐานะของหน่วยสอดแนม จนแม้แต่กวีเองก็อดมิได้ที่จะเอ่ยชม
“พวกมันมีประโยชน์ในการเก็บข้อมูลรอบสนามรบ แต่ตอนนี้เป็เวลากลางคืน ผมว่าสีดำน่าจะดีกว่านะครับ”
แอนนาที่ในขณะนี้กำลังปิดตาก็ได้เปล่งวาจาออกไปพร้อมทั้งรอยยิ้ม
“ก็อยากจะทำแบบนั้นเหมือนกันค่ะ แต่พอดีว่ามันมีข้อจำกัดบางอย่างที่ทำให้ทำแบบนั้นไม่ได้ หากตัวใดสลายไป มันจะใช้เวลาสักระยะหาก้าใช้งานอีกครั้ง ตอนนี้ก็เลยไม่มีทางเลือกเลยต้องใช้ค้างคาวสีขาวค่ะ”
ราวสามนาทีต่อมา
และแล้วแอนนาก็เริ่มลืมตาขึ้นมา ทว่าเธอกลับมีสีหน้าที่แลดูไม่สู้ดี
“ถูกอย่างที่ท่านกวีพูดค่ะ บริเวณรอบนอกยังมีพวกมันอีกราวสองร้อยคนได้ล้อมรอบค่ายทั้งค่ายเอาไว้ ทั้งปืน ทั้งหน้าไม้ ทั้งธนู พวกมันมีอาวุธจู่โจมทั้งจากระยะกลางและระยะไกล”
ทางหนีรอดสุดท้ายได้ถูกโยนทิ้งลงสู่ถังขยะ เช่นนี้แล้ว ทางเลือกที่มีจึงลดน้อยลงเหลือเพียงไม่กี่เส้นทาง
แต่แล้วโอเกอร์กลับชูสองนิ้วพลางเอ่ยขึ้น
“ตอนนี้พวกเรามีทางเลือกอยู่สองอย่าง หนึ่งคือทุ่มกำลังทั้งหมดฝ่าพวกมันและหนีไป หรือสอง ทำตามที่พวกมัน้าและยอมจำนนเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียอย่างเปล่าประโยชน์”
เมื่อนั้นแววตาของแอนนาพลันปกคลุมไปด้วยความหวาดกลัวอีกครั้ง
“ไม่ได้ค่ะ ชั้นไม่อยากกลับไปที่นั่น ถ้าจะต้องให้กลับไป ชั้นขอตายเคียงข้างทุกคนยังจะดีเสียกว่า !!”
เธอประกาศกร้าวเสียงแข็ง ทว่านั่นกลับเป็สิ่งที่ทุกคนต่างคิดเอาไว้ก่อนแล้ว
“ไม่ต้องเป็ห่วงครับ” โอเกอร์พูดขึ้นพร้อมมุมปากขยับยกขึ้นสูง “อย่างที่พวกเราได้บอกไปแล้ว ไม่มีใครยอมมาตกระกำลำบากที่นี่หากไม่ใช่เพราะท่าน เพราะฉะนั้น หากมันไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการต้องสละชีวิต เมื่อนั้นพวกเราก็พร้อมที่จะมอบมันให้แก่ท่านโดยไม่ปริปากครับ”
อาการสั่นของแอนนาพลันหยุดชะงักลง แววตาของเธอเริ่มมีประกายไฟแห่งความกล้า ความฮึกเหิมเองก็พลันเพิ่มทวีคูณมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตามแต่ การบุกทะลวงเข้าไปโดยไร้ซึ่งแผนการย่อมเปรียบดังการฆ่าตัวตาย ลำพังเพียงโอเกอร์ก็อาจพอทำอะไรได้บ้าง เพียงแต่ตัวเขาช่ำชองเื่การต่อสู้ตัวต่อตัว ย่อมไม่มีทางที่เขาจะสังหารศัตรูทั้งหมดได้โดยไม่มีาแ
ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยเหตุผลที่ว่าโอเกอร์คือคนที่รักพวกพ้องดั่งครอบครัว การต่อสู้แบบกลุ่มให้ต้องห่วงหน้าพะวงหลังย่อมสร้างผลเสียให้แก่เขา
ในขณะเดียวกัน ทางด้านของซีซ่า
.
< เ้าโอเกอร์ ก็จริงที่มันแข็งแกร่ง เราเองก็ไม่เคยต่อสู้กับนักบุกเบิกระดับทองหรอกนะ แต่มันเป็คนรักพวกพ้อง สถานการณ์ในตอนนี้คงทำให้มันลังเลที่จะตัดสินใจไม่น้อย >
.
