เซี่ยฮุยเปล่งเสียงออกมาเบา ๆ กระบี่ไม้ในมือของเขาโจมตีเข้าใส่กระบี่ไม้ที่กำลังพุ่งตรงเข้ามาในทันที
การโจมตีของทั้งสี่คนในครั้งนี้เป็นการเปิดใช้พลังทั้งหมดที่มี โดยแต่ละคนก็ใช้ทักษะที่พวกเขาถนัด ซึ่งเป็นวิถีดาบขั้นสูง
นอกจากนี้ยังมีความลึกลับเป็นอย่างมาก การโจมตีที่รวมเข้าด้วยกันทำให้เกิดเป็นเงามายาที่น่าทึ่ง จนแทบไม่สามารถมองเห็นตัวกระบี่ไม้ของจริงได้เลย
สิ่งที่เซี่ยฮุยเห็นก็คือหลังจากเปิดใช้ “หลักการทลาย” คือดวงตาของเขาสามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
เขาสามารถมองผ่านเงามายาเหล่านั้นและเห็นคมกระบี่ที่กำลังพุ่งมาตรงหน้า
เป็นไปได้ยังไง!
ทั้งสี่คนที่หยุดยืนอยู่ตรงหน้าเซี่ยฮุยพบว่าเซี่ยฮุยกำลังจ้องมองตำแหน่งกระบี่ไม้ของพวกเขาไม่วางตา
พวกเขาทั้งสี่ต่างก็รู้สึกตกใจเพราะคิดไม่ถึงว่าเซี่ยฮุยจะมองเห็นกระบี่ของพวกเขา
แต่เมื่อลูกธนูถูกส่งออกไปจากคันธนูแล้วคงไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้ ดังนั้นพวกเขาทั้งสี่จึงทำได้เพียงแค่โจมตีต่อไป
ระยะห่างจากจุดที่เซี่ยฮุยยืนอยู่ไม่ถึงครึ่งเมตร พลังปราณที่อยู่บนตัวกระบี่ไม้จากสองทิศเริ่มเข้าใกล้เขาแล้ว
ดวงตาของเซี่ยฮุยเป็นประกายราวกับคบเพลิง เขาทำตามคำแนะนำของสกิล ร่างกายของเขาเคลื่อนไหวเพื่อปรับให้เข้ากับการเปิดใช้พลังจาก “หลักการทลาย” แบบอัตโนมัติ
กระบี่ไม้ที่อยู่ภายใต้สกิลหลักการทลายไม่ได้มีวิถีกระบี่ลึกลับเหมือนกับที่คู่ต่อสู้ทั้งสี่คนใช้งาน คนที่เป็นผู้ชมสามารถมองเห็นกระบี่ไม้ของเซี่ยฮุยได้อย่างชัดเจน
เซี่ยฮุยเหมือนกับเด็กคนหนึ่งที่กำลังแกว่งกระบี่ไม้เล่นไปมา และเขาก็ไม่ได้รู้สึกถึงแรงสังหารแม้แต่น้อย
แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ตอนที่กระบี่ไม้ของเซี่ยฮุยปะทะเข้ากับกระบี่เล่มแรกของหนึ่งในนั้น
กระบี่ของอีกฝ่ายก็แตกกระจายราวกับไข่ไก่ที่ตกลงบนก้อนหิน
กระบี่ไม้ของเซี่ยฮุยยังไม่หยุดแค่นั้น แต่กลับทำลายกระบี่ไม้อีกสามเล่มที่เหลือจนกลายเป็นเศษไม้ภายในระยะเวลาแค่ชั่วอึดใจเดียว
สิ้นสุดการโจมตีในครั้งนี้ กระบี่ไม้ในมือของเซี่ยฮุยก็แตกหักกลายเป็นเศษไม้เช่นเดียวกัน
ด้ามจับกระบี่ที่อยู่ในมือกะเทาะออกเป็นชิ้น ๆ จากนั้นก็ร่วงกราวลงสู่พื้น
แม้ว่ากระบี่ของทั้งสี่คนจะแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ สีหน้าของพวกเขากลับยังนิ่งสงบ และแอบมีความดีใจซ่อนอยู่ในนั้น
ครั้งนี้พวกเขาไม่ได้โจมตีเซี่ยฮุยแล้วแต่กลับเลือกที่จะไม่ยุ่งกับเขาอีก หลังจากถอยออกไป พวกเขาก็ไปยืนรวมกลุ่มกับตงฟางป้าทันที
“ประมาทเกินไปแล้ว”
ตงฟางป้ายืนอยู่ตรงกลาง เขาขยับมาด้านหน้าเล็กน้อยและมองไปยังเศษกระบี่ของเซี่ยฮุยที่ตกลงสู่พื้นดิน
ตงฟางป้าพูดราวกับเป็นผู้ชนะ “ไม่มีกระบี่ไม้อยู่ในมือแล้ว ความแข็งแกร่งของนายจะเหลืออีกสักเท่าไหร่กันเชียว?”
