ณ ชั้นสามของโรงแรม
ที่นี่เต็มไปด้วยทองและหยกอร่ามงามตา
มีกลิ่นหอมจางๆ แผ่ซ่านออกมาจากเก้าอี้ทุกตัวทั่วทั้งห้องตกแต่งสไตล์จีนโบราณหุ่นเชิดกลไกอัจฉริยะที่ผลิตโดยตู้มหาสมบัติกำลังเสิร์ฟชาชั้นดีให้กับแขกที่มาร่วมงานเหนือแก้วชามีชั้นควันอณูปราณเคล้าคลอรำไร ตามโต๊ะทุกตัวถูกจัดวางด้วยผลไม้มงคล
แค่การตกแต่งภายในงานพิธีดูออกทันทีว่าทุ่มเม็ดเงินไปกับงานนี้มหาศาลในฐานะเจ้าของงานวันนี้ ใบหน้าของลวี่ก่านตางยิ้มระรื่นอย่างพึงพอใจและกำลังยื่นถุงของชำร่วยเล็กๆ ให้แขกที่มาร่วมงานด้วยความเคารพ“วันนี้เป็นวันสำคัญของผม และนี่เป็นของชำร่วยเล็กๆ น้อยๆ หวังว่าจะไม่ได้เป็นการรบกวนพวกท่านอาวุโส”
“อย่าเลย อย่าเลย” ผู้เฒ่าอ้วนท้วมคนหนึ่งคลี่ยื่นมือออกไปคล้ายห้ามปรามแต่เมื่อหดมือกลับมาถุงพกใบจิ๋วนั่นก็ถูกรับติดมือมาด้วย“ตบะของฉันก็แค่ขั้นเลี่ยนชี่ระดับสมบูรณ์ อย่าเรียกฉันว่าท่านอาวุโสเลย”
“ท่านอาวุโสบรรลุระดับสมบูรณ์แล้ว อีกไม่เกินห้าหกปีก็ต้องบรรลุขึ้นจู้จีได้อยู่แล้วครับลำพังแค่มาจากตระกูลเจินแห่งมณฑลหมิงสุ่ย ตระกูลที่สืบทอดเชื้อไขมาสามร้อยปีแบบนี้ไม่ว่าอย่างไรก็คู่ควรกับคำว่า ‘ท่านอาวุโส’ อยู่ดีครับ” ลวี่ก่านตางคลี่ยิ้ม
เขาคิดเองเออเองว่าตัวเองวางตัวได้ดีกว่าพวกผู้ฝึกตนอีกงานหนึ่งหลายเท่า
ผู้เฒ่าตระกูลเจินคลี่ยิ้มตอบกลับ
“ท่านอาวุโสสวี๋” ลวี่ก่านตางหยิบของชำร่วยอีกชิ้นยื่นส่ง“ยินดีที่ได้พบครับ หลังจากนี้ผมประจำการอยู่ที่เมืองหมิงสุ่ยแห่งนี้อย่างไรรบกวนท่านอาวุโสช่วยชี้แนะด้วยครับ”
ผู้ชายวัยกลางคนผอมเพรียวคนหนึ่งรับถุงของชำร่วยมาด้วยสีหน้าเรียบนิ่งพยักหน้ารับและพยายามยิ้มอย่างเป็นมรรยาท “หลังจากนี้ยังมีเวลาอีกเยอะอย่าเพิ่งให้ช่วยชี้เลย ทุกฝ่ายร่วมมือกันดีที่สุด”
“จริงอย่างที่ท่านอาวุโสกล่าว”
เมื่อลวี่ก่านตางเดินไปอีกฝั่ง ผู้เฒ่าเจินกับผู้เฒ่าสวี๋สบตากันสักอีกจากนั้นผู้เฒ่าเจินก็ส่งกระแสจิตเอ่ย“นายไม่ได้ไปร่วมพิธีก่อตั้งกองกำลังทัณฑ์สวรรค์ของหัวหน้าสวีเหรอ?”
“ท่านอาวุโสเชียนเริ่นอยู่ที่นี่” ผู้เฒ่าสวี๋พูดขึ้นหนึ่งประโยคอีกฝ่ายก็เงียบทันที “เขาเข้าร่วมพิธีเซ็นสัญญานี้ด้วยตัวเองต่อให้เราไม่อยากมาก็ต้องไว้หน้าเขา ถ้าผู้ฝึกตนขั้นจู้จีโมโหขึ้นมามันไม่ใช่อะไรที่ตระกูลที่อยู่ในเมืองผานซานอย่างพวกเราจะรับไหว”
เงียบไปหลายวินาที ผู้เฒ่าเจินจึงคลี่ยิ้มเอ่ย “นายคิดว่าเจ้าเด็กคนนี้เป็นอย่างไร?”
