ยอดมนุษย์ทะลุเกมกลายพันธุ์

    บทที่ 77 หลักการทลาย

     

    เซี่ยฮุยเปล่งเสียงออกมาเบา ๆ กระบี่ไม้ในมือของเขาโจมตีเข้าใส่กระบี่ไม้ที่กำลังพุ่งตรงเข้ามาในทันที

     

    การโจมตีของทั้งสี่คนในครั้งนี้เป็นการเปิดใช้พลังทั้งหมดที่มี โดยแต่ละคนก็ใช้ทักษะที่พวกเขาถนัด ซึ่งเป็นวิถีดาบขั้นสูง

     

    นอกจากนี้ยังมีความลึกลับเป็นอย่างมาก การโจมตีที่รวมเข้าด้วยกันทำให้เกิดเป็นเงามายาที่น่าทึ่ง จนแทบไม่สามารถมองเห็นตัวกระบี่ไม้ของจริงได้เลย

     

    สิ่งที่เซี่ยฮุยเห็นก็คือหลังจากเปิดใช้ “หลักการทลาย” คือดวงตาของเขาสามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

     

    เขาสามารถมองผ่านเงามายาเหล่านั้นและเห็นคมกระบี่ที่กำลังพุ่งมาตรงหน้า

     

    เป็นไปได้ยังไง!

     

    ทั้งสี่คนที่หยุดยืนอยู่ตรงหน้าเซี่ยฮุยพบว่าเซี่ยฮุยกำลังจ้องมองตำแหน่งกระบี่ไม้ของพวกเขาไม่วางตา

     

    พวกเขาทั้งสี่ต่างก็รู้สึกตกใจเพราะคิดไม่ถึงว่าเซี่ยฮุยจะมองเห็นกระบี่ของพวกเขา

     

    แต่เมื่อลูกธนูถูกส่งออกไปจากคันธนูแล้วคงไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้ ดังนั้นพวกเขาทั้งสี่จึงทำได้เพียงแค่โจมตีต่อไป

     

    ระยะห่างจากจุดที่เซี่ยฮุยยืนอยู่ไม่ถึงครึ่งเมตร พลังปราณที่อยู่บนตัวกระบี่ไม้จากสองทิศเริ่มเข้าใกล้เขาแล้ว

     

    ดวงตาของเซี่ยฮุยเป็นประกายราวกับคบเพลิง เขาทำตามคำแนะนำของสกิล ร่างกายของเขาเคลื่อนไหวเพื่อปรับให้เข้ากับการเปิดใช้พลังจาก “หลักการทลาย” แบบอัตโนมัติ

     

    กระบี่ไม้ที่อยู่ภายใต้สกิลหลักการทลายไม่ได้มีวิถีกระบี่ลึกลับเหมือนกับที่คู่ต่อสู้ทั้งสี่คนใช้งาน คนที่เป็นผู้ชมสามารถมองเห็นกระบี่ไม้ของเซี่ยฮุยได้อย่างชัดเจน

     

    เซี่ยฮุยเหมือนกับเด็กคนหนึ่งที่กำลังแกว่งกระบี่ไม้เล่นไปมา และเขาก็ไม่ได้รู้สึกถึงแรงสังหารแม้แต่น้อย

     

    แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ตอนที่กระบี่ไม้ของเซี่ยฮุยปะทะเข้ากับกระบี่เล่มแรกของหนึ่งในนั้น

     

    กระบี่ของอีกฝ่ายก็แตกกระจายราวกับไข่ไก่ที่ตกลงบนก้อนหิน

     

    กระบี่ไม้ของเซี่ยฮุยยังไม่หยุดแค่นั้น แต่กลับทำลายกระบี่ไม้อีกสามเล่มที่เหลือจนกลายเป็นเศษไม้ภายในระยะเวลาแค่ชั่วอึดใจเดียว

     

    สิ้นสุดการโจมตีในครั้งนี้ กระบี่ไม้ในมือของเซี่ยฮุยก็แตกหักกลายเป็นเศษไม้เช่นเดียวกัน

     

    ด้ามจับกระบี่ที่อยู่ในมือกะเทาะออกเป็นชิ้น ๆ จากนั้นก็ร่วงกราวลงสู่พื้น

     

    แม้ว่ากระบี่ของทั้งสี่คนจะแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ สีหน้าของพวกเขากลับยังนิ่งสงบ และแอบมีความดีใจซ่อนอยู่ในนั้น