ตงฟางป้าคิดว่าเซี่ยฮุยฝึกฝนด้านการใช้กระบี่โดยเฉพาะ ทันทีที่กระบี่ไม่สามารถใช้งานได้ ความแข็งแกร่งของเซี่ยฮุยก็จะลดลงไปจนถึงจุดต่ำสุด
คิดเช่นนี้สีหน้าของตงฟางป้าก็แสดงออกถึงความดีใจออกมา
เซี่ยฮุยเหลือบมองเศษไม้ที่อยู่บนพื้น จากนั้นก็หันไปมองคนเหล่านั้นอีกครั้ง
เมื่อเห็นรอยยิ้มกรุ้มกริ่มราวกับผู้ชนะของพวกเขา เซี่ยฮุยก็แอบหัวเราะอยู่ภายในใจ
“พวกนายคงไม่ได้คิดว่าฉันใช้กระบี่เป็นแค่อย่างเดียวหรอกใช่ไหม”
เซี่ยฮุยพูดอย่างไม่ใส่ใจ “ไร้เดียงสาจริง ๆ”
“ไร้เดียงสา? คนที่ไร้เดียงสาคือนายต่างหากล่ะ”
ตงฟางป้าไม่เข้าใจเซี่ยฮุยที่ยังแสร้งทำเป็นนิ่งสงบ ทั้ง ๆ ที่เขากำลังยืนอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวัง
เขาพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “ฉันจะให้โอกาสนายยอมถอนตัวออกไปด้วยตัวเองตอนนี้ อย่างน้อย ๆ นายก็ยังอยู่ภายในสนามทดสอบแห่งนี้ได้”
“ไม่เช่นนั้น...”
สายตาของตงฟางป้าแอบประกายความโหดเหี้ยมออกมา เขาพูดต่อว่า “วันนี้นายก็อย่าหวังเลยว่าจะได้อยู่ในสถาบันผู้ฝึกยุทธ์ หลังจากนี้เตรียมตัวไสหัวไปอยู่สถาบันกระจอก ๆ พวกนั้นได้เลย”
“งั้นก็ลองดูสิ”
เซี่ยฮุยจงใจรูดแขนเสื้อของตัวเองลง จากนั้นก็เหลือบมองคนเหล่านั้นอย่างไม่แยแส
“นายนี่มันดื้อด้านจริง ๆ”
คำพูดนี้ถูกเค้นออกมาจากปากของตงฟางป้าทีละคำ
ไม่ต้องรอให้ตงฟางป้าพูดมากไปกว่านี้ คนอื่น ๆ ทั้งสี่ก็ถูกเซี่ยฮุยล่อให้ติดกับดักด้วยความโมโห
แม้ว่าพวกเขาจะไม่มีกระบี่ให้ใช้ แต่ความสามารถใช้การใช้หมัดและขาก็ไม่ได้เลวร้าย นอกจากนี้ยังมีตงป้าฟางที่เป็นผู้ชำนาญด้านการต่อสู้ระยะประชิดโดยใช้หมัดและเท้า ความเมตตาสุดท้ายที่มีต่อเซี่ยฮุยก็มลายหายไป
ดูเหมือนจะเป็นผู้มีความแข็งแกร่งขอบเขตศักดิ์สิทธิ์แล้วยังไง สุดท้ายแล้วความแข็งแกร่งของพวกเขาทุกคนก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าอีกฝ่ายราวฟ้ากับเหวอยู่ดี
ตอนนี้กระบี่ของเซี่ยฮุยกลายเป็นซากไปแล้ว ความแข็งแกร่งของเขาคงไม่สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป
“ลุย!”
