ศิลาเดินไปตามทางที่มืดสนิทสองมือกระชับดาบและกริชแน่น ก่อนที่เขาจะปรายสายตาไปมองยังระบบมันได้มีข้อความถูกส่งเข้ามา
ซึ่งผู้ส่งคือเพิร์จเนื้อหาคราวๆในข้อความคือเพิร์จและเพื่อนๆจะไปร่วมสงครามชิงเมืองอัสนี เพื่อไม่ให้กิลด์สวรรค์สร้างได้เมืองไปครอง
เพิร์จเองก็รู้ถึงไอเท็มหัวใจภูติที่อยู่ในนครอัสนี หากกิลด์สวรรค์สร้างได้เมืองอัสนีไปคงเป็นการยากที่ศิลาจะไปทำภารกิจในวิหารอัสนีรังสรรค์ฟ้า
ซึ่งศิลาก็ตกลงจะตามไปหากแต่ต้องใช้เวลาล่าช้าสักเล็กน้อย
ศิลารู้สึกสะท้านไปทั่วร่างหนาวสั่นแบบบอกไม่ถูก ยิ่งเขาเข้าไปลึกเท่าไหร่เขายิ่งสัมผัสได้ถึงกระแสพลังศักดิ์สิทธิ์อันเข้มข้น ซึ่งต้องบอกตามตรงคือมารอย่างเขากับพลังศักดิ์สิทธิ์ถือเป็นของแสลงไม่ถูกกันอย่างยิ่ง
ด้วยเหตุนั้นเองศิลาจึงรู้สึกหนาวสะท้านแปลกๆ
ถึงเส้นทางภายในวิหารแห่งนี้จะคล้ายเขาวงกต แต่ทว่าศิลากลับไม่ต้องใช้เนตรมารสังเกตุตำแหน่งเลยด้วยซ้ำเพราะขุมพลังศักดิ์สิทธิ์ที่รวมเป็นกลุ่มก้อนใช้บ่งบอกตำแหน่งของอีกฝ่ายอย่างดี
เส้นทางทอดยาวเคี้ยวคดของวิหารมาสิ้นสุดลงที่ห้องกว้างห้องหนึ่งซึ่งภายในห้องสว่างไสวหลากสีสันทำลายความมืดโดยรอบไปจนหมดทำให้ศิลาเห็นสภาพรอบด้านได้อย่างชัดเจน
ศิลาเองก็แทบไม่อยากจะเชื่อในสายตาของตัวเองมากนัก แต่ถึงจะหลับตาขยี้ตาสักกี่ครั้งมันก็ยังคงอยู่
“พี่ศิ! ไอ้ตัวนี้มัน
เสียงใส่ดังขึ้นข้างหูของศิลาคล้ายเสียงกระซิบอันละมุน
ตามมาด้วยเสียงของระบบที่คล้ายกับจงใจขึ้นมาขัด
“เทพอสูร ซุนหงอคง ฉีเทียนต้าเซิ่ง ระดับ240 ปรากฎตัวผู้ที่ถูกสังการระดับจะลดลงครึ่งหนึ่งรอเวลาเกิด 13วันตามโลกจริง”
“แม่เจ้านานแท้ล่ะหยาบแล้วไงไอ้ศิ”
ศิลาเอ่ยขึ้นทันทีเมื่อเสียงจากระบบจบลง
พร้อมกับปรากฎร่างของพญาวานรตัวเท่าคนร่างกายส่มสวนขนทั่วร่างสีทองใส่ชุดเกราะแบบจีนสีดำแดง พร้อมหมวกมีขนคล้ายหางนกยูงสองเส้นยาวตั้งโด่เด่กำลังนอนเล่นอยู่บนบัลลังก์เมฆปุยนุ่นสีฟ้า มือขวาโยนกระบองสีทองยาวเมตรกว่าลวดลายคลื่นน้ำลอยไปมาอย่างสบายอารมณ์
ดวงตาดุร้ายตามชาติกำเนิดไม่สนใจศิลาแม้แต่น้อย