     

    ครั้งนี้พวกเขาไม่ได้โจมตีเซี่ยฮุยแล้วแต่กลับเลือกที่จะไม่ยุ่งกับเขาอีก หลังจากถอยออกไป พวกเขาก็ไปยืนรวมกลุ่มกับตงฟางป้าทันที

     

    “ประมาทเกินไปแล้ว”

     

    ตงฟางป้ายืนอยู่ตรงกลาง เขาขยับมาด้านหน้าเล็กน้อยและมองไปยังเศษกระบี่ของเซี่ยฮุยที่ตกลงสู่พื้นดิน

     

    ตงฟางป้าพูดราวกับเป็นผู้ชนะ “ไม่มีกระบี่ไม้อยู่ในมือแล้ว ความแข็งแกร่งของนายจะเหลืออีกสักเท่าไหร่กันเชียว?”

     

    ตงฟางป้าคิดว่าเซี่ยฮุยฝึกฝนด้านการใช้กระบี่โดยเฉพาะ ทันทีที่กระบี่ไม่สามารถใช้งานได้ ความแข็งแกร่งของเซี่ยฮุยก็จะลดลงไปจนถึงจุดต่ำสุด

     

    คิดเช่นนี้สีหน้าของตงฟางป้าก็แสดงออกถึงความดีใจออกมา

     

    เซี่ยฮุยเหลือบมองเศษไม้ที่อยู่บนพื้น จากนั้นก็หันไปมองคนเหล่านั้นอีกครั้ง

     

    เมื่อเห็นรอยยิ้มกรุ้มกริ่มราวกับผู้ชนะของพวกเขา เซี่ยฮุยก็แอบหัวเราะอยู่ภายในใจ

     

    “พวกนายคงไม่ได้คิดว่าฉันใช้กระบี่เป็นแค่อย่างเดียวหรอกใช่ไหม”

     

    เซี่ยฮุยพูดอย่างไม่ใส่ใจ “ไร้เดียงสาจริง ๆ”

     

    “ไร้เดียงสา? คนที่ไร้เดียงสาคือนายต่างหากล่ะ”

     

    ตงฟางป้าไม่เข้าใจเซี่ยฮุยที่ยังแสร้งทำเป็นนิ่งสงบ ทั้ง ๆ ที่เขากำลังยืนอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวัง

     

    เขาพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “ฉันจะให้โอกาสนายยอมถอนตัวออกไปด้วยตัวเองตอนนี้ อย่างน้อย ๆ นายก็ยังอยู่ภายในสนามทดสอบแห่งนี้ได้”

     

    “ไม่เช่นนั้น...”

     

    สายตาของตงฟางป้าแอบประกายความโหดเหี้ยมออกมา เขาพูดต่อว่า “วันนี้นายก็อย่าหวังเลยว่าจะได้อยู่ในสถาบันผู้ฝึกยุทธ์ หลังจากนี้เตรียมตัวไสหัวไปอยู่สถาบันกระจอก ๆ พวกนั้นได้เลย”

     

    “งั้นก็ลองดูสิ”

     

    เซี่ยฮุยจงใจรูดแขนเสื้อของตัวเองลง จากนั้นก็เหลือบมองคนเหล่านั้นอย่างไม่แยแส

     

    “นายนี่มันดื้อด้านจริง ๆ”

     

    คำพูดนี้ถูกเค้นออกมาจากปากของตงฟางป้าทีละคำ

     

    ไม่ต้องรอให้ตงฟางป้าพูดมากไปกว่านี้ คนอื่น ๆ ทั้งสี่ก็ถูกเซี่ยฮุยล่อให้ติดกับดักด้วยความโมโห

     

    แม้ว่าพวกเขาจะไม่มีกระบี่ให้ใช้ แต่ความสามารถใช้การใช้หมัดและขาก็ไม่ได้เลวร้าย นอกจากนี้ยังมีตงป้าฟางที่เป็นผู้ชำนาญด้านการต่อสู้ระยะประชิดโดยใช้หมัดและเท้า ความเมตตาสุดท้ายที่มีต่อเซี่ยฮุยก็มลายหายไป

     

    ดูเหมือนจะเป็นผู้มีความแข็งแกร่งขอบเขตศักดิ์สิทธิ์แล้วยังไง สุดท้ายแล้วความแข็งแกร่งของพวกเขาทุกคนก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าอีกฝ่ายราวฟ้ากับเหวอยู่ดี

     

    ตอนนี้กระบี่ของเซี่ยฮุยกลายเป็นซากไปแล้ว ความแข็งแกร่งของเขาคงไม่สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป

     

    “ลุย!”

