ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]

    บทที่ 100 สุสานร้าง จุดธูปเซ่นดวงวิญญาณ

    ในใจผมเต็มไปด้วยความสงสัยอยากรู้ว่าตอนนี้สถานการณ์เป็นแบบไหนกันแน่

            ผมอยากให้อาจารย์เปิดตาให้จะได้เห็นภาพตรงหน้าด้วยตาตัวเอง แต่อาจารย์บอกว่ากลัวผมจะตกใจ

            แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ผมไม่รู้สึกกลัวเลยสักนิด ตรงกันข้าม ผมยิ่งอยากเห็นมากขึ้น

            ในเมื่อผมก้าวเข้ามาในเส้นทางนี้แล้วสักวันก็ต้องเจอสุสานร้างแบบนี้อยู่ดี

            ดังนั้นผมจึงตัดสินใจขอให้อาจารย์เปิดตาให้ผม

            ถ้าหากเห็นแล้วรับไม่ไหวก็เป็นเพราะตัวผมเองที่อ่อนแอเกินไป

            แต่ยังไม่ทันที่ผมจะเอ่ยปากอาจารย์ก็พูดขึ้นมาก่อน “เก็บธูปไว้สิบดอก นอกนั้นจุดให้หมดไอ้พวกนี้แม่งทำตัวเหมือนผีอดตายไม่มีผิด...”

            “ไม่มีปัญหาครับ อาจารย์!” ผมตอบรับทันทีแล้วตั้งใจจะจุดธูปให้เสร็จก่อนค่อยว่ากัน

            ธูปที่ผมใช้เป็นธูปแบบเล็กหนึ่งกำมีสามสิบดอก

            ผมหยิบสามกำออกมาเหลือไว้สิบดอก

            ครั้งนี้ผมจุดธูปแปดสิบดอกในคราวเดียว

            หยดขี้ผึ้งลงบนฐานจากนั้นก็จุดไฟ

            ธูปติดไฟอย่างง่ายดายควันสีขาวลอยอวลหนาจนทำให้ผมลืมตาแทบไม่ขึ้น

            ผมปักธูปแปดสิบดอกลงบนพื้นควันธูปลอยกระจายออกไปรอบด้าน

            ขณะเดียวกันอาจารย์ก็หยิบเงินกระดาษออกมาหลายปึกจากถุงผ้า

            ขณะที่ผมกำลังขยี้ตาอาจารย์ก็โปรยเงินกระดาษไปทั่วบริเวณ

            “ทุกท่านที่อยู่ที่นี่ วันนี้พวกเรามาทำธุระ ตอนนี้ได้จุดธูปบูชาให้แล้ว เงินเหล่านี้ถือเป็นค่าผ่านทาง”

            “ฟึบ...”

            เงินกระดาษถูกโปรยขึ้นฟ้าแต่ไม่มีแม้แต่ใบเดียวที่ร่วงลงพื้น...

            เงินกระดาษลอยคว้างอยู่รอบตัวเราล่องลอยขึ้นลงไปมา

            ดูเผินๆคล้ายมีมือที่มองไม่เห็นพยายามแย่งชิงมันอยู่จากเบื้องล่าง

            ภาพที่เห็นชวนให้รู้สึกพิศวง…

            เมื่อผมเริ่มลืมตาได้ก็หันไปพูดกับอาจารย์ทันที “อาจารย์ เปิดตาให้ผมเถอะ! ผมอยากเห็น”

            อาจารย์ได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อยก่อนเอ่ยถาม “แน่ใจหรือว่าอยากเปิดตา”

            “ครับ!ผมเข้ามาในสายนี้แล้ว และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมเจอผี สุสานร้างแบบนี้ผมก็อยากเห็นกับตาสักครั้ง”

            ความอยากรู้อยากเห็นผลักดันผมอย่างแรงกล้าผมอยากรู้ว่าตอนนี้รอบตัวเกิดอะไรขึ้นกันแน่

            อาจารย์หัวเราะเบาๆ “เจ้าเด็กน้อยฉันกลัวว่านายจะกลับไปฝันร้ายเสียมากกว่า สิ่งที่จะได้เห็นมันน่ากลัวกว่าทุกอย่างที่เคยเจอมามาก ต่อให้เป็นหนังสยองขวัญที่น่ากลัวที่สุดก็เทียบไม่ได้กับสิ่งที่อยู่ที่นี่…”

            แม้อาจารย์จะพูดอย่างไม่ยี่หระแต่ผมกลับไม่สงสัยเลยว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นเรื่องจริง

            แต่ในเมื่อผมเลือกเส้นทางนี้แล้วก็ไม่มีอะไรให้ต้องกลัว

            ผมสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “อาจารย์ ผมควบคุมตัวเองได้!”

            อาจารย์เห็นความจริงจังในแววตาผมก็พ่นลมหายใจออกแล้วดีดบุหรี่ในมือทิ้ง

            “เอาเถอะ!”