ที่น่าแปลกคือพลังศักดิ์สิทธิ์ที่เข้มข้นกลับแสงหลากสีทั่วทั้งห้องเมื่อศิลาเพ่งสัมผัสลงไปลึกๆกับพบพลังที่แฝ้งเร้นในพลังศักดิ์สิทธิ์มันทั้งชั่วร้ายเกรี้ยวกราด มืดมนไร้ความหวังคล้ายเหวไร้ขอบเขตความบ้าคลั่งที่พร้อมจะกลื่นกลินทุกสรรพสิ่ง
“ท่านลดตัวไปเกือกกั่วกับมนุษย์ผู้กลายเป็นมารเชี่ยวหรอเทพีแห่งความมืด”
มันเอ่ยขึ้นพร้อมปรายหางตาดุร้ายคล้ายตาจรเข้หันมามองยังศิลาแต่ทว่าแท้จริงมันมองมาที่ผ้าไหมพรมสีดำที่พันรอบคอเขาตางหาก
“ก็เขาคู่ควร และสูงส่งไงล่ะ”
เจ้าหล่อนตอบกลับเสียงกระโชก
“งั้นข้าจะเด็ดหัวมันสะ”
ฟิ้วว....เปรี้ยง
กระบองทองถูกโยนหมุนควงกลางอากาศก่อนที่หงอคงจะหมุนใช้เท้าขวาเตะปลายกระบองพุ่งดุจกระสุนปืนเห็นเพียงเส้นสีทองเป็นลิว
-กำแพงเเห่งสูญ
ทักษะกำแพงเวทมนต์ของศิลาถูกใช้ออกทันปรากฎบาเรียสีม่วงดำขึ้นต้านทานกระบองสีท้องจนเกิดเสียงสะเทือนฟ้า ความสามารถของมันคือสะท้านทุกสิ่ง
ฟุบ...ฟุบ...
สัมพาทีและสดายุพุ่งตัววูบวาบด้วยท่าร่างเข้าประชิดหงอคงในอึดใจ
ทว่าหงอคงมันกลับดึงขนสีทองออกมาสองเส้นดีดปล่อยลอยมาตามสายลมวินาทีต่อมาแสงสีทองส่องวาบเกิดเป็นหงอคงอีกสองตนเข้าสะกัด
สัมพาทีและสดายุ
เปรี้ยง..
หงอคงกระโดดวูบเดียวถึงตัวศิลาพร้อมมือซ้ายขวาจับกระบองยกขึ้นเหนือหัวกลางอากาศฟาดใส่ด้วยพลังมหาศาล ปะทะกับบาเรียอีกละลอก
ตูม..
ร่างของศิลาชนอัดเสาร์ยักษ์สีเขียวสดหักพังทลายไม่มีชิ้นดี วินาทีต่อมากระบองสีทองแผอากาศมาทางด้านซ้ายด้วยความเร็วมหาศาลส่งเสียงหวีดหวิว
เคร้ง...เคร้ง..
คลื่นพลังสีดำกระจ่างดาวปรากฎออกจากผ้าพันคอเข้าสะกัดอย่างรู้ใจ เข้าสะกัดต้านทานอย่างร้อนรน
จนหงอคงต้องถอยล้นทิ้งระยะ
“ท่านขวางข้า จริงๆสินะเทพี่แห่งรัตติกาล”
มันกระชากเสียงใส่ทันทีเมื่อกระแสพลังของฟ้าครามเข้าสะกัดกระบองของมัน วินาทีนั้นศิลาพลันร่ายบทสวดเวทมนต์ถึงถ่อนสุดท้ายพอดี
“อนันตกาลแห่งจุดกำเนิด
กำเนิดเพื่อสิ้นสุด สิ้นสุดเพื่อกำเนิด
ยิ่งใหญ่เทียมฟ้า น้อยค่าเพียงธุรี
มรณะยาตรา ไม่มีสิ่งใดไม่สิ้นสุด
แสงอธรรมแห่งกาลล่มสลาย”
ศิลากระแทกเสียงบทสวดช่วงท้ายดังลั่นพร้อมปรากฎวงเวท์สีม่วงดำขึ้นจำนวนนับร้อยเพิ่มขึ้นนับพันเพิ่มเป็นหลายพันวินาทีต่อมาวงเวทย์ทั้งหมดพลันแตกระเบิดกลายเป็นคลื่นสีม่วงดำทรงกลมกลืนวิหารหายไปในพริบตา
วูฟฟฟฟ....วูบ...