     

    เสียงคำรามดังขึ้น จากนั้นพวกเขาทั้งห้าก็บุกเพื่อรุมโจมตีเซี่ยฮุยแบบซึ่ง ๆ หน้า

     

    การต่อสู้ระยะประชิด พื้นฐานการใช้หมัดและพื้นฐานการใช้เท้า เป็นเทคนิคการต่อสู้ขั้นพื้นฐานที่สุด

     

    นอกจากนี้ยังเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการเริ่มต้นและเรียนรู้การต่อสู้

     

    ภายในใจของตงฟางป้าคิดว่าหลังจากทำลายความสามารถในการใช้กระบี่ที่เซี่ยฮุยถนัดที่สุดไป ต่อให้อีกฝ่ายจะมีความสามารถในการใช้หมัดละเท้าเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไม่ได้น่ากลัวสำหรับเขาอยู่ดี

     

    การใช้หมัดและเท้าถึงจะเป็นเรื่องง่ายในการเรียนรู้ แต่ก็ยากที่จะเชี่ยวชาญ!

     

    “นายจะเทียบกับฉันได้ยังไงกัน!”

     

    วินาทีต่อมาตงฟางป้าก็เข้าใกล้เซี่ยฮุยในระยะห่างครึ่งเมตร

     

    เขาซัดหมัดออกไปจนเกิดลมวายุขึ้น พลังปราณควบแน่นจนเกิดเป็นพยัคฆ์ขาวตัวใหญ่

     

    พยัคฆ์ขาวตัวใหญ่แหงนหน้าขึ้นพร้อมกับเปล่งเสียงคำรามออกมา ใต้เท้าของมันก่อเกิดลมพายุขึ้น จากนั้นมันก็พุ่งทะยานเข้าใส่เซี่ยฮุยเพื่อขยี้ร่างของเขา

     

    นี่คือวรยุทธ์ระดับศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลตงฟาง [พยัคฆ์ขาว] สิ่งนี้เป็นทักษะการต่อสู้ของผู้ฝึกยุทธ์ที่กำลังจะเข้าสู่ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์สามารถใช้งานได้

     

    เมื่อรู้สึกได้ว่าหมัดที่ตงฟางป้าส่งออกมามีความผิดปกติ สีหน้าของเซี่ยฮุยก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

     

    เขาไม่กล้าประมาท ร่างกายของเขาบีบรัดพร้อม ๆ กับพลังลมปราณทรงพลังที่ถูกส่งออกมา

     

    “ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์!”

     

    ตงฟางป้าที่อยู่ใกล้เซี่ยฮุยมากที่สุดจึงรับรู้ได้ถึงพลังสภาวะของของเขาได้ก่อนใคร จู่ ๆ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปและอุทานออกมาราวกับไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็น

     

    “พระเจ้า...เขาเข้าสู่ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์แล้วจริง ๆ”

     

    “ไม่อยากจะเชื่อเลย”

     

    “……”

     

    คนที่ยืนชมการต่อสู้ก็อุทานออกมาเช่นกัน แม้แต่ครูที่ยืนอยู่ในชั้นนี้ก็มองด้วยความประหลาดใจ

     

    เซี่ยฮุยยังอายุน้อยแต่เขากลับสามารถฝึกฝนจนเข้าสู่ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ได้ ถือว่าเป็นเมล็ดพันธุ์จากสรวงสวรรค์อย่างสมบูรณ์

     

    ครูจากสถาบันผู้ฝึกยุทธ์ต่างก็จ้องมองเขาด้วยดวงตาที่ร้อนผ่าว

     

    ต้องรับคนแบบนี้มาเป็นนักเรียนภายใต้การดูแลให้ได้!

     

    ท่าทางของบรรดาครูที่ปรึกษาเหล่านั้นราวกับไม่มีใครยอมถอยให้ใคร การต่อสู้โดยไม่ใช้อาวุธได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

     

    อีกด้านหนึ่ง...

