เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาของทั้งสอง หวังจื่อเฉียงก็พูดขึ้นว่า “ผมแค่พูดในมุมมองของผม ปัญหานี้ไม่สามารถด่วนสรุปได้ เราต้องตรวจสอบก่อนที่จะดำเนินการใดๆ ถ้าเราไม่ตรวจสอบแล้วทำอะไรผิดพลาดมันจะเกิดปัญหากับข้าราชการระดับล่างๆ ได้”
หวังจื่อเฉียงยกแก้วขึ้นมาดื่มน้ำเบาๆ ใบหน้าของเขาดูสงบนิ่งมาก
เซี่ยเจิ้งเต๋อเห็นแบบนี้ก็เดาไม่ออกว่าทำไมหวังจื่อเฉียงถึงทำแบบนี้ เขารู้ดีว่า คำพูดของหวังจื่อเฉียงคือโอกาสดีสำหรับเขา เขาจึงรีบพูดออกไปว่า “อืม ผมเห็นด้วยกับสหายหวังนะ แม้จากภาพในบันทึกวิดีโอหลิวชิงหยู่จะดูมีปัญหา แต่วิดีโอนี้เห็นได้ชัดว่าผ่านการตัดต่อมา ซึ่งเราเองก็ไม่ทราบจุดประสงค์การทำแบบนี้ แน่นอนว่าสำหรับบุคคลภายนอกเราควรอธิบายพวกเขา แต่การอธิบายไม่ใช่การแลกกับอนาคตของเจ้าหน้าที่ที่ทำเพื่อประชาชน เราควรหาความจริงก่อนจะจัดการปัญหานี้อย่างเป็นกลาง ส่วนเรื่องหลิวชิงหยู่ผมเห็นด้วยว่าควรมีการสืบสวนสอบสวน ซึ่งผมไม่มีปัญหาใดๆ แต่ก่อนจะมีการสืบสวนเรื่องราวเราควรชี้ชัดให้ประชาชนรู้ถึงสิ่งที่เราทำ เพื่อที่ประชาชนจะไม่ทุกข์ทรมานจากการถูกข่มเหงรังแก ถึงอย่างนั้นเรามิอาจใช้แรงกดดันนี้มาปลดหลิวชิงหยู่โดยขาดการไตร่ตรองอย่างรอบคอบได้”
คราวนี้ เซี่ยเจิ้งเต๋อพูดด้วยความชอบธรรม เขาไม่ได้ทิ้งเรื่องทั้งหมด แต่เลือกการประนีประนอมแบบน้อยที่สุด
ใบหน้าของเสวี่ยเหวินหลงดูมืดมน เขาไม่เคยคิดเลยว่าเซี่ยเจิ้งเต๋อที่กำลังประนีประนอมและจะยอมรับคำพ่ายแพ้ จะเปลี่ยนท่าทีเพราะหวังจื่อเฉียง มันทำให้ชัยชนะของเขาต้องพังทลายไปเลย ตอนนี้เขาเกลียดหวังจื่อเฉียงมาก แต่ถึงอย่างนั้นในใจของเขาก็รู้ดีว่าจุดยืนของหวังจื่อเฉียงกับเซี่ยเจิ้งเต๋อต่างกัน แม้ว่าเซี่ยเจิ้งเต๋อจะดำรงตำแหน่งสูง แต่หากพิจารณาจากความอาวุโสและความสำเร็จทางการเมืองยังน้อยนัก อย่างไรก็ตามหวังจื่อเฉียงเป็นคนมีความสามารถเขาเป็นคนสนับสนุนที่แข็งแกร่งจนทำให้เขาทำได้เพียงแบ่งฝ่ายเท่านั้นมิอาจทำอะไรหวังจื่อเฉียงได้
ตอนนี้เสวี่ยเหวินหลงรู้สึกหดหู่ใจมาก เขาจึงได้แต่มองไปยังพันธมิตรของเขา