ซีซ่าครุ่นคิดในขณะที่ยังคงเฝ้ารอให้ศัตรูประกาศขอยอมแพ้
แม้ว่าเขาจะหลงคิดว่าตนถือไพ่เหนือกว่าศัตรู ทว่าความห่างชั้นของพลังกลับชัดเจนยิ่งกว่า ลึกลงไปแล้วซีซ่ากลับกังวลไม่น้อยเกี่ยวกับความเป็ไปได้ที่พวกเขาจะพ่ายแพ้
ในขณะเดียวกัน โอเกอร์เองก็ล่วงรู้ถึงความเสี่ยงที่ฝ่ายตนจำต้องแบบรับ
“แบบนี้แย่แน่ ดูเหมือนเราจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงความสูญเสียได้เลยสินะ”
จนแล้วจนรอด ฝ่ายโอเกอร์ก็มิอาจควานหาทางออกที่จบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง
แม้ว่าพละกำลังของเขาจะไม่เป็สองรองใคร ทว่าปัจจัยภายนอกกลับเอียนเอียงไปทางศัตรู แม้ในตอนจบฝ่ายตนจะเป็ผู้ชนะ อย่างน้อยที่สุดฝ่ายเขาก็อาจล้มตายไม่สองก็สามในสี่ส่วน
ความเคร่งเครียดได้ก่อตัวขึ้นในห้วงอากาศ ทางเลือกที่เหลือมีอยู่เพียงหนึ่ง กระนั้นก็เป็ทางเลือกที่เสี่ยงเกินไปและผลลัพธ์ก็ไม่น่าอภิรมย์เท่าใดนัก
ทันใดนั้นเอง เสียงของกวีพลันถูกเปล่งขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“ผมคิดว่าผมมีตัวเลือกที่สามให้พวกคุณครับ”
พลันเสียงของเขาสิ้นสุดลง แววตาของทุกคนต่างก็ตะลึงงันไปกับสิ่งที่กวีพึ่งกล่าวออกมา
ราวห้านาทีต่อมา เมื่อกวีได้อธิบายแผนการทั้งหมดให้ทุกคนได้รับฟัง
“อืม แม้โอกาสสำเร็จจะน้อยก็จริง แต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย”
โอเกอร์เห็นด้วยกับแผนการของกวีเป็อย่างยิ่ง ในสถานการณ์ที่ไร้ซึ่งความหวัง แม้เพียงเปลวเพลิงอันน้อยนิดก็สามารถส่องสว่างขึ้นมาได้อีกครั้ง
เมื่อนั้นกวีได้ลุกขึ้นยืน เขาเริ่มต้นฝีเท้ามุ่งไปหาเหล่ากองกำลังของศัตรูเพียงลำพัง
“ได้โปรดรอดกลับมาให้ได้นะคะ”
แววตาของแอนนาจดจ้องไปยังแผ่นหลังของเขาด้วยความเป็ห่วง สิ่งเดียวที่เธอพอทำได้คือการเฝ้าภาวนาให้กวีปลอดภัย
เพราะถ้าหากแผนการนี้ไม่ประสบผลสำเร็จ คนแรกที่จะต้องตายก็คือตัวกวีเอง
ทุกปากกระบอกปืนได้จดจ่อเข้ามาอย่างพร้อมเพรียงในทุกย่างก้าวที่กวีก้าวเดิน
“ให้ยิงเลยไหมครับ ?”
หนึ่งในพลซุ่มยิงได้เอ่ยขึ้นมา ในใจเฝ้าคิดว่าพวกมันบ้าไปแล้วหรือเยี่ยงไร เหตุใดพวกมันจึงส่งเด็กชายที่ร่างกายผอมบางออกมาเพียงลำพัง หรือนี่จะเป็แผนการฆ่าตัวตาย?
ทว่าซีซ่ากลับมีความคิดเห็นที่แตกต่าง
“เ้าหนูนี่.. มันไม่กลัวเลยรึไงนะ”
บนใบหน้าของกวีแขวนรอยยิ้มอย่างไม่กลัวตาย ทำให้หลากหลายข้อสงสัยได้ปรากฏขึ้นมาในหัวของซีซ่า แม้จะลองดูเชิงให้ลึกลงไป กระนั้นกลับมิอาจคาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ในหัว
เพียงแด่ว่า ทุกสิ่งที่ซีซ่าครุ่นคิดล้วนผิดมหันต์ เพราะในขณะที่อีกฝ่ายกำลังแขวนยิ้ม สองมือของกวีกลับสั่นไหวประหนึ่งต้นไม้ใหญ่เมื่อยามลมพัดโบก
หัวใจของเขาเต้นระรัวราวกับเสียงกลอง เพียงแค่ยืนหยัดด้วยสองขาให้มั่นคงได้ก็นับว่ายากแล้ว
“ทำไมเราไม่มาลองทำข้อตกลงกันดูล่ะครับ”
ทุกสายตาต่างจับจ้องมองเขาด้วยความตกตะลึง ผู้ใดก็ต่างคิดว่ามันผู้นี้คงบ้าหรือไม่ก็เสียสติ
“แต่ก่อนที่พวกเราจะไปถึงจุดนั้น คุณจะรับประกันได้ยังไงว่าทางฝั่งคุณจะปล่อยพวกเราถ้าหากพวกเรายอมแพ้น่ะ ?”
กวีเริ่มเปิดฉากจู่โจมมิใช่ด้วยท่วงท่าการต่อสู้แต่ด้วยวาจา
ทว่าซีซ่ากลับมิอาจคาดเดาได้ว่าศัตรู้าสิ่งใดกันแน่
.
< เ้าเด็กบ้านี่ยอมเสี่ยงชีวิตเข้ามาก็เพื่อพูดเื่พรรค์นี้เนี่ยนะ นี่มันกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ ? >
.
