อี้เฉินขมวดคิ้วมุ่นเข้าหากันจนเป็นปม ก่อนเขาจะเดินสืบเท้าตาม ทงอี้เข้าไปภายในหอคณิกา เขามั่นใจยามนี้ หลวงจีนน้อย ต้องรู้ข่าวคราว เหล่าอนุชนจำศีล คนอื่นๆ เป็นแน่ เขาเองก็อยากรู้ข้อมูลนั้นเช่นกันจึง แอบติดตาม ทงอี้ ไปเงียบๆ ทิ้งระยะห่างอยู่ไม่น้อยไม่ให้ หลวงจีนน้อยรับรู้ตัวตนของเขา
ทว่ากลับมีหญิงงามเพริศพริ้ง ของเผ่ามังกรทอง หลายคนทำหน้าที่ต้อนรับ เข้ามาปิดล้อมตัวเขาไว้ ทำให้อี้เฉินคาดกับหลวงจีนน้อย ในไม่กี่เสี้ยวอึดใจ ก่อนน้ำเสียงหญิงสาวเหล่านั้น จะเอ่ยทักทายอี้เฉิน ราวกับเขาเป็นแขกของหอคณิกา เขาบนศีรษะของพวกนางเหล่านั้น ดึงดูดสายตาของเหล่าบุรุษหนุ่มไม่น้อย ขับให้พวกนางยิ่งน่าหลงใหล สะดุดตา
ก่อนอี้เฉินจะเอ่ยถามหญิงสาวเหล่านั้นออกไป "แม่นางทุกท่าน หลวงจีนน้อยผู้นั้น เขาเข้าใช้สถานที่ใดอย่างนั้นหรือ โปรดบอกข้าได้หรือไม่?"
หญิงสาวเหล่านั้นมีท่าทางไม่สบอารมณ์ เมื่อได้ยินคำพูดของอี้เฉิน หลวงจีนน้อยผู้นั้นถือเป็นความลับของหอคณิกา แห่งนี้ จึงไม่มีใครกล้าเอ่ยตอบอี้เฉินแม้แต่น้อย
แต่กลับมีสตรีนางหนึ่งเอ่ยพูดขึ้นมา ทว่าน้ำเสียงนั้นโอหังไม่น้อยแม้ว่าจะเป็นสตรีก็ตาม "คุณชายสถานที่แห่งนี้ เป็นหอเริงรมย์ แม้แต่ใบหน้าท่านก็ไม่เปิดเผย เกรงว่าข้าจะไม่สามารถบอกกล่าวท่านได้"
อี้เฉินจ้องมองไปที่หญิงสาวงามเพริศพริ้ง ในกลุ่มที่กล่าวพูดออกมาโดยไม่มีท่าทีสะทกสะท้าน เหมือนนางผู้นี้ จะยึดมั่นในศักดิ์ศรีไม่เบา แม้ว่าจะเป็นหญิงงามในหอคณิกาก็ตาม จนหญิงสาวที่อยู่ด้านข้างนาง ยังต้องสะกิดแขนห้ามปรามนาง กลัวว่าจะทำให้แขกผู้นี้โกรธเคือง
อี้เฉินไม่ได้ ไม่ชอบใจในตัวของนาง แต่กลับกัน เขารู้สึกชื่นชมในความกล้าของสตรีนางนี้ไม่น้อย ก่อนอี้เฉินจะกล่าวพูด "แล้วหากข้าเปิดเผยใบหน้า เจ้าพาข้าไปหา หลวงจีนน้อยผู้นั้น ได้หรือไม่ ข้าเป็นสหายของเขา"
สตรีนางนั้นยิ้ม ราวกับใบหน้าที่ดูถูกเย้ยหยัน ก่อนเชิดริมฝีปากขึ้นด้วยความโอหัง "ได้ๆ หากเจ้าไม่กลัวอับอาย ใบหน้าที่อัปลักษณ์ของเจ้า เช่นนั้นก็เผยใบหน้าของเจ้าออกมาเสีย"
คำพูดนั้นทำให้สตรีงดงามสวมอาภรณ์แดง เหล่านั้นมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก เนื่องด้วยพวกนางถูกสั่งห้ามไม่ให้ ต่อล้อต่อเถียง กับเหล่าแขกที่มาใช้บริการ แต่ยามนี้ สตรีนางหนึ่ง ถึงกับใจกล้าห่อฟ้า ต่อล้อต่อเถียง กับแขก อย่างไม่เกรงกลัว
เมื่ออี้เฉินเปิดใบหน้า เผยให้เห็นแววตาที่ดุร้าย พร้อมดวงตาสีแดงที่เปล่งประกาย ทว่าใบหน้าที่ซีดขาวน้อยๆ มีความหล่อเหลา คิ้วโค้งเป็นคันศร มันก็ทำให้สตรีเหล่านั้น มีท่าทางผิดแปลกไปจากเดิม ยกฝ่ามือขึ้นมาป้องปาก พร้อม ใบหน้าแดงน้อย เจือมาด้วยความหวาดกลัว ในตัวอี้เฉินอย่างเลี่ยงไม่ได้