ดวงตาของผู้เฒ่าสวี๋ฉายแววประชดรำไร “ฉันคิดว่า... ทำตัวเหมือนฉลาด”
“ก่อนหน้านี้ห้าปี เจ้าเด็กนี่มันไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์จึงไม่รู้ว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นมันร้ายแรงแค่ไหนสหายสวีรอดมาจากน้ำมือของปีศาจที่เกือบบรรลุระดับระดับจินตันได้ เจ้าเด็กนี่คิดว่าจะการประจบผิวเผินจะลบล้างคุณสมบัติและศักยภาพระดับนี้ของสหายสวีได้เหรอ?”
“ใช่” ผู้เฒ่าเจินเห็นด้วย “เด็กคนนี้ดูเผินๆ เหมือนสุขุมแต่เห็นแก่ประโยชน์เกินไป จนมันสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนถือว่าเป็นปีไม่ดีของสหายสวีจริงๆดูเหมือนท่านอาวุโสเชียนเริ่นจะทำตัวเหินห่างจากเขา ทั้งที่รู้ดีว่าวันนี้เป็นพิธีสำคัญของเขาแต่กลับมาเป็นแขกให้เจ้าเด็กนี่...”
“สหายเจิน!” ผู้เฒ่าสวี๋พูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม“เราไม่ควรวิจารณ์การตัดสินใจและการกระทำของผู้ฝึกตนขั้นจู้จี!”
ตอนนี้ ลวี่ก่านตางไล่แจกถุงของชำร่วยเสร็จเรียบร้อยแล้วผู้ช่วยสาวคนหนึ่งจึงเดินเข้ามากระซิบข้างหูเขาเบาๆ
“ไอ้พวกขี้แพ้!” เมื่อฟังจบ สีหน้าของลวี่ก่านตางก็แดงก่ำขึ้นมาทันทีดวงตาโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ
ไม่คิดว่าจะเริ่มก่อนกำหนดการ!
กลัวขนาดนั้นเลยเหรอ!
นี่มันเป็นความอัปยศและจุดด่างพร้อยของผู้ฝึกตนชัดๆ!เมื่อห้าปีที่แล้วมันหนีออกมาได้ยังไงวะ!!!
“รายงานท่านอาวุโสเชียนเริ่นเดี๋ยวนี้!”
เมื่อผู้ช่วยจากไป เขาเงยหน้ามองเพดานสักพัก สักพักรอยยิ้มเย็นชาก็ผุดขึ้น
“เริ่มก่อน แล้วมันยังไง?”
“พวกขี้แพ้อ่อนแออย่างแก...เริ่มงานก่อนก็มีแต่เร่งเวลาขายหน้าให้เร็วขึ้น...ทรัพยากรในโลกผู้ฝึกตนมีไว้ให้คนอย่างฉัน! ผู้ฝึกตนอย่างแก นับวันก็มีแต่ถดถอย...และตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จะไม่มีชื่อสวีหยางอี้ของแกสลักไว้ในโลกผู้ฝึกตนอีกต่อไปมีแต่ชื่อของลวี่ก่านตางคนนี้คนเดียว!”
“วันนี้ ฉันจะเหยียบหน้าขึ้นไปแทนที่แกเอง!”
ทรัพยากรและเงินทองอันมั่งคั่งคือสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ว่าใครก็ต่างต้องการมัน
...
ในเวลาเดียวกัน บนชั้นสอง กล้องวิดีโอกล้องถ่ายภาพนิ่งหลายเครื่องล้วนจ่อไปที่แท่นแถลงเหมือนกันซึ่งด้านบนมีคนอยู่แค่คนเดียว
บรรยากาศในตอนนี้ ที่นั่งที่เตรียมไว้หนึ่งร้อยกว่าที่นั่งตอนนี้มีคนนั่งอยู่ไม่ถึงครึ่งของครึ่ง!
