“เป็นอย่างไรสหายข้า ?” เสียงชายหนุ่มผู้หนึ่งที่คุ้นเคยดังขึ้นมา
“หืม ? เสี่ยวหวงเจ้ามาช้าเกินไป” หนิงเฟยหลงกล่าวเชิงตำหนิ
เยว่หวงทำสีหน้าเฉยเมยยักไหล่แล้ว่า “ใครใช้ให้เจ้าเล่นศึกเร็วเช่นนี้กันอีกอย่างข้าเองก็อยากเห็นความเก่งกาจของท่านผู้บัญชาการหนุ่มที่บังอาจท้าทายจอมยุทธ์ขอบเขตแดนพิภพเจ้านี่มัน.....ช่างน่าเหลือเชื่อจริงเชียว”
“ชมเกินไปแล้ว” หนิงเฟยหลงแสยะยิ้ม “เจ้าอยากลองสู้กับข้าดูบ้างหรือไม่ ?”
เยว่หวงฟังแล้วก็ตกใจ “มิกล้า ๆท่านจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่ได้โปรดให้อภัยคนธรรมดาสามัญเช่นข้าด้วย”
“เหอะ เจ้านะหรือคนธรรมดา หากผู้อื่นได้ฟังคงทุบอกจนตัวตายอีกอย่างเจ้าไม่ได้เป็นแค่ท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์ฝีมือก็นับว่าอยู่แนวหน้า ช่างหน้าไม่อาย”
“แหะ ๆ ข้าสั่งคนจัดเตรียมงานเลี้ยงให้เจ้า ข้าอุตส่าห์นำสุราชั้นเลิศอาหารเลิศรส และสาวงามมาให้เจ้าเชียว เรารีบเข้าไปที่โถงกันเถอะ”เยว่หวงเปลี่ยนเรื่องทันที มันรู้สึกละอายในคำพูดของตน
“อืม”
ทั้งสองพากันเดินเข้าไปในโถง แม้ว่าเยว่หวงจะมีสถานะสูงกว่าไม่มีผู้ใดกล้าตีตนเสมอ แต่ไม่ใช่สำหรับหนิงเฟยหลง ทั้งสองเป็นเพื่อนสนิทกันแม้แต่ในงานเลี้ยงนี้ทั้งคู่ยังนั่งในตำแหน่งเดียวกัน เพื่อพูดคุยกันได้สะดวก
กองทัพที่เยว่หวงยกมานั้นไม่ได้เสียเที่ยวเยว่หวงส่งขุนพลค่ายพยัคฆ์นายหนึ่งนำทหารสองหมื่นเข้าช่วยลู่คงตีค่ายใหญ่โจรเขาตงซานส่วนกองทัพอีกสามหมื่นที่ตามมาที่หลังไล่กวาดล้างพวกโจรเป็นยกใหญ่โจรเขาตงซานถูกทำลายสิ้นแล้ว
แต่ยังหลงเหลือระดับผู้นำเท่านั้นที่ไม่อาจชี้ชัดตัวตนได้แต่ก็คงไม่อาจอยู่เฉยได้อีกการสูญเสียค่ายโจรนี้ไปทำให้อำนาจและแผนการของพวกมันต้องสั่นคลอนอีกไม่นานคงเกิดการเคลื่อนไหวอีกครั้ง
งานเลี้ยงเต็มไปด้วยความครื้นเครง ผู้คนพากันเมามาย แม้แต่เยว่หวงก็ไม่เว้นมันแทบจะจมลงกับกองสุรา นางรำร่ายรำได้งดงาม ดูแล้วเพลินตาหนิงเฟยหลงแย้มยิ้มเมาดื่มด่ำเมามายไปกับสุราชั้นเลิศ คลายความวิตกมากมายที่ผ่านมาการรบทัพจับศึกเป็นเวลานานกว่าสองเดือนด้วยกำลังทหารที่ด้อยกว่านี่จะเป็นประสบการณ์ที่ดีของมัน
การปล่อยวางภาระที่หนักอึ้งออกทำให้สภาพจิตใจของชายหนุ่มดีขึ้น รอยยิ้มบางๆ ปรากฏอยู่จนจบงาน ผู้คนต่างพากันสรรเสริญชายหนุ่มไม่หยุดหย่อน โดยเฉพาะด้านสติปัญญาและความกล้าหาญ
ความห้าวหาญในการทำสงครามแม้แต่การประชันหน้ากับขอบเขตแดนพิภพก็ไม่ใช่ปัญหา กลยุทธ์ที่ซับซ้อนนี่ก็ยากจะหาคนมาเปรียบวัดแม้แต่ผู้บัญชาการทั้งแปดอันประกอบด้วย ผู้บัญชาการชายแดนทั้งสี่และทัพหลักอีกสี่ในพระนครก็อาจจะไม่ใช่คู่มือของชายหนุ่ม จบศึกนี้ไปแล้ว ชื่อเสียงของมันจะต้องระบือไกล
..........