"เจ้านำทางได้แล้ว ข้าทำตามที่เจ้าบอกกล่าวแล้ว"อี้เฉินครั้นกล่าวคำพูดเสร็จสิ้น เขาก็เดินเข้าไปด้านในหอคณิกาอย่างไม่ลังเล
หญิงสาวในยามก่อนที่มีใบหน้าหยิ่งผยอง แต่บัดนี้นางหน้าแดงน้อย เดินตามบุรุษไปอย่างว่าง่าย ไปพร้อมกับชุดสีแดงที่ปลิวไสว โยกย้ายไปตามการก้าวเดินของนาง ก่อนนางจะไต่ถามอี้เฉินด้วยความสงสัย ระหว่างที่สืบเท้าบอกทางอี้เฉินไป "เจ้าเป็นสหายของเขาจริงหรือ หากคุณชายหมิงเจ๋อรับรู้ เกรงว่าชีวิตน้อยๆ ของข้าได้จบสิ้นแน่"
อี้เฉินเอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง "เจ้าอย่าได้เป็นกังวล ข้ามาสถานที่แห่งนี้ ไม่ได้คิดมา สร้างเรื่องแต่อย่างใด"
"เช่นนั้นก็ดีคุณชาย แต่ท่านโปรดระวังตัว ข้าส่งท่านได้เพียงเท่านี้"
"ขอบคุณเจ้ามาก ข้ารู้สึกว่าเจ้าไม่เหมือนสตรีคนอื่นๆ ของหอคณิกาแห่งนี้ หวังว่าเจ้าจะไม่ลืมความกล้าเหล่านั้นไป" คำพูดที่อี้เฉินบอกกล่าว ไล่หลังสตรี ที่เดินจากไป ทำให้สตรีผู้นั้นอมยิ้มออกมาน้อยๆ ไม่คิดว่าอี้เฉินจะมองตัวนางไม่เหมือนคนอื่นๆ ที่มองนางเป็นเพียงบุปผางามในเรือนกระจก การพบเจอชายหนุ่มผมขาวผู้นี้ ทำให้นางเปลี่ยนความคิดไปไม่น้อย
ครั้นเมื่ออี้เฉินมาถึงภายในส่วนลึกชั้นบนหอคณิกา สถานที่แห่งนี้เหมือนจะมีห้องใหญ่อยู่หลายห้อง ทว่าอี้เฉินดันไปสะดุดเข้ากับห้องห้องหนึ่ง ที่มีสตรีไม่น้อยเอ่ยพูดออกมาเสียงดังเล็ดลอดออกมาภายนอก พร้อมเสียงฝีเท้าที่วิ่งหนีบางสิ่ง ปะปนมากับเสียงกรีดร้องเล็กๆ ของพวกนาง มันก็ทำให้อี้เฉิน อดไม่ได้ที่จะเปิดบานประตูเข้าไปตรวจดู ภายในห้องนั้นดู
ทว่าเมื่ออี้เฉินเปิดบานประตู เห็นสตรีงามเพริศพริ้ง หลายคนภายในห้องแห่งนั้น วิ่งหนีหลวงจีนน้อย ที่ปิดดวงตาไล่จับเหล่าหญิงงาม มันก็ทำให้อี้เฉินหน้าบูดหน้าเบี้ยวอยู่ไม่น้อย
เหล่าสาวงาม เองก็ตกใจไม่น้อยเช่นกัน เมื่อเห็นใบหน้าอี้เฉิน ผู้รุกล้ำเข้ามาภายในห้องของพวกนางอย่างกะทันหัน แววตาในกรอบสายตาเปล่งประกายสีแดงฉาน ดุร้ายอยู่ไม่น้อย พวกนางต่างก็ทำตัวไม่ถูก ยืนนิ่งอึ้ง ด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าจะมีคนใจกล้าห่อฟ้า กล้ารุกล้ำเข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้
ด้าน มารพุทธ ทงอี้ ที่ได้ยินเสียงฝีเท้าจากด้านหน้าประตูทางเข้า ตัวเขาไม่รอช้า พุ่งปราดไปในทิศทางอี้เฉินในทันที เนื่องด้วยตัวเขาคิดว่าเป็นเสียงฝีเท้าของสตรีงามเพริศพริ้ง "เจ้ามาให้ข้า จับเสียดี ดี"
อี้เฉินที่เห็น หลวงจีนน้อย ตัณหากลับ พุ่งปราดมาที่ตัวเขา เขากล่าวพูดเสียงเรียบออกไปในทันที "นี่หรือคือการฝึกฝนของเจ้ามารพุทธ ทงอี้"