เวลานี้เมื่อเปาเทียนหยางเห็นการเปลี่ยนแปลง เขาก็รู้สึกได้ทันทีว่าสถานการณ์เริ่มไม่ดีแล้ว เขาจึงรีบพูดขึ้นว่า “ หัวหน้าพรรคเซี่ย ผมไม่เห็นด้วย ไม่ว่าวิดีโอนี้จะตัดต่อหรือไม่ แต่หลิวชิงหยู่ทุบตีประชาชนจริง ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรมันก็เพียงพอจะจัดการกับหลิวชิงหยู่แล้ว ทุกคนคงไม่คัดค้านเรื่องนี้ใช่ไหม ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้คนข้างนอกกำลังรวมตัวกัน ถ้าเราไม่ส่งคนไปเจรจารับฟังความคิดเห็นก่อนแล้วจะตัดสินได้อย่างไร”
เปาเทียนหยางมีบทบาทในด้านวางกลยุทธ์ เขาต้องการใช้ปากของประชาชนในการสยบพวกเซี่ยเจิ้งเต๋อ
ต้องบอกว่าอุบายนี้โหดร้ายมากไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมาธิการคนใดโดยปกติแล้ว หากมีปัญหาเกิดขึ้นทุกคนก็จะยืนหยัดพูดถึงปัญหาออกมา แต่เมื่อมันเกี่ยวข้องกับประชาชน จึงไม่มีใครกล้าพูดเรื่องนี้สุ่มๆ ทุกคนจะระมัดระวังตัว เพราะหากมีใครพูดผิด จับจุดพลาด มันจะเป็นตัวพวกเขาเองที่จะต้องชดใช้มหาศาล หนำซ้ำยังถูกประชาชนสาปแช่ง ยิ่งมีหลักฐานอยู่ก็จะทำให้พวกเขาถูกจัดการอย่างง่ายดาย
ในขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นเซี่ยเจิ้งเต๋อหรือ หวังจื่อเฉียงก็ต้องเห็นด้วยต่อความชอบธรรมของประชาชน
หลังจากนั้นพวกเขาก็ได้ส่ง สั่วหมิงยี่ ผู้อำนวยการศูนย์ราชการไปเจรจากับประชาชน
เนื่องจากประชาชนเหล่านี้ คือครอบครัวของผู้บาดเจ็บที่พวกหลัวกังเรียกมา ดังนั้นพวกเขาจึงได้วางแผนไว้เรียบร้อยแล้ว หลังจากสั่วหมิงยี่ออกมา พวกเขาก็เปิดประเด็นทันที พวกเขามีข้อเรียกร้องสองประการ : ประการแรกคือ หลิวชิงหยู่ต้องลงจากตำแหน่ง ประการที่สองคือหลิวชิงหยู่ต้องออกมาขอโทษพร้อมชดเชยค่ารักษาพยาบาล และค่าจ้างในเวลาทำงานที่ไม่สามารถทำงานได้ ถ้าไม่อย่างนั้นพวกเขาจะไปที่เทศบาลเมืองเพื่อยื่นคำร้อง
ไม่นานต่อจากนั้น สั่วหมิงยี่ก็ได้บอกเงื่อนไขกับ เสวี่ยเหวินหลง ซึ่งเสวี่ยเหวินหลงก็เปิดสปีกเกอร์โฟนให้ทุกคนได้ยินสิ่งที่สั่วหมิงยี่เจรจากับผู้คน
หลังจากวางสายโทรศัพท์ เสวี่ยเหวินลงก็พูดด้วยน้ำเสียงทุ้มว่า “หัวหน้าพรรคเซี่ย เลขาธิการหวัง พวกคุณยังยืนยันความเห็นของพวกคุณอีกหรือไม่ หรือจะรอจนกว่าประชาชนโกรธแล้วยื่นคำร้องไปถึงเทศบาลเมือง รอพวกเขาตำหนิเรา ว่าเราทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพก่อนใช่ไหม”
รุนแรง! กลอุบายนี้ของเสวี่ยเหวินหลง เป็นการกลับลำเรือพลิกสถานการณ์และบีบให้เซี่ยเจิ้งเต๋อและหวังจื่อเฉียงจนมุม
