หวังเฟยหลงมองพวกเขาที่มีสีหน้ากังวลอย่างชัดเจน แม้เขาจะอยากบอกความจริง แต่พวกเขาคงจะไม่เข้าใจอยู่ดี ดังนั้นหวังเฟยหลงจึงพยายามหาข้ออ้างที่สมเหตุสมผล…เมื่อเขานึกถึงข้ออ้างได้แล้วจึงบอกพวกเขาด้วยท่าทีที่ลังเลเล็กน้อย
“ ข้าได้รับข้อมูลมาจาก สมาคมพ่อค้าทมิฬน่ะขอรับ ว่าหากไปที่นั้นแล้วจะสามารถแข็งแกร่งได้รวดเร็วมากขึ้น ”
“ สมาคมพ่อค้าทมิฬ?...เอาเถอะ ข้าเองก็พอรู้ว่าเจ้ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพวกเขา ”
“ แต่เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่ามันอันตรายมากขนาดไหน…บางทีเจ้าอาจจะไม่สามารถกลับออกมาได้ ”
“ ขอรับ ข้ารู้ดีขอรับ…พวกท่านไม่ต้องเข้าเขาวงกตกับข้าก็ได้ ข้าจำเป็นต้องแข็งแกร่งขึ้นให้เร็วกว่านี้จริงๆ เพราะฉะนั้นมันจึงไม่มีทางเลือกอื่นสำหรับข้า!! ”
“ ในเมื่อเจ้ายืนกรานเช่นนี้ อย่างไรก็ต้องไป ข้าไปด้วย ข้าหาได้กลัวไม่! ”
“ ข้าก็เช่นกัน ดังนั้นเจ้าไม่ควรพูดเช่นนี้ ”
“ เจ้ากำลังดูถูกพวกข้างั้นหรือ? ”
เมื่อเห็นว่าพวกเขายืนกรานที่จะตามหวังเฟยหลงไปด้วย ทำให้หวังเฟยหลงรู้สึกตื้นตัน เขามองทั้ง 4 คนด้วยความรู้สึกซับซ้อน เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพวกเขาจะถึงขั้นยอมตามหวังเฟยหลงไปในสถานที่ที่อันตรายเช่นนั้น ทั้งๆที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องตามหวังเฟยหลงไปก็ได้ แม้มันจะเป็นหน้าที่ของพวกเขาที่ต้องปกป้องหวังเฟยหลง แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยง
“ ขอรับ ข้าเข้าใจแล้ว ข้ารับปากไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าจะไม่ให้พวกท่านคนใดคนหนึ่งเป็นอะไรแน่นอน ”
“ พวกข้าสิต้องพูด หน้าที่ของพวกข้าคือการปกป้องเจ้า…เจ้าแค่ทำสิ่งที่ต้องทำก็พอ ”
“ ก็อย่างที่ศิษย์พี่หวูพูดนั่นแหละ เจ้าแค่ต้องแข็งแกร่งขึ้น ระหว่างนั้นพวกข้าจะเป็นคนปกป้องเจ้าเอง ”
“ ก็ดีใจนะที่พวกเรากำหนดจุดหมายได้แล้ว แต่มันมีปัญหาอยู่ คือพวกเราไม่รู้ว่าจะใช้เวลาเท่าไร และที่สำคัญ ท่านผู้นำจะยอมปล่อยเจ้าไปหรือ? ”
ขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยกันอยู่ ต้วนหลิงเทียนก็พูดขึ้นมา คำพูดของเขามันได้ทำลายบรรยากาศที่กำลังซาบซึ้งของทุกคนรวมถึงหวังเฟยหลงด้วย ทุกคนมีสีหน้านิ่งค้าง มองหน้ากันด้วยความรู้สึกซับซ้อน จากนั้นหวังเฟยหลงก็ทำสีหน้าครุ่นคิด หวูจงพูดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
“ นั่นสิ ปัญหาใหญ่เลย ไม่ว่าจะคิดอย่างไรพวกเขาก็ไม่มีทางยอมแน่นอน อย่าว่าแต่ผู้นำเลย อาจารย์ของข้าก็คงไม่ยอมให้ข้าไป…พวกเราก็แค่ไม่ต้องบอกอะไร ”
“ มันไม่ได้ง่ายอย่างที่ท่านคิดหรอกนะศิษย์พี่ ท่านคิดว่าท่านผู้นำจะไม่ถามหรือ? ”
“ พวกเราก็แค่โกหกไปว่าไปที่ไหนสักที่ไง ”
จ้าวลี่จ้งคุยกับหวูจงเขาพลางกุมขมับกับความคิดเห็นของหวูจง เขามองไปที่ต้วนหลิงเทียนกับหวังเฟยหลงที่กำลังครุ่นคิดอย่างหนัก แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ก็เหมือนพวกเขาจะไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้แล้ว ทันใดนั้นเอง หวังเฟยหลงก็ได้ตัดสินใจเด็ดขาด
“ ข้าคิดว่าควรจะบอกท่านอาจารย์ตามตรงว่าพวกเราจะไปที่ใด เพราะอย่างไรพวกเราก็มีปัญหาเรื่องเวลาที่ไม่แน่นอนอยู่ดี ”
“ แล้วถ้าท่านผู้นำไม่อนุญาตให้เจ้าไปละ ”
“ เช่นนั้นก็คงไม่สามารถทำอะไรได้…แต่ข้าคิดว่าอย่างไรท่านอาจารย์ก็จะสนับสนุนการตัดสินใจของข้าขอรับ!! ”
ทุกๆคนพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของหวังเฟยหลงเพราะพวกเขาเองก็คิดวิธีที่ดีกว่านี้ไม่ออกเช่นกัน หวังเฟยหลงมองหาภารกิจที่มีจุดมุ่งหมายเป็นป่าต้องห้าม เขาพบอยู่สามภารกิจ ภารกิจแรกคือล่าสัตว์อสูรบริเวณรอบนอกของป่าต้องห้าม มันเป็นภารกิจที่เน้นการสังหารสัตว์อสูรเพราะช่วงนี้รอบนอกของป่าต้องห้ามมีสัตว์อสูรเยอะกว่าปกติ
ภารกิจที่สอง เป็นการตามหาต้นตอของสิ่งผิดปกติที่ส่งผลกระทบให้รอบนอกของป่าต้องห้ามมีสัตว์อสูรเยอะจนผิดปกติ แน่นอนว่าเรื่องนี้ยังไม่แน่ชัดว่ามีอะไรที่ผิดปกติ ดังนั้นภารกิจนี้จึงเป็นการตรวจสอบพื้นที่รอบๆที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน และกลับมาเพื่อรายงานข้อมูลที่ได้ ถ้าเป็นข้อมูลที่คาดว่ามีประโยชน์ก็จะถือว่าภารกิจเสร็จสิ้น
