ณ ลานทดสอบ โรงเรียนสหเวทย์ สาขา 896
สิ้นเสียงสัญญาณดุจประกาศิตที่ดังกังวานไปทั่วทั้งอาณาบริเวณ โดมพลังงานสีรุ้งขนาดมหึมาที่เคยปิดกั้นโลกภายนอกเอาไว้ตลอดเจ็ดทิวาเจ็ดราตรี บัดนี้ค่อยๆ สลายกลายเป็นละอองแสงสีทองแล้วเลือนหายไปในอากาศ เผยให้เห็นท้องฟ้าสีครามสดใสเบื้องบนอีกครั้ง เหล่าผู้นำตระกูลใหญ่ทั้งสี่ ผู้อาวุโสจากวิหารศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงขุนนางและผู้แทนจากตระกูลน้อยใหญ่ ต่างทยอยกลับเข้ามายังที่นั่งประจำตำแหน่งของตนบนอัฒจันทร์โอ่อ่าที่ตั้งล้อมรอบลานทดสอบ บรรยากาศอบอวลไปด้วยเสียงพูดคุยจอแจดังระงม ทั้งความคาดหวังระคนประหม่าฉายชัดบนใบหน้าของผู้รอคอยแทบทุกคน
บัดนี้ สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังประตูมิติทั้งหลายที่ตั้งเรียงรายอยู่กลางลาน ซึ่งเป็นทางออกของผู้เข้าทดสอบ แสงสีต่างๆ เริ่มปรากฏขึ้นเหนือประตูแต่ละบาน บ่งบอกถึงสถานะของผู้ที่อยู่ภายในห้องนั้นๆ แสงสีแดงเพลิงหมายถึงผู้ที่ไม่ผ่านการทดสอบ และจะถูกส่งตัวออกมาด้วยสภาพที่ค่อนข้างบอบช้ำน่าเวทนา ส่วนแสงสีเขียวมรกตหมายถึงผู้ที่ผ่านการทดสอบและยังคงยืนหยัดอยู่รอดจนสิ้นสุดเวลา
"อ๊ากกก! ท่านพ่อ! ข้า...ข้ามันไม่ได้เรื่อง!" เสียงร้องโหยหวนระคนสิ้นหวังดังมาจากคุณชาย ภพ จากตระกูลรองตระกูลหนึ่งที่ถูกส่งตัวออกมาจากประตูสีแดง สภาพของเขาดูอิดโรยราวคนป่วยหนักและเต็มไปด้วยริ้วรอยบาดแผล สร้างความผิดหวังระคนสมเพชให้แก่ผู้เป็นบิดาอย่างยิ่ง
"ไม่เป็นไรลูก...ไม่เป็นไร" จ้าวตระกูลผู้นั้นพยายามปลอบใจบุตรชาย แต่ในใจก็อดที่จะเจ็บปวดรวดร้าวไม่ได้
ทางด้านตระกูลวรกุล บรรยากาศดูจะตึงเครียดยิ่งกว่าใครเพื่อน คุณชายสาม คุณชายสี่ คุณหนูห้า และคุณชายหก ต่างถูกส่งตัวออกมาด้วยสภาพที่ไม่น่าดูชมแม้แต่น้อย พวกเขากำลังร้องแรกแหกกระเชอ ฟ้องร้องถึงเหตุการณ์ที่ถูกกลุ่มของณิชาและเชียร์ร่าถล่มจนย่อยยับอัปปาง สร้างความเดือดดาลให้แก่เจ้าตระกูลวรกุลเป็นอันมาก
"บังอาจ! บังอาจยิ่งนัก!" เจ้าตระกูลวรกุลคำรามเสียงต่ำลอดไรฟัน ใบหน้าแดงก่ำด้วยโทสะระคนความอับอายจนแทบกระอักเลือด เขาเหลือบมองไปยังที่นั่งของผู้อาวุโสมทินาด้วยแววตาอาฆาตมาดร้าย "นังเด็กพวกนั้น...โดยเฉพาะนังณิชา! มันจะต้องชดใช้ในสิ่งที่มันทำ!"