เซี่ยเจิ้งเต๋อตอนนี้รู้สึกอับจนมาก เพราะเขาต้องเลือกระหว่างการเรียกร้องกับประชาชน กับ เจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่อุทิศตนเพื่อประชาชน
อย่างไรก็ตามเมื่อเซี่ยเจิ้งเต๋อเกิดความลังเล หวังจื่อเฉียงก็กล่าวขึ้นอย่างน่าประหลาดใจอีกครั้ง “หัวหน้าพรรคเซี่ย ผู้ว่าการเสวี่ย ผมยังยืนยันเหมือนเดิม จริงอยู่ถ้าเราไม่ยินยอมคนเหล่านี้อาจจะไปเรียกร้องต่อเทศบาลเมือง แต่เราก็ต้องให้ความสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือคนเหล่านี้คือใคร ทำไมพวกเขาถึงพูดว่าจะไปยื่นคำร้องที่เทศบาลเมือง แล้วเหตุใดพวกเขาไม่ไปยื่นโดยตรงล่ะ พวกเขามายื่นที่เทศมณฑล ก็เพราะพวกเขาหวังว่าเราจะแก้ปัญหาให้พวกเขา แต่ว่าทำไมพวกเขาถึงขอให้พวกเราจัดการหลิวชิงหยู่โดยไม่มีการสอบสวนล่ะ จริงอยู่ประชาชนเป็นพลังของประเทศ แต่เราไม่สามารถจัดการกับเจ้าหน้าที่คนหนึ่งโดยไม่มีเหตุผลได้ นี่มันขัดต่อการพิสูจน์ความจริง ที่พวกเรามักยึดถือกันมาโดยตลอด”
พูดถึงตรงนี้ หวังจื่อเฉียงก็พูดด้วยความโกรธว่า “ หัวหน้าพรรคเซี่ย ผู้ว่าการเสวี่ย ผมไม่รู้ว่าคุณคิดเห็นอย่างไรนะ แต่ผมว่าเราต้องยึดมั่นในการพิสูจน์ค้นหาความจริง เราต้องตรวจสอบก่อนมิฉะนั้น หากมีเหตุการณ์แบบนี้ในอนาคตเราจะจัดการแบบนี้อีกหรอ เช่นนั้น หน้าที่ของคณะกรรมาธิการเทศมณฑลของเราจะมีไว้ทำไม ความผ่าเผยของเทศมณฑลจะมีไว้ทำไม เท่าที่ผมรู้มันมีกรณีแบบนี้หลายครั้งแล้ว ซึ่งผู้คนก็ปิดประตูและเรียกร้องให้แก้ปัญหา แต่พวกเราเคยยอมทำตามที่ไหน ก่อนหน้านี้พวกเราสอบสวน หาข้อเท็จจริงก่อนประมวลผล แต่ทำไมคราวนี้เมื่อถึงคราวหลิวชิงหยู่พวกเราถึงไม่ทำ สถานการณ์ของหลิวชิงหยู่พิเศษกว่าคนอื่นๆ ตรงไหน”
หลังจากที่หวังจื่อเฉียงพูดจบ ห้องประชุมก็เงียบลง ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นเสวี่ยเหวินหลง หรือเซี่ยเจิ้งเต๋อก็รู้แล้วว่าคนที่สนับสนุนหลิวชิงหยู่มากที่สุด กลับเป็นฝ่ายกลางอย่างหวังจื่อเฉียง นี่เขาเกี่ยวข้องกับการที่หลิวชิงหยู่ได้เป็นนายกเทศมนตรีตำบลกวนซานหรือเปล่า เช่นนั้นทำไมหลิวชิงหยู่ถึงไม่ไปเข้าฝ่ายกับหวังจื่อเฉียงทันทีที่รับตำแหน่ง ทุกคนต่างสงสัยแต่ก็ไม่มีใครหาข้อสรุปได้
