ธาราย้อนแห่งนครเชียงทอง

    19 การค้า...

            เพียงพี่สังและพี่สีวางและตะโกนขายสิ่งประดิษฐ์ที่ร่วมกันทำกับบอสมาไม่กี่ชั่วโมง ของทั้ง 100 ชิ้น ก็ขายหมดจนเกลี้ยง ส่องดูเงินได้มาหลายฮ้อยพอสมควร จึงรีบเก็บแผงเพื่อเตรียมตัวกลับ


            ทั้งสองกลับถึงบ้านโพนสาในช่วงเย็นพอดี จึงรีบนำเงินมาแบ่งให้บอสที่บ้านทันที แต่พอมาถึงกลับเห็นบอสกำลังอาบน้ำอยู่โดยมีน้ำไหลออกเป็นสายจากฝักบัวที่บอสประดิษฐ์ขึ้น ซึ่งบอสได้นำโอ่งขนาดเล็กขึ้นไปไว้บนที่สูงแล้วใช้ทฤษฎีกาลักน้ำในการประยุกต์ใช้ 


            ทั้งสองยืนงงกับสิ่งประดิษฐ์นี้ของบอสที่ดูจะสะดวกสบายกว่าการตักน้ำอาบหรือไปอาบในหนองน้ำ พอบอสมองเห็นว่าพี่ทั้งสองมาแล้ว จึงตะโกนบอกให้รอก่อน


            “ท่านพี่ทั้งสอง รอข้าสักประเดี๋ยว ข้าใกล้จักเสร็จแล้ว…”


            “อื่อ ตามแต่เอ็งจักสะดวกเลย”


            บอสปิดน้ำด้วยอุปกรณ์คล้ายวาล์วตรงฝักบัว น้ำก็หยุดไหล ยิ่งที่ทำให้พี่ทั้งสองดูตื่นเต้นและงุนงงไปกันใหญ่ ไม่นานบอสก็รีบเช็ดตัวแล้วแต่งตัวออกมาหาคนทั้งสอง


            “พวกท่านมีเรื่องอันใดกับข้ารึขอรับ จึงมาเสียเย็นเอาป่านนี้ ?”


            “ก็เรื่องที่พวกข้านำของเหล่านั้นไปขายที่ตลาดเยี่ยงไรเล่า ข้าจักบอกเอ็งว่า พวกข้าขายได้หมดแล้วหนา…”


            “จริงหรือขอรับ ! ขายได้หมดทั้ง 100 อันเลยหรือ พวกท่านนี่ช่างค้าขายเก่งจริงๆ เลยขอรับ”


            “มิใช่ว่าข้าสองคนขายของเก่งดอก แต่ไอ้ของที่เอ็งคิดขึ้นมา คนเมืองเขาชอบกันนักแล ข้าวางขายแค่ชั้วเคี้ยวหมากจืด ของก็ขายออกจนเกือบจักหมดแผงแล้วหนา”


            “เช่นนั้นเลยรึขอรับ แล้วพวกท่านขายกันเยี่ยงไรขอรับ ได้เงินมามากน้อย…?”


            “พวกข้า ขายไปอันละ 10-20 ลาด รวมๆ แล้วตอนนี้ ข้านับเงินดูก็ได้ทั้งหมด 1 ตู้ 2 ฮ้อย กับอีก 40 ลาด เลยเชียว”


            “ก็ได้มากโขอยู่นะขอรับ อืม…. แต่ข้าคิดว่าครั้งหน้าพวกเราควรจักลดจำนวนลงบ้าง แลเพิ่มราคาขึ้นไปอีกสักหน่อย ตามหลักอุปสงค์อุปทาน ข้าคาดว่าเราน่าจักมีกำไรเพิ่มมากอีกขอรับ”


            “อุบสง…ทาน… มันคืออันใดของเอ็ง ข้ามิเคยได้ยิน แลมันจักขายได้จริงหรือ หากเราขึ้นราคาเยี่ยงนั้น…?”