แม้จะหัวเสียจนแทบบ้ากับความพ่ายแพ้อันน่าอัปยศของเหล่าบุตรหลาน แต่เขาก็ยังคงมีความหวังริบหรี่อยู่ที่คุณชายใหญ่ วรุฒ และคุณหนูรอง วริยา ที่ยังไม่ปรากฏตัวออกมา
ท่านผู้เฒ่ารัชโยธิน ซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกล อดที่จะแค่นเสียงเหน็บแนมเบาๆ มิได้ "แหม...ดูเหมือนว่าปีนี้ ตระกูลวรกุลจะเสียท่าให้กับเด็กใหม่เสียแล้วกระมัง ช่างน่าขันสิ้นดี"
แต่แล้วรอยยิ้มเยาะของท่านผู้เฒ่าก็พลันแข็งค้าง เมื่อประตูสีแดงเพลิงบานหนึ่งเปิดออก พร้อมกับร่างอันสะบักสะบอมของ อัคคี บุตรชายคนที่สามและเป็นความหวังหนึ่งเดียวของตระกูลรัชโยธินในการทดสอบครั้งนี้
...สภาพของอัคคีดูไม่ต่างจากลูกหมาตกน้ำ เสื้อผ้าขาดวิ่นรุ่งริ่ง เนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและบาดแผล ไม่เหลือเค้าคุณชายผู้หยิ่งผยองคนเดิมแม้แต่น้อยนิด
"อัคคี! เจ้า...เจ้าเป็นอะไรไป! เหตุใดจึงอยู่ในสภาพเช่นนี้!" ท่านผู้เฒ่าตระกูลรัชโยธินตะโกนถามเสียงดังด้วยความตกใจระคนผิดหวังจนแทบสิ้นสติ
เจ้าตระกูลวรกุลเห็นดังนั้นก็อดที่จะหัวเราะเยาะในใจอย่างสะใจเป็นล้นพ้น 'สมน้ำหน้า! กรรมตามสนองเร็วนัก เมื่อครู่ยังมาดูหมิ่นตระกูลข้าอยู่เลย!'
อัคคีเดินโซซัดโซเซมาหาบิดาด้วยใบหน้าซีดเผือดราวไก่ต้ม "ท่านพ่อ...ข้า...ข้า..." เขาอ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเล่าความจริง "ข้า...ข้าถูกกลุ่มของนังณิชานั่นเล่นงานจนหมดสภาพขอรับ! พวกมัน...พวกมันแข็งแกร่งเกินไป! โดยเฉพาะนังรุจี ศิษย์ของมทินาอีกคน...มันใช้ทักษะประหลาดพิสดารที่ข้าไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน!"
"อะไรนะ! นังเด็กพวกนั้นอีกแล้วรึ!" ท่านผู้เฒ่ารัชโยธินกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน "พวกมันจะต้องชดใช้! บัดนี้ ตระกูลรัชโยธินและตระกูลวรกุลมีศัตรูร่วมกันแล้ว! ข้าจะส่งข่าวไปยังศิษย์ในสังกัดของเราที่อยู่ในโรงเรียนสหเวทย์ ให้พวกเขาสั่งสอนนังเด็กปีศาจพวกนั้นให้รู้สำนึก!"
ในอีกมุมหนึ่งของลานกว้าง เกิดเสียงทะเลาะวิวาทดังขึ้นระหว่างคุณชายคุณหนูจากตระกูลธีรเดชและตระกูลวรางตกุล ดูเหมือนจะมีการปะทะกันอย่างรุนแรงภายในโลกมิติแห่งการทดสอบ
"พวกเจ้ามันขี้ขลาดตาขาว! ลอบโจมตีพวกข้าก่อน!" คุณหนูอารัญ จากตระกูลวรางตกุลกรีดร้องอย่างไม่พอใจ
"เหลวไหลสิ้นดี! พวกเจ้าต่างหากที่มาหาเรื่องยุ่งกับพวกข้าก่อน!" คุณชาย ธีรา จากตระกูลธีรเดชตวาดกลับอย่างไม่ยอมแพ้
โดยปกติแล้ว แต่ละตระกูลใหญ่จะส่งทายาทเข้าร่วมการทดสอบตระกูลละสามคน แต่ในครั้งนี้ ผู้ที่ไม่ผ่านการทดสอบและกำลังยืนทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่คือ คุณชาย เดชา จากตระกูลธีรเดช และคุณหนูอารัญ กับ คุณหนูมินา จากตระกูลวรางตกุล พวกเขาต่างกล่าวโทษสาดเสียเทเสียกันไปมาถึงเหตุการณ์ "ศึกชิงทรัพย์ครั้งสุดท้าย" ซึ่งเป็นภารกิจหรือเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงท้ายของการทดสอบ
