Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    บทที่ 36 คนดีหรือคนโง่

    พรึบบบบ
    เสียงกระพือปีกของปักษาสีดำสองหัวดังขึ้นเหนือท้องฟ้าของเมืองฟูเจี้ยนในยามรุ่งสาง บนหลังของมันนั้นนั่งไว้ด้วยคนสองคนซึ่งหนึ่งคือถังเฟยหู่และอีกหนึ่งคือหยางมี่ หลังจากผ่านเรื่องราวต่างๆมากมายในป่าอสูร พวกเขาก็ได้กลับมายังเมืองของพวกตนอีกครั้งหนึ่ง ถังเฟยหู่มองไปยังด้านล่างผ่านชั้นเมฆก็พบเห็นบ้านเกิดอันเป็นที่รักของตน
    ในความรู้สึกของชายหนุ่มนั้นราวกับเขาได้จากเมืองไปเป็นเวลานาน แต่แท้ที่จริงแล้วมันก็เป็นเวลาเพียงไม่กี่วันเท่านั้น แต่เวลาเพียงไม่กี่วันมานี้ก็ได้ทำให้เขาได้ประสบพบเจอเรื่องราวต่างๆมากมายเหลือเกิน
    “มาถึงแล้ว! เจ้าต้องการจะไปที่ไหนละ ข้าจะได้ไปส่ง” หยางมี่หันมันกล่าวถามเมื่อทั้งสองได้มาถึงจุดหมายแล้ว
    “คงไม่ต้องรบกวนเจ้าหรอก” ถังเฟยหู่กล่าวเสร็จก็ลุกขึ้นยืนจากนั้นจึงค่อยเดินไปยังสุดขอบแผ่นหลังของอีกาสองหัวก่อนที่จะหันกลับมาโบกมือให้นาง จากนั้นเขาก็ได้ก้าวถอยหลังและล่วงหล่นลงไปด้านล่างในทันที
    หยางมี่ยังไม่ทันได้เอ่ยคำลาใดๆ เจ้าคนกวนประสาทผู้นี้ก็ได้จากไปอย่างรวดเร็วเสียแล้ว นางได้แต่ถอนหายใจอย่างอารมณ์เสียจากนั้นจึงค่อยสั่งให้อีกาสองหัวบินจากไป ส่วนชายหนุ่มผู้ได้ร่อนลงมาจากฟ้าก็ได้ใช้ท่าเท้าอสรพิษลี้ลับและระดับลมปราณที่เพิ่มขึ้นของตัวเองในการช่วยร่อนลงตรงบริเวณบ้านหลังน้อยของตน ฝ่าเท้าสะกิดที่ยอดไม้สูงหนึ่งเพื่อชะลอความเร็วจากนั้นจึงค่อยลงยืนบนพื้นได้อย่างมั่นคง เขาได้มองบ้านของตนด้วยความคิดถึงที่มากล้น ในครั้งนี้เขาเกือบไม่ได้รอดกลับมายังบ้านของตนเสียแล้ว
    ถังเฟยหู่กลับไปยังห้องของตนเองจากนั้นจึงค่อยอาบน้ำอาบท่าและชำระล้างร่างกายของตนให้สะอาดหลังจากที่เหน็ดเหนื่อยมาหลายวัน เมื่อเสร็จกิจวัตรต่างๆของตนแล้วเขาก็ได้นำที่คาดตาโลหะขึ้นมาสวมใส่ที่ตาซ้ายของตนอีกครั้ง
    เขาเข้าใจดีเรื่องที่ว่าสายเลือดของดวงตาสีฟ้านี้อาจจะมาจากบิดาของตนซึ่งไม่เคยมีใครเอ่ยถึง ทางที่ดีเขาไม่ควรให้ครอบครัวรับรู้เรื่องนี้ในเร็ววันนัก เขาไม่ทราบว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นระหว่างมารดาของตนและบิดา แต่เขาก็ไม่อยากทำสิ่งใดที่จะกระทบกระเทือนต่อนางมากนัก
    ถังเฟยหู่เปิดประตูห้องของตนออกมาจากนั้นจึงค่อยเดินตรงไปยังห้องของมารดาตนเอง เขาเปิดประตูไม้บานเก่านั้นเข้าไปก็ได้พบกับสตรีผู้งดงามผู้หนึ่งกำลังถือถ้วยชาใบน้อยขึ้นยกดื่มกิน เมื่อสตรีผู้นั้นได้หันกลับมามองแขกผู้มาเยือน นางก็ได้วางถ้วยชาในมือของตนลงบนโต๊ะและยิ้มให้กับชายหนุ่ม