ทงอี้ที่ได้ยินน้ำเสียง ที่โอหังเขาถึงกับหยุดชะงักเปิดผ้าปิดตาออก โดยพลัน อายสังหารจึงเล็ดลอดออกมาจากสายตาอย่างไม่อาจปิดบัง ทำให้บรรยากาศโดยรอบน่ากระอักกระอ่วนในทันที ก่อนหลวงจีนน้อยจะกลับมา ท่าทีสงบนิ่ง "อมิตาพุทธ เหตุใดเจ้ามาอยู่สถานที่แห่งนี้ได้ ..ข้ายังไม่ได้คิดบัญชีกับเจ้าเลยนะอี้เฉิน กับเรื่องราวที่วัดแห่งนั้น เจ้าทำให้ข้าเสียเวลาไปไม่น้อยกับการหมุนรูปปั้น เหล่านั้น"
"หลวงจีนน้อย เจ้ายังจะพูดให้ผู้คนเลื่อมใสอีกอย่างนั้นหรือ" ก่อนอี้เฉินจะยกยิ้มที่มุมปาก เหมือนเขาได้กำความลับบางอย่างไว้ตอนนี้
ทงอี้ กัดกรามกรอดออกมาเล็กน้อย "เจ้า! เจ้า! ข้าก็แค่ เพียงมาเชยชมเหล่าสาวงามเท่านั้น ไม่เชื่อเจ้าถามสตรีพวกนั้นดูก็ได้"
อี้เฉินยิ้มบาง เขาเองก็ไม่คิดก้าวก่ายความชอบของใคร ก่อนบอกกล่าว คำพูดที่เขาอยากจะรู้ออกไป "สตรีที่นี่งดงาม จริงๆ ข้อนี้ข้าไม่ค้าน แต่ที่ข้ามาหาเจ้าคราวนี้ หมายมั่นจะมาหาข่าวสาร เจ้าน่าจะรู้เรื่องราว ของดินแดนนี้ไม่น้อย เจ้าช่วยเล่ามันให้ข้าฟังได้หรือไม่? ...แล้วอีกอย่างทงอี้ ประตูลับของวัดแห่งนั้น มรรคาวิถี มันไม่เหมาะกับเจ้า เจ้าอย่าได้คิดตามหา"
ทงอี้ ที่ได้ยินคำพูดของอี้เฉิน ราวกับเป็นคำพูดย้อน ที่ตัวเขาเคยพูดไว้กับชายหนุ่ม มันก็ทำให้เขา เดือดดาลขึ้นมาเล็กๆ ก่อนผ่อนลมหายใจออกมายาว "พวกเจ้าออกไปก่อน ข้ามีธุระจะพูดคุยกับสหายน้อย ท่านนี้ของข้า"
อี้เฉินที่ได้ยิน เขายกยิ้มดีใจไม่น้อย ก่อนจะไปนั่งรับลมที่ริมหน้าต่างสูงมองดู ภาพเมืองหลวงยามค่ำคืน
ก่อนน้ำเสียงของทงอี้จะกล่าวพูด "เจ้าคงอยากจะรู้เรื่องราวของ เหล่าอนุชนจำศีลสินะอี้เฉิน ว่าพวกเขารุดหน้าไปถึงเพียงใดแล้วในยามนี้ ..ข้าบอกเจ้าได้แค่ว่า คนที่คิดเล่นงานเจ้าคนหนึ่ง เขาออกตามหาไฟเทพภายในแดนมรดก ลับแล้ว ส่วนคนอื่นๆ ยังไม่มีการเคลื่อนไหวอะไรมาก แต่ข้าได้ยินว่าองค์ชาย ชิงไป๋ยี่ กับองค์ชายซือจงเทียน พวกเขาเลื่อนขั้นพลังเป็นขั้นเทวะขั้นสุดแล้ว แถมพวกเขายังเข้าร่วมกับชนเผ่าพื้นเมือง อย่างเผ่ากิเลนโลกันตร์ หนึ่งใน4เผ่าพันธุ์ใหญ่ของดินแดนแห่งนี้ เกรงว่าพวกเขาในยามนี้ก็คงเสาะหาไฟเทพระดับสูงเช่นกัน หากเจ้าไม่รีบเร่ง เกรงว่าเจ้าได้ลำบากแน่อี้เฉิน"
ด้านอี้เฉินมีสีหน้าบูดบึ้งอยู่เล็กน้อย เมื่อได้ยินข่าวคราวเหล่านั้น "ข้ารู้แล้วน่า หากเจ้าไม่เอ่ยเตือนข้า ข้าก็รู้สถานการณ์ของข้าดี ...เช่นนั้นข้าลาก่อนเกรงว่าข้าต้องรีบปิดขั้นพลังในยามนี้"
หลวงจีนน้อย ทงอี้ยกยิ้มเจ้าเล่ห์ "เจ้าจะไปแล้วอย่างนั้นหรือ? เจ้าบอกสถานที่ ที่เจ้าอยู่มาหน่อย หากข้ารู้ข่าวคราว ข้าจะได้ส่งข่าวสารต่างๆ ไปให้เจ้าถูก" คำพูดนั้นส่งเสียงดังไล่หลังอี้เฉินที่เตรียมจะเดินสืบเท้าจากไป
ทำให้อี้เฉินที่ได้ยินหนังตากระตุกถี่ยิบ เขาจึงบอกกล่าวสถานที่ ที่เขาอยู่ออกไปกว้างๆ ก่อนที่เขาจะจากไป"ข้าน่าจะอยู่แถวบึงน้ำกว้างใหญ่ หากเจ้าหาข้าเจอได้ก็ลองดู"