     

    เซี่ยฮุยจ้องมองพยัคฆ์ขาวตัวใหญ่ หลังจากที่พลังขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ระเบิดออกมา เขาก็เข้าสู่โหมดใช้พลังลมปราณ

     

    เนื่องจากไม่ได้สวมใส่นวมเขาจึงไม่สามารถใช้สกิลของนักมวยได้

     

    ถึงจะเป็นเช่นนั้น แต่ผู้แข็งแกร่งก็ยังสามารถเอาชนะผู้ที่มีศิลปะการต่อสู้สิบคนได้อยู่ดี หลังจากความแข็งแกร่งของเขาเข้าสู่ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ พลังก็เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อรวมเข้ากับโหมดใช้พลังลมปราณ

     

    พลังของเขาในตอนนี้สูงกว่าสิบเท่าเมื่อเทียบกับพลังแห่งเลือดลมของผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์

     

    เขาไม่ได้สนใจภาพมายาที่มีสีฉูดฉาดตื่นตาตื่นใจเหล่านั้น เขาซัดหมัดออกไปด้วยหมัดธรรมดาทั่วไปที่หาได้ตามท้องถนน หมัดที่ถูกส่งออกไปไม่ได้มีความซับซ้อนและไม่ได้มีรูปแบบมากมายอะไร

     

    “ฮ่า ๆ ...”

     

    เมื่อเห็นท่าทางของเขา ตงฟางป้าก็หัวเราะร่าออกมา เขาพูดด้วยท่าทางหยิ่งผยองว่า “เป็นผู้แข็งแกร่งขอบเขตศักดิ์สิทธิ์แล้วยังไง หมัดกระจอก ๆ แบบนี้คิดว่าจะหยุดพยัคฆ์ขาวของฉันได้เหรอ?”

     

    “ฝันไปเถอะ!”

     

    ตงฟางป้าหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง พลังปราณที่อยู่ในฝ่ามือของเขาเริ่มหลอมรวมเข้าด้วยกันมากขึ้นเรื่อย ๆ

     

    หมัดที่ถูกส่งออกมากทำให้พยัคฆ์ขาวขยายขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

     

    “ไปตายซะ!”

     

    วินาทีที่หมัดของตงฟางป้ากำลังจะปะทะเข้าใส่หมัดของเซี่ยฮุย

     

    สายตาของตงฟางป้าเต็มเปี่ยมไปด้วยความโหดเหี้ยม เขามองเห็นภาพที่แขนของเซี่ยฮุยแหลกหลังจากที่ถูกหมัดของเขาซัดเข้าใส่

     

    ไอ้หนู สนามทดสอบแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ฆ่าคน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่อนุญาตให้ทำร้ายใครสักหน่อย ถ้าแขนของนายพิการ ต่อให้นายเป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับสูง ท้ายที่สุดก็กลายเป็นพวกไม่มีอนาคตอยู่ดี

     

    คิดเช่นนี้ ตงฟางป้าก็แทบจะควบคุมความตื่นเต้นของเขาไม่อยู่ ทำลายอัจฉริยะไปได้หนึ่งคนนับว่าเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น

     

    “ตึง!”

     

    เสียงดังกระหึ่มราวกับเสียงกลองที่ดังสะเทือนทั่วทั้งสนามทดสอบแห่งนี้ เหล่าผู้ชมที่ยืนอยู่รอบ ๆ ต่างหูอื้ออย่างฉับพลันเมื่อได้ยินเสียงนี้ สายตาจับจ้องมองไปยังฉากการต่อสู้ที่อยู่กลางสนาม

     

    หมัดของเซี่ยฮุยปะทะเข้ากับพยัคฆ์ขาว สิ่งนี้ก็ทำให้เกิดเสียงดังอึกทึกมากพออยู่แล้ว

     

    แต่หลังจากนั้นกลับให้ความรู้สึกกับว่ามีเปลวเพลิงปะทะเข้าใส่ก้อนน้ำแข็ง หมัดของเซี่ยฮุยยังปกติดีไม่หักผิดรูป อีกทั้งยังทะลุร่างของพยัคฆ์ขาวที่อยู่ตรงหน้าและกระแทกเข้ากับหมัดของตงฟางป้าอย่างดุเดือด

     

    พลังขอบเขตศักดิ์สิทธิ์เหมือนกัน แต่เซี่ยฮุยที่อยู่ในโหมดเปิดใช้พลังลมปราณกลับมีพลังที่มากกว่าขอบเขตศักดิ์สิทธิ์สิบเท่า

     

    ถึงแม้ว่าตงฟางป้าจะได้รับวรยุทธ์ประจำตระกูลมา แต่เมื่อเทียบกับพลังหมัดของเซี่ยฮุยกลับห่างไกลกันอย่างมาก

     

    ดังนั้นตอนที่หมัดของเซี่ยฮุยทะลุร่างของพยัคฆ์ขาว ตงฟางป้าก็ตระหนักได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ

     

    แต่ตอนนี้เขาไม่สามารถถอยออกมาได้ หมัดถูกส่งออกไปและต้องพุ่งตัวไปด้านหน้าภายในครั้งเดียว!