    “กลับมาแล้วเหรอเฟยเอ๋อร์” ถังมู่หลิวยิ้มให้แก่บุตรชายของตนเอง
    “ครับ ข้ากลับมาแล้ว...ไม่ได้เจอท่านแม่เสียนาน ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน” ถังเฟยหู่เดินเข้าไปนั่งตรงที่นั่งด้านข้างของถังมู่หลิว ทั้งสองแม่ลูกที่ไม่ได้เจอกันหลายวันต่างก็สนทนากันอยู่หลายชั่วยามก่อนที่ถังเฟยหู่จะขอตัวออกมาก่อน
    เขาได้แวะไปยังห้องทำงานของท่านตาเพื่อบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการกำจัดต้นตอของพิษที่ทำร้ายชาวบ้านได้แล้ว รวมถึงการตายของชาวซีเซี่ยที่ดูถังหยางหลิวดูกังวลเป็นอย่างมาก ซึ่งเมื่อเห็นดังนั้นแล้วเขาจึงเก็บงำเรื่องที่เขามีความสามารถการใช้จิตวิญญาณแบบชาวซีเซี่ยไว้
    “ท่านตา...ข้ามีอีกเรื่องหนึ่งที่จำเป็นต้องบอกท่าน ในศึกครั้งนี้ข้าไม่อาจรักษาค้างคาวโลกันต์ของท่านไว้ได้ มันกลับถูกศัตรูฆ่าตายไปเพราะความอ่อนแอของข้า ขอต้องขออภัยต่อท่านจริงๆ ข้าทราบว่าท่านและค้างคาวตัวนี้มีความผูกพันกันมาหลายปี ข้าผิดไปแล้ว ขอให้ท่านได้โปรดลงโทษข้าด้วย” ถังเฟยหู่คุกเข่าลงเบื้องหน้าท่านตาของตนเองด้วยความสำนึกผิดในความผิดพลาดและอ่อนแอ
    “อ่า...หลานไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้” ถังหยางหลิวพยุงให้หลานชานได้ลุกขึ้นมาด้วยใบหน้าที่อ่อนโยน “แค่เจ้ากลับมาได้อย่างปลอดภัยก็ดีแล้ว ตาได้มอบทาสอสูรทั้งหมดให้แก่เจ้าก็เพื่อให้มันปกป้องดูแลเจ้า นับว่ามันได้ทำหน้าที่ของมันได้สำเร็จแล้วละนะ”
    “...ครับท่านตา”
    “อีกเพียงครึ่งปีก็จะถึงงานประลองแล้วสินะ แต่เจ้าไม่ต้องห่วงอันใดไปหรอก ยาของมารดาเจ้านับว่ายังพอเพียงให้ใช้ไปอีกสักพักใหญ่” ถังหยางหลิว
    “ครับท่านตา ข้าจะพยายามเพื่อท่านแม่ การประลองนี้ข้าจะต้องเป็นผู้ชนะและได้รับเงินรางวัลทั้งหมดมา” ถังเฟยหู่กล่าวด้วยความแน่วแน่ จากนั้นเขาได้ขอตัวจากมาก่อน เขาไม่ได้กลับไปฝึกกระบวนท่าที่ลานกว้างเหมือนทุกทีแต่เขาได้ตรงกลับไปยังห้องนอนของ���นเองและนั่งฝึกตนอยู่บนเตียง
    ถังเฟยหู่ยกฝ่ามือขวาของตนขึ้นมาจากนั้นจึงค่อยลองปลดปล่อยปราณพิษของตนออกมาเป็นควันซึ่งลอยออกจากฝ่ามือ เขาลองสังเกตปราณพิษนี้ของตนเองอย่างละเอียดดูอีกครั้งหนึ่ง เขาได้ค้นพบว่าปราณพิษของตนได้เจือปนพลังสีม่วงดำลึกลับที่แฝงความรู้สึกด้านลบไว้
    “เป็นอย่างที่คาด...ปราณพิษเกิดการเปลี่ยนแปลงเพราะชีพจรทั้งสามจุดได้เปลี่ยนเป็นมุกมาร....หลักสำคัญของปราณห้าพิษคือการกักเก็บพิษในชีพจรจนกลายเป็นชีพจรพิษ เมื่อชีพจรพิษผสานกับมุกมารก็จะกลายเป็นมุกมารพิษ เมื่อข้าใช้ปราณพิษก็จะแฝงไว้ด้วยปราณมารไร้ลักษณ์สามในร้อยส่วน”