เสียงคำรามดังขึ้น จากนั้นพวกเขาทั้งห้าก็บุกเพื่อรุมโจมตีเซี่ยฮุยแบบซึ่ง ๆ หน้า
การต่อสู้ระยะประชิด พื้นฐานการใช้หมัดและพื้นฐานการใช้เท้า เป็นเทคนิคการต่อสู้ขั้นพื้นฐานที่สุด
นอกจากนี้ยังเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการเริ่มต้นและเรียนรู้การต่อสู้
ภายในใจของตงฟางป้าคิดว่าหลังจากทำลายความสามารถในการใช้กระบี่ที่เซี่ยฮุยถนัดที่สุดไป ต่อให้อีกฝ่ายจะมีความสามารถในการใช้หมัดละเท้าเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไม่ได้น่ากลัวสำหรับเขาอยู่ดี
การใช้หมัดและเท้าถึงจะเป็นเรื่องง่ายในการเรียนรู้ แต่ก็ยากที่จะเชี่ยวชาญ!
“นายจะเทียบกับฉันได้ยังไงกัน!”
วินาทีต่อมาตงฟางป้าก็เข้าใกล้เซี่ยฮุยในระยะห่างครึ่งเมตร
เขาซัดหมัดออกไปจนเกิดลมวายุขึ้น พลังปราณควบแน่นจนเกิดเป็นพยัคฆ์ขาวตัวใหญ่
พยัคฆ์ขาวตัวใหญ่แหงนหน้าขึ้นพร้อมกับเปล่งเสียงคำรามออกมา ใต้เท้าของมันก่อเกิดลมพายุขึ้น จากนั้นมันก็พุ่งทะยานเข้าใส่เซี่ยฮุยเพื่อขยี้ร่างของเขา
นี่คือวรยุทธ์ระดับศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลตงฟาง [พยัคฆ์ขาว] สิ่งนี้เป็นทักษะการต่อสู้ของผู้ฝึกยุทธ์ที่กำลังจะเข้าสู่ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์สามารถใช้งานได้
เมื่อรู้สึกได้ว่าหมัดที่ตงฟางป้าส่งออกมามีความผิดปกติ สีหน้าของเซี่ยฮุยก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
เขาไม่กล้าประมาท ร่างกายของเขาบีบรัดพร้อม ๆ กับพลังลมปราณทรงพลังที่ถูกส่งออกมา
“ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์!”
ตงฟางป้าที่อยู่ใกล้เซี่ยฮุยมากที่สุดจึงรับรู้ได้ถึงพลังสภาวะของของเขาได้ก่อนใคร จู่ ๆ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปและอุทานออกมาราวกับไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็น
“พระเจ้า...เขาเข้าสู่ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์แล้วจริง ๆ”
“ไม่อยากจะเชื่อเลย”
“……”
คนที่ยืนชมการต่อสู้ก็อุทานออกมาเช่นกัน แม้แต่ครูที่ยืนอยู่ในชั้นนี้ก็มองด้วยความประหลาดใจ
เซี่ยฮุยยังอายุน้อยแต่เขากลับสามารถฝึกฝนจนเข้าสู่ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ได้ ถือว่าเป็นเมล็ดพันธุ์จากสรวงสวรรค์อย่างสมบูรณ์
ครูจากสถาบันผู้ฝึกยุทธ์ต่างก็จ้องมองเขาด้วยดวงตาที่ร้อนผ่าว
ต้องรับคนแบบนี้มาเป็นนักเรียนภายใต้การดูแลให้ได้!
ท่าทางของบรรดาครูที่ปรึกษาเหล่านั้นราวกับไม่มีใครยอมถอยให้ใคร การต่อสู้โดยไม่ใช้อาวุธได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
อีกด้านหนึ่ง...