เขามิอาจเข้าใจความคิดของอีกฝ่าย ต่อให้เป็คนไม่รู้จักคิด ทว่ากับเด็กหนุ่มคนนี้กลับแตกต่างออกไป ทุกถ้อยคำล้วนถูกไตร่ตรองมาเป็อย่างดี ทั้งอากัปกิริยาและท่าทางที่มั่นอกมั่นใจ รอยยิ้มที่เผยขึ้นก็ปราศจากความกลัวจนมิอาจแยกออกว่ามันบ้าหรือฉลาดกันแน่
แต่แล้วมุมปากของซีซ่ากลับยกขึ้นเป็ริ้วพร้อมกล่าวว่า
“ต้องขอโทษที่ต้องตอบเช่นนี้ พวกข้าไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยันทั้งนั้น แต่ข้าเองก็ไม่คิดจะโทษแกหรอกเ้าหนู คงไม่มีผู้ใดเชื่อว่าข้าที่กำลังเล็งปากกระบอกปืนไปที่หัวของแกจะไม่ลั่นไกล แต่สุดท้ายข้าก็ขอยืนยันคำเดิม วัตถุประสงค์เดียวของพวกข้าคือการนำตัวองค์หญิงแอนนากลับไป”
ต่อหน้าศัตรูที่ยังมีความลังเล ตัวซีซ่าย่อมรู้ดีว่าเขามิอาจทำให้อีกฝ่ายเชื่อมั่น
ในขณะเดียวกัน ฝ่ายกวีกลับรู้สึกสงสัยว่าเหตุใดพวกมันจึงไม่บุกเข้ามา พวกมันคือกลุ่มโจรผู้ปล้นฆ่าเป็ชีวิตจิตใจ แล้วไฉนมันจึงยินยอมรับฟังคำขออันน่าสงสัยที่เขาพึ่งเอ่ยไป
“เช่นนั้นก็หมายความว่าต่อให้พวกเราจะยอมแพ้ พวกคุณก็ไม่สามารถยืนยันความปลอดภัยของพวกเราได้ และต่อให้เป็แบบนั้น ตัวคุณก็ยังยืนกรานให้พวกเราละทิ้งอาวุธไปซะ คุณจะบอกแบบนั้นใช่ไหม?”
กวียกยิ้มอย่างมีเลศนัยพร้อมเอ่ยพูดกับซีซ่า
“ตามนั้น”
ตัวซีซ่าเองก็ตอบรับและเปล่งวาจาโต้ตอบกับเขาอย่างเถรตรง
บรรยากาศพลันเข้าสู่ความเงียบงันอีกครั้งเมื่อเสียงสนทนาสิ้นสุดลง
มุมปากของกวีเริ่มขยับยกขึ้นสูงอีกครั้ง แปรเปลี่ยนเป็รอยยิ้มอันเปี่ยมไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม และเสียงว่ากล่าวของเขาก็จึงดังกู่ก้องติดตามมา
“ดูเหมือนคุณจะลืมไปนะครับว่าทางนี้เองก็มีคุณโอเกอร์ ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็ถึงนักบุกเบิกระดับทองขั้นที่หนึ่งเลยนะครับ”
พลันได้ยินถ้อยคำว่ากล่าวของกวี ดวงตาของซีซ่ากลับเบิกกว้างพร้อมมีหนึ่งความคิดได้ผุดมาในหัวของเขา
.
< เข้าใจล่ะ เ้าเด็กนี่มันพยายามจะทำให้เราไขว้เขว มัน้าข่มเราในเื่ของคุณภาพนี่เอง !! >
.
แม้ว่าเขาจะตระเตรียมแผนการมาเป็อย่างดี ทว่าตัวซีซ่าย่อมรู้ถึงความเสี่ยงที่ตนจำต้องแบกรับ
เื่จำนวนมิใช่เป็ปัจจัยเดียวในการกำหนดทิศทางของสนามรบ ในเื่ของพลังก็มีส่วนชักจูงให้รูปการณ์แปรเปลี่ยนไป
ยามนี้ในใจของซีซ่าเริ่มมีความลังเลก่อตัวขึ้นมา ระหว่างเขาและโอเกอร์ยังมิอาจเทียบเคียงกันได้ในเื่ของทักษะและพลัง
.
< เ้าหนูนี่มันคิดอะไรอยู่กันแน่ นี่มันแค่้าแค่จะข่มขวัญเรางั้นรึ ในเมื่อมันกล้าเสี่ยงเข้ามาทั้ง ๆ ที่สามารถถูกยิงได้ทุกเมื่อ แต่ก็พูดว่ามันบ้าไม่ได้ เพราะเราเองก็เริ่มเสียขวัญกำลังใจขึ้นมาแล้วจริงๆ >
.
ซีซ่าครุ่นคิดถึงความเป็ไปได้มากมายร้อยแปด ซึ่งหากเป้าหมายของกวีคือการข่มขวัญพวกมันจริง เช่นนั้นการกระทำของเขาก็นับว่าประสบผลสำเร็จอย่างงดงาม
ก็หากว่ามันมีแค่นั้นจริง
ซีซ่าได้สลัดความคิดแรกและจึงเริ่มต้นคิดใหม่
.
< ไม่สิ หากลองคิดดูให้ดี เริ่มต้นจากประโยคแรกที่มันพูดขึ้นมา สิ่งเดียวที่เราทำก็คือรับฟังเท่านั้น หรือว่ามัน้าซื้อเวลา แต่จะทำไปเพื่ออะไรกันล่ะ ? >
.