    ทันใดนั้นเองที่ถังเฟยหู่เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา เขาได้ลองใช้งานพลังสายเลือดสีฟ้าของตนดู ดวงตาข้างซ้ายของเขาเปล่งแสงลี้ลับจางๆออกมา ในตอนนั้นเองที่สภาวะรอบตัวของเขาดูจะเชื่องช้าลงไปหลายเท่า ถังเฟยหู่เริ่มจะใช้พลังงานสายเลือดนี้ได้คล่องขึ้นหลังจากการฝึกกับโจ้วซือ ความรู้สึกเจ็บปวดจากตาซ้ายเริ่มจะบุกจู่โจมเขาอีกครั้งหนึ่ง แม้ความสามารถนี้จะเป็นประโยชน์ในการต่อสู้มากก็ตามแต่เขาก็ต้องจัดการกับปัญหานี้ได้ให้เสียก่อนจึงจะสามารถใช้ในการต่อสู้จริงได้
    ในสายตาของเขาสามารถเห็นควันพิษที่ลอยออกจากมือของตนได้เอื่อยเฉื่อยลงกว่าความเป็นจริงหลายเท่านัก แต่จากคำบอกเล่าของโจ้วซือ เขาไม่เชื่ออย่างแน่นอนว่าสิ่งที่ได้ชื่อว่าดวงตาเซียนจะมีความสามารถเพียงนี้ เขาลองใช้พลังดวงตาของตนเองในหลายรูปแบบดู เขาสามารถมองเห็นปริมาณพลังในปราณของตนได้อย่างชัดเจนและแม่นยำ
    เมื่อถังเฟยหู่ใช้พลังดวงตาของตนเองถึงจุดหนึ่งที่ความเจ็บปวดเล่นงานเขามากจนเกินไปเขาก็จะหยุดการใช้พลังเพียงเท่านั้น จากนั้นเขาก็จะหันไปฝึกฝนและขัดเกลาลมปราณของตนเพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่พลังฝึกตน และเมื่อความเจ็บปวดจากการใช้พลังสายเลือดดวงตาหายไปแล้วเขาก็จะฝึกฝนพลังสายเลือดต่อไป เขาฝึกฝนเช่นนี้ไปเรื่อยๆจนถึงรุ่งเช้าอีกวันหนึ่ง
    “การใช้พลังสายเลือดนับว่าไม่พัฒนาเลยแม้แต่น้อย หรือปัญหาจะอยู่ที่วิชาสายเลือดที่ผู้อาวุโสโจ้วซือเคยกล่าวถึงนะ...ไม่สิ มีอีกหนึ่งปัญหาที่ข้ามองข้ามไป พลังฝึกตนนับว่ายังไม่ใช่ปัญหาเท่าใด แต่เป็นที่ร่างกายของข้า...ที่ไม่อาจตามการฝึกตนได้ทันและส่งผลให้ไม่อาจใช้พลังสายเลือดได้อย่างเต็มที่” ถังเฟยหู่ได้แต่ทอดถอนใจต่อความอ่อนแอของตนเอง ทันใดนั้นเขาก็ได้นึกถึงวิชาปราณเก้าเยือกแข็งที่เคยฝึกฝนมา
    วิชานี้มีส่วนช่วยในการทำให้ร่างกายของเขามีความแข็งแกร่งมากขึ้นดุจภูผาน้ำแข็ง ในคราก่อนเขาคิดว่าการฝึกเพียงขั้นแรกก็เพียงพอต่อการทำให้ร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้นแล้วและหันไปฝึกวิชาปราณห้าพิษแทน
    แต่นั่นนับว่ายังไม่เพียงพอเท่าไหร เขาคิดน้อยจนเกินไป หากพูดถึงวิถียุทธ์แล้วเขาก็เป็นเพียงมือใหม่ที่ไม่ได้อยู่ในวงการนี้มาอย่างช่ำชอง เมื่อนึกถึงการฝึกฝนร่างกายก็ทำให้เขาได้นึกถึงจิ้นฝานที่ฝึกฝนวิชากายาจนชำนาญ ภาพของจิ้นฝานที่ต่อกรกับคนจำนวนมากด้วยวิชาป้องกันอันแข็งแกร่งทำให้เขาได้นำมาเปรียบเทียบกับตนเองว่ายังขาดสิ่งใดไปในวิถียุทธ์ จิ้นฝานในร่างของอสูรมีทั้งพลังโจมตีและป้องกันที่แข็งแกร่ง นับว่าร้ายกาจเป็นอย่างมาก หากไม่ใช่ว่าร่างนี้เป็นพลังชั่วคราวที่ไม่คงอยู่ถาวรและโดนรุมโจมตีจากหลากหลายทิศทางไม่หยุด คนที่ชนะก็คงเป็นจิ้นฝาน