วันถัดมาหนิงเฟยหลงและเยว่หวงร่วมเดินทางกลับนครหลวงเหอผิง ชงเป่าพี่น้องสกุลจาง ซู่เฟิง ลู่คงและช่างจิ่นกวางตามขบวนครั้งนี้ไปด้วยส่วนกองทัพของหนิงเฟยหลงนั้นให้จั้วหย่งและจงฉีช่วยกันดูแลไปก่อนจนกว่าจะมีคำสั่งใหม่ของกรมทหาร
การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่น เพียงสิบวันก็มาถึงพระนครหลวง
ทันทีที่มาถึงเยว่หวงและหนิงเฟยหลงก็มีพระราชโองการรับสั่งให้เข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิทันที
...
ตำหนักเฉียนชิง
เมื่อเข้ามาถึงในตำหนัก ชายหนุ่มทั้งสองก็เห็นคนทั้งสิ้นเก้าคนอันประกอบด้วย องค์จักรพรรดิ องค์รัชทายาท องค์ชายสี่ และเสนาบดีจากกรมทั้งหก
“ถวายบังคมฝ่าบาท” เยว่หวงและหนิงเฟยหลงพากันคุกเข่าลงคำนับองค์จักรพรรดิ
จักรพรรดิมองชายหนุ่มทั้งสองด้วยสายตาที่ยินดีความยินดีนี้คล้ายว่าจะปิดไม่มิดเสียแล้ว
หนิงเทียนยืนนั่งยิ้มหน้าแป้นเชียว แต่ถูซุยนั้นต่างกันใบหน้ามืดครึ้มคล้ายว่าจะไม่พอใจอะไรบางอย่าง
“พวกเจ้าตามสบาย”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท”เยว่หวงและหนิงเฟยหลงแยกไปนั่งประจำที่ตามตำแหน่งของตนเอง
“ที่เราเรียกพวกเจ้ามาเพราะข้าตั้งใจจะจัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองให้กับเจ้าทั้งสอง”จักรพรรดิกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม
แต่หนิงเฟยหลงค่อนข้างเป็นกังวลเรื่องในสำนัก “เป็นพระมหากรุณาอย่างยิ่งแต่กระหม่อมจากสำนักยุทธ์หลวงมาหลายวันแล้ว...”
“บังอาจ ! ฝ่าบาทมีรับสั่งจะจัดงานพระราชทานเลี้ยงให้กับเจ้านอกจากเจ้าจะขัดพระประสงค์แล้วยังจะไม่ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอีกรึ ?” ถูซุยกล่าวโทษหนิงเฟยหลงทันที
หนิงเทียนได้ฟังก็เกิดความไม่พอใจชัดแล้วว่าถูซุยตั้งใจหาเรื่องหลานชายของมัน“ทูลฝ่าบาทหลลานชายของกระหม่อมไม่ได้มีความตั้งใจเช่นนั้นขอฝ่าบาทโปรดพิจารณาด้วยเถิดพะยะค่ะ”
“อืม...หลานชายท่านเสนาบดีกรมพิธีการหาได้ผิดสิ่งใดไม่” จักรพรรดิเยว่หวังทอดสายตามองลงมาไปทุกผู้คนทำให้ขุนนางทั้งหลายตกอยู่ในความสงบนิ่ง ก่อนจะแง้มพระโอษฐ์ขึ้นอีกครั้ง“เรากลับคิดว่าจะตบรางวัลให้กับหลานชายท่านอีกเสียด้วยซ้ำไป”
เมื่อจักรพรรดิตรัสจบ ราชหัตถเลขาที่เก็บตัวอยู่ในม่านมุมหนึ่งก็ก้าวออกมาเบื้องหน้าในมือถือราชโองการฉบับหนึ่ง ขุนนางทั้งหลายในตำหนักต่างพากันคุกเข่า
“ราชโองการโอรสแห่งสวรรค์ ถือครองโองการแห่งฟ้า ประกาศทั่วหล้าได้รับรู้คุณชายตระกูลหนิง ‘หนิงเฟยหลง’ ผู้ประกอบด้วยคุณธรรม และสติปัญญา มีความดีความชอบในการปราบขบถโจรเขาตงซานให้แต่งตั้งในตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพ มีกองทหารเป็นของตนเอง อำนาจเทียบเท่าผู้บัญชาการกองทัพชายแดนทั้งสี่เป็นที่ขุนนางขั้นสี่ และเลื่อนบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็นป๋อ ราชทินนาม จงเฉิงป๋อนับแต่บัดนี้เป็นต้นไป”
“กระหม่อมหนิงเฟยหลงขอบพระทัยฝ่าบาท กระหม่อมจะไม่ทำให้ฝ่าบาทต้องผิดหวัง”
“ดี ! เราจะคอยดู”จักรพรรดิโบกมือขึ้นดนตรีก็บรรเลง “เริ่มงานเลี้ยงต่อได้ ทุกท่านตามสบาย”
“พะยะค่ะฝ่าบาท !” ขุนนางทุกคนเข้าประจำที่ภายในพระตำหนักนี้เห็นทีจะมีเพียงสามคนเท่านั้นที่ไม่ทุกข์ร้อนในเรื่องนี้หนึ่งจักรพรรดิ หนึ่งเชื้อพระวงศ์ และหนึ่งขุนนางที่ไม่ได้สนใจสิ่งใดเลยนอกจากกินแล้วก็ดื่ม
เชื้อพระวงศ์กับขุนนางที่ว่าก็คือหนิงเฟยหลงและเยว่หวงวันนี้เป็นวันเลื่อนตำแหน่งของหนิงเฟยหลง แต่เยว่หวงกลับยินดีส่วนหนิงเฟยหลงนั้นกลับอยากไปรับคะแนนในใจของมันมีแต่คะแนนมันได้รู้ถึงความร้ายกาจของอาวุธระดับปฐพีแล้ว ไหนเลยจะไม่อยากได้มาครอบครองเพิ่ม
ระหว่างงานเลี้ยงเสนาบดีทั้งหกต่างใช้วาจากรีดเฉือนกันไปมาแบ่งฝักฝ่ายอย่างชัดเจน องค์รัชทายาทหน้าดำคร่ำเครียดทว่าองค์จักรพรรดิยังเกษมสันต์ ทำตนไม่รู้ร้อนรู้หนาวฟังบทสนทนานั้นดั่งเสียงร้องผสมกลมกลืนไปกับเสียงดนตรีนี่ทำให้หนิงเฟยหลงต้องตะลึงกับการจัดการปัญหาของฝ่าบาท
ไหนว่าองค์จักรพรรดิเป็นผู้ไม่ได้เรื่องอย่างไร ?แต่การแสดงออกวันนี้ช่างแตกต่าง สองคราแล้วที่มันเห็นองค์จักรพรรดิทรงพระปรีชากว่าที่คาดไว้ หรืออาจล้ำลึกเกินประมาณ
หากเป็นผู้อ่อนแอ ไม่ได้ความจริงก็อาจทำหูทวนลมเช่นนี้ได้แต่ถ้าหากนี่เป็นแผนเล่า มันจะไม่น่ากลัวไปหน่อยหรือ ?หากเป็นเช่นนั้นจริงเท่ากับว่าความอดทนของฝ่าบาทน่ากลัวเกินไปแล้ว แผนการหลายสิบปีไม่แน่ว่าใกล้ถึงเวลาหากมันระเบิดออกมาไม่ต้องสงสัยเลยว่าตระกูลใหญ่ทั้งสามจะเหลือรอด
แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น ไม่มีสิ่งใดบ่งบอกแน่ชัดว่าองค์จักรพรรดิจะเป็นดั่งที่หนิงเฟยหลงคาดงานเลี้ยงดำเนินไปจนถึงเย็น งานเลี้ยงเลิกแล้วทุกคนส่งเสด็จแล้วจึงแยกย้ายถูซุยและถูจินจ้องหนิงเฟยหลงดวงตาเขม็ง หนิงเฟยหลงรู้สึกเสียวสันหลังเป็นบางครั้ง
ชายหนุ่มรู้ดีว่าเหตุใดเสนาบดีทั้งสองแห่งตระกูลถู ถึงมองมาที่มันเช่นนั้นก็คงต้องเป็นเพราะของขวัญที่มันจัดส่งไปให้เป็นแน่ (ตอนที่67) ทั้งสองคงจะเจ็บใจจนถึงป่านนี้ชายหนุ่มเล่นไปเหยียบจมูกถมน้ำลายใส่หน้าถึงถิ่น
เมื่ออกถึงพระราชฐานชั้นกลาง ก็มีรถม้าเก้าคันออกมารอรับคันแรกย่อมต้องเป็นขององค์รัชทายาท ต่อมาก็องค์ชายสี่ อี้อ๋อง แล้วก็เสนาบดีทั้งหก
“เฟยหลงมากับปู่”