     

    ถอยไม่ได้ ถ้าหากถอยก็มีแต่จะพ่ายแพ้!

     

    ตงฟางป้ากัดฟันกรอด เขาซัดหมัดไปด้านหน้าอย่างรุนแรงเพื่อปะทะเข้าใส่หมัดของเซี่ยฮุยที่กำลังพุ่งตรงเข้ามา

     

    วินาทีที่หมัดปะทะเข้าหากัน ตงฟางป้าก็รู้สึกได้ถึงความเลวร้ายขึ้นภายในใจ

     

    พลังที่อยู่บนหมัดของเซี่ยฮุยแตกต่างจากพลังขอบเขตศักดิ์สิทธิ์โดยทั่วไป

     

    ทรงพลังอย่างมาก

     

    เมื่อหมัดของทั้งสองชนเข้าด้วยกันก็ชะงักนิ่งไม่ไหวติง

     

    ราวกับแม่เหล็กที่ดูดเข้าหากันจนติดแน่น

     

    หลังจากที่สายตาของตงฟางป้าแสดงออกถึงความตกตะลึง เขาก็กลับมาสงบอีกครั้ง พลังสภาวะภายในร่างกายทั้งหมดก็ควบแน่นเข้าด้วยกันที่บนแขนของเขาอย่างต่อเนื่อง

     

    หมัดของเขาซัดเข้าใส่ร่างของเซี่ยฮุยอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง

     

    เซี่ยฮุยก็แอบประหลาดใจเพราะคิดไม่ถึงว่าตงฟางป้าจะรับหมัดที่ถูกส่งออกไปเมื่อสักครู่ได้

     

    เมื่อเห็นแขนของอีกฝ่ายมีพลังสภาวะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เขาก็แอบรู้สึกอิจฉาอยู่ภายในใจ สมกับที่เป็นสมาชิกของตระกูลใหญ่ที่มีทักษะทรงพลังเช่นนี้

     

    สายตาของเซี่ยฮุยเปลี่ยนเป็นความเย็นชา หลังจากที่อีกสี่คนที่เหลือเห็นเซี่ยฮุยและตงฟางป้าหยุดชะงักไป

     

    พวกเขาก็มองเห็นโอกาส จึงกระจายตัวออกจากกัน จากนั้นก็ซัดหมัดเข้าใส่เซี่ยฮุยอีกครั้งจากคนละทิศทาง

     

    “หน้าไม่อาย!”

     

    ในเวลานี้เอง อูหม่าหยาหย่าที่ยืนชมการต่อสู้ห่างออกไปไม่ไกลก็ตะโกนเสียงดัง

     

    หลังจากนั้นร่างของเธอก็หายไปและปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งข้าง ๆ เซี่ยฮุย

     

    กำแพงน้ำแข็งเหมันต์ปรากฏขึ้น ซึ่งมีรูปทรงคล้ายกับถ้วยคว่ำที่กักขังพวกเขาทั้งสามคนให้อยู่ด้านใน

     

    ด้วยเหตุนี้คนอื่น ๆ อีกสี่คนจึงถูกสกัดให้ยืนอยู่ด้านนอกกำแพงเหมันต์

     

    “หยาหย่า เธอกล้ามากนะที่เข้ามายุ่งเรื่องของฉัน”

     

    สายตาของตงฟางป้าแสดงออกถึงความเกลียดชัง เขามองอูหม่าหยาหย่าด้วยความเคียดแค้นและพูดด้วยความเกรี้ยวกราด

     

    “แหวะ”

     

    อูหม่าหยาหย่าแลบลิ้นปลิ้นตา เธอพูดด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ “ไร้ยางอาย ใครชื่อหยาหย่ามิทราบ”

     

    “เซี่ยฮุยคือน้องชายตัวน้อยของฉัน ถ้าเขารับมือได้ฉันก็คงไม่เข้ามาวุ่นวายหรอก ในเมื่อตอนนี้เขาไม่สามารถรับมือกับพวกนายได้ ก็คงต้องถึงเวลาให้พี่สาวคนนี้ออกโรงปกป้องเขาสิ”

     

    “ปัง ๆ ๆ ๆ ...”