ไร้เสียงระเบิดสะท้านฟ้าไร้ประกายเพลิงที่แสดงถึงพลังทำลาย ไร้ซึ่งสำเนียงการทำลาย ทุกสิ่งกลับหายไปในพริบตาเหลือเพียงหลุมลึกร้อยเมตรกว้างสามร้อยเมตร เพดานวิหารพลันปรากฎช่องโหล่เท่าขนาดของหลุมเผยเห็นท้องฟ้าทีมืดสนิทเสียงคมดาบเสียงระเบิดดังแววๆมาตามสายลม
พร้อมก้นหลุมปรากฎร่างพญาวานรสีทองชุดเกราะแตกละเอียด
ทั่วร่างเลือดชุมกายสายตาแข็งก้าวจ้องมองเขม็งมายังศิลา
ถัดไปข้างกายคือหญิงสาวรูปงามนอนทอดร่างอยู่ข้างต้นไม้สายตาว่างเปล่าทั่วร่างทอแสงสีน้ำตาลพร่างพราย
หงอคงรีบเอากายมาบังร่างหญิงสาวทันทีเมื่อเห็นศิลามองลงไป
“ภูติ...?”
ศิลาอุทานออกมาสั้นๆพร้อมสายตามองหญิงสาวรูปงามแต่งกายชุดผ้ายาวสีน้ำตาลเผยขาเรียวสวยร่างอรชรเรือนผมสีน้ำตาลยาวเลยแผ่นหลังใบหน้าแฝงไปด้วยความเมตตาแต่กลับแผ่รังสีกดดันอย่างดุร้าย ผิดกับหน้าตาที่หวานช้อยประดุจแก้วพลอย
“หื่มมม อีต้าคนนี้เห็นสาวสวยเป็นไม่ได้”
หญิงสาวในผ้าพันคอพูดขึ้นเบาๆพร้อมกับแม้มเขี้ยวกัดฟันแน่น
ฟึบ...ฟึบ...
หงอคงสลัดขนสองครั้งติดๆปรากฎขนทุกเส้นสีทองลอยปลิวว่อนก่อนจะกลายเป็นร่างแยกของมันหลายหมื่นตัว พร้อมขนที่งอกขึ้นมาใหม่บาดแผลพลันหายสนิท
เบื้องพื้นรอบตัวศิลาก็ปรากฎแสงสีแดงเลือดเผยร่างสิ่งมีชีวิต สัตว์อสูรจับนวนหลายหมื่นตนทั้งออร์ค
มิโนทอร์ ทีแร็ก แร็พเตอร์ เทโรซอร์ และสัตว์ดึกดำบรรพ์อีกมากมายเรียกได้ว่ามันคือกองทัพอสูรอมตะ
บรรพกาล
แว๊ก....แฟก....เจี๊ยกกก
เหล่าอสูรร่างแยกคำรามใส่กันก้องสะเทือนฟ้าสะเทือนดินพร้อมกับเทพีแห่งปัฐพีค่อยๆยืนขึ้นอย่างสง่า
และเมื่อเป็นดังนั้นผ้าพันคอของศิลาเองก็ทอแสงสีดำกระจ่างดาววูบวาบก่อนจะปรากฎบอลแสงสีดำลอยออกฟ้าครามพลันยืนเคียงข้างร่างศิลาที่ค่อยๆลุกยืนเช่นกันถัดไปเบื้องหน้าซ้ายมือคือสดายุและสัมพาทีที่ทั้งร่างห่อหุ่มด้วยคลื่นพลัง
คลื่นพลังเวทย์เกินขีดของทั้งสองฝ่ายสาดปะทะกันจนเกิดเสียงกระหึ่มอื้ออึ่งพื้นดินสั่นสะเทือน
“ท่านตกตำเกินไปจริงๆเทพีแห่งรัตติกาลไปเสียท่าให้มารแบบนั้นได้เช่นไร”