“ขอรับ” รถม้ามุ่งหน้าไปยังตระกูลระหว่างทางหนิงเทียนก็ถามถึงการรบกับโจรเขาตงซาน และภารกิจที่หลานชายได้รับหนิงเฟยหลงก็เล่าบรรยายไปจนหมดเว้นเสียแต่เรื่องของจู่ช่างลิวที่บัดนี้เปลี่ยนชื่อแซ่เป็นช่างจิ่นกวางแล้ว
หนิงเฟยหลงไม่ได้กลับมาที่จวนนี่นานเท่าไหร่แล้ว ? สองเดือน ? สามเดือน ?มันเองก็ลืมไปแล้ว แต่สภาพของที่นี่น่าจะยังคงเหมือนเดิม แต่ที่เปลี่ยนคือตัวมันเองมันแข็งแกร่งขึ้น แบกรับความผิดชอบมากขึ้น เจออุปสรรคที่หนักหนายิ่งขึ้น“คิดแล้ว...ข้าแทบอยากนอนไม่ตื่น.....” จากนั้นชายหนุ่มก็ผล็อยหลับไปบนรถม้า
มันเหนื่อยล้ากับการศึกและการเดินทางวันนี้เมื่อมาอยู่กับปู่ของมันที่ซึ่งมีแต่ความปลอดภัย จึงละการระวังตัวจนเผลอหลับไปเสียเดี๋ยวนั้น หนิงเทียนยิ้มขึ้นมันภูมิใจในตัวของหลายผู้นี้มากมันได้ฝากความหวังทั้งสิ้นไว้กับหลานชายผู้นี้แล้ว
อนาคตของตระกูลทั้งสิ้นล้วนขึ้นอยู่กับหลานชายผู้นี้ไม่เช่นนั้นแล้วในวันนั้นหนิงเทียนคงไม่ให้หนิงเฟยหลงขึ้นไปบนหอสมุดตระกูลชั้นบนสุดได้อย่างแน่นอน
หนิงเทียนให้คนนำตัวหนิงเฟยหลงไปพักผ่อน แล้วมันก็จัดแจงธุระบางประการจากนั้นก็รั้งอยู่นครหลวงไม่นานก็กลับไปเมืองเซียง
...
วันรุ่งขึ้นชายหนุ่มตื่นขึ้นมาด้วยอาการสดชื่น มันพักผ่อนได้อย่างเต็มอิ่มถึงเวลาที่ต้องกลับเข้าสำนักแล้ว
สำนักยุทธ์หลวง
“ศิษย์น้อง ท่านหายไปหลายวันมากพวกข้าก็ยังนึกเป็นกังวลอยู่จนได้ข่าวการศึก ชื่อเสียงของท่านในวันนี้เลื่องลือนักข้าจิ๋นหลี่ผู้นี้ขอแสดงความยินดีกับท่านด้วย”จิ๋นหลี่ได้ข่าวว่าหนิงเฟยหลงกลับมาถึงนครหลวงแล้ว วันนี้จึงรีบออกมารอหน้าสำนักเพื่อแสดงความยินดี
“ขอบคุณศิษย์พี่ ท่านอย่าได้เกรงใจเลย” หนิงเฟยหลงโบกมือให้
“ศิษย์น้อง ที่ข้ามารอพบท่านเพราะมีเรื่องหนึ่งจะมาบอกกล่าวไม่แน่ว่าท่านอาจจะสนใจมัน”
“อะไรหรือ ?” แววตาของหนิงเฟยหลงเป็นประกาย
จิ๋นหลี่กระแอมไอคราหนึ่งก่อนจะเอ่ยปาก “ท่านเจ้าสำนักมีคำสั่งลงมาให้เปลี่ยนวิธีการเลื่อนระดับศิษย์ โดยใช้แค่การประลองประจำปีเพื่อเลื่อนเป็นศิษย์ฝ่ายใน นี่จะทำให้ท่านเลื่อนระดับได้ง่ายขึ้น” จิ๋นหลี่รีบมาบอกเพื่อที่จะให้หนิงเฟยหลงไม่ต้องไปทำภารกิจด้านนอกเพียงแค่ร่วมการประลองก็นับว่าเลื่อนระดับได้โดยที่ไม่รู้ว่าชายหนุ่มได้ทำภารกิจทั้งหมดสำเร็จแล้ว
ใบหน้าหนิงเฟยหลงบิดงอทันที “นี่มันอะไรกัน !” ชายหนุ่มรู้สึกโกรธเคืองเจ้าสำนักไม่น้อย จะออกประกาศให้เร็วกว่านี้ก็ไม่ได้หากประกาศให้เร็วกว่านี้ มีหรือที่มันจะต้องออกไปทำภารกิจเสี่ยงตาย
จิ๋นหลี่มองดูชายหนุ่มอย่างไม่เข้าใจทั้งที่มาบอกข่าวดีให้แต่คุณชายผู้นี้กลับมีสีหน้าที่ไม่ค่อยดีนักมันรับรู้ได้ถึงความไม่พอใจ “ศิษย์น้อง ข้ากล่าวสิ่งใดผิดไปหรือ ?”
