หนึ่งฝ่ามือพิชิตสวรรค์

    สวียหลิงผู้นอบน้อม

    ราชามังกรอัสนีบาตทรราชแผ่ออร่าที่น่าหวาดสะพรึงอยู่ด้านหลังของชายหนุ่ม ในเวลานี้เสวียหลิงอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคลายไม่ออกอย่างแท้จริง นางไม่คิดว่าจะมีคนของตระกูลราชามังกรอัสนีบาตอยู่ที่นี่ อีกทั้งดูจากเข็มกลัดที่ลั่วอู่หลินกำลังโยนไปมาอยู่นั้นเห็นได้ชัดเลยว่าสถานะของเขาในตระกูลย่อมไม่ธรรมดา หากลงมือไปไม่เพียงนางเท่านั้นที่จะโดนตามล่าแต่จะเป็นขุมกำลังของนางทั้งขุมกำลัง

     

    เนื่องจากตระกูลราชามังกรอัสนีบาตขึ้นชื่อเรื่องความเอาแต่ใจ หากมีเรื่องกับขุมกำลังใดขุมกำลังนั้นก็มักถูกดับสลายไปโดยพวกเขา ทั่วทั้งดินแดนสวรรค์จึงไม่มีใครกล้ายั่วยุ แม้แต่สี่ขุมกำลังใหญ่ด้วยกันเองก็ยังต้องเกรงใจ แล้วขุมกำลังเล็กๆของนางจะกล้ายั่วยุตัวตนเช่นนี้ได้อย่างไร

     

    "คุณชาย ขออภัยที่เสียมารยาทก่อนหน้านี้เจ้าค่ะ"นางลอยลงมาต่ำกว่าชายหนุ่มและผสานมือคาราวะอย่างไม่อายคนรอบข้าง ในเวลานี้ขุมกำลังของแดนเซียนที่มากับนางถึงกับอึ้งงันก่อนจะพากันแตกตื่นในทันทีที่ได้ยิน แม้แต่ศิษย์ของเสวียหลิงเองตอนนี้ก็มองไปที่ลั่วอู่หลินด้วยแววตาเหม่อลอย

     

    "หึ ความรู้สึกที่ได้ใช้อำนาจกดขี่คนอื่นเช่นนี้ก็ดูไม่เลวเหมือนกัน ท่านว่าไหม"ลั่วอู่หลินกล่าวอย่างกวนๆเสวียหลิงไม่กล่าวตอบอะไรได้แต่ก้มหน้าก้มตา

     

    ชายหนุ่มเมื่อเห็นว่านางไม่ได้แสดงอาการตื่นกลัวใดๆไปมากกว่านั้นก็พลันเบื่อหน่ายขึ้นมาในทันที "เอาละๆ มาเข้าเรื่องกันดีกว่า พวกเจ้าจะชดเชยที่มาบีบบังคับตระกูลสวีอย่างไรดี"

     

    น้ำเสียงที่จริงจังของลั่วอู่หลินดังขึ้น ทำให้ขุมกำลังแดนเซียนถึงกับสั่นเทา ในตอนนั้นเองเสวียหลิงได้ดึงเอากระดาษแผ่นหนึ่งออกมาและใช้กระบี่ของตนกรีดไปที่ปลายนิ้วและเขียนเป็นสัญญาขึ้นมาก่อนจะส่งไปให้ลั่วอู่หลิน

     

    "เชิญคุณชายตรวจสอบว่าพึงพอใจหรือไม่"นางกล่าว

     

    ลั่วอู่หลินที่ได้อ่านก็หรี่ตามองหญิงสาวที่หยิ่งผยองเมื่อครู่ในทันที "นิกายผนึกเหมันต์จากแดนสวรรค์จะเป็นผู้พิทักษ์ให้ตระกูลสวีนับจากนี้และจะไม่กดขี่เอาเปรียบโดยเด็ดขาดงั้นหรือ เจ้ามีอำนาจถึงขนาดตัดสินใจแทนนิกายได้?"

     

    "เรียนคุณชาย ข้าเป็นธิดาของผู้นำนิกายเจ้าค่ะ ข้าย่อมตัดสินใจในเรื่องนี้ได้อย่างแน่นอน"เสวียหลิงกล่าว ชายหนุ่มที่เห็นการตัดสินใจของนางก็ถึงกับชื่นชมในใจ หญิงสาวคนนี้แม้จะรักศิษย์ของตนเองจนใช้อำนาจในทางมิชอบ แต่การตัดสินใจของนางค่อนข้างเร็วและเด็ดขาด อีกทั้งยังสร้างความพึงพอใจให้กับเขาเป็นอย่างมากอีกด้วย

     

