จอมเวทนักล่าแห่งเบลลาทอร์

    บทที่ 43 ซีรีน

    “ท่านโอลิเวอร์ ข้าไม่คิดเร่งรัดให้ท่านตัดสินใจในวันนี้หรอก รอดูต้นแบบก่อน แล้วท่านค่อยพิจารณาอีกที”

    นิโคลัสกล่าวพลางหัวเราะเบา ๆ เมื่อเห็นชายร่างท้วมลุกพรวดขึ้นด้วยแววตาวาวราวกับจิ้งจอกที่ได้กลิ่นเหยื่ออันโอชะ

    “ข้าไม่ได้เชื่อคำพูดของท่านหรอก ข้าเชื่อสัญชาตญาณของตัวเอง”

    โอลิเวอร์ทิ้งตัวนั่งลง ใบหน้าแดงขึ้นด้วยความตื่นเต้น

    “นักต่อสู้มักพูดถึงสัญชาตญาณยามตกอยู่ในอันตราย... แต่พ่อค้าอย่างเราก็มีเช่นกัน ข้าพูดตรง ๆ เลยก็แล้วกัน ข้าได้กลิ่นเหมืองทองไร้ก้นบึ้งจากตัวท่าน ฮ่าฮ่าฮ่า!”

    เสียงหัวเราะของเขาดังลั่น ห้องทั้งห้องสั่นคลอนไปตามแรงสั่นของร่างท้วมที่หัวเราะอย่างสะใจ

     

    ‘จมูกไวจริงๆ เจ้าคนนี้’

    นิโคลัสนึกในใจด้วยรอยยิ้มเจือจาง ชายตรงหน้าไม่ต่างจากเหล่านักธุรกิจระดับสูงในโลกเดิมของเขา พวกที่สามารถดมกลิ่นของโอกาสได้ไวกว่าคนอื่นเสมอ

    “ขอบคุณที่ท่านเห็นคุณค่าของข้า แต่ยังไงก็ตาม... ข้าอยากให้เรารอจนตัวต้นแบบเสร็จสมบูรณ์ก่อน แล้วค่อยมาพูดถึงข้อแลกเปลี่ยนอีกครั้งจะดีกว่า”

    เขาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉียบ แฝงความมั่นใจ ไม่ใช่เพียงเพราะเชื่อในสิ่งที่ตนทำได้ แต่เพราะเชื่อมั่นในชายชราที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ด้วยเช่นกัน

     

    โอลิเวอร์ยังคงยิ้มกว้างแล้วพยักหน้ารับ

    “ตกลง ตามนั้นก็ได้ แล้วหากมีอะไรให้ข้าช่วยก็ว่ามาเถอะ ไม่ต้องเกรงใจ”

    “แม้ท่านไม่พูด ข้าก็ตั้งใจจะขอความช่วยเหลืออยู่แล้วล่ะ”

    นิโคลัสหยิบกระดาษหลายแผ่นออกมา ก่อนกางบนโต๊ะอย่างเป็นระเบียบ

    ทุกแผ่นเต็มไปด้วยภาพร่างของชิ้นส่วนโลหะ และโครงสร้างที่ระบุขนาดละเอียดไว้ครบถ้วน

    “ทั้งหมดนี้คือรายการชิ้นส่วนที่ต้องใช้ ข้าต้องรบกวนให้ท่านช่วยสร้างมันขึ้นมาตามแบบ เมื่อได้ครบ ข้าจะนำไปประกอบ แล้วจึงค่อยให้ท่านชมของจริง”

    โอลิเวอร์รับเอกสารไปพิจารณา คิ้วขมวดแน่นก่อนพูดเสียงขึงขัง

    “พวกนี้... ดูเหมือนแค่ชิ้นส่วนเหล็กธรรมดา กับอุปกรณ์ของรถม้าไม่ใช่หรือ?”

    “ถูกต้อง ข้าก็บอกท่านไปแล้วว่าจะสร้างรถม้า”

    นิโคลัสตอบพร้อมรอยยิ้มแน่นิ่ง

    “มันก็ใช่... แต่ก็ดูธรรมดาเกินไปกระมัง?”

    ชายหนุ่มยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย ท่าทางยังมั่นใจไม่แปรเปลี่ยน

    “แล้วถ้าสิ่งที่ท่านมองว่า ‘ธรรมดา’ นี้... กลับสามารถทำในสิ่งที่ไม่ธรรมดาได้ล่ะ?”