    ถังเฟยหู่คิดทบทวนเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านมาเพื่อหาหนทางฝึกฝนที่ดีที่สุดสำหรับตนเอง เขาได้ข้อสรุปสองอย่างคือหนึ่งฝึกฝนปราณเก้าเยือกแข็งเพื่อสร้างเสริมร่างกาย สองคือฝึกฝนวิชาฝ่ามือมังกรอัสนีที่พึ่งได้รับมาเพื่อให้ร่างกายของเขาคุ้นชินกับสายเลือดเซียนพยัคฆ์สามตาสายอัสนี
    แต่เมื่อทบทวนดีๆแล้วเขาก็คิดว่าควรจะฝึกฝนร่างกายให้แข็งแกร่งก่อนที่จะฝึกวิชาฝ่ามือมังกรอัสนี นี่จึงจะมีประโยชน์ต่อเขามากกว่า เมื่อร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์พร้อมแล้ว ไม่ว่าวิชาใดๆเขาก็พร้อมที่จะฝึกฝนมัน อีกอย่างคือฝ่ามือมังกรอัสนีนี้เป็นวิชาวรยุทธ์ระดับห้าซึ่งคงจะสูงเกินไปสำหรับเขาในตอนนี้
    ที่เขาควรทำคือฝึกปราณเก้าเยือกแข็งไปพร้อมกับทำตัวให้คุ้นชินกับสายเลือดอัสนีนี้ให้มากขึ้น ถังเฟยหู่หลับตาและใช้จิตสัมผัสของตนในการสำรวจตรวจสอบร่างกายของตนอย่างละเอียด ตรวจไปยันเส้นประสาท กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น เส้นเลือด เส้นลมปราณ ลามไปถึงยันจุดชีพจรของตนเอง
    แต่หากให้เทียบผู้ฝึกยุทธ์ทั่วๆไปกับถังเฟยหู่แล้ว คงจะไม่มีใครที่รู้จักร่างกายของมนุษย์ดีไปกว่าเขาอีกแล้ว นั่นก็เพราะเขายังควบตำแหน่งแพทย์อันเก่งกาจอีกด้วย เขาพยายามสำรวจและหาจุดบกพร่องทั้งหมดในร่างเพื่อพัฒนาให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม
    เขาได้วางแผนการณ์ทั้งหมดในการฝึกฝนอย่างดีแล้วจากนั้นจึงได้ออกไปจากบ้านสกุลถังอย่างเงียบๆในตอนสายของวันนั้น เขาได้ออกเดินไปตามถนนสายสำคัญของเมืองซึ่งพบเห็นผ็คนที่เริ่มกลับสู่ความเป็นปกติสุขแล้ว ไม่มีผู้ใดที่ขายตัวฝังศพหรือความเศร้ามองในใบหน้าอีก ถึงแม้จะมีแต่ก็เป็นส่วนน้อยเท่านั้น
    ตลอดทางเดินที่เขาได้เดินไปได้มีชาวบ้านจำนวนมากที่จดจำเขาได้ก็ได้เข้ามาทักทายตามอัธยาศัยที่ดี แต่ถังเฟยหู่ก็เพียงแต่ตอบรับตามมารยาทแล้วรีบจากมา เขาไม่ต้องการเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์มากนัก นั่นก็เพราะเวลาที่เหลืออยู่ก่อนถึงการประลองนั้นน้อยลงเต็มทีแล้ว แม้เขาจะมีขอบเขตพลังเทียบเท่ากับถังชิงแล้วก็ตาม แต่นั่นก็ไม่เพียงพอที่จะชนะการประลอง นั่นก็เพราะถังมีกำแพงใหญ่อย่างหลิวจิวฮุ่ยอยู่ดี
    คำโบราณเคยกล่าวไว้ว่าคนเราจากกันเพียงสามวันยังเปลี่ยนแปลง เวลาครึ่งปีก็สามารถพัฒนาได้อย่างไม่จำกัด ถังเฟยหู่ยังฝึกฝีมือไม่หยุดหย่อนแล้วผู้ไม่ได้ทำเช่นกันอย่างงั้นเหรอ? หากเขาชะล่าใจแล้วคิดว่าตนเองเก่งกาจนั่นก็เท่ากับเขาได้กลายเป็นคนโง่งมที่ไม่มีการพัฒนา