     

    เสียงปะทะดังขึ้นจากด้านบนกำแพงเหมันต์ แม้ว่าจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้น 9 ก็ไม่มีทางที่จะทำให้กำแพงเหมันต์นี้เกิดร้อยร้าวได้

     

    ความสามารถของอูหม่าหยาหย่าถือว่าสูงมาก สูงกว่าความสามารถของเจี่ยปิงอวี่เสียอีก

     

    “เจ้าพวกสมองฝ่อ คิดว่าจะทำลายผู้พิทักษ์แห่งน้ำแข็งอย่างพี่สาวคนนี้ได้ง่าย ๆ อย่างนั้นเหรอ ทุบตีอีกร้อยปีก็ไม่มีวันทำลายได้หรอกย่ะ”

     

    เมื่อเห็นว่าผู้ฝึกยุทธ์อีกสี่คนพยายามจะทุบทำลายกำแพงเหมันต์ของเธอ ร่างของอูหม่าหยาหย่าก็หายออกไปอยู่ด้านนอกกำแพงน้ำแข็งอย่างฉับพลัน

     

    เธอหันมาพูดกับเซี่ยฮุยว่า “น้องชาย นายจัดการตาทึ่มนั่นให้ได้นะ อย่าทำให้ฉันผิดหวังล่ะ”

     

    “คิคิ”

     

    หน้าผากของเซี่ยฮุยมีเส้นเลือดปูดขึ้นมาหลายเส้น เขาแอบรู้สึกหดหู่ใจขณะพร่ำถามตัวเองว่าเขาไปเป็นน้องชายของอีกฝ่ายตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?

     

    แต่การลงมือของอูหม่าหยาหย่าในครั้งนี้ก็ถือว่าช่วยเขาไว้ เซี่ยฮุยจึงเลิกสนใจสิ่งเหล่านั้นและหันกลับมามองตงฟางป้าอีกครั้ง

     

    อีกฝ่ายกำลังยืนหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความโกรธแค้น ดูเหมือนว่าการช่วยเหลือของอูหม่าหยาหย่าจะทำให้อีกฝ่ายโกรธเป็นอย่างมาก

     

    เซี่ยฮุยแอบยิ้มเยาะอยู่ภายในใจ อีกฝ่ายคงคิดว่าถ้าหากอูหม่าหยาหย่าไม่มาช่วยเขา แผนของเขาคงสำเร็จลุล่วงไปแล้วสินะ?

     

    เหอะ ๆ ไร้เดียงสาจริง ๆ!

     

    คิดเช่นนี้ เซี่ยฮุยก็ตัดสินใจที่จะจบการต่อสู้ในครั้งนี้

     

    เขาไม่ได้คิดจะกำจัดตงฟางป้าออกไปจากสนามทดสอบแห่งนี้ เขาก็แค่จะทำให้อีกฝ่ายสูญเสียความสามารถในการต่อสู้ก็เท่านั้น

     

    ถ้าหากเขาเขี่ยตงฟางป้าออกจากสนามทดสอบแห่งนี้ ชีวิตของเขาที่อยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้หลังจากนี้คงวุ่นวายมากแน่ ๆ

     

    แม้ว่าเขาจะเคยชินกับการมีเรื่องมีราว แต่ถ้าหากสามารถลดความยุ่งยากออกไปได้บ้างก็คงจะดี สิ่งนี้คงทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตภายในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้อย่างสมบูรณ์

     

    คิดเช่นนี้เขาก็เริ่มลงมือทำทันที สภาวะพลังยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและเขาก็คิดว่าแค่นี้น่าจะเพียงพอสำหรับโจมตีตงฟางป้าแล้ว ตอนนี้ความอดทนของเขาไม่หลงเหลืออีกต่อไปแล้ว

     

    เอาล่ะ...พ่อหนุ่มน้อย ให้พี่ชายคนนี้ช่วยปลดปล่อยนายเถอะนะ!

     

     

     

     

    คล้ายกับเรื่องยอดมนุษย์ทะลุเกมกลายพันธุ์ ที่คุณอ่าน