     

    คำพูดของเขาทำให้โอลิเวอร์หน้าขึ้นสีอีกครั้ง แววตาลุกวาวขึ้นราวกับเปลวไฟ

    “ไม่เกินสามวัน ข้าจะให้คนนำของทั้งหมดนี้ไปส่งที่โรงแรมสโตนบริดจ์!”

    เขากล่าวเสียงดัง พร้อมกับเก็บเอกสารราวกับสมบัติล้ำค่าที่ห้ามให้ใครมาแตะต้อง

    แต่แล้วก็เอ่ยขึ้นอย่างไม่วางใจ

    “ข้ามีข้อสงสัยอยู่เรื่องหนึ่ง... ในรายการนี้มีน้ำยางของต้นกราโธลด์อยู่ด้วย ท่านต้องการถึงหนึ่งถังใหญ่เลยหรือ? เรื่องปริมาณไม่ใช่ปัญหา เพราะไม้ชนิดนี้หาได้ทั่วไป แม้ไม่มีคนปลูกขาย แต่ก็พอมีให้เก็บในป่า หากมีเวลาสักสัปดาห์ยังพอจัดหาได้ แต่หากเร่งในสองสามวัน... คงลำบากพอสมควร”

     

    นิโคลัสฟังคำถามจบก็พยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่แฝงด้วยความมั่นใจ

    “ข้าเข้าใจดี... ต้นกราโธลด์ไม่ใช่ของหายาก เพียงแต่ยังไม่มีใครให้ค่ามันมากนัก”

    เขาเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อ

    “ต้นไม้นี้มียางที่คุณสมบัติเหนือชั้นมาก มันเหนียว ทนทาน ยืดหยุ่นสูง และที่สำคัญที่สุด มันตอบสนองต่อมานาได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อหากได้รวมเข้ากับวงเวทที่ถูกออกแบบให้สอดคล้องกัน... สิ่งที่ดูธรรมดาจะกลายเป็นของล้ำค่าได้ทันที”

    นิโคลัสหยิบกระดาษจากกองด้านข้าง ส่งให้โอลิเวอร์

    “ข้าบังเอิญเจอข้อมูลพืชชนิดนี้ระหว่างเตรียมสอบ แล้วก็ลองทดสอบมันดูด้วยตนเอง โชคดีที่ในสวนริมทะเลสาบมีไม้นี้ขึ้นอยู่ ข้าเลยใช้เวลาระหว่างพักฝึกทดลองตามตำราที่เคยอ่าน วิธีแปรรูปน้ำยางโดยใช้มานาเพื่อให้กลายเป็นยางดิบคุณภาพสูง... มันได้ผลดีเกินคาด”

     

    โอลิเวอร์ขมวดคิ้วอย่างสนใจทันที

    “ข้อมูลทั้งหมดอยู่ในเอกสารนี่ ท่านอาจให้คนของท่านลองทำดู ไม่ยากเกินไป สำหรับนักเวทฝึกหัดขั้นกลางก็สามารถทำได้แล้ว”

    นิโคลัสยิ้มเพียงเล็กน้อย

    “อีกไม่นาน... เมื่อของต้นแบบปรากฏขึ้น ยางจากต้นกราโธลด์จะไม่ใช่เพียง ‘ของแปลกใหม่’ อีกต่อไป มันจะกลายเป็นวัตถุดิบที่ทุกกลุ่มการค้าต้องแย่งชิง เหมือนดังทองคำ ยิ่งใครเริ่มก่อน... ยิ่งได้เปรียบ”

    น้ำเสียงของเขานิ่ง แต่เฉียบคมจนโอลิเวอร์เริ่มหายใจลึกขึ้นเล็กน้อย มือจับเอกสารแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว

    “และข้ามอบโอกาสนี้ให้ท่านก่อนใคร”

    แทนที่พ่อค้าจะถามต่อเรื่องน้ำยาง เขากลับถามในสิ่งที่ลึกกว่า และอันตรายกว่าสำหรับนิโคลัสในตอนนี้

    “นายน้อย... ท่านถึงขั้นกลางแล้วจริงหรือ? ถ้าใช่ ข้าอาจต้องคิดมูลค่าข้อเสนอของท่านเสียใหม่”

     

    ‘บ้าเอ๊ย!’