    ถังเฟยหู่ก้าวเดินจนไปหยุดอยู่หน้าสถานที่ซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยธาตุแห่งไฟอันแรงกล้า สถานที่แห่งนี้ก็คือหอหงส์แดงซึ่งเขาเคยมาแล้วในครั้งก่อนนั่นเอง เมื่อเขาได้ก้าวเดินเข้ามาภายในหอการค้าแห่งนี้ก็ไม่ได้ถูกขัดขวางโดยจินอี้เว่ยอีก
    เมื่อเขาเข้ามาด้านในได้แล้วไม่นานนักก็ได้มีเถ้าแก่ร่างอ้วนคนเดินได้ก้าวเข้ามาหาเขาอย่างรู้งานอีกเช่นเคย ซึ่งถังเฟยหู่ได้นำวัตถุดิบซึ่งพยายามเก็บรวมรวมมาจากในป่าอสูรครั้งนี้ออกมาขาย แต่ของในครานี้นับว่ามีน้อยกว่าเดิมมากนักเพราะการร่วมเดินทางกับคนหมู่มากที่แบ่งผลประโยชน์กัน ไหนจะตอนที่ต่อสู้ก็ทำหล่นหายไปอีกหลายอย่าง แม้จะพยายามเก็บรวมรวมกลับมาก็ไม่ได้มากนัก
    คงถูกพวกคนสกุลใหญ่ที่หลบหนีไปในตอนนั้นคว้าติดมือไปด้วยระหว่างหลบหนี เจ้าคนพวกนี้ช่างเป็นประเภทจับเสือมือเปล่าเสียจริงๆ ตัวเองไม่ได้หามาแต่ก็คว้าไปเสียดื้อๆ แม้จะเจ็บใจอยู่บ้างแต่เขาก็ได้รับเงินจากการค้าขายครั้งนี้ถึงสิบตำลึงเงิน
    ตอนนี้เขาได้มีเงินถึงสี่ตำลึงทองกับอีกสิบตำลึงเงิน เขาได้สอบถามต่อเถ้าแก่ผู้นี้เกี่ยวกับทรัพยากรที่เกี่ยวกับธาตุเย็นจำนวนมากไม่ว่าจะเป็น น้ำค้างแข็ง กุหลาบเย็น รวมไปถึงโสมหิมะด้วย ของพวกนี้นับว่าสิ้นเปลืองเป็นอย่างมาก เขาได้ใช้เงินกว่าสี่ตำลึงทองในการซื้อของพวกนี้อย่างละนิดอย่างละหน่อย
    นับว่าตอนนี้เขาได้กลับมาเป็นยาจกไร้เงินทองอีกครั้งแล้ว เงินทองหมดสิ้นไปกับทรัพยากรในการฝึกวิชาธาตุเย็นนี้เป็นจำนวนมาก เขานั้นยืนรอไม่นานนัก เถ้าแก่ร่างอ้วนผู้นั้นก็ได้นำห่อกระดาษซึ่งผูกเชือกไว้นำมาให้เขา ของพวกนี้คือสิ่งที่เขาได้ซื้อกลับไปในครั้งนี้ เมื่อถือห่อกระดาษเล็กๆพวกนี้นั้นราวกับยกภูเขาหินก็ไม่ปาน ไม่ใช่เพราะน้ำหนักของมันหนักหรอก แต่เป็นน้ำหนักในใจของเขาที่ต้องจ่ายสิ้นเปลืองกับของพวกนี้ต่างหาก

    ถังเฟยหู่ก้าวเดินออกมาจากหอหงส์แดงด้วยใบหน้าหดหู่โดยไม่ได้สังเกตแม้แต่น้อยว่ามุมหนึ่งด้านบนหอการค้านี้ได้มีคนผู้หนึ่งนั่งมองเขาอยู่ เขาผู้นี้ดูหัวเราะชอบใจที่ได้พบกับถังเฟยหู่อีกครั้งหนึ่ง
    “คะ..คุณหนูขอรับ” เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นมาด้านหลังของสตรีผู้แอบดูถังเฟยหู่อยู่ ผู้มาใหม่นี้ก็คือเถ้าแก่อ้วนที่รีบกุลีกุจอขึ้นมาด้านบนเพื่อมาพบนายนั่นเอง
    สตรีผู้นี้หยิบพัดสีแดงของตนออกมากางเพื่อปิดบังใบหน้าของตนเองก่อนที่จะหันกลับไปมองเถ้าแก่อ้วนผู้นั้น “ไปจัดการตามที่สั่งมาแล้วเหรอ?”
    “ขอรับ ข้าน้อยลดราคาสินค้าให้เหลือเพียงหนึ่งในสิบส่วนตามคำสั่งของคุณหนูแล้วขอรับ แต่ข้าน้อยเกรงว่า...ผลกำไรของหอการค้าเราจะ...หากเป็นเช่นนี้ข้าคงจะอธิบายต่อผู้ตรวจอย่างไรดี....” เถ้าแก่ร่างอ้วนกล่าวด้วยความขลาดเขลาในความผิด เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับเหงื่อที่ไหลราวน้ำตกตลอดเวลา
    “เจ้าอย่าปอดแหกไปหน่อยเลยน่า! ส่วนต่างเท่าไหรเจ้าก็เอามาเก็บกับข้า ข้าว่าเจ้าทึ่มผู้นี้ช่างน่าสนใจ เมืองนี้ออกจะน่าเบื่อจะตายชัก หากให้เขามาสร้างสันให้กับเมืองที่น่าเบื่อนี้ก็นับว่าคงทำให้ข้าเพลิดเพลินใจนัก” สตรีนางนั้นหัวเราะชอบใจอยู่หลังพัดจากนั้นจึงค่อยสลายหายกลายเป็นเปลวเพลิง ทิ้งไว้เพียงความร้อนระอุสายหนึ่งไว้ให้เถ้าแก่ร่างอ้วนผู้นั้นตกอกตกใจเล่น
    ทางด้านชายหนุ่มผู้ไม่รู้เรื่องรู้ราวอันใดก็ได้เดินกลับไปยังบ้านของตนด้วยดวงใจอันห่อเหี่ยว เขาแอบกลับเข้าบ้านมาโดยให้ไม่มีใครทราบและกลับเข้าไปยังห้องนอนของตนอย่างเงียบๆ เมื่อได้มาถึงแล้วชายหนุ่มก็ได้กลับขึ้นไปนั่งสมาธิบนเตียงของตนอีกครั้งหนึ่งพร้อมกับนำทรัพยากรทั้งหลายออกมาวางเรียงไว้ตรงหน้า
    “น้ำค้างแข็ง โสมหิมะ กุหลาบเย็น ของพวกนี้ต่างก็เป็นทรัพยากรล้ำค่าที่มีความเย็นแฝงไว้เป็นจำนวนมาก มันคงมีประโยชน์ต่อการฝึกวิชาปราณเก้าเยือกแข็งเป็นอย่างมาก สามขั้นแรกของวิชาชุดนี้คือการทรมาณร่างกายอย่างแท้จริง ผลัดเปลี่ยนเนื้อและกระดูกถึงสามครั้งเพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงต่อหกขั้นที่เหลือ” ถังเฟยหู่เรียกตะขาบน้ำแข็งของตนออกมา จากนั้นจึงได้สั่งให้มันพันรอบตัวของเขาไว้
    การทำเช่นนี้ก็จะป้องกันไม่ให้ความเย็นจากการฝึกวิชาเก้าเยือกแข็งไปกระทบกระเทือนถูกท่านตาและมารดาของเขา อีกทั้งความเย็นที่รั่วไหลออกมาจากการฝึกวิชาของเขายังช่วยบำรุงร่างของตะขาบน้ำแข็งเป็นอย่างดีอีกด้วย
    ภายใต้เกราะป้องกันที่สร้างขึ้นจากของตะขาบน้ำแข็ง ภายในนั้นช่างมิดชิดและไม่มีแสงอันใดลอดผ่าน ถังเฟยหู่ตกอยู่ภายในความมืดมิดนี้กับตนเอง มันเป็นความเงียบสงบที่แปลกประหลาดยิ่งนัก เขาสามารถได้ยินแม้กระทั่งเสียงของหัวใจตนเองเต้นอยู่ เขาหลับตาลงเพื่อทำสมาธิและเดิมปราณตามหลักวิชาเก้าเยือกแข็ง
    ความหนาวเย็นจากของล้ำค่าในศาสตร์น้ำแข็งในมือถูกดูดกลืนเข้าสู่ร่างของถังเฟยหู่อย่างช้าๆ แม้ตัวเขาจะไม่ค่อยชมชอบการใช้ทรัพยากรเพื่อฝึกวิชาเช่นนี้เพราะเห็นว่ามันสิ้นเปลืองเงินทองก็ตามที แต่ในเวลาเช่นนี้ที่เวลากระชั้นเข้ามาทุกทีทำให้เขาไม่ค่อยมีทางเลือกมากนัก อีกทั้งตอนนี้เขายังไม่รีบใช้เงินทองเท่าไหรนัก นั่นก็เพราะตัวยาที่จำเป็นต่อการรักษาอาการของมารดาตนเองยังไม่ใช่ปัญหาในตอนนี้
    ถังเฟยหู่นั้นเชื่อว่าโอกาสที่ล้ำค่าไม่อาจรอคอยให้มาถึง แต่เขาจำต้องสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเอง ในเมื่อเงินยังไม่ใช่ปัญหา เขาก็ขอใช้มันเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ตนเองอีกสักหน่อยแล้วกัน
    แกร็ก! แกร็ก!
