โจวไฮว่ที่มีฝีมือโดดเด่นที่สุดในบรรดาเหล่าองครักษ์ทั้ง17คนของวังฟ้าบาดาล รู้ว่าองค์ชายรองผู้นี้นิสัยอารมณ์ร้อนวู่วามเขาเหลียวมองชายชราพิการพวกนั้นอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ ก่อนตอบหวิ๋นเซิงสุ๋ยไปว่า
"องค์ชายรอง ข้าเห็นว่าคนเหล่านั้นดูไม่ธรรมดาอยู่บ้าง "
"ห๊ะ ไม่ธรรมดาอันใด? " หวิ๋นเซิงสุ๋ยหันไปดูพวกมันที่หนึ่งตาบอดสองข้างขาซ้ายพิการเปลี้ยง่อย อีกสองคนมีแขนและขาอย่างละข้าง"
"โจวไฮว่เจ้าดูสภาพขอทานพวกนั้น ที่แทบต้องคลานมายังที่นี้ เจ้ายังว่าพวกมันไม่ธรรมดาอันใด"
หวิ๋นเซิงสุ๋ยตอบกลับไปอย่างไม่ใส่ใจเขาเหลียวกลับไปดูสวะพวกนั้นรึพวกมันจะยังหูหนวกพิการซ้ำซ้อนขึ้นมาอีกเช่นนั้นก็นับว่าไม่ธรรมดาจริงๆ เขาคิดขำอยู่ในใจ
"องค์ชาย ข้ากลับคิดเช่นเดียวกับองครักษ์โจวไฮว่ "ราชครูใหญ่เหลาชิงหู่ที่ได้ยินกล่าวขึ้น
"ท่านกล่าวถูกต้องพวกเขาเหล่านั้นที่แทบต้องคลานมายังที่นี่ที่แห่งนี้ยังห่างไกลจากตัวเมือง ท่านไม่สงสัยรึ "
"อีกอย่างคนเหล่านั้นมือเท้าเกลี้ยงเกลา พกดาบอาวุธติดตัว ดินแดนฟ้าเมฆินทร์กว้างใหญ่อาจเป็นยอดคนในแดนฟ้าเมฆินทร์นี้"
เขารู้ว่าหวิ๋นเซิงสุ๋ยปกตินิสัยยโสโอหังแต่ความจริงกลิ้งกลอกยิ่ง มีเพียงนิสัยดูถูกผู้อื่นที่เป็นนิสัยติดตัวไปเสียแล้วจึงคิดกระตุ้นเตือนเขา
หวิ๋นเซิงสุ๋ยเห็นทั้งสองหวาดกลัววิตกจนเกินเหตุขอทานที่ยิ่งกว่าสวะพวกนั้นยังนำมาเอ่ยอ้าง แต่ผู้อื่นพูดยังไม่ว่ากระไรแต่เหลาชิงหู่ที่เป็นถึงราชครูใหญ่แห่งวังฟ้าบาดาลหากไม่นับเฒ่ามารฟ้าห้วงบาดาลพระอาจารย์ของเขาแล้ว เหล่าชิงหู่ที่มีฝีมือเพียงเป็นรองพระบิดาของเขายังกล่าวออกเช่นนี้ช่างกังวลเกินกว่าเหตุเสียจริงๆเขาคิด
อีกฟากหนึ่งกลับมีเสียงดังของขอทานผุดทำลายความหนาวให้คลายลง
"ตัดลิ้นมันออกมาดีหรือไม่ ? "
"พี่ใหญ่ไฉนปราณีมันเพียงนี้ "
"ในตลาดมีสุนัขขี้เรือนตัวหนึ่ง เมื่อยามพี่ใหญ่ลูบหัวมันมักกระดิกหางให้ เสียดายดวงตามันบอดไปข้างหนึ่ง เอานัยน์ตาคนผู้นี้ใส่ให้สุนัขตัวนั้นดีหรือไม่"