ก่อนหน้านี้หนึ่งชั่วโมงแขกที่ตอบตกลงว่าจะมาร่วมงานพิธีอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะ เกิดเปลี่ยนความคิดกลางคันพวกเรามาที่โรงแรมและเข้าร่วมงานพิธีเหมือนกัน เพียงแต่ก้าวเท้าเข้าคนละห้องโถง
แม้แต่นักข่าวที่เหลืออยู่ก็เป็นช่างภาพนักข่าวทั่วไปหรือไม่ก็บรรณาธิการนิตยสารผู้ฝึกตนขนาดเล็ก
“วันนี้ผมรู้สึกดีใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญมาร่วมพิธีก่อตั้งกองกำลังทัณฑ์สวรรค์อย่างเป็นอย่างการของสหายสวี”ฉู่เจาหนานกัดฟันพูดหน้าเวลา เขาเดาทางสวีหหยางอี้ไม่ออกว่าต้องการจะทำอะไร
อีกฝ่ายไม่กระวนกระวาย แม้แต่ผู้ช่วยชื่อว่ามู่ตันที่ยืนอยู่ข้างๆก็ดูไม่ร้อนรนใจ! สีหน้าพวกเขาสบายๆ แต่ก็เด็ดเดี่ยวมั่นใจ!
“นายอย่าทำให้ฉันผิดหวังล่ะ...” ฉู่เจาหนานสูดลมหายใจเข้าลึกๆเข้าไปนั่งที่ และรอดูสวีหยางอี้ขึ้นกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
บนแท่นแถลง สวีหยางอี้ชะงักเล็กน้อย
เขากวาดมองบรรยากาศในงานรอบหนึ่ง
จำนวนแขกร่วมงานบางตา ทั่วทั้งห้องเต็มไปด้วยที่ว่างจากนั้นสายตาก็มองไปที่สคริปท์ในมือ เลิกคิ้วเล็กน้อยจุดติดไฟในมือเผ้าทิ้งทันที
“เอาล่ะ วันนี้ ผมอยากพูดที่นี่แค่ประโยคเดียว” เขาขยับเน็กไทด์พลางกวาดมองทุกคน
“เปราะ!” เสียงดีดนิ้วดังขึ้น ผืนธงขนาดใหญ่ด้านหลังคลี่ทิ้งตัวลงมาทันที!
บนธงสีดำสนิท ปรากฏลวดลายสีขาวจากภาพวาดสีน้ำหมึกรูปยักษ์สิงเทียน[1]ถือขวานยักษ์สองด้ามในมือ!
“กองกำลังทัณฑ์สวรรค์ก่อตั้งอย่างเป็นทางการนับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป!”
ผู้คนที่อยู่ด้านล่างอึ้งงันไปตามๆ กัน
ฉู่เจาหนานก็ตกตะลึงเช่นกันเขาคาดไม่ถึงว่าสวีหหยางอี้จะพูดอยู่คนเดียวโดยไม่มีการรับส่งเข้าพิธีอะไรทั้งนั้น!บทสุนทรพจน์ไม่มี! มีแค่คลี่ผืนธงออกมาและประกาศก่อตั้งกองกำลังทัณฑ์สวรรค์แค่นั้น!
ทูจิ้วอึ้งงันเช่นกัน เขาคาดไม่ถึงยิ่งกว่าว่าสวีหยางอี้จะข้ามทุกขั้นตอนไปดื้อๆแบบนี้
เซียงติงอึ้งตะลึงเช่นกัน เขา... ยังไม่ได้พูดถึงแนวทางและปณิธานของกองกำลังเลยไม่ใช่เหรอ?ข้ามไปขั้นตอนขอประกาศก่อตั้งกองกำลังซะงั้น
นี่มันละครเด็กรึไง?
“ไม่สิ... นี่อาจไม่ใช่ละครเด็กก็ได้!” ด้านล่างเวที ผู้เฒ่าคนหนึ่งหรี่มอง“เขาลดขั้นตอน... เพราะมีเรื่องสำคัญกว่านี้จะประกาศ...เขาชัดเจนว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ พวกพิธีรีตองพวกนี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญต้องใส่ใจ...แต่สิ่งที่เขาจะพูดหลังจากนี้ ก็คือใจความสำคัญของพิธีนี้ของจริง!”