เป็นที่รู้กันดีว่าตระกูลธีรเดชและตระกูลวรางตกุลไม่ค่อยจะลงรอยกันอยู่แล้ว และตระกูลธีรเดชมักจะแสดงท่าทีกร่างและแข็งกร้าวกว่าเสมอในการแย่งชิงทรัพยากรหรือพื้นที่สำคัญ
ท่านหญิงวรางตกุล ผู้นำตระกูล จำต้องเดินเข้าไปไกล่เกลี่ยความขัดแย้งด้วยตนเอง แม้จะรู้ดีว่าฝ่ายตนไม่ได้เป็นผู้เริ่มก่อนก็ตาม "เอาเถอะๆ เรื่องที่เกิดขึ้นในการทดสอบก็ให้มันจบอยู่แค่นั้น อย่าได้นำมาเป็นเรื่องบาดหมางกันภายนอกให้เสียบรรยากาศเลย"
ท่านขุนธีรเดชพยักหน้ารับคำอย่างเสียมิได้ แต่ในใจกลับแอบเยาะเย้ยท่านหญิงวรางตกุล ด้วยนิสัยที่ค่อนข้างจะเหยียดเพศและมองว่าสตรีอ่อนแอกว่าบุรุษอยู่ลึกๆ
ขณะเดียวกัน อัคคี รัชโยธิน ก็สังเกตเห็นบางอย่างที่น่าประหลาดใจ...ดูเหมือนว่าตระกูลนันทกุลจะไม่สูญเสียทายาทคนใดไปเลยในการทดสอบครั้งนี้ ทั้งที่ดารา นันทกุล ซึ่งเคยเป็นพันธมิตรกับเขาในช่วงแรก ได้ไปมีเรื่องกับกลุ่มของณิชาและตระกูลวรกุลด้วยกัน แถมภาพสุดท้ายที่เขาเห็นคือดาราถูกตัดแขนไปแล้ว! 'เป็นไปได้อย่างไร...ทำไมนางยังไม่ถูกเตะออกมาจากการทดสอบ?' ความสงสัยนี้ก่อตัวขึ้นในใจของอัคคี
ทางด้านอัฒจันทร์ของวิหารศักดิ์สิทธิ์ บรรยากาศก็ตึงเครียดไม่แพ้กัน ลูกน้องคนสนิทของสินี มุณี ราตรี และโชติกา ต่างเข้ามารายงานเหตุการณ์ที่ตนเองประสบพบเจอ โดยเฉพาะการถูกทักษะอันร้ายกาจของรุจีเล่นงานจนพ่ายแพ้ยับเยิน
ผู้อาวุโสนักบุญสาธิตาหัวเสียอย่างรุนแรงจนแทบควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ นางจ้องมองไปยังผู้อาวุโสมทินาด้วยแววตาที่ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ แต่มทินากลับยังคงนั่งนิ่งเฉยด้วยใบหน้าที่เรียบสนิทราวกับไม่มีสิ่งใดในโลกนี้สามารถทำให้นางหวั่นไหวได้ ผู้อาวุโสนุสาสับสนเล็กน้อยกับผลลัพธ์ที่ออกมาอย่างไม่คาดฝัน ในขณะที่ผู้อาวุโสสุธีราได้แต่บ่นอุบอิบด้วยความไม่พอใจอย่างที่สุด
และแล้ว...เวลาการทดสอบรอบแรกก็สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ!
ผู้เข้าทดสอบที่ยังคงเหลือรอดอยู่ ต่างทยอยก้าวออกมาจากประตูมิติ แสงสีเขียวมรกตเหนือประตูของพวกเขาบ่งบอกถึงการผ่านเข้ารอบอย่างสง่างาม เหนือศีรษะของแต่ละคน ปรากฏหน้าจอภาพเสมือนขนาดเล็ก แสดงคะแนนที่ทำได้ในการทดสอบครั้งนี้ สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่เหล่าตระกูลน้อยใหญ่ที่ไม่เคยพบเห็นอารยธรรมเช่นนี้มาก่อน ยกเว้นเพียงตระกูลธีรเดชเท่านั้นที่ดูจะคุ้นเคยกับเทคโนโลยีระดับนี้เป็นอย่างดี พวกเขาแอบซุบซิบนินทากันในตระกูลว่าตระกูลอื่นๆ ช่าง "บ้านนอกคอกนา" เสียจริง
แต่แล้ว! สายตาทุกคู่ก็พลันจับจ้องไปยังกระดานคะแนนรวมขนาดใหญ่ที่ปรากฏขึ้นกลางลานทดสอบ! เกิดเสียงฮือฮาและเสียงอุทานด้วยความตกตะลึงดังขึ้นระงมไปทั่ว!