    นิโคลัสสบถในใจ รู้ตัวว่าเผลอพูดมากเกินไป

    “ยังไม่ถึงขั้นนั้นหรอก... ข้าต้องใช้มานาและเวลามากหน่อยเวลาทำก็เท่านั้น ระดับที่ข้าบอกไปเพื่ออ้างอิงระดับพลังขั้นต่ำที่ทำงานได้จริง”

    “ยังไม่ใช่ตอนนี้ แต่ก็คงไม่นานเกินไปใช่ไหม?”

    โอลิเวอร์ถามยิ้ม ๆ แต่แววตาแหลมคมจับจ้องไม่วาง

    นิโคลัสเลือกยิ้มกลับอย่างสุภาพ ไม่ได้ยอมรับหรือปฏิเสธ

    “หวังว่าท่านจะช่วยเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับนะขอรับ”

    “วางใจเถอะ พ่อค้าอย่างข้าไม่ชอบหาเรื่องใส่ตัวโดยไม่จำเป็น”

    ชายร่างท้วมตอบพร้อมรอยยิ้มอย่างผู้รู้ และพร้อมจะเดินไปกับมัน

     

    นิโคลัสชิงจังหวะเบนหัวข้อทันที

    “ในเมื่อพูดถึงเรื่องการค้า... ข้ามีอีกเรื่องที่อยากสอบถามท่าน เกี่ยวกับกลุ่มซินเดรสเทรล ท่านพอจะทราบหรือไม่ ว่าพวกมันเริ่มขยายอิทธิพลมาถึงเมืองหลวงแล้วหรือยัง?”

    คำถามนี้ทำให้รอยยิ้มของโอลิเวอร์จางลง สีหน้ากลายเป็นจริงจังทันควัน

    “แน่นอน ข้าติดตามเรื่องนี้อยู่ กลุ่มเล็ก ๆ ที่มีสายสัมพันธ์อ่อนกับแคว้นอื่นทยอยปิดตัวลงแล้ว ยิ่งกลุ่มที่ต้องพึ่งสินค้าที่ขนส่งผ่านแม่น้ำเซราฟิส ยิ่งเจอผลกระทบหนัก กลุ่มซินเดรสเทรลควบคุมเส้นทางขนส่งส่วนใหญ่ ถ้าอยากได้วัตถุดิบต้องผ่านพวกมันเท่านั้น...”

    โอลิเวอร์ถอนหายใจเบา ๆ

    “หากไม่อยากซื้อผ่านพวกมันก็ต้องเปลี่ยนเส้นทาง นั่นหมายถึงต้นทุนขนส่งที่สูงขึ้น จนแข่งขันกับใครไม่ได้เลย”

    “แสดงว่า... พวกท่านไม่โดนผลกระทบใช่หรือไม่?”

    “อย่างที่ท่านรู้ ไม่มีใครกล้ายุ่งกับพวกเรา”

    เขาตอบด้วยรอยยิ้มเรียบนิ่ง น้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนพูดเล่นกลับเต็มไปด้วยความมั่นใจ

    ชายหนุ่มครุ่นคิดก่อนเอ่ยต่อ

    “แต่เรื่องนี้เริ่มบานปลายขึ้นทุกวัน หากปล่อยไว้ไม่จัดการโดยเร็ว ทางการอาจต้องแลกด้วยราคาที่แพงกว่าที่คิด”

    “มันลำบากอยู่นั่นแหละ เพราะกลุ่มนี้มีฐานอยู่ในแคว้นฮาเวนดอร์ ท่านก็รู้ว่าแคว้นนี้เป็นของใคร”

    นิโคลัสพยักหน้าเบา ๆ เขาไม่ได้พูดอะไร แต่สายตาแสดงว่าเข้าใจดี

    ดยุกแม็กนัส วาลเดียลา พระปิตุลาของจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน คือเจ้าของแคว้นฮาเวนดอร์ที่น่าเกรงขาม และตอนนี้... กำลังเดินเกมที่ใหญ่เกินกว่าเรื่องค้าขาย

     

    “ว่าแต่... ท่านมีข่าวจากโซลมาบ้างหรือไม่?”