            “เอาเป็นว่าพวกท่านเชื่อข้าเถิด ข้ามีวิธีทำให้พวกเราได้เงินมากกว่านี้เป็นแน่ขอรับ”


            “เช่นนั้นก็ตามเอ็งว่าแล้วกัน ข้าเชื่อในความคิดของเอ็ง เอ็งมันสุดยอดอยู่แล้ว"


            ทั้งสามพูดคุยกันถึงผลลัพธ์ที่ได้จากสิ่งประดิษฐ์ของพวกเขา ทั้งๆ ที่พี่สังและพี่สีพอใจในสิ่งที่ได้แล้ว แต่บอสกลับคิดว่าตามหลักเศรษฐศาสตร์ที่ตนเคยเรียนมาแล้ว น่าจะทำเงินได้มากกว่านี้ จึงได้เสนอแนวคิดไป แต่ทั้งพี่ทั้งสองยังฟังไม่ค่อยเข้าใจ ดีที่เชื่อใจและยอมรับฟังความคิดของบอสทั้งหมด จึงไม่ต้องอธิบายเพิ่มให้ปวดหัว 


            "ไซ เอ้านี่ ! ส่วนแบ่งของเอ็ง”


            พี่สีโยนถุงเงินมาให้ บอสรับมาแล้วเปิดดู มองด้วยสายตาคร่าวๆ น่าจะมากกว่า 5 ฮ้อยเป็นแน่ จึงตกใจและรีบถาม


            “เหตุใดพวกท่านถึงได้ให้เงินข้ามากเช่นนี้ พวกท่านเป็นคนนำของไปขาย แลได้เงินเหล่านี้มานี่ขอรับ”


            “เอาเถิด เอ็งเป็นทั้งผู้คิดแลสอนพวกข้า เช่นนั้นเอ็งเอาไป 1 ส่วน แลพวกข้าสองคนอีก 1 ส่วน ก็สมเหตุสมผลดีแล้ว”


            “มิได้ดอกขอรับ ตอนทำพวกเราก็ลงแรงเท่ากัน ตอนไปขายก็มีเพียงพวกท่านไป ข้าจักรับไว้เช่นนี้มิได้ เช่นนั้น พวกเรามาแบ่งเป็น 3 ส่วนกันเถิดขอรับ เช่นนี้ข้าว่าจักสมเหตุสมผลมากกว่า”


            “ฮ่าๆ ไอ้เด็กนี้ มากความจริงเชียว เช่นนั้นก็ตามใจเอ็ง…”


            บอสได้นับเงินคืนให้พี่สังอีก 2 ฮ้อย และทั้งสามได้ทำข้อตกลงร่วมกันว่าสินค้าทั้งหมดที่พวกตนผลิตขึ้นมาและขายได้จากนี้เป็นต้นไปจะหาร 3 ทั้งหมด ทำให้พี่ทั้งสองปลื้มปริ่มในน้ำใจของบอสเป็นอย่างมาก จึงยอมทำตามสิ่งที่บอสไหว้วานทั้งหมดอย่างถวายหัวเลยทีเดียว


            นับจากวันนั้น ทั้งสามก็เริ่มผลิตสินค้าชนิดใหม่เข้าสู่ตลาดเมืองวังทองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยมีการควบคุมอุปสงค์และอุปทานของสินค้าแต่ละชนิดอยู่ตลอด ซึ่งบอสได้สอนและอธิบายหลักการเบื้องต้นให้พี่สังและพี่สีเข้าใจอย่างละเอียด เพื่อให้สังเกตสถานการณ์ตลาดขณะอยู่ในเมืองที่ตนไม่ได้ไปด้วย ให้พี่ทั้งสองสามารถปรับใช้ได้ตามความเหมาะสม


            พี่สังและพี่สีนำสินค้าเข้าไปขายในเมืองเชียงทองเดือนละ 2 ครั้ง โดยครั้งหลังได้เริ่มนำสิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่มีราคาสูงขึ้นไปขายร่วมด้วยบ้างแล้ว ซึ่งผลประกอบการก็เป็นที่น่าพอใจ ของขายได้หมดอย่างรวดเร็วเกือบทุกครั้ง