"เช่นนั้นพวกเจ้ายังรีรออันใด ยังมิรีบไปตัดลิ้นกับควักนัยน์ตามันออกมา"
"มันเดินมาให้ถึงที่แล้ว ใยต้องไปหา "
เสียงสนทนาของขอทานพิการทั้งสามนับว่าดังไม่น้อยเพียงได้ยินว่าขอทานทั้งสามจะตัดลิ้นเขาคำแรก หวิ๋นเซิงสุ๋ยก็ย่ำเท้าเดินมาหาพวกมันแล้ว
เหลาชิงหู่ที่เดินตามหลังเขากลับไม่ต้องการให้เกิดเรื่องวุ่นวาย จึงปราดเข้าไปเจรจาก่อน
"ท่านผู้อาวุโสทั้งสาม คุณชายของเราอาจเสียมารยาท หุนหันพลันแล่นโปรดยั้งไมตรี " เพื่อความปลอดภัยเขาย่อมปิดบังฐานะ
"ฮ่าๆ พอมีวาจานี้ที่ยังพอฟัง "เป็นชายชราที่ถูกเรียกว่าพี่ใหญ่กล่าวออกมา
แต่หวิ๋นเซิงยังไม่ยินยอม
"จงชิงยวี หนีหลุยวี จัดการขอทานทั้งสามให้เรา"หวิ๋นเซิงสุ๋ยเมื่อเห็นเหลาชิงหู่และโจวไฮว่ เจรจาไร้สาระมากความจึงสั่งองค์รักษ์วังฟ้าบาดาลที่เหลืออีกสองคนแต่เห็นเหลาชิงหู่และโจวไฮว่ให้ความสำคัญกับขอทานแปลกประหลาดพวกนี้จึงเริ่มระวังตัวขึ้นมาจึงใช้องค์รักษ์วังฟ้าบาดาลเข้าไปหยั่งเชิง
จงชิงยวีและหนีหลุยวีที่เดินออกไปเห็นชายชราทั้งสามมีอาวุธติดตัวกลับไม่ชะล่าใจพวกเขาก็เป็นเช่นเหลาชิงหู่และโจวไฮว่รู้สึกขอทานสามคนที่พิกลพิการนี้ไม่ธรรมดาอยู่บ้าง
แต่อยู่ดีๆเป็นขอทานชราที่แขนซ้ายและขาขวาขาดที่นั่งฮวบอยู่บนพื้นกลับใช้เท้าที่เปล่าเปลือยปลายนิ้วโป้งและนิ้วชี้คีบห่วงเล็กๆที่อยู่ตรงปลายด้ามดาบกวัดแกว่งและใช้มือซ้ายข้างเดียวต่างเท้าหมุนร่างทะยานขึ้นมา
จงชิงยวีและหนีหลุยวีไหนเลยเคยเห็นท่าร่างเช่นนี้หนึ่งชักตะขอสามดาวที่มีหัวสามแฉก หนึ่งชักกระบี่สีฟ้าของน้ำทะเลออกมาต้านรับ
เคร๊ง!คร้าง! เคร๊ง! คร้าง!
สักพักประกายไฟเปรี้ยงป้างแตกออกไปทั่วบริเวณผู้อื่นถึงกลับก้าวถอยออกห่าง
หนีหลุยวีเห็นชายชราผู้นี้แม้ใช้ปลายนิ้วเท้าต่างมือคีบจับดาบไหนเลยจะคาดคิดกลับคล่องแคล่วยิ่งกว่ามันใช้มือจับกระบี่มาชั่วชีวิต
แต่เขาไฉนเลยทราบว่าชายชราที่อยู่ตรงหน้ามุ่งมานะบากบั่นกว่าพวกมันเพียงใดกระบวนท่าดาบอสูรตลบฟ้าของเขาแทบเรียกได้ว่าไร้พ่ายไหนเลยได้มาอย่างง่ายดาย
เคร๊ง!คร้าง! เคร๊ง! คร้าง!