ผู้เฒ่ารู้สึกน่าสนใจขึ้นมาทันที
ถ้าเขาสังเกตเห็น ไม่นานทุกคนก็ต้องคิดได้เช่นกัน
“ลูกพี่ฉู่ นี่ลูกพี่สวีจะทำอะไรกันแน่?” เกาเย่กระซิบถาม
“ไม่รู้...” ฉู่เจาหนานค่อยๆ วางใจลง เขาหรี่ตามองสวีหยางอี้ที่อยู่บนเวที“แต่ว่า... จะต้องมีเรื่องใหญ่ที่สำคัญมากๆ หลังจากนี้แน่นอนการเปิดตัวประกาศก่อตั้งกองกำลังที่สำคัญแบบนี้คนอย่างเขาไม่ล้อเล่นกับเรื่องแบบนี้แน่นอน”
“ดูนั่น” เขาเชิดคางเล็กน้อย “ผู้เฒ่าคนนั้นเป็นผู้จัดการประจำตระกูลอี้แห่งมณฑลหมิงสุ่ยตระกูลอี้เป็นตระกูลใหญ่ที่มีผู้ฝึกตนขั้นจู้จีประจำการอยู่”
“ผู้เฒ่าหญิงทางด้านนั้น เป็นผู้ช่วยกลุ่มประธานเขตของบริษัทเภสัชภัณฑ์เครื่องยาและสมุนไพรของโลกผู้ฝึกตนที่ใหญ่ที่สุดในเขตสามมณฑลทางตอนเหนือฉันเคยร่วมทานอาหารกับลูกชายคนโตของเธอ และเคยเจอเธออยู่สองสามครั้ง”
“ส่วนคนอ้วนคนนั้น เป็นนายหน้าของบริษัทประมูลสินค้าที่ชื่อว่า‘โรงประมูลสิงจินโต้ว’เป็นบริษัทประมูลสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในเขตสามมณฑลทางตอนเหนือเช่นกันฉันจำได้ว่าเขาแซ่หลี่”
“แล้วก็วัยรุ่นที่ดูเหมือนอายุไม่ถึงยี่สิบคนนั้นเขาเป็นผู้จัดการระดับสูงของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ที่สุดโลกผู้ฝึกตนและเป็นเจ้าของเหมืองเชียนยู่” แววตาของเขาเป็นประกายขึ้นเรื่อยๆ “เกาเย่คนที่มาร่วมพิธีนี้ ถึงคนไม่เยอะแต่ล้วนเป็นเหล่าเศรษฐีระดับแนวหน้าของเขตปกครองสามมณฑลทางตอนเหนือทั้งนั้น!”
“ขอแค่สิ่งที่สวีหหยางอี้จะเอาออกมาสามารถดึงดูดความสนใจของพวกเขาได้มากพอฉันรับประกันได้เลยว่า...” เขาพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นเหนืออื่นใดเปรียบ“พิธีเซ็นสัญญาร่วมงานด้านล่าง อย่าเปิดต่อเหอะ! ขายหน้าเปล่าๆ !”
บนเวที สวีหยางอี้หยุดชะงักไปพักใหญ่
ตัวเขารู้ดี พายุลูกใหญ่ที่สุดในโลกผู้ฝึกตนจะเริ่มตั้งเค้าที่นี่และตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป!
ต่อให้เป็นคนที่เป็นการขัดเกลาจิตใจมาแล้วอย่างเขาก็อดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้ จนสะท้อนออกมาจากดวงตาชัดเจน
“น่าสนใจ” ผู้เฒ่าหญิงจากบริษัทเภสัชภัณฑ์ยืดตัวอย่างรอลุ้น ระดับคนอย่างพวกเขาจะอ่านสีหน้าสวีหยางอี้ไม่ออกหรือ?
พิธีก่อตั้งรับสมาชิกเข้ากองกำลังครั้งนี้...มีแผนการอย่างอื่นซุกซ่อนอยู่และเขาน่าจะมีไพ่ตายที่จะทำให้ทั้งโลกผู้ฝึกตนต้องจับตามอง!
“เสี่ยวเก๋อ” ผู้ชายวัยรุ่นจากกลุ่มธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์และเจ้าของเหมืองเชียนยู่นั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์เขาหันไปพูดกับผู้ช่วยที่อยู่ข้างๆ “ถ้าข้อเสนอของเขาไม่เลวจงรีบยื่นข้อเสนอของพวกเราไปทันทีพวกเราสามารถมอบถ้ำฝึกตนให้พวกเขาทั้งสิบคนได้ทันที ซึ่งเป็นสถานที่ฝึกตนของจริงที่ระดับเหนือกว่าเหมืองหินวิญญาณขนาดเล็ก”
“ครับ!”