            พูดจบเขาชี้ไปที่ถุงผ้า “ในถุงนั้นมีขวดสีดำอยู่ ข้างในบรรจุน้ำตาวัวที่แช่ด้วยต้นฉีซิงเฉ่านายฉีดใส่เปลือกตาไปสักหน่อย อีกสามวินาทีประตูสู่อีกโลกจะเปิดออกเอง”

            “ครับ!”ผมตอบรับอย่างรวดเร็ว แล้วรีบค้นในถุงทันที

            ไม่นานก็เจอขวดเล็กสีดำที่มีหัวฉีดพ่น

            ผมเปิดฝาออกหลับตาแน่นก่อนฉีดลงบนเปลือกตาสองครั้ง

            แค่สองครั้ง…แต่แทบทำให้ผมขาดใจ!

            กลิ่นเหม็นคาวรุนแรงราวกับน้ำเน่าผสมกับกลิ่นฟอร์มาลินมันฉุนกว่าทุกอย่างที่ผมเคยสัมผัส

            ผมรู้สึกคลื่นไส้จนแทบอาเจียน

            ความเย็นแผ่ซ่านเข้าตาลึกถึงกระดูกคล้ายมีของเหลวเย็นเฉียบไหลซึมเข้าไปในลูกตา

            เจ็บจี๊ด…เจ็บจนไม่สามารถลืมตาได้ทันที

            “อาจารย์นี่มันกลิ่นบ้าอะไรกัน! แสบตาชะมัด!” ผมร้องออกมา

            อาจารย์จุดบุหรี่อีกมวนพลางพูดว่า “นายคิดว่าตาจะเปิดได้ง่ายๆหรือ ยานี้จะช่วยกดพลังหยางเอาไว้ ทำให้สามารถเปิดตาเห็นโลกวิญญาณได้ หากไม่มีสิ่งนี้ ตาธรรมดาไม่มีทางมองเห็นพวกสกปรกเหล่านี้ได้หรอก อ้อ จริงสิ! ถ้าโชคร้ายเหมือนเมื่อก่อน พลังชีวิตตกต่ำใกล้ตายนายก็สามารถมองเห็นพวกมันได้เช่นกัน”

            อาจารย์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสบายๆราวกับมันเป็นเรื่องธรรมดา

            ผมเริ่มรู้สึกว่าความเจ็บแปลบและความเย็นที่แผ่ซ่านในดวงตาค่อยๆบรรเทาลง

            ในขณะเดียวกันหูของผมก็เริ่มได้ยินเสียงบางอย่างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

            “ไอ้เวรมึงแย่งของกูทำไม!”

            “ของกู!ของกู!”

            “มึงจะแย่งอะไรนี่ของกูโว้ย!”

            “ขอกูสูดเถอะขอสูดสักที!”

            “โคตรฟิน!กูนี่ไม่ได้สูดธูปมาหลายสิบปีแล้ว”

            “...”

            เสียงโหวกเหวกวุ่นวายเหล่านี้ดังขึ้นข้างหูผมอย่างต่อเนื่อง

            ขณะที่ผมค่อยๆลืมตาขึ้นทีละน้อย

            ภาพที่เคยพร่ามัวเริ่มแจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ

            พื้นที่ว่างเปล่ารอบตัวตอนนี้เต็มไปด้วยร่างของผู้คนที่ดูคล้ายมนุษย์

            พวกเขาห้อมล้อมพวกเราไว้

            บางคนก้มหน้าก้มตาสูดควันธูปอย่างบ้าคลั่ง

            บางคนกำลังแย่งชิงเงินกระดาษอย่างหิวกระหาย

            เมื่อดวงตาของผมปรับโฟกัสได้ชัดขึ้น ก็เริ่มมองเห็นรูปลักษณ์ของพวกมันอย่างชัดเจน

            สิ่งแรกที่ผมเห็นคือผีตนหนึ่งใบหน้าของมันเต็มไปด้วยเลือด ครึ่งใบหน้าหลุดลอกลงมาห้อยที่คาง ขณะกำลังสูดควันธูปเข้าไปเต็มปอด

            ถัดออกไปมีร่างหนึ่งกำลังถือศีรษะตัวเองไว้ด้วยสองมือ พร้อมกับสูดควันธูปอย่างกระหาย

            ข้างๆกันนั้นมีผีที่ลำไส้ทะลักออกมา มันกำลังใช้มือยัดอวัยวะเหล่านั้นกลับเข้าไปในช่องท้องของตัวเอง

            รอบข้างยังมีผีที่ไม่มีดวงตาแขนขาขาดวิ่น ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลเหวอะหวะ

            บางตัวแลบลิ้นยาวลงมาถึงอกบ้างก็แบกขาตัวเองไว้บนบ่า…

            พวกมันมีมากมายล้นหลามนับคร่าวๆ คงไม่ต่ำกว่าร้อยตน

            พวกมันกำลังล้อมผมกับอาจารย์เอาไว้

            ปากของพวกมันเปล่งเสียงครวญครางแผ่วเบาหรือไม่ก็ด่าทอเสียงดังลั่น

            ที่นี่…คือสถานที่รวมตัวของผีตายโหง

            ดูเหมือนว่าทุกตนจะตายอย่างไม่เป็นธรรม

            ร่างของพวกมันล้วนมีบาดแผลเละเทะหรือไม่ก็ตายอย่างสยดสยอง

            ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมอาจารย์ถึงไม่อยากให้ผมเปิดตา

            ภาพตรงหน้ามันชวนขนลุกจริงๆ

            แต่ผมเป็นนักศึกษาแพทย์เรียนวิชาผ่าศพมาแล้วไม่รู้กี่ครั้ง

            สภาพจิตใจของผมแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปมาก

            แม้จะตกตะลึงกับภาพที่เห็นจนขนลุกเกรียว แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นสติแตกลนลาน

            ผมพยายามกดความหวั่นไหวในใจเอาไว้ก่อนพูดออกมา “อาจารย์ นี่มัน…เกินไปจริงๆ!”

            แต่อาจารย์กลับหัวเราะเบาๆ “ที่นี่คือสุสานร้างวิญญาณที่ถูกฝังอยู่ที่นี่เกือบทั้งหมดเป็นวิญญาณที่ตายอย่างไม่เป็นธรรม ที่แย่ไปกว่านั้นคือ ที่นี่แทบไม่มีใครมาเซ่นไหว้ วิญญาณในสถานที่แบบนี้จึงดุร้ายกว่าที่อยู่ในสุสานทั่วไปหลายเท่า ถ้าคนดวงแข็งมายังพอเอาตัวรอดออกไปได้ แต่ถ้าเป็นคนดวงอ่อนหากอยู่ที่นี่นานเกินไป ได้ถูกพวกมันสูบพลังจนหมดตัวแน่ เบาหน่อยก็แค่ป่วยหนัก หนักหน่อยก็คือถึงตาย”

            ผมพยักหน้าเข้าใจดีว่าหากถูกวิญญาณร้ายเกาะติดจะเกิดผลกระทบต่อร่างกายขนาดไหน

            แต่หลังจากกวาดตามองไปรอบๆก็ไม่เห็นวี่แวววิญญาณของเพื่อนผมเลย

            ผมจึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “อาจารย์ผมไม่เห็นเพื่อนผมอยู่ที่นี่”

            อาจารย์ยังคงสงบนิ่งกล่าวอย่างใจเย็น “ไม่ต้องรีบ เราต้องจัดการพวกนี้ก่อน ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวมันจะมาป่วนให้ยุ่งยาก พอไล่พวกนี้ไปได้แล้ว ฉันจะเผากระดาษยันต์และจุดธูปเรียกดวงวิญญาณเพื่อนนายกลับมา ถ้าเรียกกลับมาได้ก็ดีไป แต่ถ้าเรียกไม่ได้…”

            อาจารย์เว้นจังหวะราวกับอยากทำให้ผมร้อนใจ

            ผมรีบถามทันที “ถ้าเรียกกลับมาไม่ได้ล่ะครับ”

            อาจารย์ถอนหายใจลึกก่อนเหลือบมองฝูงวิญญาณที่ยังคงแย่งชิงกันอย่างบ้าคลั่ง “ถ้าเรียกกลับมาไม่ได้ แสดงว่าวิญญาณเพื่อนนายเจอปัญหาเข้าแล้ว เราคงต้องออกตามหาด้วยตัวเองซึ่งมีสองทางเลือก อย่างแรกทำลายค่ายกลที่กักขังวิญญาณเพื่อนนาย อย่างที่สอง…กำจัดผีร้ายที่ขังวิญญาณของเธอเอาไว้”

            อาจารย์ขยับตัวอย่างเคร่งขรึมก่อนพูดต่อ “ถ้าเป็นอย่างแรกยังพอว่า ค่ายกลพวกนี้ส่วนมากไม่ซับซ้อนฉันเคยมาที่สุสานร้างนี้แล้ว ที่นี่ไม่มีค่ายกลพิเศษอะไรนัก 

            “แต่ถ้าเป็นอย่างหลังละก็คงยุ่งยากแล้ว แสดงว่าในสุสานร้างแห่งนี้มีผีร้ายระดับสูงซ่อนตัวอยู่ หากจะจัดการมัน ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ เพราะถ้าพลาดไปไม่เพียงแต่จะช่วยเพื่อนนายไม่ได้ แต่อาจเป็นฉันกับนายที่ต้องตายตามไปด้วย…”

    คล้ายกับเรื่องขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน