ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 66 เปิดร้าน(พฤกษาสวรรค์)

    รุ่งเช้าเฟิ่งหยูและพวกขอตัวกลับเมืองหลิวโจว เพื่อไปจัดการเรื่องร้านของพวกเขาพวกเขาออกเดินทางแต่เช้า มาถึงเมืองหลิวโจวเกือบเที่ยงวัน

                “ก่อนพวกเราไปข้าได้สั่งคนให้ตกแต่งร้านไว้รอแล้วนายน้อยจะไปดูกับพวกเราหรือไม่” จื่อฮุ่ยเอ่ย

                “ก็ดีเหมือนกันนะช่วงนี้ข้าเองก็อยากเห็นเหมือนกันว่าร้านค้าของพวกเราจะต้องเพิ่มเติมหรือปรับปรุงอะไรบ้าง”

                จือซ่งจึงเป็นคนพาพวกเขาเดินทางไปดูสถานที่เปิดร้านของพวกเขา

                “นายน้อยจะตั้งชื่อร้านเราว่าอย่างไรดี........?” จื่อซ่งเอ่ยถามขึ้นมาระหว่างที่เดินทาง

                “พวกเจ้าหละ คิดชื่อไว้บ้างหรือไม่?”

                “บอกตามตรงนายน้อยพวกเราไม่กล้าตั้งชื่อหรอกเพราะทุกอย่างล้วนมาจากนายน้อยแทบทั้งสิ้น……..”

                เฟิ่งหยูเดินไปคิดไปพลางร้านของพวกเขาขายแต่โอสถ ดังนั้นสมุนไพรจึงเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่ง

                “งั้นก็ข้าก็นะตั้งชื่อว่าร้าน พฤกษาสวรรค์ ก็แล้วกัน” เฟิ่งหยูกล่าวออกมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ

                “เป็นชื่อที่ดีจริงๆ นายน้อย”จื่อซ่งตอบ

              “พวกเราชอบชื่อนี้เป็นชื่อที่เหมาะสมกับร้านของพวกเรามาก ๆ”

            จื่อฮุ่ยกล่าวเสริมพวกเขาตกลงกันเอาชื่อตามที่เฟิ่งหยูตั้งโดยไม่ตั้งใจนี้ เฟิ่งหยูได้เพียงแต่ยิ้มแห้งๆ พวกเขาเดินทางมาถึงหน้าตึกสองชั้นกลางแหล่งที่มีคนพลุกพล่านมากที่สุด

            “ตึกหลังนี้ พวกเราพยายามรักษาไว้เป็นอย่างดีแทบจะเรียกได้ว่าเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายของตระกูลก็ว่าได เข้าไปดูข้างในก่อนเถอะจะได้ไปดูว่าต้องปรับปรุงซ่อมแซมหรือเพิ่มเติมอะไรบ้าง” จื่อซ่งกล่าว

            เมื่อเข้าไปข้างในเป็นห้องโถงกว้าง มีชั้นวางของจัดไว้อย่างเป็นระเบียบ มีการแบ่งเป็นโซน ๆ  อย่างเป็นระบบ

            “เป็นยังไงบ้างนายน้อยข้าให้คนจัดชั้นที่หนึ่งทั้งหมดไว้แสดงของส่วนชั้นที่สองใช้สำหรับต้อนรับบุคคลสำคัญส่วนชั้นที่สามข้าคิดเอาไว้ว่าจะเอาไปสำหรับการประมูลท่านคิดว่าเป็นยังไงบ้าง”จื่อซ่งอธิบายรายละเอียดให้เฟิ่งหยูรับรู้

            “ก็ดีท่านผู้อาวุโสแต่ควรจะเพิ่มโต๊ะนั่งสำหรับแขกที่ต้องมารอด้วยก็น่าจะพอ ส่วนการประดับตกแต่งข้าคิดว่าควรเน้นต้นไม้ให้มากหน่อยหรือให้ดีควรจะจัดมุมใดสักมุมสำหรับผ่อนคลายก็น่าจะดี”เฟิ่งหยูกล่าว

            “ข้าจะให้คนเร่งปรับปรุงตามที่นายน้อยต้องการ”

            “ชั้นที่สองท่านเก็บไว้สำหรับพวกเราประชุมสักห้องก็ดีเหมือนกันส่วนเรื่องอื่น ๆ ก็เอาตามที่ท่านเห็นสมควรได้เลย”

            “ท่านคิดว่าใช้เวลานานเท่าไหร่กว่าร้านจะเรียบร้อยข้าเองจะได้เตรียมโอสถชุดแรกไว้ให้ด้วย  ส่วนชุดต่อ ๆทางสมาคมการค้ามังกรดำก็จะจัดส่งให้เราตามกำหนดเวลา”

            เฟิ่งหยูปรึกษาหารือกับจื่อซ่งและจื่อฮุ่ยเป็นเวลานานพอสมควรจึงได้กำหนดการเปิดของร้านที่แน่นอนคืออีกหนึ่งอาทิตย์ถัดไปจากนี้ซึ่งตอนนี้เฟิ่งหยูให้จื่อฮุ่ยให้คนไปกระจายข่าวเรื่องของร้านพฤกษาสวรรค์ที่จะจำหน่ายโอสถตั้งแต่ระดับหนึ่งถึงระดับเจ็ด ในราคาที่ยุติธรรม

            “เจ้ารู้ไหมว่าจะมีร้านโอสถเปิดใหม่อาทิตย์หน้าในเมืองหลิวโจวของเรา”

            “แน่นอนข้ารู้อยู่แล้ว ข้าเตรียมตัวซื้อโอสถหลายชนิดเลยหละได้ยินว่าราคาไม่แพงด้วย”

            “ใช่ ใช่ ใช่ ข้าก็ได้ยินมาว่ามีโอสถตั้งแต่ระดับหนึ่งถึงระดับเจ็ดเซียวนะ พวกเรามีโอกาสได้ใช้โอสถระดับสูงกับเขาบ้างแล้ว”

            “ได้ยินว่าเจ้าของร้านสวยด้วยนะ........................................”

            ข่าวคราวการเปิดร้านพฤกษาสวรรค์แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วหลายคนต่างตั้งหน้าตั้งตารอซื้อโอสถชนิดต่าง ๆ

            ก่อนเปิดร้านหนึ่งวัน

            “พวกเจ้าเตรียมตัวกันพร้อมไหม”

            คนจากตระกูลจื่อ (ตระกูลซู)ทุกคนต่างได้รับมอบหมายหน้าที่ตามที่ตนถนัดก่อนร้านจะเปิดในวันพรุ่งนี้ทุกคนต่างตื่นเต้นที่จะได้กลับมาสู่ยุครุ่งโรจน์ของพวกเขาอีกครั้งหลายคนตั้งหน้าตั้งตารอ ร้านนี้คือความหวังของตระกูลจื่อเป็นเงินก้อนสุดท้ายของพวกเขาที่ช่วยกันรวบรวมมาเพื่อร่วมกับนายน้อยคนใหม่ของพวกเขาเมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางเสร็จสรรพ ในคืนนั้นทุกคนตื่นเต้นจนนอนแทบไม่หลับ

            เช้าวันรุ่งขึ้น

            เมื่อถึงเวลาเฟิ่งหยูพร้อมตระกูลจื่อทุกคนต่างออกมายืนต้อนรับเหล่าผู้คนที่มารออยู่หน้าร้านของพวกเขาเป็นจำนวนเสียงประทัดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณชั่วระยะเวลาหนึ่ง หลังจากสิ้นเสียงประทัดผู้คนทยอยกันเดินเข้าไปในร้าน “พฤกษาสวรรค์”

            คนที่เข้ามาต่างตื่นเต้นดีใจเพราะสิ่งที่พวกเขาเห็นอยู่ด้านหน้าคือโอสถจำนวนมากมายที่วางเรียงรายกันอยู่บนชั้นอย่างเป็นระเบียบแบ่งแยกตามระดับและสรรพคุณก็บรรยายไว้อย่างชัดเจนที่สำคัญที่สุดคือราคาถูกกว่าร้านค้าของตระกูลฉีถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์

            ชาวยุทธ์ที่เข้ามาจับจ่ายใช้สอยต่างยินดีปรีดา เมื่อออกจากร้านพฤกษาสวรรค์ต่างมีแต่รอยยิ้ม เมื่อผู้คนที่มาตอนแรกกลับไปพวกเขาต่างนำเรื่องร้านพฤกษาสวรรค์บอกต่อ ๆ กันไปเป็นทอด ๆจนผู้คนต่างรีบมาซื้อโอสถที่ร้านเป็นจำนวนมากในเวลาต่อมา

            ตระกูลฉีในเมืองหลิวโจว

            “เจ้าว่าอะไรนะ มีคนมาเปิดร้านจำหน่ายโอสถแถมยังมีโอสถจำนวนมากมายให้เลือก และราคายังถูกกว่าของเราอีกอย่างนั้นหรือ”

            เพล้ง  !!

            ฉีเจิ้นกวงขว้าง แก้วน้ำชาลงกับพื้นเมื่อได้รับรายงานจากพ่อบ้าน

            “รีบให้คนไปสืบดูว่าพวกมันเป็นใครมาจากไหนถึงได้กล้ามาเปิดร้านโอสถแข่งกับพวกเรา”          

            “มีอะไรหรือท่านพ่อไม่เคยเห็นท่านพ่ออารมณ์เสียแบบนี้มานานแล้วมันเป็นเรื่องอะไรที่ทำให้ท่านพ่อต้องถึงกับเครียดขนาดนี้ได้”

            ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมกับเอ่ย ใบหน้าของเขาดูเย็นชาและเลือดเย็นเป็นที่สุด ฉีเจิ้นจิวเป็นบุตรเพียงคนเดียวของฉีเจิ้นกวง ผู้นำตระกูลสาขาของตระกูลฉีในเมืองหลิวโจวเดินมาพร้อมกับพัดอันหนึ่ง

            “เรียนนายน้อยจิว มีคนมาเปิดร้านจำหน่ายโอสถแข่งกับพวกเราตอนนี้ข้ากำลังให้คนออกไปสืบดูแล้วคาดว่าอีกไม่นานคงกลับมารายงาน”พ่อบ้านตระกูลฉีกล่าวรายงาน ฉีเจิ้นจิว

            “ก็แค่พวกสวะ พวกมันจะเปิดได้นานสักเท่าไหร่กันเชียวนักปรุงโอสถใช่ว่าจะหากันง่าย ๆเรื่องแค่นี้เองหรือที่ทำให้ท่านพ่อของข้างต้องอารมณ์เสีย” ฉีเจิ้นจิวพูดพร้อมกันคลี่พัดออกมาพัดสองสามทีก่อนจะนั่งลงข้างๆ ฉีเจิ้นกวง

            “ถ้ามันแค่นั้นข้าคงไม่มานั่งปวดหัวอยู่อย่างนี้หรอกพวกมันมีโอสถจำนวนมาก และหลากหลายชนิดและยังจำหน่ายในราคาที่ถูกกว่าของเราตั้งสามสิบเปอร์เซ็นต์”

            ฉีเจิ้นจิวนั่งนิ่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

            “ท่านพ่อบ้านโอสถของพวกมันอยู่ในระดับใดบ้าง?”

            “โอสถที่พวกมันจำหน่ายมีหลากหลายชนิดมีตั้งแต่ระดับหนึ่งถึงระดับเจ็ดเลยครับนายน้อย”

            “อะไรนะ! มีตั้งแต่ระดับหนึ่งถึงระดับเจ็ดเลยหรือ ? พวกมันไปเอาโอสถมาจากที่ไหนกัน”

            “ตอนนี้ข้ากำลังให้คนกลับมารายงานครับนายน้อย”

            ไม่นานก็มีคนของตระกูลฉีวิ่งมารายงาน

            “ท่านผู้นำร้านพฤกษาสวรรค์เป็นของตระกูลจื่อมีคนร่วมทุนด้วยเป็นเด็กหนุ่มชื่อเฟิ่งหยูส่วนโอสถพวกเขาน่าจะมีนักหลอมโอสถอยู่ด้วยเพราะเท่าที่พวกเราสืบมาพวกเขายังไม่ได้ติดต่อกับสมาคมร้านค้าใดๆเลยขอรับ” คนรับใช้ตระกูลฉีกลับมารายงาน

            พวกมันมีนักหลอมโอสถ และต้องเป็นนักหลอมโอสถระดับเจ็ดอย่างแน่นอนพวกเราจะทำอะไรต้องระมัดระวังหน่อยก็แล้วกัน

            “แต่ถ้าหากพวกเราสามารถดึงตัวนักหลอมโอสถมาเป็นของตระกูลฉีของเราได้พวกเราคงได้ขึ้นเป็นคนของตระกูลหลักไม่ต้องเป็นตระกูลสาขาแบบนี้อีกต่อไปแล้วนะท่านพ่อ” ฉีเจิ้นจิวเอ่ยออกมา

            “แล้วพวกเราจะรู้ได้ยังไงว่านักหลอมโอสถที่พวกมันจ้างไว้อยู่ที่ไหนถ้าเป็นไปได้ก็ใช้วิธีเกลี้ยกล่อมให้มาเป็นคนของเราหากไม่สามารถเกลี้ยกล่อมได้ก็ลักลอบจับตัวมาอย่าให้ใครรับรู้เรื่องนี้เป็นอันขาด” ฉีเจิ้นกวงสั่งการพร้อมกับย้ำให้กระทำการด้วยความระมัดระวัง

            ทางด้านร้านพฤกษาสวรรค์ที่เปิดทำการเป็นวันแรกทุกคนต่างวุ่นวายจนแทบไม่มีเวลาพัก ถึงแม้จะเหนื่อยแต่ทุกคนก็ทำงานด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข พวกเขาหวังหวังว่าตระกูลของพวกเขาจะสามารถลืมตาอ้าปากและสามารถกลับมาเป็นตระกูลที่ยิ่งใหญ่ดังเช่นในอดีตอีกครั้ง

            วันแรกของการเปิดร้านผ่านไปทุกคนต่างเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานยกเว้นเพียงแค่เฟิ่งหยูที่แทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย

            “ยอดขายวันแรกของร้าน พฤกษาสวรรค์ของเราอยู่ที่หนึ่งแสนเจ็ดหมื่นเหรียญทอง”จื่อฮุ่ยรายงานยอดตัวเลของวันนี้ให้กับเฟิ่งหยูและจื่อซ่งฟังและทุกคนในตระกูลฟังทุกคนต่างโห่ร้องด้วยความดีใจ

            “หนึ่งแสนเจ็ดหมื่นเหรียญทองเชียวหรือ?”จื่อซ่งเอ่ยขึ้นมาทันควัน เพราะการทำงานตลอดหลายปีของตระกูลจื่อนั้นกว่าจะหาได้แต่ละเหรียญทองนั้นแทบจะเรียกได้ว่าเลือดตาแทบกระเด็นแต่ตอนนี้เพียงแค่พวกเขาเพิ่งจะเปิดร้านได้เพียงวันเดียวกับทำยอดขายได้ถึงหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นเหรียญทองนี่มันเทียบเท่ากับรายได้หลายสิบปีของพวกเขาเลยก็ว่าได้

            “ใช่แล้วท่านอา วันนี้พวกเราขายโอสถได้หนึ่งแสนเจ็ดหมื่นเหรียญทอง”จื่อฮุ่ยตอบกลับจื่อซ่งที่กำลังอึ้งกับตัวเลข

            ส่วนเฟิ่งหยูกลับไม่ได้สนใจ ไม่ได้ตื่นเต้นเลยสักนิดเขากลับนำแหวนมิติออกมาให้กับจื่อฮุ่ย

            “นี่คือโอสถที่จะนำไปจำหน่ายในวันพรุ่งนี้ และวันอื่น ๆน่าจะพอสำหรับครึ่งเดือนนี้รบกวนเจ้าแล้วหละ”เฟิ่งหยูกล่าวพร้อมกับมอบแหวนมิติให้กับจื่อฮุ่ย

            “ไม่ต้องกังวลไปหรอก พรุ่งนี้และวันต่อๆ ไปยอดขายของเราจะเพิ่มมากกว่านี้อีกหลายเท่าตัว ถึงตอนนั้นพวกท่านค่อยดีใจจะดีกว่าวันนี้เราเพิ่งจะเปิดกิจการเป็นวันแรกทุกคนคงจะเหนื่อยกันแล้วกลับไปพักผ่อนกันก่อนเถอะ”เฟิ่งหยูกล่าวก่อนจะเดินจากไป

            “จะมียอดขายมากกว่านี้อีกหลายเท่าตัวอย่างนั้นหรือ?พวกเจ้าได้ยินอย่างที่ข้าได้ยินกันหรือไม่?”จื่อซ่งกล่าว

            “พวกเราได้ยินเหมือนที่ท่านผู้อาวุโสได้ยิน ได้ยินเหมือนกัน ขอบคุณ ขอบคุณจื่อฮุ่ยครั้งนี้เจ้านำพาตระกูลของเรากลับมารุ่งโรจน์ได้แล้วอย่างแน่นอน”จื่อซ่งกล่าวพร้อมกับน้ำตาคลอ

            “เอาหละพวกเรากลับไปพักผ่อนพรุ่งนี้ทำงานกันต่อ”

            “พรุ่งนี้ทำงานกันต่อ” ทุกคนต่างพูดพร้อมกันด้วยจิตใจที่ฮึกเหิมพร้อมกับความหวังที่เต็มเปี่ยมตอนนี้ตระกูลจื่อทุกคนต่างเคารพในตัวของนายน้อยของพวกเขาอย่างเต็มที่พวกเขาพยายามมาหลายปีที่จะฟื้นตัวให้ได้แม้แต่ขายทรัพย์สินออกไปจนเกือบหมดพวกเขาก็ทำมาหมดแล้วตอนนี้กำลังใจและความหวังทั้งหมดพวกเขาล้วนฝากความหวังไว้ที่เฟิ่งหยู

            ในวันที่สอง วันที่สาม วันที่สี่ ยอดขายในแต่ละวันเป็นดังที่เฟิ่งหยูพูดไว้ไม่มีผิดนับวันยอดขายของร้านพฤกษาสวรรค์ล้วนเพิ่มขึ้นทุกวันอย่างต่อเนื่องจนชื่อเสียงของร้านพฤกษาสวรรค์โด่งดังไปทั่วอาณาจักรตะวันฉายด้วยความรวดเร็วผู้คนต่างเดินทางมาจากสถานที่ต่างๆ มุ่งหน้าสู่เมืองหลิวโจวเพื่อมาอุดหนุนร้านพฤกษาสวรรค์ของเฟิ่งหยูและตระกูลจื่ออย่างไม่ขาดสาย จวบจนวันที่ร้านพฤกษาสวรรค์เปิดทำการได้ครบหนึ่งอาทิตย์

            “วันนี้เป็นวันที่เจ็ดที่พวกเราเปิดร้านมา ยอดขายโอสถของร้านเราอยู่ที่หนึ่งล้านสองแสนสามหมื่นเหรียญทอง”เสียงของจื่อฮุ่ยรายงานด้วยความตื่นเต้น

            ทางด้านตระกูลฉีเมืองหลิวโจว

            “พวกเจ้าสืบได้หรือยังว่านักหลอมโอสถของร้านพฤกษาสวรรค์เป็นใครและพักอยู่ที่ไหนนี่มันตั้งหนึ่งอาทิตย์แล้วนะทำไมพวกเจ้าทำงานกันได้ช้าอย่างนี้”ฉีเจิ้นกวงตบโต๊ะด้วยความโมโห

            “พวกเรายังสืบไม่ได้เลยว่านักหลอมโอสถของพวกมันเป็นใครและพักอยู่ที่ไหนทุกวันพวกมันจะมีโอสถมาจำหน่ายอย่างมากมาย จนตอนนี้กิจการของเราเงียบเหงาเป็นอย่างมากหากเป็นแบบนี้อีกสักสองอาทิตย์พวกเราเองคงต้องปิดร้านค้าเป็นแน่” พ่อบ้านตระกูลฉีรายงานกับฉีเจิ้นกวง

            “ท่านพ่อหากพวกเราไม่ทำอะไรสักอย่างจะเป็นพวกเราเองที่เสียหายหนักขึ้นทุกวันข้าว่าวันพรุ่งนี้ ข้าจะลองไปดูที่ร้านพฤกษาสวรรค์ของพวกมันดู ข้าเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังของพวกมัน”ฉีเจิ้นจิวกล่าว

            “เจ้าไปต้องระมัดระวังตัวให้มากข้าคิดว่าเบื้องหลังของพวกมันอาจจะเป็นคนใหญ่คนโตก็เป็นได้”ฉีเจิ้นกวงกล่าวเตือนลูกชาย

            “ท่านพ่อมิต้องเป็นห่วงข้ารู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร ที่สำคัญข้าขอให้ท่านพ่อบ้านไปกับข้าด้วยก็แล้วกันเพื่อให้ท่านพ่อสบายใจ”

            “ก็ดีเหมือนกัน จำไว้ทำอะไรให้ระมัดระวังมากที่สุดอย่าใช้อารมณ์ให้มากนัก”

            “ขอรับท่านพ่อพรุ่งนี้ข้าจะเดินทางไปที่ร้านของพวกมันหากมีโอกาสได้เจอนักหลอมโอสถข้าจะพยายามเกลี้ยกล่อมให้เขามาอยู่ร่วมกับตระกูลฉีของเราให้จงได้ข้าจะไม่ทำให้ท่านพ่อต้องผิดหวัง.....”ฉีเจิ้นจิวกล่าว

    คล้ายกับเรื่องราชันย์สิบโลก ที่คุณอ่าน