หนิงเฟยหลงส่ายหน้าอย่างจนใจ แล้วเอ่ยตอบ “ไม่...ไม่ผิดข้าแค่รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง พูดอะไรไม่ออกก็เท่านั้นศิษย์พี่ข้ายังมีธุระขอตัวก่อน” กล่าวจบชายหนุ่มก็ทะยานร่างไปทันที
“เดี๋ยวก่อนศิษย์น้อง ! งานประลองจะเริ่มในอีกห้า...” จิ๋นหลี่ตะโกนส่งท้ายไป แต่เพียงมันตะโกนไม่กี่คำหนิงเฟยหลงก็หายลับไปเสียแล้ว
...
ชายหนุ่มมาหยุดลงที่หนึ่งในสำนักที่เต็มไปด้วยผู้คน “มันน่าโมโหนัก !” หนิงเฟยหลงหงุดหงิดเล็กน้อยจากนั้นก็ทำตัวให้เป็นปกติ พลางนึกขึ้นมาได้ “ตายและข้ายังไม่ได้ถามวันประลอง”ใบหน้าเจื่อน ๆปรากฏขึ้นมา
“ช่างเถอะ ก่อนอื่นข้าควรจะไปที่ไหนก่อนดี ? หนิงอันอัน หรือ ตึกบัญชาการ?” ไม่ต้องคิดให้มากความ ที่จริงมันรู้อยู่แล้วว่าสมควรต้องไปที่ใดก่อน
อันที่จริงมันตั้งใจอยู่แล้วว่าต้องไปที่ไหน มันแทบไม่สนสายตาคนอื่นกลางเป็นเงาพร่าเลือนหายไป ท่ามกลางความตกตะลึงของผู้คน
“นั่นมันผู้บัญชาการกองทัพโลหิตทมิฬนี่”
“ฝีมือไม่ธรรมดาสมคำร่ำลือ”
“แน่นอนเจ้าไม่รู้รึว่า...” ศิษย์ในสำนักต่างพากันชื่นชมพูดคุยเกี่ยวกับศิษย์ในสำนักนามหนิงเฟยหลงไปทั่วหมดพวกมันจ้องมองหนิงเฟยหลงต่างกันไป บ้างมองเป็นวีรบุรุษบ้างมองเป็นจอมมารผู้น่าหวาดหวั่น บ้างมองว่าเป็นศิษย์พี่ผู้เก่งกาจ หรือแม้กระทั่งมองเป็นต้นแบบของตน
ไม่นานมานี้ก่อนมาที่สำนักยุทธ์หลวงหนิงเฟยหลงได้แวะเข้ากรมทหารมาก่อนและลงชื่อกองทัพของตนว่า กองทัพโลหิตทมิฬตั้งแต่นั้นชื่อกองทัพก็ถูกประกาศและผู้คนจะจดจำมันในฐานะผู้บัญชาการกองทัพโลหิตทมิฬ!
...
ในที่สุดมันก็มาถึงจนได้ ข้างหน้านี้ก็คือจุดมุ่งหมายของชายหนุ่ม ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันต้องเลือกที่จะมา.....ตึกบัญชาการ