ร้านบิงซูตั้งอยู่บนถนนสายเดียวกัน ห่างจากซอยหอพักของพ่อค้าตลาดมืดไปไม่กี่ร้อยเมตร ตัวร้านตั้งเยื้องเข้ามาในซอยเล็กน้อย กรุกระจกด้านหน้าและทาสีตัวร้านเป็นสีขาวสว่าง ด้านข้างของตัวร้านมีสวนและสนามหญ้าเล็กๆ และโต๊ะนั่งสำหรับลูกค้าอีกจำนวนหนึ่ง ลูกค้าจับจองโต๊ะกันอยู่ประปราย ธีระและคนอื่นๆ ในทีมเลือกโต๊ะนั่งที่ใกล้เคาน์เตอร์ที่สุด ธันยาสวมตัวตนแฝงให้ทุกคนเป็นเด็กนักเรียนที่มาสังสรรค์กันหลังเลิกเรียน บิงซูถูกนำมาเสิร์ฟสองที่ บิงซูมะม่วงสำหรับธีระ ธันยา และพี่วัฒน์ กับบิงซูรสสตรอว์เบอร์รี่ของน้าทอฝันกับธันยา น้าทอฝันตีมือธาราดังเพี้ยะขณะที่ช้อนตักเล็กๆ ของเขายื่นไปจะตักอย่างลืมตัว
“อย่าเพิ่งสิจ๊ะ น้าถ่ายรูปก่อน” น้าทอฝันถือกล้องถ่ายของหวานบนโต๊ะ ก่อนจะยื่นแขนเซลฟี่และบอกให้ทุกคนยิ้มให้กล้อง เป็นพิธีกรรมที่ทุกคนรู้กันดีเวลามากินอะไรด้วยกัน แต่ธารามักจะลืมตลอด “โอเคจ้า กินกันได้”
เมื่อชิมเสร็จสองสาวน้าหลานก็คุยกันเรื่องรสชาติของบิงซู เปรียบเทียบกันแล้วอีกร้านหนึ่งที่ถนนอิสราวดี (ถนนย่านท่องเที่ยวคึกคักแห่งหนึ่งประจำจังหวัด) อร่อยกว่า ฝั่งสามหนุ่มรับฟังอย่างเงียบๆ ก่อนที่น้าทอฝันจะเริ่มเปิดประเด็นเรื่องพ่อค้าตลาดมืดขึ้นมา
“ว่าจะไม่เม้าท์แล้วนะ แต่ขอสักหน่อยเถอะ” น้าทอฝันคุยกับธันยาเป็นหลัก “หนูพอรู้เรื่องพ่อค้าตลาดมืดกับสิงห์อมควันมั้ย”
“รู้แค่ว่าเขาน่าจะเป็นเพื่อนซี้กันค่ะ ทำไมเหรอคะ” ท่าทางของธันยากระหายใคร่รู้
น้าทอฝันโน้มหน้าเข้ามา แม้จะมีดีไซเนอร์ใช้พลังพรางการสนทนาแล้วแต่ด้วยอารมณ์การเผยแพร่ข่าวซุบซิบ ท่าทางก็กลัวคนอื่นรู้ตามธรรมชาติ “สิงห์อมควันกับเขาไม่ใช่แค่สนิทกันนะ แต่…” จากนั้นผู้เล่าก็ทำท่าเอานิ้วชี้สองข้าประกบกัน บอกให้รู้ว่าทั้งคู่เป็นมากกว่าเพื่อน ธันยาเอามือปิดปากกรี๊ดกร๊าดเบาๆ น้าทอฝันก็กรี๊ดกร๊าดตามเหมือนกัน
“แสดงว่าพี่ทอฝันอ่านเก่งมากจริงๆ แอบดูเรื่องส่วนตัวอื่นๆ ได้โดยเจ้าตัวไม่รู้สึก” พี่วิวัฒน์ออกความเห็น หัวเราะหึๆ
“ใช้ความเก่งในทางที่ผิด” นักแกะรอยบ่นอุบ เขาข้องใจกับนิสัยนี้ของน้าทอฝันมานานแล้ว “เธออย่าเอาเรื่องนี้ไปเมาท์กับใครอีกนะ เรามองเป็นเรื่องขำๆ แต่สำหรับพ่อค้าตลาดมืดนี่เรื่องขอคาดบาดตายเลย หนึ่งคือเสียชื่อเสียง สองคือศาสนาเขาแอนตี้รักร่วมเพศมาก”