เซี่ยฮุยจ้องมองพยัคฆ์ขาวตัวใหญ่ หลังจากที่พลังขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ระเบิดออกมา เขาก็เข้าสู่โหมดใช้พลังลมปราณ
เนื่องจากไม่ได้สวมใส่นวมเขาจึงไม่สามารถใช้สกิลของนักมวยได้
ถึงจะเป็นเช่นนั้น แต่ผู้แข็งแกร่งก็ยังสามารถเอาชนะผู้ที่มีศิลปะการต่อสู้สิบคนได้อยู่ดี หลังจากความแข็งแกร่งของเขาเข้าสู่ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ พลังก็เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อรวมเข้ากับโหมดใช้พลังลมปราณ
พลังของเขาในตอนนี้สูงกว่าสิบเท่าเมื่อเทียบกับพลังแห่งเลือดลมของผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์
เขาไม่ได้สนใจภาพมายาที่มีสีฉูดฉาดตื่นตาตื่นใจเหล่านั้น เขาซัดหมัดออกไปด้วยหมัดธรรมดาทั่วไปที่หาได้ตามท้องถนน หมัดที่ถูกส่งออกไปไม่ได้มีความซับซ้อนและไม่ได้มีรูปแบบมากมายอะไร
“ฮ่า ๆ ...”
เมื่อเห็นท่าทางของเขา ตงฟางป้าก็หัวเราะร่าออกมา เขาพูดด้วยท่าทางหยิ่งผยองว่า “เป็นผู้แข็งแกร่งขอบเขตศักดิ์สิทธิ์แล้วยังไง หมัดกระจอก ๆ แบบนี้คิดว่าจะหยุดพยัคฆ์ขาวของฉันได้เหรอ?”
“ฝันไปเถอะ!”
ตงฟางป้าหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง พลังปราณที่อยู่ในฝ่ามือของเขาเริ่มหลอมรวมเข้าด้วยกันมากขึ้นเรื่อย ๆ
หมัดที่ถูกส่งออกมากทำให้พยัคฆ์ขาวขยายขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม
“ไปตายซะ!”
วินาทีที่หมัดของตงฟางป้ากำลังจะปะทะเข้าใส่หมัดของเซี่ยฮุย
สายตาของตงฟางป้าเต็มเปี่ยมไปด้วยความโหดเหี้ยม เขามองเห็นภาพที่แขนของเซี่ยฮุยแหลกหลังจากที่ถูกหมัดของเขาซัดเข้าใส่
ไอ้หนู สนามทดสอบแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ฆ่าคน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่อนุญาตให้ทำร้ายใครสักหน่อย ถ้าแขนของนายพิการ ต่อให้นายเป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับสูง ท้ายที่สุดก็กลายเป็นพวกไม่มีอนาคตอยู่ดี
คิดเช่นนี้ ตงฟางป้าก็แทบจะควบคุมความตื่นเต้นของเขาไม่อยู่ ทำลายอัจฉริยะไปได้หนึ่งคนนับว่าเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น
“ตึง!”
เสียงดังกระหึ่มราวกับเสียงกลองที่ดังสะเทือนทั่วทั้งสนามทดสอบแห่งนี้ เหล่าผู้ชมที่ยืนอยู่รอบ ๆ ต่างหูอื้ออย่างฉับพลันเมื่อได้ยินเสียงนี้ สายตาจับจ้องมองไปยังฉากการต่อสู้ที่อยู่กลางสนาม
หมัดของเซี่ยฮุยปะทะเข้ากับพยัคฆ์ขาว สิ่งนี้ก็ทำให้เกิดเสียงดังอึกทึกมากพออยู่แล้ว
แต่หลังจากนั้นกลับให้ความรู้สึกกับว่ามีเปลวเพลิงปะทะเข้าใส่ก้อนน้ำแข็ง หมัดของเซี่ยฮุยยังปกติดีไม่หักผิดรูป อีกทั้งยังทะลุร่างของพยัคฆ์ขาวที่อยู่ตรงหน้าและกระแทกเข้ากับหมัดของตงฟางป้าอย่างดุเดือด
พลังขอบเขตศักดิ์สิทธิ์เหมือนกัน แต่เซี่ยฮุยที่อยู่ในโหมดเปิดใช้พลังลมปราณกลับมีพลังที่มากกว่าขอบเขตศักดิ์สิทธิ์สิบเท่า
ถึงแม้ว่าตงฟางป้าจะได้รับวรยุทธ์ประจำตระกูลมา แต่เมื่อเทียบกับพลังหมัดของเซี่ยฮุยกลับห่างไกลกันอย่างมาก
ดังนั้นตอนที่หมัดของเซี่ยฮุยทะลุร่างของพยัคฆ์ขาว ตงฟางป้าก็ตระหนักได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ
แต่ตอนนี้เขาไม่สามารถถอยออกมาได้ หมัดถูกส่งออกไปและต้องพุ่งตัวไปด้านหน้าภายในครั้งเดียว!