หลากหลายความคิดได้ผสมปนเปกันอยู่ในหัวของเขา บางสิ่งยังแลดูคลุมเครือ จะต้องมีเหตุผลอื่นซ่อนอยู่ในการกระทำทั้งหมดของกวี
ในขณะเดียวกัน โอเกอร์ยังคงเฝ้าลุ้นผลลัพธ์เช่นเดียวกันกับทุกคน
เพียงแต่ว่า กลับมีเพียงแค่แอนนาเท่านั้นที่มิได้สนใจกวี ดวงตาของเธอยามนี้ได้ปิดสนิทลงมิได้จ้องมองสิ่งใด
ท่ามกลางท้องทะเลทรายอันเงียบสงัด กวีและซีซ่ายังคงจ้องมองไปที่กันและกัน
แต่แล้วกลับปรากฏรูปลักษณ์ของชายคนหนึ่ง มันผู้นั้นวิ่งตรงเข้ามาหาซีซ่าจากอีกกลุ่มที่อยู่รอบนอก
มันปิดบังใบหน้าด้วยผ้าสีดำ ในมือมีกิ่งไม้คล้ายเสาอากาศขนาดเท่าไม้เรียว
เมื่อมาถึง มันได้ยื่นหน้าเข้าหาซีซ่า แม้มิอาจมองเห็นปาก ทว่าจำต้องส่งเสียงกระซิบเพื่อบอกบางสิ่งให้แก่ซีซ่าได้รับรู้
ชายผู้นั้นวิ่งกลับไปยังที่ของมัน แต่แล้วบนใบหน้าของซีซ่ากลับมีรอยยิ้มปรากฏขึ้น
“ท่านกวี รีบหนีไปซะ !!”
แอนนาได้ลืมตาขึ้นมาอย่างกะทันหัน สีหน้าของเธอช่างแลดูตื่นตระหนก ไม่นานเธอเร่งลุกขึ้นยืนพร้อมเปล่งเสียงะโดังก้องกังวานไปทั่วทั้งบริเวณ
ดวงตาของกวีจดจ้องไปยังอสูรร้ายที่อยู่ตรงหน้า จิตสังหารที่แผ่ขยายเป็วงกว้างล้วนมุ่งเป้ามาที่เขาเพียงคนเดียว
“เ้าหนู นี่แกคิดจะเล่นตุกติกรึ ?”
ร่างกายของกวีสั่นเทาเพียงแค่ได้เห็นรอยยิ้มของซีซ่า ทุกสิ่งที่เขาได้กระทำลงไปล้วนสูญเปล่า
แต่แล้วมือขวาของมันได้ชูขึ้นอยู่เหนือศีรษะ พร้อมริมฝีปากเริ่มต้นสั่นไหวและจึงเปล่งเสียงะโดังลั่น
“พวกแกทุกคน จนกว่าข้าจะบอกให้ยิง ห้ามใครก็ตามลงมือทำสิ่งใดหากข้าไม่สั่งเป็อันขาด”
ซีซ่ามองมาพร้อมเผยรอยยิ้มอันเปี่ยมล้นไปด้วยเลศนัย ไม่รู้ว่ามัน้าสิ่งใดจึงยังคิดไว้ชีวิตเขา ความคิดของมันช่างซับซ้อนแยบยลยากเกินจะคาดเดา
“ดูเหมือนว่าเราจะมาได้เท่านี้สินะ” กวีหัวเราะแห้งๆ ทว่าสีหน้ากลับแลดูสิ้นหวัง
แผนการของเขามิได้ซับซ้อน กวีเพียง้าเบี่ยงเบนความสนใจของพวกมันให้หยุดอยู่ที่เขา เหตุผลก็เพื่อยื้อเวลาจนกว่าทักษะของแอนนาจะกลับมาใช้การได้อีกครั้ง
เมื่อเ้าค้างคาวตัวน้อยโบยบินขึ้นสู่ท้องนภา เป้าหมายก็คือการขอความช่วยเหลือจากเหล่านักเดินทางกลุ่มอื่นในพื้นที่ใกล้เคียง
ทว่าทุกสิ่งกลับมิได้เป็ไปดังที่พวกกวี้า
“ข้าจะบอกให้ก็ได้” เสียงของซีซ่าพลันดังขึ้นเพื่อบอกเล่าถึงความจริง “ในกลุ่มของพวกเราจะเพียงแค่สองคนเท่านั้นที่มีสมุดนิทาน หนึ่งคือตัวข้า และสองก็คือเ้าคนที่พึ่งเดินเข้ามาหา ทักษะของมันคือการตรวจสอบการไหลเวียนของพลังในพื้นที่รอบตัว แน่นอนว่าทักษะ ‘นกน้อย’ ขององค์หญิงก็ไม่เว้น”
กวีเหลียวมองกลับไปหาแอนนา สิ่งแรกที่เขาเห็นก็คือภาพของเธอที่ยามนี้กำลังร่ำไห้
“ชั้นขอโทษ ชั้นขอโทษจริง ๆ ค่ะ”
แอนนาเอาแต่โทษตัวเอง ความสามารถของเธอควรจะเป็ความหวังเดียวของพวกเขา ทว่าตัวเธอกลับทำมันพังทลายจนเหลือชิ้นดี
สีหน้าของเหล่าทหารเหี่ยวเฉาราวกับใบไม้ในยามย่างเข้าสู่ฤดูหนาว พร้อมกับประกายแสงแห่งความหวังดวงสุดท้ายได้มืดดับลงในท้ายที่สุด
ถึงกระนั้นซีซ่ากลับยังคงมิได้ปล่อยวาง
.