สักพักประกายไฟแตกออกนับหมื่นทั่วบริเวณปานจุดพลุไฟขึ้น
ผ่านไปสามกระบวนท่าสองรุมหนึ่งหวิ๋นเซิงสุ๋ยยังไม่เห็นจงชิงยวีและหนีหลุยวีมีเปรียบอันใดดวงตาที่คล้ายงอกอยู่เหนือศีรษะมัน กลับเริ่มมีแววเคลื่อนต่ำลงมาเนื่องเพราะองค์รักษ์วังฟ้าบาดาลเป็นชนชั้นใดเขาทราบดีเขาเองยังมีฝีมือเป็นรององค์รักษ์เหล่านี้อยู่ครึ่งขั้น สายตากลิ้งกลอกยอมงอไม่ยอมหักปรากฏขึ้นมาทันที
แต่ชายชราที่ตาบอดทั้งสองข้างฟังเสียงกระบี่ ดาบ ตะขอที่กระทบกันชายทั้งสองคนกลับสามารถต้านดาบอสูรจำพรากที่เท้าเจียงจงเซ่อน้องรองเขาได้สามกระบวนท่านับว่าแปลกใจอยู่บ้าง แม้พวกเขาสามพี่น้องจะยังไม่ผนึกร่างรวมกันต่อสู้แต่ผู้ที่ต้านรับกระบวนท่าดาบอสูรตลบฟ้าของน้องรองได้ นับจำนวนแล้วยังน้อยกว่านิ้วในมือเขาเสียอีก
พลันเจียงจงเซ่อใช้ความได้เปรียบของช่วงเท้าที่ยาวกว่างอเท้าควงดาบอสูรจำพรากทะลวงสอดแทรกไประหว่างกลางของจงชิงยวีและหนีหลุยวีเมื่อเกิดช่องว่างในชั่วพริบตามือของเขาอาศัยแรงดีดพุ่งขึ้นเหนือศีรษะของคนทั้งสองก่อนตีลังกางอร่างเป็นวงกลมเปลี่ยนเป็นมือคว้าจับดาบอสูรจำพรากหมุนควงปานจักรผันประกายดาบหมุนควงแตกออกอีกครั้งจนจงชิงยวีและหนีหลุยวีต้านรับแทบไม่ทันพอเจียงจงเซ่อได้จังหวะก็ตีลังกาสลับมือเท้าคว้าจับดาบไปมาจนทั้งสองมือไม้ปั่นป่วนไปหมด
ส่วนคนอื่นที่อยู่ในบริเวณรู้สึกหน้าขาดเลือดขึ้นมาเช่นกันไม่นึกว่าคนพิการเหล่านี้เป็นยอดคนพิสดาร
"จงชิงยวีและหนีหลุยวี หยุดมือ ๆ ไฉนเสียมารยาท "
เป็นเสียงของหวิ๋นเซิงสุ๋ยเขาไหนเลยคาดคิดขอทานแดนฟ้าเมฆินทร์จะดุร้ายพิสดารปานนี้ เขาเปลี่ยนท่ากริยาทันทีไม่ผิดจากตอนที่พระบิดาเขาพบเจอเฒ่ามารฟ้าห้วงบาดาลพระอาจารย์ของเขาครั้งแรกพอรับทราบความร้ายกาจของเขา สีหน้าท่าทางเปลี่ยนเป็นคนละคนเช่นเขาตอนนี้ไม่มีผิด
แต่คนทั้งสามปานลอยอยู่ท่ามกลางประกายพลุไฟที่ถูกจุดขึ้นในศาลเจ้าร้างไฉนบอกหยุดแล้วหยุดได้ทันที
"จงเซ่อกลับมา "เสียงชายชราที่เป็นพี่ใหญ่ร้องขึ้นเช่นกัน
เมื่อทั้งสองฝ่ายเจตนาหยุดมือทั้งสามที่ต่อสู้กันอยู่จึงรั้งกระบวนท่า การต่อสู้จึงยุติลง
จงชิงยวีและหนีหลุยวีแม้ใช้สองรุมหนึ่งหน้าตาเริ่มซีดเผือกทำท่าทางส่งสัญญาณให้รีบออกจากที่นี้
หวิ๋นเซิงสุ๋ยรีบกล่าวทันที