ถอยไม่ได้ ถ้าหากถอยก็มีแต่จะพ่ายแพ้!
ตงฟางป้ากัดฟันกรอด เขาซัดหมัดไปด้านหน้าอย่างรุนแรงเพื่อปะทะเข้าใส่หมัดของเซี่ยฮุยที่กำลังพุ่งตรงเข้ามา
วินาทีที่หมัดปะทะเข้าหากัน ตงฟางป้าก็รู้สึกได้ถึงความเลวร้ายขึ้นภายในใจ
พลังที่อยู่บนหมัดของเซี่ยฮุยแตกต่างจากพลังขอบเขตศักดิ์สิทธิ์โดยทั่วไป
ทรงพลังอย่างมาก
เมื่อหมัดของทั้งสองชนเข้าด้วยกันก็ชะงักนิ่งไม่ไหวติง
ราวกับแม่เหล็กที่ดูดเข้าหากันจนติดแน่น
หลังจากที่สายตาของตงฟางป้าแสดงออกถึงความตกตะลึง เขาก็กลับมาสงบอีกครั้ง พลังสภาวะภายในร่างกายทั้งหมดก็ควบแน่นเข้าด้วยกันที่บนแขนของเขาอย่างต่อเนื่อง
หมัดของเขาซัดเข้าใส่ร่างของเซี่ยฮุยอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง
เซี่ยฮุยก็แอบประหลาดใจเพราะคิดไม่ถึงว่าตงฟางป้าจะรับหมัดที่ถูกส่งออกไปเมื่อสักครู่ได้
เมื่อเห็นแขนของอีกฝ่ายมีพลังสภาวะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เขาก็แอบรู้สึกอิจฉาอยู่ภายในใจ สมกับที่เป็นสมาชิกของตระกูลใหญ่ที่มีทักษะทรงพลังเช่นนี้
สายตาของเซี่ยฮุยเปลี่ยนเป็นความเย็นชา หลังจากที่อีกสี่คนที่เหลือเห็นเซี่ยฮุยและตงฟางป้าหยุดชะงักไป
พวกเขาก็มองเห็นโอกาส จึงกระจายตัวออกจากกัน จากนั้นก็ซัดหมัดเข้าใส่เซี่ยฮุยอีกครั้งจากคนละทิศทาง
“หน้าไม่อาย!”
ในเวลานี้เอง อูหม่าหยาหย่าที่ยืนชมการต่อสู้ห่างออกไปไม่ไกลก็ตะโกนเสียงดัง
หลังจากนั้นร่างของเธอก็หายไปและปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งข้าง ๆ เซี่ยฮุย
กำแพงน้ำแข็งเหมันต์ปรากฏขึ้น ซึ่งมีรูปทรงคล้ายกับถ้วยคว่ำที่กักขังพวกเขาทั้งสามคนให้อยู่ด้านใน
ด้วยเหตุนี้คนอื่น ๆ อีกสี่คนจึงถูกสกัดให้ยืนอยู่ด้านนอกกำแพงเหมันต์
“หยาหย่า เธอกล้ามากนะที่เข้ามายุ่งเรื่องของฉัน”
สายตาของตงฟางป้าแสดงออกถึงความเกลียดชัง เขามองอูหม่าหยาหย่าด้วยความเคียดแค้นและพูดด้วยความเกรี้ยวกราด
“แหวะ”
อูหม่าหยาหย่าแลบลิ้นปลิ้นตา เธอพูดด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ “ไร้ยางอาย ใครชื่อหยาหย่ามิทราบ”
“เซี่ยฮุยคือน้องชายตัวน้อยของฉัน ถ้าเขารับมือได้ฉันก็คงไม่เข้ามาวุ่นวายหรอก ในเมื่อตอนนี้เขาไม่สามารถรับมือกับพวกนายได้ ก็คงต้องถึงเวลาให้พี่สาวคนนี้ออกโรงปกป้องเขาสิ”
“ปัง ๆ ๆ ๆ ...”