คำพูดของเทพีแห่งปัฐพีทำเอาฟ้าครามถึงกับอึ่งไปชั่วครู่ก่อนหน้าจะแดงฉานหันไปมองศิลาตาแป๋วนึกย้อนถึงตอนที่ศิลาใช้วิธีอุตริตจัดการเธอ
เธอคงไม่กล้าบอกหลอกว่าเสียท่าได้เช่นไรเพราะแพ้ตั้งแต่ยังไม่สู้ด้วยซ้ำ
“เรื่องของเราเจ้าเองก็ระวังจะเจอดีหากดูถูกบุรุษผู้นี้”
ฟ้าครามตอบอย่างมั่นใจ เพราะเธอเชื่อใจบุรุษเคียงกายเธอว่าเขาสามารถฝ่าได้ทุกอุปสรรค์ หากไม่นับวิธีการแผลงๆศิลาถือว่าเลือดเย็นมากและเป็นบุรุษที่น่ากลัวอย่างยิ่ง
แว๊ก...ตูม
ทั้งร่างแยกทั้งสัมพาทีสดายุพุ่งทะยานเข้าปะทะกันอย้างบ้าคลั่งศิลาเองก็ตรงเข้าหาหงอคงปล่อยให้สองสาวเจ้าเคลียร์กันเองพริบตาเดียวถ้ำทั้งถ้ำพลันถล่มป่าทั้งป่าพังพินาศ เสียงระเบิดดังกระหึ่ม คลื่นพลังแตกกระจายเป็นละลอกคล้ายโยนหินก้อนมหึมาลงบ่อน้ำ
“เห่ยนั้นมันอะไรวะ”
เสียงเหล่าทหารเอ่ยขึ้นร้องลั่นเมื่อกองทัพอสูรของศิลาโผล่ขึ้นมาจากใต้เศษซากวิหาร ศิลาพบว่าตัวเขามาโผล่กลางสนามรบของเมืองอัสนี
กับกิลด์อันดับสองสวรรค์สร้างเสียแล้ว
จนเกิดกลายเป็นสงครามสามทัพหนึ่งชิงเมือง หนึ่งชิงหัวใจภูติ หนึ่งปกป้องหัวใจภูติ
กลายเป็นความบรรลัยไปอีกระดับ
“หัวหน้านั่นมันไอ้ศิลา”
ท่ามกลางเปลวไฟสงครามเสียงคมอาวุธคมดาบเสียงระเบิดเสียงกรีดร้องดังระงม เจนศึกเอ่ยขึ้นพร้อมกับชีหอกสีดำมาทางศิลาให้กับหัวหน้ากิลด์
ว่านโจให้มองไปทางศิลาที่กำลังปะทะกับหงอคงอย่างบ้าบิ่นเหนือปราสาทเมืองพร้อมกับเหล่าสัตว์อสูรมากมายที่ค่อยๆทยอยโผล่พ้นขึ้นมาจากหลุมถ้ำซากวิหารพร้อมกับเสียงจากระบบดังขึ้นให้ทุกคนได้ยิน
“เทพอสูร ซุนหงอคง ฉีเทียนต้าเซิงระดับ240 ปรากฎตัวผู้ใดถูกสังการระดับลดลงครึ่งหนึ่งรอเวลาเกิด13วันตามโลกจริง”
“จักรพรรดิ มารอสูรสัมพาที ระดับ56 ปรากฎตัว”
“จักรพรรดิ มารอสูรส ระดับ50 ปรากฎตัว”
“เทพีแห่งความมืด ระดับ175 ปรากฎตัว”
“เทพีแห่งปัฐพี ระดับ200 ปรากฎตัว”
เสียงผู้คนมากมายฮือฮาทันทีพร้อมกับการมาถึงของแปดนักเวทย์ดาบคู่
ที่ขี่หลังกิเลนไฟมาอย่างสง่าอยู่หน้าประตูเมืองที่เปลวเพลิงแห่งสงครามกำลังลุกโชน
กลายเป็นส่งครามชิงเมืองเต็มรูปแบบจนมิอาจแยกแยะฝ่ายใดได้