    เสียงสะเก็ดน้ำแข็งที่เกาะกุมร่างกายค่อยๆดังขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความหนาวเย็นจากวัตถุดิบทั้งสามได้ทำให้ร่างของถังเฟยหู่กลายเป็นน้ำแข็งไปแทบทั้งหมด ราวกับเขาได้กลายเป็นรูปสลักน้ำแข็งก็ไม่ปาน ไอเย็นสีขาวหลั่งไหลมาไม่ขาดสายสร้างความหนาวเย็นจับกระดูกไปทั่ว แต่เมื่อไอเย็นรั่วไหลออกมาก็ไม่อาจหลุดรอดออกไปสู่ภายนอกได้ นั่นก็เพราะได้ตะขาบน้ำแข็งช่วยดูดกลืนไอเย็นเหล่านั้นไปอย่างรวดเร็ว
    กล้ามเนื้อและกระดูกที่เคยพังทลายและสร้างใหม่ไปแล้วรอบหนึ่งได้ค่อยๆถูกทำลายและสร้างใหม่อีกรอบหนึ่งด้วยความช้าและความเจ็บปวดมากกว่าเดิมหลายต่อหลายเท่าจนไม่อาจเทียบได้
    ราวกับร่างของเขาถูกทุบทำลายแล้วสร้างใหม่ด้วยใยเหล็ก ร่างฐานที่ไม่มั่นคงและอ่อนแอก่อนหน้าที่ถูกเสริมสร้างใหม่จนแข็งแกร่งขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ความเจ็บปวดแสนสาหัสแล่นไปมาอย่างไม่หยุดหยุดหย่อน
    แต่ไม่ทราบว่าถังเฟยหู่คิดไปเองหรือไม่ แต่เขาบังเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดขึ้นจากภายในร่าง มันเป็นความรู้สึกยุบยิบที่โลดแล่นไปทั่วทั้งร่าง ความรู้สึกแปลกประหลาดนี้ได้โลดแล่นผ่านไปยังหัวใจของเขาด้วย เขาทราบได้ในทันทีว่าความรู้สึกนี้ถูกส่งออกมาจากภายในเส้นเลือดของเขา
    มันถูกส่งออกมาจากสายเลือดของเขา!
    มันเป็นความรู้สึกแปลกประหลาดที่ไม่อาจอธิบาย แต่มันเป็นความรู้สึกเพียงไม่กี่ช่วงลมหายใจเท่านั้นก่อนจะหายไปจนชายหนุ่มไม่ทราบว่าตนเองคิดไปเองหรือไม่ จากนั้นเขาจึงได้พยายามตรวจสอบสายเลือดของตนแต่มันก็ไม่มีปฏิกิริยาอันใดอีก ถังเฟยหู่จึงได้เลิกสนใจและเพ่งสมาธิไปที่การฝึกปราณเก้าเยือกแข็งแทน

    ทางด้านหนึ่งของเมืองที่ห่างออกไป ผู้เฒ่าชราในชุดขอทานผู้มีไม้เท้าไผ่หยกกำลังนั่งดื่มสุราอยู่ข้างถนน ใบหน้าของเขาแดงไปแดงด้วยฤทธิ์จากสุรา กลิ่นของเหล้าโชยไปทั่วร่างของชายชรา

    ผู้คนตามท้องถนนต่างก็มีแต่ท่าทีรังเกียจและไม่สนใจขอทานผู้นี้สักเท่าไหร พวกเขาทำราวกับชายชราผู้นี้ไม่มีตัวตน เป็นเพียงฝุ่นที่ปลิวอยู่ในอากาศและอยู่นอกสายตาของพวกเขา มีแม้แต่เจ้าของร้านค้าบางคนที่ออกมาขับไล่ไปด้วยซ้ำ
    “เฮ้ยพวกเจ้า! ออกไปอย่าให้รกหูรกตา คุณหนูจิวเลี่ยนต้องการจะเดินผ่านทางนี้ เฮ้ย! เจ้าขอทาน ไม่ได้ยินที่ข้าพูดเหรอ” เสียงโหวกเหวกโวยวายของคนผู้หนึ่งดังขึ้นตลอดทางเพื่อขับไล่ชาวบ้านออกไปจากริมถนน
    คนผู้นี้คือหนึ่งในข้ารับใช้ของสกุลหลิวที่ได้แต่คอยเลียแข้งเลียขาผู้เป็นนาย โดยทั่วไปแล้วนั้นขี้ข้าเช่นนี้มักจะประจบนายน้อยประจำตระกูลเพราะหวังว่าสักวันหนึ่งเมื่อนายที่ตนได้ดูแลนั้นได้ขึ้นมาเป็นผู้นำตระกูลเมื่อไหร พวกเขาก็จะพลอยได้รับความสบายไปด้วย เข้าทำนองว่าหว่านพืชต้องหวังผล
    แต่ในสายตาของคุณหนูคุณชายเหล่านั้นละ? พวกเขาย่อมไม่มองคนพวกนี้อยู่ในสายตาอยู่แล้ว โดยเฉพาะหลิวจิวเลี่ยนผู้มีจิตใจทะเยอทะยานอยากก้าวหน้าเหนือพี่ชายของตนเองตลอดเวลา