เสียงปะทะดังขึ้นจากด้านบนกำแพงเหมันต์ แม้ว่าจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้น 9 ก็ไม่มีทางที่จะทำให้กำแพงเหมันต์นี้เกิดร้อยร้าวได้
ความสามารถของอูหม่าหยาหย่าถือว่าสูงมาก สูงกว่าความสามารถของเจี่ยปิงอวี่เสียอีก
“เจ้าพวกสมองฝ่อ คิดว่าจะทำลายผู้พิทักษ์แห่งน้ำแข็งอย่างพี่สาวคนนี้ได้ง่าย ๆ อย่างนั้นเหรอ ทุบตีอีกร้อยปีก็ไม่มีวันทำลายได้หรอกย่ะ”
เมื่อเห็นว่าผู้ฝึกยุทธ์อีกสี่คนพยายามจะทุบทำลายกำแพงเหมันต์ของเธอ ร่างของอูหม่าหยาหย่าก็หายออกไปอยู่ด้านนอกกำแพงน้ำแข็งอย่างฉับพลัน
เธอหันมาพูดกับเซี่ยฮุยว่า “น้องชาย นายจัดการตาทึ่มนั่นให้ได้นะ อย่าทำให้ฉันผิดหวังล่ะ”
“คิคิ”
หน้าผากของเซี่ยฮุยมีเส้นเลือดปูดขึ้นมาหลายเส้น เขาแอบรู้สึกหดหู่ใจขณะพร่ำถามตัวเองว่าเขาไปเป็นน้องชายของอีกฝ่ายตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
แต่การลงมือของอูหม่าหยาหย่าในครั้งนี้ก็ถือว่าช่วยเขาไว้ เซี่ยฮุยจึงเลิกสนใจสิ่งเหล่านั้นและหันกลับมามองตงฟางป้าอีกครั้ง
อีกฝ่ายกำลังยืนหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความโกรธแค้น ดูเหมือนว่าการช่วยเหลือของอูหม่าหยาหย่าจะทำให้อีกฝ่ายโกรธเป็นอย่างมาก
เซี่ยฮุยแอบยิ้มเยาะอยู่ภายในใจ อีกฝ่ายคงคิดว่าถ้าหากอูหม่าหยาหย่าไม่มาช่วยเขา แผนของเขาคงสำเร็จลุล่วงไปแล้วสินะ?
เหอะ ๆ ไร้เดียงสาจริง ๆ!
คิดเช่นนี้ เซี่ยฮุยก็ตัดสินใจที่จะจบการต่อสู้ในครั้งนี้
เขาไม่ได้คิดจะกำจัดตงฟางป้าออกไปจากสนามทดสอบแห่งนี้ เขาก็แค่จะทำให้อีกฝ่ายสูญเสียความสามารถในการต่อสู้ก็เท่านั้น
ถ้าหากเขาเขี่ยตงฟางป้าออกจากสนามทดสอบแห่งนี้ ชีวิตของเขาที่อยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้หลังจากนี้คงวุ่นวายมากแน่ ๆ
แม้ว่าเขาจะเคยชินกับการมีเรื่องมีราว แต่ถ้าหากสามารถลดความยุ่งยากออกไปได้บ้างก็คงจะดี สิ่งนี้คงทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตภายในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้อย่างสมบูรณ์
คิดเช่นนี้เขาก็เริ่มลงมือทำทันที สภาวะพลังยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและเขาก็คิดว่าแค่นี้น่าจะเพียงพอสำหรับโจมตีตงฟางป้าแล้ว ตอนนี้ความอดทนของเขาไม่หลงเหลืออีกต่อไปแล้ว
เอาล่ะ...พ่อหนุ่มน้อย ให้พี่ชายคนนี้ช่วยปลดปล่อยนายเถอะนะ!