สุดท้ายคือภารกิจที่สาม เป็นภารกิจที่ได้รับคำแนนมากที่สุด และยังเป็นภารกิจที่มีระยะเวลาในการทำนานที่สุดถึง 3 เดือน มันเป็นภารกิจสำรวจพื้นที่อันตรายที่ยังไม่ถูกสำรวจ เพราะป่าต้องห้ามนั้นมีพื้นที่ขนาดใหญ่มาก ตั้ังแต่อดีตจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ได้ถูกสำรวจทั้งหมด มันเป็นภารกิจที่อันตรายมาก และก็มีคนที่ต้องตายเพราะภารกิจนี้นับไม่ถ้วน แต่ที่ถูกตั้งเป็นภารกิจให้ศิษย์ทำส่วนหนึ่งก็เพื่อการฝึกฝนศิษย์ด้วยเช่นกัน
“ เอาเป็นภารกิจสำรวจนี้แล้วกัน พวกท่านเห็นด้วยหรือไม่ ”
“ เจ้าว่าอย่างไรข้าก็เห็นด้วยทั้งนั้นแหละ ”
“ เจ้าสามารถตัดสินใจได้เลย พวกข้าจะไปกับเจ้าด้วยอยู่แล้ว ”
หวังเฟยหลงมองไปที่ความจริงใจของพวกเขาด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย มันก็ทำให้หวังเฟยหลงรู้สึกผิด ต้องไม่ลืมเหตุผลที่หวังเฟยหลงรีบร้อนที่จะแข็งแกร่งขึ้น ทั้งหมดเป็นเรื่องครอบครัว เรื่องส่วนตัวของหวังเฟยหลง แต่เขากับต้องดึงคนเหล่านี้ที่หวังดีกับหวังเฟยหลงมาเผชิญหน้ากับอันตรายด้วยเช่นนี้ เขาสัญญากับตัวเองอย่างจริงจัง
“ ขอบคุณขอรับ ”
‘ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าจะไม่ให้พวกท่านเป็นอะไรแน่นอน ’
เมื่อตัดสินใจเรื่องภารกิจได้แล้ว ทั้ง 5 คนก็เดินทางไปที่ศาลาผู้นำเพื่อบอกเรื่องภารกิจที่พวกเขาจะรับและจุดหมายปลายทางของพวกเขา ขณะที่ทั้ง 5 คนกำลังเดินทาง ก็ได้มีชายฉกรรจ์คนหนึ่งมองกำลังติดตามกลุ่มหวังเฟยหลงอยู่ห่างๆ เขาทำท่าทางลับๆล่อๆ เมื่อเขาเห็นว่าหวังเฟยหลงกลับเข้าไปที่ศาลาผู้นำ เขาก็ไปที่ศาลาของเย่ฟาน
“ ท่านรองผู้นำขอรับ ”
“ เจ้ากำลังติดตามหวังเฟยหลงมิใช่หรือ ”
เย่ฟานถามชายฉกรรจ์คนนั้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ชายฉกรรจ์เริ่มรายงานผลการติดตามหวังเฟยหลง โดยมีเรื่องต่างๆทั้งหมดที่เขาเห็น คือลู่หยางได้สั่งให้หวังเฟยหลงเคลื่อนไหวเป็นกลุ่มโดยที่มีใครบ้าง เขาก็รายงานทั้งหมด รวมถึงภารกิจที่หวังเฟยหลงเลือก แม้ว่าเขาจะไม่รู้และเห็นแน่ชัดว่าหวังเฟยหลงเลือกภารกิจใด แต่จากการสืบของเขา เขามั่นใจได้อย่างหนึ่ง นั่นคือเกี่ยวข้องกับป่าต้องห้าม
“ เจ้ามั่นใจหรือไม่? ”
“ ขอรับ ข้ามั่นใจขอรับ ”
รายงานนี้ทำให้เย่ฟานยิ้มขึ้นอย่างพึงพอใจ เขามองไปที่หน้าต่างด้วยสีหน้าครุ่นคิดก่อนจะยิ้มอย่างมีเลศนัย เขาหันกลับไปหาชายฉกรรจ์ก่อนจะสั่งการบางอย่างให้ชายฉกรรจ์คนนั้นไปทำ เมื่อชายฉกรรจ์คนนั้นออกไปแล้ว เย่ฟานก็เรียกคนอีกคนหนึ่งเข้ามา