ทุกสายตาในสนามรบทั้งกองกำลังทหารของเมืองอัสนี(Nonplayer ตัวละครที่ไม่ต้องใช้ผู้เล่นควบคุม)
กองกำลังทหารของกิลด์สวรรค์สร้าง
ร่างของศิลากลับหงอคงกำลังฟาดฟันขับเขี้ยวกันเหนือปราสาทเมืองอัสนี
พร้อมด้วยกองทัพทหารลิงร่างแยกหงอคงและเทพีทั้งสองที่จู่ๆก็ปรากฎตัวพุ่งขึ้นมาจากพื้นดินท่ามกลางเมืองรวมถึงสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิอีกสองตน
และยังสัตว์อสูรดึกดำบรรพ์สีเลือดอีกนับหมื่น ภาพในเมืองอัสนีที่กำลังดุเดือดพลันสงบเงียบไร้เสียงจ้องมองสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ทยอยขึ้นมาจากหลุมลึกกลางเมืองที่เวทมนต์ของศิลาได้กลืนพื้นที่หายไป
ศิลามองไปรอบตัวพบว่าแท้จริงแล้วปราสาทใต้ดินที่เข้าเดินเข้ามาด้านบนมันตรงกับเมืองอัสนีพอดี
“ฆ่าไอ้ศิลาสะ”
หัวหน้ากิลด์สวรรค์สร้างเอ่ยขึ้นกับขุนศึกคู่กายนามเจนศึกด้วยแววตาสีหน้าตึงเครียด
เพราะเขาคิดว่าหากศิลาจะโผล่มาจริงๆก็คงจะมาแค่คนเดียวเพราะตามสายข่าวและเป็นที่รู้กันคือศิลาเป็นผู้เล่นโซโล่ไม่มีกลุ่มไม่มีเพื่อน
แต่สถานการณ์มันกลับเลวร้ายไปกันใหญ่เพราะศิลาโผล่มากับพลพรรคสัตว์อสูรมากมาย
ฟ้าครามกระชากหางตาวูบหนึ่งในขณะที่ร่างกำลังลอยลงสู่พื้นดินท่ามกลางเมืองอัสนี พริบตานั้นในสมองเธอแล่นปราดใช้ความคิดถึงศิลาจะเก่งไหนแต่ถ้าต้องรับมือกับหงอคงไปด้วยและกิลด์สวรรค์สร้างไปด้วยต่อให้เป็นศิลาคงลำบาก
เมื่อคิดได้แบบนั้นเธอจึงทำบางอย่างพร้อมกับปากที่เริ่มขยับร่ายเวทมนต์
“ในนามแห่งเทพีรัตติกาล ความวิบัติจงบังเกิดแก่ผู้ที่บังอาจ
เมื่อข้าปรากฎตัวทวยเทพเทวาจงหลีกหนี
เมื่อข้าปรากฎตัวสุริยันจักษ์สิ้นแสง
เมื่อข้าปรากฎ จงบูชา จงคารวะ จงเกรงกลัว
ข้าเทพีแห่งรัตติกาล ผู้กลืนกินทุกชีวัน
มหาเวทย์ จันทรากลืนสุริยัน
จบคำร่ายเวทมนต์ช่วงสุดท้ายของฟ้าครามเธอกระแทกเสียงดังลั่นก้องไปทั่วพร้อม วงสีดำกระจ่างดาวที่
ปรากฎลอยแต่งแต้มในอากาศทั่วบริเวณหนึ่งกิโลเมตรนับพันวงพลันแตกกระจายส่องสว่างความมืดปกคลุมทั่วบริเวณจนไม่เห็นสิ่งใด