ผู้เฒ่าตระกูลอี้ผุดยิ้มหาดูยากขึ้นมาตระกูลอี้ของพวกเขามีมีชื่อเสียงโด่งดังทั่วประเทศจากสมุนไพรวิเศษและผู้นำตระกูลก็เป็นผู้ฝึกตนขั้นจู้จีระดับปลายเมื่อเทียบกับผู้ฝึกตนหน้าใหม่ชั้นล่างที่ไร้ประสบการณ์ต่อสู้ตระกูลของพวกเขาให้ความสนใจและชื่นชมสวีหหยางอี้ที่รอดพ้นมาจากน้ำมือปีศาจที่ใกล้จะบรรลุขั้นจินตันมาได้มากกว่า
“ผู้ช่วยจ้าว” เขาเอ่ยเสียงเรียบ“ถ้าสิ่งที่สหายสวีจะพูดหลังจากนี้น่าสนใจ รบกวนช่วยยื่นข้อเสนอให้เขาทันทีวันนี้คนน้อยยิ่งดี จะได้ไม่มีคู่แข่ง ฉันเล็งเขาเอาไว้ตั้งแต่แรกไม่มีใครรู้คุณค่าในตัวเขาไปมากกว่าฉันแล้ว...”
ตระกูลอี้เป็นตระกูลที่มีแต่เป็นฝ่ายยื่นข้อเสนอ และเสนอราคาชี้ขาด พวกเขามีสถานะทางสังคมที่พิเศษเฉพาะตัว
สวีหยางอี้หายใจเขาลึกๆ สองสามห้วง สงบสติอารมณ์ภายในใจลงสบตากับแขกด้านล่างเวที
“สิ้นเดือนหน้า กองกำลังทัณฑ์สวรรค์จะจัดงานประมูลเป็นครั้งแรก”
ด้านล่างเวทีเงียบเงียบยิ่งกว่าเดิม
บรรยากาศลุ้นระทึกก่อนหน้านี้สลายหายไปในพริบตา
“นี่มันอะไรกัน!” หลัวซานเฟิงอึ้งค้าง “งานประมูลเนี่ยนะ? ประมูลอะไร? ประมูลภาพโป๊ของตัวเองเหรอ?! นอกจากภาพแบบนี้ เขายังเอาอะไรมาขายได้อีก? ผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่จะมีของอะไรดึงดูดโลกผู้ฝึกตนได้?”
“เพ้อเจ้อ...” ผู้ฝึกตนแซ่หลี่จากโรงประมูลจินโต้ว หลับตาลงอย่างหงุดหงิดเพราะเขาเป็นเจ้าของธุรกิจการประมูลสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในเขตปกครองสามมณฑลอางตอนเหนือ
ผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่มีอะไรมาให้เปิดประมูล? ดูจากสีหน้าท่าทางของเขาเมื่อครู่ก็นึกว่ามีข้อเสนอล้ำเลิศ!แต่สุดท้ายกลับไม่มีอะไร!
ใช่ว่าผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่จะเปิดประมูลไม่ได้แต่ว่าลำพังสถานะการเงินของพวกเขายังขัดสน แล้วจะเอาอะไรมาประมูล?
งานประมูลของผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ไม่อาจดึงดูดผู้ฝึกตนระดับสูงได้กำไรที่ได้จากการประมูลก็เบาบาง ใครจะมาทำอะไรที่ไร้ผลกำไรแบบนี้?
ผู้เฒ่าตระกูลอี้อึ้งไปหลายวินาที จนกระทั่งผู้ช่วยที่อยู่ข้างๆกระซิบขึ้นเสียงแผ่ว “คุณอี้... ยังต้องการยื่นข้อเสนออยู่ไหมครับ?”
ผู้เฒ่าตระกูลอี้ดึงสติกลับมา
ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มขมขื่น เขาหัวเราะกับตัวเองพลางปัดมือ
มองพลาดไปแล้ว...
ก่อนหน้านี้เคยคิดว่าผู้ฝึกตนแซ่สวีคนนี้คือต้นกล้าที่คุ้มค่าแก่การลงทุนใครจะไปคาดคิดว่าวันนี้เขาจะมาล้อเล่นกันแบบนี้
“ไม่จำเป็นแล้ว” เขาถอนหายใจลากยาว “พอแค่นี้แล้วกันตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ไม่ต้องติดตามและให้ความสนใจกองกำลังทัณฑ์สวรรค์แล้วเดี๋ยวฉันกลับไปสำนึกผิดที่ตระกูลเองแล้วกัน”
--------------------------------------------------------------------------------
[1] ยักษ์สิงเทียนเป็นเทพนักรบโบราณจากเทวตำนานจีน เป็นศัตรูของจักรพรรดิหวงตี้ระหว่างศึกชิงตำแหน่งเทพ แต่สิงเทียนรบแพ้จึงถูกตัดหัวนำศพไปฝังแม้จะไร้หัวแต่สิงเทียนก็ยังไม่ตาย เขาใช้หัวนมเป็นตา ใช้สะดือเป็นปากมีอาวุเป็นขวานยักษ์กับโล่