    การที่ได้ขุมกำลังจากแดนสวรรค์มาเป็นผู้พิทักษ์ในดินแดนแห่งนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากพยัคฆ์ติดปีก ยิ่งเป็นตระกูลสวีที่แข็งแกร่งที่สุดในดินแดนยิ่งแล้วใหญ่ ในเวลานี้แม้แต่แดนเซียนหากพวกเขาคิดที่จะบุกเบิกก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวอีกต่อไป

     

    "สัญญาโลหิตฉบับนี้ข้าพึงพอใจมาก แต่ทว่าข้าอยากให้เจ้าเพิ่มเงื่อนไขไปอีกหนึ่งข้อได้หรือไม่"ลั่วอู่หลินกล่าวถาม ในตอนนี้เขากำลังได้เปรียบย่อมต้องกอบโกยผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุด ส่วนทางด้านเสวียหลิงนางก็พยักหน้ารับทราบแต่โดยดี

     

    "ข้าอยากจะให้ขุมกำลังของเจ้าลงมาคัดเลือกศิษย์ของตำหนักเทพสวรรค์ไปฝึกสอนทุกๆสิบปี เงื่อนไขนี้คงจะไม่เกินไปกระมัง"ลั่วอู่หลินกล่าวถาม

     

    "ไม่เกินไปเจ้าค่ะ"เสวียหลิงกล่าว นางใช้โลหิตเขียนสัญญาต่อท้ายตามที่ชายหนุ่มต้องการ อีกทั้งยังเพิ่มเติมว่าเหล่าศิษย์จะได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียมกันอีกต่างหาก นี่ถือว่าเป็นการเอาใจลั่วอู่หลินอย่างเห็นได้ชัดเพื่อให้เขาเกิดความพึงพอใจสูงสุด

     

    ซึ่งเมื่อลั่วอู่หลินได้เห็นพันธสัญญานี้ก็ยิ้มรับอย่างเต็มใจ เขากรีดเลือกของตัวเองประทับลงไปจากนั้นก็ส่งไปให้สวีเหอที่เป็นประมุขตระกูลได้อ่าน ทันใดนั้นดวงตาของสวีเหอก็พลันเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง เนื่องจากเงื่อนไขเหล่านี้นับว่าเอื้อประโยชน์ให้กับตระกูลสวีและตำหนักเทพสวรรค์มากเลยทีเดียว

     

    "ท่านปู่ ขึ้นอยู่กับท่านแล้ว"ชายหนุ่มยังคงกล่าวในฐานะของคู่หมั้นของสวีปิงเอ่อร์ สวีเหอไม่รอช้ากรีดเลือดตัวเองและประทับลงไปในทันที เท่านี้พันธสัญญาโลหิตก็เป็นอันเสร็จสิ้น

     

    ลั่วอู่หลินพยักหน้าให้กับสวีเหอหนึ่งครั้ง ก่อนจะหันไปที่เสวียหลิงที่ยังคงมีท่าทางน้อบน้อม "เรื่องนี้ข้าจะทำเป็นไม่เห็น แต่ข้าขอประกาศเอาไว้ ณ ตรงนี้ หากเรื่องของข้าถูกแพร่ออกไป ไม่ว่าขุมกำลังใดก็ตาม ดับทำลายสิ้น"

     

    "รับทราบขอรับ/เจ้าค่ะ"

     

    เมื่อได้ยินชี้คำขาด เสวียหลิงเป็นคนแรกที่กล่าวออกมาตามด้วยขุมกำลังจากแดนเซียนที่บัดนี้แม้จะดูงุนงงอยู่บ้างแต่ก็ผสานมือคาราวะชายหนุ่มแต่โดยดี

     

    "เอาละ พวกเจ้าไปได้แล้ว"

     

    "เจ้าค่ะ"

     

    เสวียหลิงกล่าวตอบรับและฉีกมิติพาขุมกำลังจากแดนเซียนกลับไปในทันทีโดยไม่รีรอ เนื่องจากกลัวว่าลั่วอู่หลินจะเปลี่ยนใจและเพิ่มเติมคำขอในสัญญา บอกได้เลยว่าการมาในครั้งนี้ของนางถือเป็นสิ่งที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้ ส่วนเจิ้นหยูศิษย์ของนางนั้นด้วยที่นำพาตัวนางมาเจอกับเรื่องหายนะและน่าอับอายเช่นนี้จะให้เก็บเอาไว้ได้อย่างไร

     

    หากกลับไปถึงนิกายนางย่อมต้องตัดความสัมพันธ์กับขุมกำลังของแดนเซียนนี้อย่างแน่นอน หนึ่งคือเพื่อลดความอับอายของตนเองลงและสองคือกลัวว่าลั่วอู่หลินจะขุ่นเคืองหากนางยังคงสานสัมพันธ์กับขุมกำลังที่คิดจะแย่งภรรยาของเขา ดังนั้นจึงไม่อาจจะเสี่ยงได้