< ทำไมองค์หญิงแอนนาถึงกล้าส่งเ้าหนูนี่มาคนเดียว แต่ไม่ว่ามันจะเป็เพราะเหตุใด ทว่าตัวเธอคงจะไว้ใจในตัวมันพอสมควร >
.
แท้จริงแล้วซีซ่ามิได้้าฆ่าใครดังที่เขาได้กล่าว ทว่าความซื่อสัตย์ที่เหล่าทหารมีให้แก่แอนนาช่างมีมากล้น พวกเขาจะไม่ยอมแพ้ แม้ว่าสุดท้ายแล้วสิ่งเดียวที่รอคอยจะมีเพียงความตายที่ไร้ซึ่งหนทางเลี่ยงหลีก
“จริงสิ ทำไมเราไม่รีบนึกให้ออกเร็วกว่านี้กันนะ !!”
เสียงของซีซ่าดังก้องกังวานในฉับพลัน เรียวปากบางเม้มเข้าหากันเป็รอยยิ้มบาง ๆ แฝงเล่ห์ร้าย
.
< ในเมื่อพวกมันไม่คิดจะยอมแพ้ เช่นนั้นเราก็ต้องมอบข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธได้ให้แก่พวกมันซะ !! >
.
ไม่ว่ามันจะคิดสิ่งใดอยู่ในหัว ย่อมไม่มีทางที่มันจะเป็เื่ดี
ในขณะเดียวกัน ทางด้านของกวี
สีหน้าของเขายามนี้ได้แสดงออกมาถึงความสิ้นหวัง มุมปากโค้งขึ้นน้อย ๆ หากแต่ว่ามันช่างเหี่ยวเฉาราวกับไม้ดอกผลัดใบ
“ไม่ได้สินะ..”
ความสิ้นหวังได้แผ่ขยายเข้าบดบังดวงตาของกวี ในขณะที่หลายสิบกระบอกปืนกำลังจดจ่อมาที่เขา บริเวณรอบกายก็มีเพียงทะเลทรายอันว่างเปล่า ไร้ซึ่งทางหนี ไร้ซึ่งสถานที่กำลัง สิ่งเดียวที่เฝ้ารออยู่กลับมีเพียงความตาย
แต่แล้วเสียงของซีซ่ากลับดังก้องกังวานขึ้นมาในฉับพลัน หรือนี่จะเป็ประกาศิตสั่งตายที่จักพรากชีวิตของเขาให้สิ้นลง
“เ้าหนู ข้านับถือในความแน่วแน่และกล้าหาญของแก เพราะฉะนั้นข้าจะยอมให้โอกาสสักครั้ง เอาแบบนี้เป็ไงล่ะ แกจะต้องโค่นสองนักสู้ที่ข้าเลือก หากแกทำได้ พวกข้าจะล่าถอยและไม่คิดที่จะเข้าใกล้ค่ายพักแรมของพวกแกอีก”
กวีหยุดชะงักเพราะความตกตะลึงไปครู่หนึ่ง แต่แล้วเขากลับฉุกคิดบางสิ่งขึ้นมาได้พร้อมกับกล่าวว่า
“ไอ้เวรนี่ คิดจะมาไม้นี้นี่เอง !!”
บนใบหน้าของโอเกอร์ฉายแววความโกรธ เขาเร่งลุกขึ้นยืนเพราะความเดือดดาลอย่างถึงที่สุด เสียงของเขาพลันถูกเปล่งออกไปดังก้องกังวานประหนึ่งว่าเป็เสียงฟ้าผ่า
“เ้าขี้ขลาด ท่านกวียังเป็แค่เด็ก เพราะฉะนั้นชั้นจะเป็คนสู้เอง !!”
ได้ยินเช่นนั้น ซีซ่าจึงชี้นิ้วไปที่ยักษาสีครามพร้อมสายตาคมกริบดุดันที่จ้องมองไป
“หุบปากไปซะโอเกอร์ ถ้าแกกล้าออกมาจากประตูทางเข้าแม้แต่ก้าวเดียว เมื่อนั้นข้าจะสั่งให้ทุกคนบุกเข้าไปในทันที”
คำสั่งของเขาถือเป็คำขาด โอเกอร์จึงกำหมัดแน่นและรู้สึกด้อยค่าตนเองเพราะมิอาจทำอะไรได้
แผนการของซีซ่านั้นเรียบง่าย ไม่ว่าจะยอดนักรบหรือข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์ ทว่ามนุษย์ก็คืุ์ แต่ละคนย่อมมีความรู้สึกนึกคิดเฉกเช่นเดียวกัน หากลองได้เห็นการเชือดไก่ให้ลิงดูแม้เพียงสักครา ไม่ว่าผู้ใดก็ต้องรู้สักหวาดกลัวต่อความตายไม่มากก็น้อย
“ก็ได้ ชั้นขอรับคำท้า”
ทุกสายตาต่างตกตะลึงยิ่งขึ้นไปอีก แม้กระทั่งตัวซีซ่าเองก็มิได้แตกต่าง
“โอเกอร์ นั่นท่านกวีคิดจะรับคำท้าของพวกมันจริง ๆ หรือคะ ?”