    ภาพฝันของนางนั้นคือการได้ออกไปจากเมืองบ้าๆแห่งนี้ นางเชื่อเสมอว่าพรสวรรค์ของนางนั้นเหนือกว่าผู้ใด หากนางได้เกิดในเมืองหลวงหรือฝ่ายอำนาจต่างๆที่ยิ่งใหญ่ก็คงจะไม่ใช่เหมือนทุกวันนี้ บางทีนางอาจจะก้าวถึงขอบเขตหลอมรวมแล้วด้วยซ้ำไปหากนางมีทรัพยากรที่มากเพียงพอ
    นางช่างเกลียดชีวิตบ้านนอกแบบนี้เต็มทน การประลองอีกครึ่งปีนี้ต่างหากคือสิ่งที่นางตั้งความหวังไว้ นางได้รับข่าวมาว่าฝ่ายอำนาจในแคว้นจะมาชอบการประลองครั้งนี้เพื่อรับสมัครผู้มีพรสวรรค์ไปเข้าร่วม
    หากนางสามารถทำให้คนพวกนั้นมองเห็นถึงตัวตนของนาง ไม่แน่บางทีนางอาจจะสามารถออกไปจากบ้านนอกแห่งนี้ จากปลาเค็มหนึ่งตัวได้พุ่งทะยานออกจากบ่อน้ำและโบยบินเป็นมังกรขึ้นไปบนฟ้าก็ได้
    คนรับใช้หลายสิบคนรอบตัวนางต่างขับไล่ชาวบ้านให้ออกไปพ้นทางโดยที่ไม่สนความเป็นอยู่ของคนพวกนั้นด้วยซ้ำไป แต่แล้วก็เหมือนมีคนหนึ่งที่ได้ออกมาขับขอทานชราผู้นั้น คนผู้นี้ราวกับมีแววมรณะแฝงอยู่เมื่อคิดขับไล่ขอทานผู้นี้โดยไร้เหตุผล เมื่อก่นด่าก็แล้วก็ยังไม่ขยับตัวเลยแม้แต่น้อย ชายผู้นั้นได้หยิบดาบพร้อมฝักของตนเองขึ้นมาและหมายจะฟาดใส่ชายชราผู้นั้นเพื่อขับไล่ให้ไป เสียงไม้จากฝักดาบกระทบเนื้อดังขึ้นอย่างชัดเจน แต่ผู้ที่โดนนั้นกลับไม่ใช่ขอทานชรา เป็นชายหนุ่มผู้หนึ่งที่สองมือเต็มไปด้วยวัตถุดิบทำกับข้าว เขาได้วิ่งเข้ามากอดชายชราผู้นั้นโดยไม่สนใจความเจ็บของตนเอง
    เมื่อชายหนุ่มผู้นั้นหันกลับมาก็พบกับสีหน้าอันเจ็บปวดจนเหลือทนของคนยผู้นั้น เขาก็คืออาไห่ผู้เป็นบ่าวคนหนึ่งในหอนางโลม แม้ชีวิตและฐานะของเขาจะต่ำต้อยก็ตาม แต่เขาไม่อาจทนเห็นคนพวกนี้รังแกขอทานชราได้
    ในสายตาของชายชราเมื่อพบเห็นเรื่องเช่นนี้ก็ดูทำให้เขาชักจะสนใจขึ้นมาแล้ว เขาเผยรอยยิ้มแปลกพิกลของตนเองออกมาเมื่อมองไปยังชายหนุ่มผู้ช่วยเขาไว้ คนผู้นี้นับว่าเจ็บตัวเปล่าจริงๆ ของแค่นี้จะทำอะไรยอดฝีมือแห่งแผ่นดินอย่างเขาได้งั้นเหรอ?
    คนดีและคนโง่นับว่าห่างเพียงเส้นบางๆเพียงแค่หนึ่ง
    ===============================ไรท์ลองเอาเนื้อหาที่เคยเขียนมาทั้งหมดไปพิมพ์เป็นเล่มเก็บไว้ดูด้วยแหละครับ ไว้ได้แล้วจะเอามาอวดให้รีดเดอร์ดูนะครับ หุๆๆๆ 360หน้าก็เยอะเหมือนกันนะเนี่ย

    คล้ายกับเรื่องLegend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า ที่คุณอ่าน

    ย่ำภพสยบแดน (จบ)

    ย่ำภพสยบแดน (จบ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    144K 224
    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    นิยาย แฟนตาซี
    146K 134
    เทพสงครามสายเลือดมังกร

    เทพสงครามสายเลือดมังกร

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    854K 4500
    ตำนานวิญญาณแฟนซี (Seirei Gensouki)

    ตำนานวิญญาณแฟนซี (Seirei Gensouki)

    นิยาย แฟนตาซี
    3.26M 1036
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว]

    อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.38M 1499
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34