อย่างไรก็ตามต้องบอกว่าคำพูดของหวังจื่อเฉียงทำให้ เซี่ยเจิ้งเต๋อเข้มแข็งขึ้นอีกครั้ง เขาตัดสินใจที่จะปกป้องหลิวชิงหยู่อย่างเด็ดเดี่ยว แม้เขาจะตระหนักได้ถึงวิกฤตเล็กน้อยแต่เขาก็มองไปด้านหน้าเสมอ ถ้าเขาไม่ปกป้องหลิวชิงหยู่ แล้วหลิวชิงหยู่รู้เรื่องนี้อะไรจะเกิดขึ้น หากหลิวชิงหยู่ออกจากฝ่ายเขาเข้าหาหวังจื่อเฉียงล่ะ ต้องรู้ว่าตอนนี้หลิวชิงหยู่อยู่ข้างเขา ความสัมพันธ์ของเขากับหลิวชิงหยู่เป็นไปในทางที่ดี แม้หลิวชิงหยู่จะไม่ค่อยพึ่งพาเขาก็ตาม ตรงกันข้ามกลับเป็นฝ่ายหลิวชิงหยู่ที่ทำให้เขามีโอกาสและผลงานที่สุดดังนั้นหลิวชิงหยู่จึงเป็นพันธมิตรที่ดีที่สุดของเขา
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ เซี่ยเจิ้งเต๋อก็เงยหน้าแล้วพูดอย่างไม่ลังเลว่า “ผมเห็นด้วยกับสหายหวังจื่อเฉียง ผมยืนยันว่าเราไม่สามารถตัดสินใจโดยไม่ผ่านการสอบสวน เราต้องจัดการเรื่องทุกอย่างในเทศมณฑล แม้หลิวชิงหยู่จะเป็นเจ้าหน้าที่แต่เขาก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง ดังนั้นเราจึงต้องเรียกเขามาเพื่อตรวจสอบความจริงเสียก่อน”
เมื่อเห็นเซี่ยจิ้งเต๋อหนักแน่น เฉินฟ่านหยู กับหวางหยู่ฉิงรองเลขาธิการฝ่ายบริหารก็สนับสนุน พวกเขาตัดสินใจว่าเรื่องนี้ควรมีการสอบสวนก่อน
ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ หากเสวี่ยเหวินหลงยังคงยืนกรานจัดการก่อนแล้วค่อยสอบสวน มันจะต้องผิดปกติแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หวังจื่อเฉียงได้พูดดักไว้แล้วว่าหากเกิดปัญหาในทำนองเดียวกันขึ้นในอนาคต แล้วเขาเป็นคนโดนเสียเองมันคงไม่คุ้มค่าถ้าเราจะแก้ไขกับปัญหาแบบเดิมในอนาคต เขาจึงพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "อืม ในเมื่อสหายทั้งหลายตัดสินใจแบบนี้ เราก็ควรจะปฏิบัติตาม เช่นนั้นเรื่องนี้ผมขอให้ฝ่ายตรวจสอบวินัยเข้าไปสอบสวนเพื่อชี้แจงเป็นการส่วนตัว ทุกคนคิดเห็นอย่างไร”
เซี่ยเจิ้งเต๋อส่ายหัวไม่ออกความเห็น เขารู้ว่าไม่มีทางที่ฝ่ายตรวจสอบวินัยจะไม่แทรกแซงเรื่องนี้
ในเวลาเดียวกันหวังจื่อเฉียงก็กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “ผมไม่มีความเห็นเกี่ยวกับการสอบสวนของคณะกรรมการตรวจสอบวินัย แต่ผมหวังว่าหน่วยงานตรวจสอบวินัยจะดำเนินการตามขั้นตอนกระบวนการอย่างเที่ยงตรง”
เมื่อการประชุมสิ้นสุดลงทุกคนก็แยกย้ายกันไป
สำหรับหนิ่วเจี้ยนกั๋ว เขาก็ได้พาเจ้าหน้าที่กลุ่มหนึ่งตรงไปยังกวนซานทันที