“ จางหยวน ”
“ ขอรับท่านรอง ”
“ ดูเหมือนว่าเจ้าหวังเฟยหลงและกลุ่มศิษย์สายตรงของฝ่ายผู้นำจะเริ่มการเพิ่มความแข็งแกร่งแล้ว เจ้าจงไปบอกศิษย์ที่อยู่ฝ่ายเราว่าอย่าได้หย่อนยานการฝึกฝนเด็ดขาด…แล้วก็ส่งศิษย์ฝ่ายเราไปทำภารกิจแถวๆป่าต้องห้ามคอยติดตามการเคลื่อนไหวของพวกมันด้วย ”
“ ขอรับ ”
เมื่อสั่งการเสร็จแล้ว จางหยวนก็ออกไปจัดการทันที ส่วนเย่ฟานก็นั่งลงที่เก้าอี้จากนั้นก็รินชาให้ตัวเอง ก่อนจะค่อยๆหยิบชาขึ้นมาแล้วค่อยๆดื่มอย่างช้าๆ ดื่มเสร็จเขาก็ค่อยๆวางแก้วลงช้าๆ แต่ทันทีที่แก้วแตะถึงโต๊ะก็ได้เกิดเหตุการณ์ขึ้น นั่นคือแก้วในมือของเย่ฟานแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆและสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นอำมหิต มือที่จับแก้วดื่มชาพลันเกร็ง เส้นเลือดปูดด้วยความโกรธ
“ ข้าจะทำให้เจ้าต้องเสียใจกับการตัดสินใจของเจ้า ”
กลับมาที่ศาลาผู้นำของลู่หยาง ตอนนี้กลุ่มหวังเฟยหลงทั้ง 5 คนได้อยู่ต่อหน้าลู่หยางและชิงเหมาแล้ว หวังเฟยหลงอธิบายเรื่องต่างๆรวมถึงการตัดสินใจให้ลู่หยางฟังด้วยท่าทีจริงจัง แต่เมื่อเขาพูดจบชิงเหมาก็โพล่งขึ้นมาก่อนด้วยความโกรธและความกังวล
“ ไม่ ไม่ได้เด็ดขาด แล้วพวกเจ้าเป็นศิษย์พี่แทนที่จะห้ามศิษย์น้องทำอะไรที่อันตรายแต่พวกเจ้า พวกเจ้ากลับไปสนับสนุนเขา พวกเจ้าลืมหน้าที่ตัวเองไปแล้วหรืออย่างไร ”
“ คือว่าพวกข้า… ”
“ ไม่มีแต่ พวกเจ้าจะไม่ได้ไปไหนอย่างแน่นอน ”
มันไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะกังวลเช่นนี้ เมื่อถูกชิงเหมาดุเช่นนี้ ศิษย์พี่ทั้งสี่คนของหวังเฟยหลงก็ซีดเผือก ทำอะไรไม่ถูกทันที หากเป็นปกติหวังเฟยหลงคงจะยอมทำตามที่ชิงเหมาต้องการ แต่ตอนนี้เขาไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ มันไม่ใช่แค่เขาต้องแข็งแกร่งขึ้น แต่ยังรวมไปถึงเควสที่เขาต้องทำให้สำเร็จด้วย หวังเฟยหลงจึงพูดขึ้นมา
“ ผู้อาวุโส ข้ารู้ว่าท่านเป็นห่วงและมันอันตรายขนาดไหน แต่ไม่ว่าอย่างไรข้าก็จำเป็นต้องไปเท่านั้น ”
“ เจ้า…เจ้ายังคิดที่จะไปอีกหรือ เจ้าไม่คิดบ้างหรือว่าตอนนี้หากเจ้าเป็นอะไรไป ตระกูลของเจ้าจะต้องเผชิญหน้ากับอะไรบ้าง? ”
“ ข้าอาจจะรอดกลับมาและทำให้ตระกูลแข็งแกร่งขึ้น แต่การที่ข้าไม่ทำอะไรเพียงเพราะว่ากลัวนั้นตระกูลข้าคงจะต้องถึงคราวล่มสลายจริงๆแน่นอน ”