    นิโคลัสตัดสินใจถามตรง

    สีหน้าของโอลิเวอร์เปลี่ยนอีกครั้ง เป็นจริงจังกว่าครั้งไหน ๆ สายตาสบกับเขาโดยตรงคล้ายจะจับพิรุธ

    “มีข่าวลือว่าที่ตะวันตกเริ่มเกิดความวุ่นวาย สัตว์อสูรโจมตีถี่ขึ้น โซลมาต้องเรียกระดมพลจากหลายแคว้นเพื่อหยุดการรุกคืบ ท่านเอง... มาจากทางนั้นใช่หรือไม่?”

    “ตอนพวกข้าข้ามมา ยังไม่มีวี่แววอะไรเลย ทุกอย่างปกติดี สัตว์อสูรก็ยังไม่ถึงรอบการปรากฏตัวนี่นา... ว่าไหม ท่านตา?”

    เขาหันไปถามชายชราอย่างเป็นธรรมชาติ

    “ใช่ ตอนเราข้ามมา สถานการณ์ยังเงียบสงบดี หลังจากนั้นเราก็ใช้เวลาอยู่ในป่าอีกนานกว่าจะขึ้นเหนือมา”

    จอมเวทรอยตอบเรียบ ๆ ก่อนเสริมด้วยน้ำเสียงปกติ

    “พวกเจ้าสืบสาเหตุได้บ้างหรือยัง?”

    “ยังไม่มีข้อมูลชัดเจน... เท่าที่รู้มา ดูไม่ใช่เรื่องเล็ก”

    “หากพวกท่านได้ข่าวอะไรเพิ่มเติม... ฝากแจ้งข้าด้วย”

    “แน่นอน”

    โอลิเวอร์ตอบรับสุภาพแต่ยังไม่วางตา

     

    นิโคลัสรู้ว่าเขากำลังชั่งใจ... ประเมินตัวตนของเขาในทุกคำพูด ทุกจังหวะ

    เขาจึงเปลี่ยนเรื่องทันที

    “สุดท้าย... ข้าต้องรบกวนท่านช่วยเตรียมเครื่องมือช่างให้ข้าด้วยในวันที่นำวัสดุไปส่ง จะได้ไม่ต้องเสียเวลาออกไปจัดหาเอง”

    “ได้เลย เรื่องแค่นี้ เล็กน้อยมาก”

    “เช่นนั้น วันนี้ขอรบกวนเพียงเท่านี้ ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะขอรับ”

    ชายหนุ่มค้อมหัวอย่างมีมารยาท ก่อนเดินจากไปด้วยท่วงท่าสงบนิ่ง

    โอลิเวอร์มองส่งด้วยรอยยิ้มจนกระทั่งทั้งหมดพ้นประตูออกไป รอยยิ้มที่เคยมีกลับหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ความคิดมากมายถูกกลั่นกรองอยู่ในหัวก่อนระหว่างที่เดินขึ้นชั้นบน

     

    เมื่อพ้นประตูโรงแรมออกมา

    นิโคลัสเดินทอดน่องช้า ๆ เคียงคู่ไปกับชายชรา ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นแต่แฝงด้วยรอยยิ้ม

    “เขาอาจยังไม่เชื่อทั้งหมด... แต่ก็พอจุดประกายให้เขาคิดวางเดิมพันได้แล้ว รอแค่ผลงานข้าเสร็จ อัตราต่อรองของเราเพิ่มขึ้นแน่นอน”

    รอยพยักหน้าช้า ๆ พลางเหลือบมองเด็กหนุ่มด้วยแววตาประเมิน

    “เจ้านั่นไม่ใช่พ่อค้าธรรมดา เขาไม่เชื่อคำพูดง่าย ๆ หรอก... มีเพียงผลประโยชน์เท่านั้นที่เขาต้องการ”

    เขาหยุดเดินเล็กน้อยแล้วเสริม

    “อย่าลืมคิดเผื่อเรื่องผูกสัมพันธ์ระยะยาวเอาไว้ด้วย... เบื้องหลังชายคนนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน”

    นิโคลัสยิ้มบาง ๆ ก่อนเดินต่อ

     

     

    ในเวลาเดียวกัน ณ ห้องทำงานชั้นบนสุดของอาคารกลุ่มเหรียญทองโอลิเวอร์ยืนอยู่ตรงประตูอย่างนอบน้อม เสียงทุ้มของชายอีกคนดังขึ้นจากภายใน

    “เข้ามา”

    เขาผลักบานประตูไม้เข้าไปอย่างเงียบเชียบ ระมัดระวังราวกับห้องนั้นมีอันตรายอยู่

    “นายท่าน พวกเขากลับกันไปหมดแล้วขอรับ”

    ชายผู้ยืนอยู่ด้านในไม่หันกลับมา เขาจ้องออกไปยังระเบียงเบื้องหน้า เส้นผมสีแดงเพลิงของเขาปลิวไหวเบา ๆ ตามลมยามเช้า

    “มีอะไรน่าสนใจบ้าง?”