โดยเฉพาะท่านขุนธีรเดช! ที่มั่นใจว่า คณิน บุตรชายคนที่ 3 ของตนจะต้องได้อันดับหนึ่งอย่างแน่นอน! บัดนี้กลับเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็น!
บนกระดานคะแนน ปรากฏรายชื่อผู้ที่ทำคะแนนได้สูงสุดห้าอันดับแรก ซึ่งจะได้รับสิทธิ์เข้า "ห้องฝึกฝนพิเศษ" ของโรงเรียนสหเวทย์
อันดับที่ 5: คณิน ธีรเดช – คะแนน 8,500 แต้ม
เสียงปรบมือดังขึ้นจากฝั่งตระกูลธีรเดช แต่ก็เจือไปด้วยความประหลาดใจระคนผิดหวัง เพราะพวกเขาคาดหวังอันดับที่สูงกว่านี้มากนัก
และแล้ว...เมื่อมาถึงอันดับที่หนึ่ง! ทุกคนในที่นั้นถึงกับพูดไม่ออก! ลมหายใจราวกับหยุดนิ่ง!
อันดับที่ 1 (ร่วม): เชียร์ร่า – คะแนน 25,000 แต้ม
อันดับที่ 1 (ร่วม): รุจี – คะแนน 25,000 แต้ม
อันดับที่ 1 (ร่วม): มาริน – คะแนน 25,000 แต้ม
อันดับที่ 1 (ร่วม): ณิชา – คะแนน 25,000 แต้ม
"เป็นไปได้อย่างไรกัน!?" เสียงอุทานดังขึ้นพร้อมกันจากหลายทิศทาง! ความตกตะลึงแผ่ซ่านไปทั่วทั้งลานทดสอบ!
ปกติแล้ว แต่ละตระกูลมักจะรวมคะแนนทั้งหมดไปไว้ที่ทายาทคนใดคนหนึ่งที่เก่งกาจที่สุด เพื่อให้มั่นใจว่าจะติดหนึ่งในห้าอันดับแรกอย่างแน่นอน แต่การที่ทั้งสี่คนจากกลุ่มของมทินา ติดอันดับหนึ่งร่วมด้วยคะแนนที่เท่ากันทั้งหมด! แถมยังเป็นคะแนนที่สูงลิบลิ่วจนน่าเหลือเชื่อ! นั่นหมายความว่า...คะแนนของแต่ละคนในกลุ่มนั้น สูงกว่าคะแนนรวมของทายาททั้งสามคนจากตระกูลอื่นๆ บางตระกูลรวมกันเสียอีก! มันเป็นเรื่องที่เหนือจินตนาการ!
เสียงฮือฮาดังกระหึ่มไปทั่วลานทดสอบราวกับผึ้งแตกรัง! กรรมการผู้คุมสอบซึ่งเป็นบุรุษชราท่าทางเคร่งขรึม บัดนี้กลับมีรอยยิ้มที่แปลกประหลาดระคนทึ่งปรากฏบนใบหน้า เขาไม่เคยเห็นปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อนตลอดชีวิตการทำงาน! เดิมทีเขาคิดว่าห้าอันดับแรกคงจะมาจากตัวแทนของแต่ละตระกูลใหญ่ แต่นี่มัน...มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!
ผู้อาวุโสนักบุญสาธิตา เจ้าตระกูลวรกุล และท่านผู้เฒ่ารัชโยธิน ต่างกำหมัดแน่นด้วยความโกรธแค้นและอิจฉาริษยาจนตัวสั่นต่อความสำเร็จอันน่าเหลือเชื่อของศัตรู! ใบหน้าของพวกเขาบิดเบี้ยวจนแทบดูไม่ได้!
ในขณะที่ผู้อาวุโสนักบุญมทินา...กลับมีรอยยิ้มบางๆ อันลึกลับและเปี่ยมด้วยความพึงพอใจปรากฏขึ้นที่มุมปาก ก่อนที่ร่างของเด็กสาวทั้งสี่...เชียร์ร่า รุจี มาริน และณิชา...จะก้าวออกมาจากประตูมิติด้วยท่าทางที่สง่างามและมั่นคง ท่ามกลางสายตานับร้อยนับพันคู่ที่จับจ้องมายังพวกเธอเป็นตาเดียว! ราวกับเป็นดาวจรัสแสงที่ปรากฏขึ้นกลางฟากฟ้า!