"ผู้เยาว์มิรู้ความ มีแต่ต้องควักนัยน์ตาสุนัขออกมาแล้ว "
หวิ๋นเซิงสุ๋ยปกติยโสโอหังแต่เรื่องยืดได้หดได้พรรณนี้ เขาไม่เป็นรองใคร เขาถึงกลับกล่าวคำยอมควักนัยน์ตาตนเองย่อมดีกว่าต้องถูกขอทานประหลาดพวกนี้ควักลูกตาเขาออกมาจริงๆ
ราชครูใหญ่เหลาชิงหู่เห็นเขาพูดเช่นนี้ออกมาไม่รู้สึกแปลกใจเหตุใดหวิ๋นสุ๋ยเจ้าวังฟ้าบาดาลโปรดปรานบุตรชายคนนี้ปานนี้หวิ๋นเซิงสุ๋ยแม้ฝีมือไม่น่ากลัวที่สุดในบรรดาพี่น้องทั้งสี่แต่ฝีมือการเอาตัวรอดกลอกกลิ้งของเขากลับน่ากลัวที่สุด
ที่แท้ชายชราทั้งสามที่พิกลพิการคือสามอสูรฟ้าทระนงที่พักอยู่ในศาลเจ้าร้างแห่งนี้มาก่อนเมื่อผู้เยาว์ที่ล่วงเกินพวกเขากล่าวออกตัวออกมาก่อนและชายร่างสูงใหญ่เคราหนากล่าวเกรงอกเกรงใจคนอื่นก็เริ่มเหงื่อตกหน้าซีดขวัญหนีดีฟ่อพอสมควรแล้วต่างชิงคารวะขอไมตรีรีบลนลานออกไปจากศาลเจ้าร้าง พวกเขาจึงยอมละเว้นพวกมันไป
สักครู่พอพวกของหวิ๋นเซิงสุ๋ยออกไปแล้ว
"พี่ใหญ่คนพวกนี้เป็นผู้ใด เหตุใดท่านใหญ่ให้พี่รองหยุดมือ "เจียงเฮยเซ่อที่เป็นน้องสามถามพี่ใหญ่เจียงฮุยเซ่อขึ้น
เสียงกังวานของเจียงฮุยเซ่อดังขึ้น
"คนพวกนี้ประหลาดอยู่บ้าง เมื่อพวกมันสู้กับน้องรองปรากฏเสียงลมหายใจดังขึ้นด้านหลังใบหูพวกมัน หรือพวกมันจะเป็นคนของแดนพรายฟ้าบาดาลที่ร่ำลือว่ามีครีบเหงือกหลังใบหู"
"พวกมันใช้ผ้าหมวกโพกปิดบังศีรษะไว้ทุกคน คงจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ" เจียงจงเซ่อส่งเสียงทุ่มต่ำเห็นด้วย
ในบรรดาพี่น้องทั้งสามของสามอสูรฟ้าทระนงนับเจียงฮุยเซ่อพี่ใหญ่ที่ตาบอดทั้งสองข้าง ประสาทการได้ยินเสียงดีที่สุดเมื่อเขาบอกออกไปไหนเลยผิดพลาดได้
"อีกอย่างชายที่ร่างใหญ่ที่กล่าวทัดทาน ฝีมือของเขาเหนือล้ำกว่าทุกคนเกรงว่าไม่ห่างจากพวกเรานักพึ่งต้องระวังอยู่บ้าง " เจียงฮุยเซ่อได้ยินเสียงเท้าที่ย้ำน้ำหนักลงพื้นของเหลาชิงหู่เขาก็คาดเดารูปร่างของเหลาชิงหู่ถูก และกล่าวต่อไปว่า
"อีกอย่างเจียงหลันเซ่อส่งไก่บินมาแจ้งว่าเจียงเฉิงเซ่อหลานชายข้าถูกสังหารที่มณฑลใหญ่ประจิม จึงไม่อยากชักช้าเสียเวลากับเรื่องเหล่านี้ "
"เช่นนั้นพวกเราก็ต้องรีบเดินทางไปมณฑลใหญ่ประจิมสักครา " เจียงจงเซ่อส่งเสียงทุ่มต่ำเห็นด้วยกับเจียงฮุยเซ่อ
พอฟังเจียงเฮยเซ่อที่เป็นน้องสามก็พูดขึ้นว่า