“ฉันยังไม่ได้พูดเลย” น้าทอฝันทำหน้ายียวนใส่ “ฉันแค่เอานิ้วชี้ชนกันแล้วก็ตีความกันเอง เอาน่าๆ ถ้าพวกเราไม่มีใครเอาไปเล่าต่อก็ไม่มีใครรู้เรื่องนี้หรอก”
ธีระส่ายหน้า “ที่เธอเคยโดนร้องเรียนเรื่องละเมิดความเป็นส่วนตัวในการอ่านข้อมูลไม่ใช่เพราะโดนเจ้าตัวจับได้ขณะอ่านหรอกนะ แต่เพราะเธอนั่นแหละไปเล่าให้คนอื่นฟังต่อ จนเรื่องไปเข้าหูเขาแล้วก็ร้องเรียนมาทีหลัง”
น้าทอฝันหัวเราะแห้งๆ “จ้า ฉันจะไม่เอาเรื่องนี้ไปเล่าต่อแน่นอน ทุกคนก็ด้วยนะ รู้กันแค่นี้”
“คนอื่นไม่มีปัญหาเลย เธอคนเดียวนั่นแหละ” ธีระย้ำอย่างรู้ดี
“ธารา เป็นอะไรมั้ย เห็นเงียบๆ ไป” ธันยาถามแฟนหนุ่มอย่างเป็นห่วง
“เปล่า คิดอะไรอยู่นิดหน่อยน่ะ” ธาราบอกปัด ใจหนึ่งสงสัยเรื่องความคลาดเคลื่อนของเวลาที่เข้าไปอยู่ในห้องพ่อค้าตลาดมืดเมื่อครู่ และอีกเรื่องคือความรู้สึกแปลกๆ ตอนที่พ่อค้าตลาดมืดมองเขาอย่างพิจารณา สายตาที่เดาอารมณ์ไม่ได้นั้นคือสิ่งที่น่ากวนใจสำหรับเขา
“พี่สองคนคิดว่าพ่อค้าตลาดมืดเป็นยังไงบ้างครับ” พี่วิวัฒน์ถามความเห็น
“อื้มม” นักแกะรอยวางช้อนของตนบนทิชชูที่พับไว้ นิ้วลูบคางอย่างครุ่นคิด “สไตล์พ่อค้ามักจะทำให้เราเชื่อใจเก่งโดยธรรมชาติอยู่แล้ว พี่เผื่อใจไว้สงสัยอีกฝ่ายอยู่ แต่หลักฐานยังไงก็ไม่สามารถชี้ชัดเอาผิดได้ เวลาเดียวกันกับที่แพรวลดาซื้อสร้อยจิตปฏิพัทธ์จากเขา เขาก็กำลังนำเสนอสินค้าให้กับลูกค้าคนอื่นอยู่ ไม่พบกลิตช์แต่อย่างใด”
“หลักฐานน่าเชื่อถือสองแหล่งที่หักล้างกันอยู่นะครับพี่” พี่วิวัฒน์เตือนสติ
“พี่ว่าปล่อยวางเรื่องงานก่อนดีกว่าน้องวัฒน์ พี่เหนื่อย วันนี้พี่อยากพักผ่อนแล้วจริงๆ” น้าทอฝันพูด “แต่จากที่พี่แอบดูความทรงจำอื่นๆ ที่เจ้าตัวปกปิด นอกจากเรื่องนั้นที่ให้มาเมาท์ต่อก็ไม่เจอเรื่องอื่นๆ น่าสงสัยนะ ความทรงจำ……”