            จนผ่านมา 3 เดือน ทั้งพี่สังและพี่สีเริ่มเป็นที่รู้จักของคนเมืองหลวงและพ่อค้าแม่ขายในตลาดเมืองเชียงทองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในฐานะพ่อค้าที่ขายสิ่งของประหลาดที่ช่วยให้การใช้ชีวิตประจำวันง่ายขึ้น หลายคนต่างเฝ้ารอคอยการมาของพวกเขาในแต่ละครั้ง เพราะจะได้ลุ้นว่าจะมีสินค้าใหม่อะไรมานำเสนออีก


            เย็นวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2067 ทั้งสามคนได้วางแผนและหารือร่วมกันถึงสินค้าล็อตใหญ่ที่จะนำไปขายในเมืองวันพรุ่งนี้ ซึ่งบอสจำเป็นต้องเดินทางไปด้วย เพราะของเริ่มมีมากขึ้นจนพี่ทั้งสองอาจดูแลได้ไม่ทั่วถึงแล้ว โดยบอสได้แจ้งขออนุญาตพระอาจารย์ไว้แล้ว 


            ซึ่งทางพระอาจารย์และชาวบ้านก็ต่างเห็นดีเห็นงามกับพวกเขาทั้งสาม เพราะพวกเขาแสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขาสามารถทำการค้าได้ดี เพียงผ่านไปแค่ 3-4 เดือน พวกเขาทั้งสามก็สามารถหาเงินรวมกันได้ถึง 10 ฮ้าง ซึ่งเป็นเงินจำนวนไม่น้อยเลยสำหรับชาวบ้านเช่นพวกเขา


            เช้าวันถัดมา ทั้งสามจึงออกเดินทางเข้าสู่เมืองเชียงทอง หลังจากขึ้นเรือริมฝั่งแม่น้ำคานมาได้ บอสก็ยิ้มรับบรรยากาศของเมืองเชียงทองทันที พร้อมกับกวาดสายตาไปรอบๆ


            ‘เราได้กลับมาอีกครั้งแล้วสินะ นี่ก็จะครึ่งปีแล้วที่เราไม่ได้มาที่นี่ เราจะได้เจอกับเจ้าทับที่กวนประสาทเรานั่นอีกไหมนะ ไม่อยากเจอมันเลย แล้วสร้อยฟ้า… จะยังสบายดีอยู่ไหม เราจะได้เจอเธออีกไหมนะ…’


            “เหม่ออะไรของเอ็งวะไซ รีบเดินไปได้แล้ว เดี๋ยวจักสายกันพอดี ผู้คนน่าจักมารอพวกเรามากแล้วนา”


            ระหว่างที่บอสกำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่ พี่สีก็มาผลักให้บอสเดินไปข้างหน้า แล้วทั้งสามจึงขนของทั้งหมดใส่เกวียนที่รอรับอยู่ จากนั้นจึงเดินไปตามถนนสายหลักมุ่งหน้าสู่ตลาดเมืองเชียงทอง


            เมื่อมาถึงตลาดก็เป็นดังเช่นพี่สีว่าไว้ คนมายืนรอพวกเขาอยู่ราวๆ 10-15 คนแล้ว พอไปถึงพี่สังและพี่สีก็จัดเตรียมแผงอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็สามารถเริ่มขายสินค้าได้แล้ว บอสมองดูพี่ทั้งสองขายของอย่างกับมืออาชีพ เขาชื่นชมทั้งสองด้วยใจจริง 


            ครั้งนี้มีของมาขายหลากหลายมากเป็นพิเศษ ผู้คนต่างสนใจและมามุงกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นจุดสนใจของคนทั้งตลาด กระทั้งมีคนผู้หนึ่งสังเกตเห็น


            “หือ คนพวกนั้นมันมุงดูสิ่งใดกันหรือ พวกท่านลองไปดูให้ข้าหน่อยเป็นไร…”