“ ไม่ว่าอย่างไรก็… ”
“ ศิษย์ข้า ”
ก่อนที่ชิงเหมาจะได้พูดอีกครั้ง ลู่หยางที่นิ่งเงียบมาสักพักก็ได้พูดขึ้นมาทำให้ชิงเหมาต้องนิ่งเงียบไปทันที เขามองหวังเฟยหลงด้วยสีหน้าจริงจัง หวังเฟยหลงที่เห็นเช่นนั้นเขาก็รู้ทันทีว่า เขาจะได้ไปหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับคำตอบและความมั่นใจของเขา
“ ขอรับ ”
“ ระหว่างชีวิตเจ้ากับตระกูลของเจ้า อะไรที่สำคัญกว่ากัน ”
“ ชีวิตข้าขอรับ…แต่ถ้าข้าจะปล่อยให้ตระกูลต้องพบกับจุดจบโดยไม่ทำอะไรได้อย่างไรขอรับ หากปล่อยให้ตระกูลต้องประสบปัญหาโดยไม่เข้าไปแก้ไขหรือช่วยเหลือ เช่นนั้นชีวิตข้าจะมีความหมายอย่างไร ที่สำคัญคือข้าแข็งแกร่งเพื่อปกป้องคนที่ข้ารัก คนที่อยู่ข้างกายข้าขอรับ ”
เมื่อได้ฟังคำตอบของหวังเฟยหลง ลู่หยางก็เงียบลงและทำสีหน้าครุ่นคิด จากนั้นเขามองไปที่พวกต้วนหลิงเทียนทั้งสี่คนที่สีสายตามั่นใจ จากนั้นเขาก็พยักหน้าอย่างช่วยไม่ได้ ลู่หยางพูดขึ้นมาด้วยความเป็นห่วง
“ …ในเมื่อพวกเจ้ามุ่งมั่นเช่นนั่นข้าก็ไม่สามารถห้ามเจ้าได้ แต่พวกเจ้าจะต้องคำนึงถึงชีวิตของตัวเองเป็นหลัก อย่าได้ให้กิเลศและความโลภเข้าครอบงำพวกเจ้าเด็ดขาด ”
“ ขอรับ ท่านอาจารย์ไม่ต้องห่วง ข้าจะต้องทำให้ทุกคนได้กลับมาอย่างปลอดภัยแน่นอน ”
คำตอบของลู่หยางคือคำอนุญาต พวกหวังเฟยหลงทั้งห้าคนดีใจอย่างออกนอกหน้าชัดเจน แต่ชิงเหมากับคิดต่าง เขารู้สึกไม่เห็นด้วยอย่างมากจึงพยายามจะพูดกับลู่หยางให้ตัดสินใจใหม่อีกรอบ แต่ลู่หยางก็ยกมือขึ้นห้ามชิงเหมา เหตุผลเดียวที่เขาให้หวังเฟยหลงไปก็เพราะเห็นถึงความมั่นใจ และความเป็นหนึ่งเดียวกันของทั้งห้าคน แม้จะรู้สึกได้ลางๆก็ตาม
“ พวกเจ้าจงไปเตรียมตัวให้พร้อมเสีย จำไว้ว่าอย่าได้ประมาทแม้เพียงนิดเป็นอันขาด ”
“ ขอรับ ”
พวกหวังเฟยหลงทั้งห้าคนออกจากโถงไป เหลือไว้เพียงแค่ลู่หยางกับชิงเหมา ชิงเหมามองไปที่ทั้งห้าคนด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อน เมื่อทั้งห้าคนออกไป ชิงเหมาจึงถามลู่หยางด้วยความสงสัย ไม่ว่าจะคิดอย่างไรเขาก็ไม่เข้าใจ
“ ท่านผู้นำ ข้าขอทราบเหตุผลได้หรือไม่ขอรับ เหตุผลที่ท่านยอมปล่อยให้พวกเขาไปที่เขาวงกตเถาวัลย์ยักษ์เช่นนั้นหรือขอรับ ”