     

    "ให้ตายเถอะวันนี้เป็นวันซวยของข้าจริงๆเจอกับใครไม่เจอดันไปเจอกับคนในตระกูลที่น่ากลัวเช่นนี้"เสวียหลิงสบถขึ้นในใจ และทะยานกลับไปโดยไม่รีรอ

     

    ตัดกลับมาที่ลั่วอู่หลินเมื่อเห็นว่าปัญหาถูกแก้ไขแล้วก็บินกลับมายังในทันที ตอนนี้ทุกคนต่างมองมาที่เขาได้ความเคารพเลื่อมใส สวีเหอ และสวีซานถึงกับยิ้มหน้าบานอย่างหยุดไม่ได้ นอกจากปัญหาจะหายไปแล้วเขายังได้โชคครั้งใหญ่อีกด้วย ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณลั่วอู่หลินที่เป็นคนจัดการให้

     

    "หลานชายขอบใจเจ้ามากจริงๆ หากไม่ได้เจ้าช่วยเอาไว้มีหวังปิงเอ่อร์ของเราคงต้องตกไปอยู่กับพวกมันเป็นแน่แท้"สวีเหอกล่าว

     

    ลั่วอู่หลินพลันพยักหน้ารับ "ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรขอรับ อีกทั้งข้าเองก็ไม่ได้ออกแรงอะไรมากมาย ต่อไปพวกท่านก็คงไม่ต้องเป็นพันธมิตรกับขุมกำลังแดนเซียนนั้นอีกแล้วเพราะนิกายผนึกเหมันต์ตอนนี้อยู่ข้างท่าน อีกทั้งหากต้องการขยับขยายไปแดนเซียนก็ทำได้อย่างไม่ยากเย็น"

     

    "แต่ข้ามีเรื่องอยากขอร้องพวกท่าน เรื่องในวันนี้อย่าให้ถึงหูตาแก่หลินโดยเด็ดขาดนะขอรับ ข้าไม่ได้อยากใช้สถานะเช่นนี้จัดการตาแก่นั่น"ทั้งสวีเหอ และสวีซานพยักหน้ารับคำ แม้ไม่รู้ว่าหลินเทียนและลั่วอู่หลินมีปัญหาอะไรกัน แต่พวกเขาก็ไม่คิดจะตั้งคำถามกับผู้มีพระคุณ

     

    "รับรองได้ ทั้งตระกูลสวีและนิกายเทพสวรรค์จะไม่มีใครกล่าวเรื่องของหลานชายในโลกภายนอกโดยเด็ดขาด"สวีเหอให้คำมั่น

     

    ลั่วอู่หลินก็พลันยิ้มอย่างพึงพอใจและหันหลังเดินมาหาท่านป้าของเขาที่ตอนนี้ถึงกับพูดไม่ออกกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ชายหนุ่มที่เห็นใบหน้าที่ยังตะลึงไม่หายของท่านป้าก็พลันหัวเราะอย่างขบขัน

     

    "ฮ่าๆๆ ท่านเป็นอะไรของท่านกัน ทำราวกับเห็นสัตว์ประหลาดไปได้"

     

    "เหอะๆข้าเห็นสัตว์ประหลาดจริงๆ สัตว์ประหลาดตัวน้อยอย่างเจ้าไงละ"หลินชิงหลวนกล่าว ในตอนนี้นางรู้แล้วว่าทำไมเจ้าเด็กคนนี้ถึงกล้าต่อปากต่อคำกับท่านปู่อย่างไม่หวั่นเกรงใดๆทั้งๆที่ท่านปู่ก็เป็นถึงระดับเซียนคนหนึ่ง ที่แท้ก็เก็บกุุมความลับเช่นนี้เอาไว้ เมื่อประติดประต่อทุกอย่างได้ นางก็รู้ในทันทีว่าที่เจ้าเด็กคนนี้ที่อยู่ในตระกูลนั้นไม่ใช่เพราะท่านปู่ของนางบังคับเขาแต่อย่างใด แต่เป็นชายหนุ่มที่เลือกจะรั้งอยู่เอง

     

    "ท่านพูดอะไรของท่านน่ะ ข้าไม่เห็นเข้าใจ"ลั่วอู่หลินตีหน้าซื่อ จนหลิงชิงหลวนที่ได้ยินเช่นนั้นถึงกับถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ดูเหมือนท่านปู่ของนางจะเจอคู่ปรับจริงๆเสียแล้ว อีกทั้งในสายตาของนางตอนนี้หลานชายคนนี้ช่างดูยิ่งใหญ่เอามากๆเสียด้วย