            “ขอรับ นายน้อยหาน…”


            การเป็นจุดสนใจของผู้คน ได้นำศัตรูคู่แค้นที่ไม่อยากเจอเพียงหนึ่งเดียวในเมืองเชียงทองมาพบกันซะแล้ว เมื่อพี่สีและพี่สังเห็นหมื่นสง ก็จำได้ทันทีว่าเป็นหนึ่งในผู้ติดตามของพันหานที่ตนเคยมีเรื่องด้วยครั้งก่อน จึงแทบจะหยุดการขายลงทันทีด้วยความกังวล จากนั้นพันหานและหมื่นชาที่เดินตามหมื่นสงมา ก็เดินแหวกฝูงชนเข้ามาหน้าแผง


            “อ้าว พวกมึงเองดอกหรือ ที่มาทำให้ตลาดแห่งนี้วุ่นวาย…”


            “หามิได้ขอรับ ท่านพันหาน พวกข้าเพียงแค่นำสินค้ามาขายเท่านั้น หาได้ทำเรื่องวุ่นวายอันใดไม่”


            “สินค้าอันใดวะ นี่มันเรียกว่าสินค้ารึ มันของหลอกเด็กชัดๆ”


            พันหานเข้ามาหยิบสินค้าชิ้นหนึ่ง แล้วปล่อยทิ้งลงกับพื้นก่อนจะเหยียบจนสิ่งประดิษฐ์นั้นพังไป ผู้คนที่กำลังเลือกซื้อของอยู่ต่างถอยกรูแตกกระเจิง ด้วยความตกใจและไม่อยากมีเรื่องกับพันหาน เพราะต่างก็รู้ว่าคนผู้นี้เป็นใครจึงไม่อยากมีเรื่องด้วย


            “ท่านจักทำเยี่ยงนี้มิได้นะขอรับ พวกข้ามาค้าขายอย่างสุจริต ไยพวกถึงถึงทำอันธพาลเยี่ยงนี้…”


            บอสพูดพร้อมเดินออกมาจากข้างหลังของพี่สีและพี่สัง แล้วจ้องมองมายังพันหานด้วยสายตาถมึงทึง เมื่อพันหานได้เห็นแววตาที่จ้องมองตนด้วยรังสีสังหารเช่นนี้ จึงหวั่นกลัวและเผลอถอยหลังไปหนึ่งก้าว หมื่นทั้งสองที่อยู่ข้างกายจึงรีบรุดมาขวางหน้าไว้ อย่างเกรงๆ


            “เอ็งอีกแล้วรึ ไอ้หนุ่ม เอ็งคิดจักทำอันใดนายน้อยข้า…”


            “พวกท่านต่างหากที่คิดจักทำอันใดพวกข้า พวกข้าเพียงมาค้าขายเท่านั้น…”


            “ไม่ต้องไปสนทนากับพวกมันแล้ว น้าหมื่นทั้งสอง จัดการพวกมันให้หมด นี่เป็นคำสั่ง !”


            ก่อนที่หมื่นทั้งสองจะชักดาบเข้าหาบอสอย่างกล้าๆ กลัวๆ พลันได้ยินเสียงเด็กสาวผู้หนึ่งตะโกนมาแต่ไกล


            “เจ้าทั้งสอง จงหยุดมือบัดเดี๋ยวนี้…!!!”


            บอสมองตามเสียงที่คุ้นเคยนั้นไป จึงเห็นว่าเป็นสร้อยฟ้าที่กำลังรีบเดินเข้ามาพร้อมกับผู้ติดตามอีก 3 คน


            ‘สร้อยฟ้า เหรอ ได้เจอกันจริงๆ สินะ แต่เอ๋… ทำไมเราถึงดีใจแบบนี้หล่ะ แล้วเธอจะมาทำไม กำลังอันตรายเลยนะ…’


    ---------------------------------------

    คล้ายกับเรื่องธาราย้อนแห่งนครเชียงทอง ที่คุณอ่าน