    “เด็กหนุ่มนามนิโคลัส เบลลาทอร์ เขาเสนอแนวคิดที่ไม่ธรรมดา และหากทำได้จริง... อาจกลายเป็นชนวนสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในจักรวรรดิเลยก็ได้”

    เสียงทุ้มครุ่นคิดของผู้เป็นนายเอ่ยช้า ๆ

    “เจ้าคิดว่าเขาเชื่อถือได้แค่ไหน?”

    “หากวัดจากความกล้า ความรู้ และวิธีการพูดของเขา ข้าคิดว่า... อย่างน้อยเขาก็ไม่ใช่คนที่ควรมองข้ามขอรับ เพียงแต่ยังต้องจับตาดูว่าเขาจะโลภมากเกินไปหรือไม่”

     

    พ่อค้าใหญ่ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ

    “ที่ข้าน้อยกังวล เป็นเรื่องความสัมพันธ์ของพวกเขากับทางโซลมามากกว่าขอรับ”

    ชายผมแดงยกมือลูบคางเบา ๆ ก่อนกล่าวต่อ

    “เจ้ามั่นใจหรือว่าเขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับพระปิตุลา?”

    โอลิเวอร์ส่ายหน้า

    “ข้าไม่คิดเช่นนั้นเลยขอรับ ตอนที่พวกเขาช่วยข้า ท่านรอยพูดถึงพระปิตุลาด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยเป็นมิตรนัก... ข้าน้อยเชื่อว่าไม่มีความเกี่ยวข้องใด”

    ชายบนระเบียงหัวเราะเบา ๆ เป็นครั้งแรก เสียงหัวเราะนั้นเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ยากจะเดา

    “ใช่... พวกเขาไม่ถูกกันจริง ๆ ฮ่าฮ่าฮ่า”

    โอลิเวอร์เลิกคิ้วเล็กน้อย เสียงหัวเราะของเจ้านายเขาไม่ใช่ของหาฟังได้ง่าย

    “เจ้าไม่ต้องกังวลไป รอยไม่มีวันทรยศวาลเดีย และสำหรับเด็กคนนั้น... ทำตามที่เจ้าคิดว่าควรทำ จมูกเจ้าดีกว่าใครอยู่แล้วนี่”

    “ขอรับ นายท่าน”

    “ดี งั้นเรากลับมาคุยเรื่องของเราต่อเถอะ…”

     

     

    เช้าวันถัดมา

    เสียงคึกคักจากชั้นล่างของโรงแรมสโตนบริดจ์เริ่มมีชีวิตขึ้นเมื่อแสงแดดลอดผ่านกระจกสีหลากเฉด

    บรรยากาศในห้องอาหารเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของกลุ่มเขี้ยวอัสดงที่กำลังล้อมโต๊ะรับประทานอาหารเช้าด้วยท่าทีผ่อนคลาย

    ทันใดนั้น เสียงแจ่มใสของเด็กสาวคนหนึ่งก็ดังขึ้นจากทางเข้า

    “นิโคลัสเสร็จหรือยัง ข้ามาแล้ว!”

    เสียงเปิดประตูดังคล้ายระฆังปลุกเช้า หญิงสาวผมสีน้ำตาลโอ๊ครีบก้าวเข้ามา ท่ามกลางสายตานับสิบคู่ที่หยุดช้อนตาจ้องมองเธอทันที

    “เอ่อ...”