การพูดของน้าทอฝันหยุดชะงักเมื่อเสียงออดสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นในใจของทุกคนรวมถึงธารา ที่มาของฉายาไซเรนของธีระคือการรับรู้ถึงกระแสจิตของผู้มุ่งร้าย อีกทั้งสามารถระบุตำแหน่งและสายพลังของคนเหล่านั้นได้อย่างรวดเร็ว การรับรู้ดังกล่าวจะส่งต่อและเตือนเพื่อนร่วมทีมในทันที แม้แต่ธารายังรับรู้ได้ว่ามีสามคนในตำแหน่งที่ต่างกันกำลังเพ่งกระแสจิตมุ่งร้ายมายังพวกเขา สองคนแรกกำลังเดินมายังประตูกระจกหน้าร้าน คนหนึ่งยืนดักรออยู่ที่รถทั้งสองคันของพวกเขาตรงลานจอด เสียงของธีระดังขึ้นในหัวคล้ายโทรจิต ‘นักหลอนประสาทสามคน สมุนของไคโยเต้’
“ชิบหาย!” พี่วิวัฒน์สบถออกมา เหงื่อผุดพรายบนใบหน้าอย่างรวดเร็ว พยายามสะกดอาการเลิ่กลั่กของตัวเอง ทำเป็นก้มมองโต๊ะแล้วพูดกับนักแกะรอยประจำทีม “แค่คนเดียวผมก็แทบสู้ไม่ไหวแล้ว นี่นักหลอนประสาทตั้งสามคน ทำไงดีครับพี่”
ธันยากับน้าทอฝันแม้จะนิ่งแต่ก็ใจเต้นโครมครามจนธาราแทบจะได้ยินเสียง
ธันยาถามขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแต่เร็วปรื๋อว่า “หนูสวมตัวตนแฝงให้ทุกคนแล้ว อีกฝ่ายไม่มีนักแกะรอยด้วยซ้ำ แต่ทำไมถึงรู้ตำแหน่งพวกเราได้ล่ะคะ”
“นั่นน่ะสิ ฉันเองก็ไม่เข้าใจ” น้าทอฝันว่า
ธาราสงบสติได้พอๆ กับผู้เป็นอา รอฟังคำสั่งนักแกะรอยผู้นี้ คราวนี้เขาบอกแผนการทุกคนด้วยการพูดเสียงกระซิบ “ทอฝัน เธอพาหลานสองคนออกประตูด้านหลังร้านไปเข้าห้องน้ำ ให้ธันยาสวมตัวตนใหม่แล้วเดินออกไปทางถนนใหญ่ หนีไปจนพ้นปากซอยแล้วเปลี่ยนตัวตนใหม่อีกรอบ อาส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือไปแล้ว มีฝ่ายเราหนึ่งคนอยู่ห่างออกไปหน่อย”
“ใครเหรอ” น้าทอฝันถาม
“เป็นนักหลอนประสาททีมเรา อยู่ไกลไปหน่อยคลื่นพลังเลยเลือนรางไม่แน่ใจเหมือนกัน เขารู้แล้วและกำลังมา ฉันกับวัฒน์จะต้านมันถ่วงเวลาไว้... ไปเดี๋ยวนี้”
“พี่ธีระหนีไปเถอะครับ” พี่วิวัฒน์พูดด้วยน้ำเสียงหอบจากความตื่นเต้น “ในนี้มีผมคนเดียวที่ปะทะกับมันได้”
“พี่ทิ้งวัฒน์ไม่ได้หรอก เราต้องรอดด้วยกัน พาหลานไปเร็ว” จากนั้นหันไปสั่งน้าทอฝัน
“หนีไปด้วยกันเถอะ” น้าทอฝันดึงแขนธีระพูดอย่างวิงวอน
“ไปซี่!” ธีระแทบจะขึ้นเสียง น้าทอฝันเม้มปากอย่างจำใจก่อนลุกขึ้นพลังดึงมือหลานทั้งสองคนให้เดินจ้ำพรวดไปทางห้องน้ำซึ่งตั้งอยู่ข้างหลังด้านนอกตัวร้าน
“เข้าห้องน้ำชายค่ะ” ธันยาบอก