"ได้ข่าวว่างานประลองสี่สุดยอดหนึ่งคุณธรรมจะจัดขึ้นในอีกสองเดือนเราไปพักหอหมื่นมงคลของบุตรชายพี่ใหญ่ รอดูความสนุกด้วยเป็นเช่นไร "
หลังสามอสูรฟ้าทระนงตัดสินใจเดินทางไปยังมณฑลใหญ่ประจิมไม่กี่อึดใจก็เดินทางออกจากศาลเจ้าร้างแห่งนั้น
ส่วนด้านนอกที่ห่างออกไปที่เพิ่งลนลานออกไปจากศาลเจ้าร้าง
"ขอทานของแดนฟ้าเมฆินทร์ไฉนดุร้ายปานนี้ "หวิ๋นเซิงสุ๋ยถึงกลับออกปากออกมา
เหล่าชิงหู่จึงกล่าวออกไปว่า" ข้าถึงบอกองค์ชายรองท่านเพิ่งมาที่นี้เป็นครั้งแรกท่านคิดว่าข้าวิตกเกินเหตุไปหรือไม่ "
คราวนี้หวิ๋นเซิงสุ๋ยถึงกับผงกศีรษะลงเชื่อฟังขึ้นมาสงบปากสงบคำขึ้น
เมื่อเขาโบกมือไปทางด้านหน้า ทั้งมวลก็เร่งฝีเท้าสู่ประตูของมณฑลใหญ่อุดรที่อยู่ตรงหน้าอีกไม่ไกล
...............................
หลังวิ่งตามนกที่บินอยู่บนฟ้าออกมาจากโรงครัวของมหาอาศรมหยั่งฟ้า
หยางอี้เหอตามองฟ้าเท้าไม่มีดวงตางอกเงยวิ่งไปสะดุดล้มคว่ำลง หลังหยิบกระบวยที่หลุดมือไปขึ้นมาอีกลุกยืนได้ก็ออกวิ่งต่อไป จิตใจจดจ่อกับนกน้อยกระดองสีเขียวเข้มตัวนั้นจนลืมหม้อดินที่หุงข้าวทิ้งไว้ในโรงครัว
สักพักนกน้อยร้องจิ๊บจั๊บๆๆๆบินย้อนวกกลับมา นกอินทรีย์ภูเขาอาศัยจังหวะที่นกน้อยวกตัวกลับ ตะปบกรงเล็บใส่มันจนร่างร่วงลงมาที่พื้น ดีที่นกน้อยหดหัวหดหางเข้าไปในกระดองไม่เช่นนั้นคงร่างร่วงกระแทกพื้นบาดเจ็บแล้ว
หยางอี้เหอเห็นนกน้อยร่วงลงมาวิ่งตามไปดูขณะใกล้จะถึงนกน้อยที่กลิ้งอยู่ นกอินทรีย์ภูเขากลับบินโฉบลงมาคิดว่าเขาจะไปแย่งเหยื่อของมัน กลับตีปีกโฉบบินมาทางเขา
นกอินทรีย์ภูเขาเมื่อกางปีกออกตัวเล็กกว่าเขาเล็กน้อยแต่กรงเล็บแหลมคมยิ่ง หยางอี้เหอในมือมีกระบวยไม้ และกระบวนท่าไร้ลักษณ์ นอกจากนั้นมีเพียงจิตใจที่เด็ดเดี่ยวและแขนขาที่สั้นป้อม ในตอนที่ชายชุดดำทำร้ายเถ้าแก่เผิง เด็กน้อยยังไม่เกรงกลัวนับประสาอะไรกับนกอินทรีย์ภูเขาตัวหนึ่ง มีอันใดที่เขาต้องกลัว
เขาพุ่งตรงเข้าหานกอินทรีย์ตัวนั้นสายตาความเด็ดเดี่ยวพุ่งมองไปข้างหน้าวิ่งเข้าหาด้วยความเร็วสูง เสียแต่มีปมหญ้าเจ้ากรรมอยู่ตรงพื้นเขามัวแต่มองนกอินทรีย์ภูเขา สะดุดปมหญ้านั้นล้มลงกลิ้งไปสองตลบจนอาวุธในมือกระเด็นหลุดไป นกอินทรีย์ภูเขาที่ดุร้ายได้ทีโฉบหาเด็กน้อยอ้ากางกรงเล็บออก...
..................................