    เธอชะงักไปทันใด ใบหน้ากลมขึ้นสีเล็กน้อย พอเห็นว่าทุกคนหยุดคุยและหันมามอง เธอก็แทบจะหมุนตัวกลับ

    “ซีรีน เข้ามาเถอะ คนกันเองทั้งนั้น”

    เสียงของนิโคลัสดังขึ้นจากโต๊ะอาหาร ดึงเธอกลับมาสู่ความมั่นใจอีกครั้ง

     

    เธอก้มหน้าหน่อย ๆ ก่อนเดินตรงเข้ามานั่งข้างเขา ท่ามกลางรอยยิ้มของทุกคน

    “มาเช้าดีจริง เจ้ากินอะไรมาหรือยัง?”

    “ยังเลย ข้ารีบออกมา เลยยังไม่ได้กินอะไรเลย…”

    นิโคลัสสั่งอาหารให้เธอเพิ่ม พลางแนะนำเธอให้ทุกคนรู้จัก

    บรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วจากความเคอะเขิน กลายเป็นความอบอุ่นเต็มโต๊ะ

    เสียงหัวเราะเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ และความสนใจยิ่งมากขึ้น เมื่อซีรีนเล่าวิธีสอบผ่านข้อเขียน

    “ต้องขอบคุณนิคเลยนะ ถ้าเขาไม่สอนข้าเรื่องใช้วีร่ากับสมอง ข้าคงไม่มีทางผ่านสอบข้อเขียนแน่นอน”

    เสียงของซีรีนทำให้ทั้งโต๊ะชะงัก ก่อนจะหันขวับมามองนายน้อยกันเป็นตาเดียว

    “นายน้อย… อะไรคือการใช้วีร่ากับสมองหรือขอรับ? ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย”

    แจ็คถามขึ้นทันทีด้วยน้ำเสียงจริงจัง แม้แต่โต๊ะอื่นที่ได้ยินก็อดหันมามองด้วยความอยากรู้ไม่ได้

     

    “เจ้านี่นะ...”

    นิโคลัสบ่นเบา ๆ พร้อมกับหันไปมองซีรีนที่ยังนั่งยิ้มแป้น ดูไม่รู้สึกว่าตนเพิ่งโยนระเบิดลูกโตเข้ามาในวงอาหารเช้า

    “ก็แค่ส่งวีร่าไปที่สมองนิดเดียว อย่าให้มากกว่าที่ใช้กับดวงตาเวลาใช้ทักษะสายตา... แค่นั้น สมองจะโล่งขึ้น พอจะนึกถึงเรื่องที่ผ่านตาหรือได้ยินมาก่อนง่ายขึ้นน่ะ”

    เขาพูดเรียบ ๆ พลางหันไปตักอาหารต่อ

    “มันอาจมีประโยชน์อย่างอื่นด้วย แต่ข้ายังไม่เคยลองมากกว่านั้น”

     

    คำพูดยังไม่ทันจบ เหล่านักล่าที่นั่งอยู่ก็รีบลองตามคำแนะนำทันที

    และไม่กี่อึดใจต่อมา แจ็คก็เป็นคนแรกที่เอ่ยขึ้นด้วยดวงตาเบิกกว้าง

    “จริงด้วยนายน้อย... ข้ารู้สึกหัวโล่งแบบแปลก ๆ ลองย้อนคิดถึงเรื่องเมื่อวานได้ละเอียดราวกับเพิ่งเกิดเมื่อกี้เลย!”

    เสียงฮือฮาเริ่มดังขึ้น จนแจ็คอดถามต่อไม่ได้

     

    “แต่นายน้อย ท่านเป็นนักเวทมิใช่หรือ ทำไมถึงรู้วิธีใช้วีร่าแบบนักล่าล่ะ?”

    คำถามนั้นทำให้นิโคลัสชะงักนิดหนึ่ง เขากำลังจะอธิบาย แต่ในใจก็รู้ว่าไม่มีทางใช้คำว่า "อ่านจากตำรา" ได้ เพราะไม่มีใครเคยเขียนเรื่องนี้ไว้เลย

    โชคดีที่เสียงนิ่งของชายชราดังขึ้นช่วยทันเวลา

    “ข้าเป็นคนบอกเขาเอง... เทคนิคนี้ไม่ค่อยแพร่หลายนัก เพราะในหมู่นักล่าก็แทบไม่มีใครใช้กัน มันไม่ได้มีประโยชน์นักในสนามรบ”

    คำตอบของรอยทำให้ทุกคนพยักหน้าอย่างเข้าใจ

    เพราะสำหรับนักล่าแล้ว ความจำไม่มีความสำคัญเท่าการตอบสนองจากสัญชาตญาณและประสาทสัมผัส

    นิโคลัสแอบเหลือบมองชายชราก่อนพยักหน้ารับเบา ๆ เป็นเชิงขอบคุณ

     

    ระหว่างที่วงสนทนายังคึกคัก จู่ ๆ จอมเวทรอยก็จ้องมองไปยังซีรีน แล้วถามด้วยน้ำเสียงนิ่งลึก

    “ซีรีน... เจ้ากับ ซาเรนา กรีมัลด์ มีความสัมพันธ์กันอย่างไร?”