“ก็.. ไม่รู้สิครับ”
ในสายตาของทั้งสองคน ตัวกวีหาใช่คนโง่หรือคนบ้า เขาย่อมสามารถคาดเดาแผนการของศัตรูได้อย่างแน่นอน
“เอาล่ะมาลองกันสักตั้ง จะออกหัวหรือออกก้อย แต่คนที่รู้เื่นั้นดีก็คงมีแค่แกสินะไอ้พระเ้าเฮงซวย” กวีเร่งกล่าวพร้อมกำดาบในมือจนแน่นขนัด
ซึ่งในความเป็จริง ตัวเขาได้ลองวิเคราะห์ข้อดีและข้อเสียในทุกตัวเลือกที่มี
ในกรณีที่ปฏิเสธ ผลลัพธ์ที่จะตามมาก็คือการเผชิญหน้ากับกองทัพของศัตรู ซึ่งแม้ว่าพวกเขาจะเอาหนีรอดไปได้จริง ทว่ากองกำลังจะเสียหายไปไม่น้อยกว่าครึ่ง
ในกรณีที่เขาตอบตกลง แม้ว่าสุดท้ายแล้วเขาจะสามารถโค้นล้มคู่ประลองที่ศัตรูเลือกมา แต่ก็ไม่มีสิ่งใดมายืนยันว่าซีซ่าจะยอมทำตามเงื่อนไข
หรือก็คือ ไม่ว่ากวีจะเลือกหนทางใด สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ยังไม่วายเป็มวยรองบ่อนอยู่ดี
โอเกอร์ก้าวเดินเข้ามาหาพร้อมในมือมีดาบเล่มหนึ่ง เขาเร่งมอบมันให้แก่กวี สิ่งเดียวที่ทำได้ตอนนี้การคือฝากความหวังที่เหลือให้แก่ชายหนุ่ม
ศัตรูคนแรกได้ก้าวเดินเข้าสู่สังเวียน ใบหน้าของมันแลดูดุดันประหนึ่งนักรบแดนเถื่อน บนศีรษะไร้ซึ่งเส้นผมใดๆ ร่างกายสูงใหญ่ราว ๆ สองเมตรเศษ มันถือขวานเล่มใหญ่ในมือขวาด้วยมือเพียงข้างเดียว
“ข้าคือนักรบเอกมือขวาของท่านซีซ่าชื่อว่ารุมบาบู แม้จะไม่มีสมุดนิทานก็จริง แต่อย่าคิดว่าแกจะเอาชนะข้าได้ง่าย ๆ ล่ะเ้าหนู”
มันกล่าวพร้อมกับยิ้มแสยะ ใบหน้าของมันฉายแววความมั่นใจเอาไว้เต็มอก
ทั้งสองฝ่ายอย่างจดจ้องมองหน้ากัน แต่แล้วรุมบาบูได้เป็ฝ่ายเริ่มต้นเปิดฉากการโจมตี
“ฮ่าๆ อย่ากลัวจนหัวหดไปซะก่อนล่ะเ้าหนู !!”
มันพุ่งทะยานเข้ามาด้วยความบ้าคลั่ง ดูแล้วก็พลันนึกถึงเสือสมิงค์ที่โมโหหิวตัวหนึ่ง
ขวานเล่มั์ถูกเหวี่ยงไปข้างหน้าอย่างรุนแรง เมื่อคมแหลมใกล้เข้าถึงตัว กวีได้เร่งขยับเท้าและหลบหลีกได้อย่างทันท่วงที
“ไอ้เด็กบ้านี่ !!”
รุมบาบูโมโหโกรธเกรี้ยวโกรธา ขวานเล่มั์พลันสะบั้นเข้าใส่ศัตรูอย่างต่อเนื่องและรุนแรง
“ซุ่ม ๆ ๆ !!”
ทุกท่วงท่าถูกหลบเลี่ยงได้อย่างเหมาะเจาะ แววตาของกวีจดจ้องไปที่ศัตรูอย่างมีสมาธิ ทุกสิ่งที่เขาเห็นเริ่มช้าลงราวกับมองเห็นอนาคต กระทั่งขวานเล่มใหญ่ก็ไม่มีทางได้ดื่มเืของเขาแม้เพียงสักหยด
แม้ว่าการเหวี่ยงขวานจะรวดเร็วประหนึ่งสายลมพัดผ่าน ทว่าทุกท่วงท่ากลับถูกอ่านได้อย่างง่ายดาย ราวกับว่าเป็การละเล่นของเด็ก การเหวี่ยงขวานแต่ละครั้งจึงมิได้ผ่านกระบวนคิดหรือไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน
“ข้าชักโมโหแล้วนะเว้ย !!”
เสียงของรุมบาบูดังก้องกังวานขึ้นมาประหนึ่งเสียงฟ้าผ่า สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความโกรธ
“ซุ่ม !!”
ความเร็วของเขาเพิ่มพูนยิ่งขึ้นในชั่วครู่ขณะหนึ่ง กวีมิอาจสังเกตเห็นได้ทันท่วงที มันทะยานเข้าจู่โจมอย่างรวดเร็วจนเขาตามไม่ทัน
“ตายซะไอ้เด็กเวร !!”