    เด็กสาวชะงักเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ

    “ท่านตารู้จักท่านย่าของข้าด้วยหรือ?”

    “แน่นอน... ใบหน้าเจ้าคล้ายเธอมาก”

    “ท่านย่าถึงรักข้ามากเลยล่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า แต่ข้าว่าท่านตาน่าจะแก่กว่าท่านย่าข้าเยอะมาก ดูยังไงท่านคงไม่ใช่เพื่อนกันใช่ไหม?”

    เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นจากรอบโต๊ะ บางคนถึงกับกลั้นขำจนไหล่สั่น

    “แม้แต่ปากของเจ้าก็เหมือนเธอไม่มีผิด”

    ชายชราอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มจาง ๆ ที่หลุดออกมา

    “ใคร ๆ ก็พูดแบบนี้ ข้าอยู่กับท่านย่าตั้งแต่เด็กเลยติดนิสัยคล้าย ๆ กันมาด้วย”

    ซีรีนพูดเสียงใสพร้อมยักไหล่

    “ย่าเจ้าสบายดีใช่ไหม?”

    รอยถามพลางเอนตัวพิงพนักเก้าอี้

    “แข็งแรงมากเลยค่ะ... พี่ชายข้าโดนซ้อมจนน่วมเป็นประจำ เวลาท่านย่าสอนอะไรทีน่ากลัวสุด ๆ เลย!”

    เธอทำหน้าทะเล้นประกอบคำพูด จนคนรอบข้างหลุดหัวเราะกันลั่น

     

    ซีรีนกลมกลืนเข้ากับบรรยากาศได้อย่างรวดเร็วด้วยมนุษยสัมพันธ์อันน่ารัก

    อาหารเช้ามื้อนั้นเลยกลายเป็นมื้อที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ

    โดยเฉพาะตอนที่เด็กสาวพูดถึงเรื่องหน้าตาของนักเรียนในสิบอันดับแรก ทำเอาหลายคนหัวเราะน้ำตาเล็ด แม้แต่ชายชราก็ยังหลุดยิ้มออกมา

    มีเพียงนายน้อยเท่านั้น ที่นั่งก้มหน้ากินขนมปังเงียบ ๆ เหมือนอยากให้ใครบางคน “หุบปาก” สักครู่...

     

    เมื่อมื้อเช้าจบลงและก้าวออกจากโรงแรม นิโคลัสหันไปถามหญิงสาวข้างกาย

    “เราจะไปแถวไหนกันก่อนดี? ข้าอยากหาซื้อของมือสอง จะได้ประหยัดลงหน่อย”

    นอกจากเขากับซีรีน ยังมีอีรินและอารินเดินตามหลังมาด้วย

    จอมเวทรอยให้สองสาวตามดูแลเพื่อความปลอดภัย... แถมยังถือว่าได้เปลี่ยนบรรยากาศไปในตัว

    ซีรีนยิ้มกว้าง ยกมือขึ้นชี้ไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ

    “ได้เลย! เมืองหลวงนี่บ้านข้าเอง ข้ารู้จักทุกซอกทุกมุม วันนี้ข้าจะเป็นไกด์ให้เจ้าเอง!”

     

    ชายหนุ่มเหลือบมองเธอพลางยิ้มจาง ๆ ก่อนทอดสายตามองอาคารเรียงราย

    เสียงเจื้อยแจ้วของหญิงสาวเคียงข้าง กลิ่นหอมจากร้านขนมริมทาง และอากาศเย็นสบาย ล้วนเติมชีวิตชีวาที่เขาไม่ได้สัมผัสมานาน

    ‘ตั้งแต่มาอยู่ในโลกนี้... นี่คงเป็นครั้งแรก ที่ข้าได้ “พักจริง ๆ” เสียที’