ปลายเท้าของรุมบาบูเข้าประทับที่ชายโครงของกวี ร่างกายพลันปลิวไปอย่างรวดเร็วราวกับลูกะุ
เรือนร่างของกวีกระทบกับผืนทรายอย่างรุนแรง ความเ็ปพลันเข้าแทรกซึมไปทั่วิั ทั่วกายเขารวดร้าวและทุกข์ทรมานจนต้องสำลักน้ำลายออกมา
“ท่านกวี !!”
แอนนาส่งเสียงเรียกด้วยความใ การโจมตีเมื่อครู่กระทบเข้าชายโครงของกวีอย่างแม่นยำ ย่อมไม่มีทางที่เขาจะสบายดีและกลับมากระปรี้กระเปร่าในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน
กวีรู้สึกถึงความเ็ปที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง อาการของเขายามนี้สาหัสจนมิอาจลุกขึ้นยืนไหว
“เป็อะไรไป ได้แค่นี้เองรึเ้าหนู หากเมื่อกี้เป็ขวานมิใช่ลูกถีบ ป่านนี้คอของแกก็คงขาดสะบั้นไปแล้ว”
รุมบาบูแสยะยิ้มกล่าว แม้สติปัญญาของมันจะโง่เขลาเปรียบได้แค่ลิง ทว่ามันได้แลกเปลี่ยนกับร่างกายที่แข็งแกร่งดุจหินผา ทั้งความเร็ว พละกำลัง ความอดทนของร่างกาย ทุกปัจจัยช่างเหนือล้ำยิ่งกว่ากวีที่ก่อนนี้เคยเป็ผู้ป่วยติดเตียง
“เ้าโง่ เล่นไม่รู้จักเวล่ำเวลา แต่ก็.. เอาเถอะว่ะ”
ซีซ่าแลดูจะไม่สบอารมณ์ แม้ฝ่ายตนจะยังคงได้เปรียบอย่างชัดเจน ศัตรูเองก็เป็เพียงเด็กหนุ่มร่างกายผอมบาง ย่อมไม่ทางที่เทพีแห่งชัยชนะจะชายตาไปที่มัน
แต่แล้วเพราะเหตุใดกันล่ะ เหตุไฉนซีซ่าจึงรู้สึกถึงความกังวลที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน
กวีเร่งเค้นแรงลุกขึ้นยืนอย่างสุดชีวิต สายตาจดจ้องแน่วแน่พร้อมสองมือจับดาบมั่นคง
“เราเทียบพลังกับมันไม่ได้เลย มันบ้าก็จริง แต่ร่างกายของมันก็แข็งแกร่งกว่าเราอยู่ดี”
แม้ความเสียหายจากการโจมตีเมื่อครู่จะยังคงหลงเหลืออยู่ ทว่ามันก็มิได้หนักหนาสาหัสเท่าใดจนต้องขอยอมแพ้
กวีเสียเปรียบเื่พละกำลัง หากต้องต่อสู้ต่อไปอีกสักสิบนาที แรงกายที่มีย่อมหมดลง และฝ่ายที่ต้องตายก็คือตัวเขา
แต่แล้วมุมปากของกวีขยับยกขึ้นสูง เขารู้สึกเจ็บใจในความด้อยพลังของตนเอง
“ใคร ๆ ก็เอาแต่คิดว่าชั้นเป็พวกขยะไร้ความสามารถ เพราะแบบนั้นพวกมันทุกตัวถึงได้เอาแต่ออมมือให้ชั้น แต่ก็..”
‘ดีเลยว่ะ’
กวีจับดาบมั่นคงพร้อมเข้าต่อสู้ จิตสังหารของเขาช่างรุนแรง เมื่อมันได้เห็นใบหน้าของเขา รุมบาบูพลันเผยยิ้มออกมาราวกับว่ามันกำลังสนุกสนาน
“ยังจะเอาอีกรึเ้าหนู !!”
มือข้างขวากำขวานเล่มใหญ่จนแน่นขนัด แววตาของมันจ้องมองไปยังกวีที่ยามนี้ได้พุ่งเข้ามาอย่างสุดกำลัง
“นั่นท่านกวีกำลังจะทำอะไรกันแน่ ?!!”
แอนนาเร่งเอ่ยวาจาด้วยความใ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงเหตุผลภายใต้การกระทำของกวี ต่อหน้าศัตรูผู้มีพละกำลังดุจดังช้างสาร ทว่าเขากลับพุ่งเข้าหาศัตรูอย่างซึ่งหน้าราวกับว่าเขาไม่กลัวตาย
อะดรีนาลีนไหลเวียนทั่วร่างอย่างบ้าคลั่ง แววตาของกวีไร้ซึ่งความกลัว สองเท้าวิ่งตรงไปพร้อมมีดาบในมือเตรียมเข้าฟาดฟัน
“ต้องอย่างนี้สิวะไอ้หนู พุ่งเข้าใส่ด้วยทุกสิ่งที่มี แม้ว่าจะตกอยู่ภายใต้สถานการณ์อันสิ้นหวังก็ตาม แม่งถูกใจฉิบหาย ข้าชอบแกว่ะไอ้หนู !!”
ขวานในมือขวาของรุมบาบูและดาบของกวีได้ปะทะกันอย่างรุนแรง เม็ดทรายพลันกระจายไปทั่วทั้งบริเวณ ทว่าฝ่ายกวีกลับมิอาจต้านทานพลัง ร่างกายของเขาลอยละลิ่วปลิวออกไปมิได้ต่างจากเศษกระดาษ
“ตู้มม !!”
เรือนร่างของเขากระทบกับพื้นทะเลทรายอย่างรุนแรง ดาบเหล็กกล้าหักเป็สองส่วน เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายได้หมดลงและดาบพลันร่วงหล่นออกจากมือ
ร่างกายของเขาแน่นิ่งราวกับศพ สามนาทีผ่านไป ห้านาทีผ่านไป กระนั้นกลับไร้ซึ่งท่าทีว่ากวีจะฟื้นคืนสติกลับมา
“ไม่จริงใช่ไหม ท่านกวี.. ตายแล้ว..”
หยาดน้ำตาหลั่งไหลอาบสองแก้มของแอนนา ความสิ้นหวังได้ปกคลุมอย่างรวดเร็ว บนใบหน้าของรุมบาบูเผยรอยยิ้มอย่างชอบใจ มือซ้ายของมันชูขึ้นสู่ผืนนภาเพื่อประกาศกร้าวถึงชัยชนะ
“ข้าโค่นมันได้แล้ว !!”
เสียงะโของมันก้องกังวานราวกับเสียงคำราม เหล่าโจรงูเห่าดำต่างเร่งเปล่งเสียงะโและโห่ร้อง
พวกมันทุกคนล้วนแล้วรู้สึกปีติยินดี ยกเว้นคนคนเดียว
“ความรู้สึกแปลก ๆ นี่มันหมายความว่ายังไง ทำไมข้าถึงสังหรณ์ใจไม่ดีเอาเสียเลย”
ซีซ่ากล่าวพลางจดจ้องไปยังร่างอันนิ่งสงบของกวี หากแต่สีหน้าของเขากลับยังคงมีความรู้สึกเป็กังวล
ท่ามกลางเสียงะโของเหล่าโจร เสียงของใครบางขึ้นได้ก้องกังวานอย่างแ่เบาไร้ซึ่งผู้ใดได้ยิน
“โล่อากาศ.. ฟาเรม..”
จิตสังหารแรงกล้าพลันส่งมาถึงซีซ่าอย่างฉับพลัน
“หลบไปซะเ้าโง่ !!”
เสียงของเขาถูกะโออกมาดังลั่น แต่ก่อนที่รุมบาบูจะไหวตัวทัน ข้างกายมันกลับถูกขนาบข้างด้วยโล่แสงสีขาวขนาดใหญ่จากด้านซ้ายและขวา
“อ้ากกกกกกก !!”
โล่ทั้งสองเข้าบดขยี้ร่างของมันราวกับเป็เครื่องปิ้งขนมปัง เสียงกรีดร้องพลันดังก้องกังวานอย่างบ้าคลั่ง เรือนร่างของมันค่อย ๆ ถูกบดขยี้พร้อมมีเสียงกระดูกที่ถูกบ่อนทำลายจนแหลกละเอียด
รูทวาร รูหู รูจมูก รูองคชาต สายโลหิตสีแดงฉานได้หลั่งไหลออกจากทั่วทุกรูที่มนุษย์หนึ่งคนพึงจะมี
ร่างกายของรุมบาบูแบนราบราวกับแผ่นขนมปัง เศษชิ้นเนื้อและเครื่องในเกลื่อนนองอยู่บนพื้นทรายพร้อมมีกลิ่นโชยตลบอบอวล
ทุกเสียงโห่ร้องได้เงียบลงแปรเปลี่ยนเป็ความตื่นตะลึง เหล่าโจรที่เคยเปล่งเสียงะโยามนี้กลับเงียบไปราวกับซากศพ
ห่างไกลออกไปราวห้าสิบเมตร ร่างของกวีได้ค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า เมื่อสองเท้าตั้งมั่นกับพื้น มือขวาได้ชูขึ้นฟ้าพร้อมเผยรอยยิ้มเพื่อประกาศศักดา
“ชั้นชนะ”
ผลลัพธ์อันน่าเหลือเชื่อได้ปรากฏสู่โลกแห่งความจริง
กระทั่งซีซ่าเองยังคาดเดาผิด ตัวเขาย่อมรู้ดีว่ากลุ่มนี้นอกจากเขาล้วนแล้วมีแต่คนไร้การศึกษา ทว่าสิ่งที่คิดผิดยิ่งกว่ากลับเป็เื่สติปัญญาที่กวีมีอยู่
“เอาเถอะ ก็ถือว่ายังไม่ได้เลวร้ายเท่าใดนัก”
ซีซ่าเริ่มกล่าว เมื่อเสียงสิ้นสุดลง เขาได้เริ่มต้นฝีเท้าก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับเผยยิ้มขึ้นอย่างไม่กลัวตาย
ทั้งสองฝ่ายมีระยะห่างราวสิบก้าว ต่างฝ่ายต่างจดจ้องมองหน้ากัน ตัวกวีมีส่วนสูงที่ราวร้อยเจ็ดสิบ ในขณะที่ซีซ่าคงมีส่วนสูงที่ราวร้อยเก้าสิบเิเ
และแล้วเขาก็เริ่มกล่าวอีกครั้ง
“เ้าหนู แกทำได้ดีในการต่อสู้รอบแรก แต่ขอข้าดูหน่อยเถอะว่าแกจะเอาชีวิตรอดในครั้งต่อไปได้เช่นไร เพราะคู่ต่อสู้คนต่อไปของแกก็คือข้า”