ทันใดนั้นเองนางรู้สึกราวกับมีคมมีดกรีดลงที่ปลายนิ้วเรียว เืสีแดงไหลซึมออกมาตามิัปลายนิ้วเล็กน้อย นางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เคยปลอดโปร่งบัดนี้กลับถูกปกคลุมไปด้วยก้อนเมฆสีดำทะมึน ลมพายุพัดกระชากจนทำให้นางแทบยืนไม่อยู่หากไม่คว้ากิ่งไม้แข็งแรงด้านข้างตัวไว้มิแน่ว่าอาจจะปลิวไปพร้อมกับสายลม นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดพายุจึงได้มาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยราวกับเกิดเื่ผิดธรรมชาติ
“โอ๊ยย”จู่ๆเยว่ซินก็รู้สึกเจ็บแปลบที่ข้อมือขาวผ่องราวกับมือเข็มนับร้อยทิ่งแทงลงไปในเนื้อนุ่มแต่เพียงไม่นานความเจ็บก็แทนที่ไปด้วยอาการชาเล็กน้อยเท่านั้น นางสำรวจดูบริเวณข้อมือเล็กกลับพบปานคล้ายกับรูปผีเสื้อแต่มีเพียงแค่ปีก้าเท่านั้น นางมั่นใจว่าปานนี้ไม่เคยมีบนร่างกายนี้มาก่อนอย่างแน่นอน มือเล็กลูบวนข้อมือเเผ่วเบา นางไม่แน่ใจว่ามันมาได้อย่างไร แต่นางเชื่อว่าต้องเกี่ยวข้องกับการที่นางทำพันธสัญญากับิญญาตนนั้นเมื่อสักครู่นี้อย่างแน่นอน
และเป็อย่างที่นางคิดขณะนี้ิญญาตนนั้นกำลังสำรวจมิติของหญิงสาว โดยที่เ้าตัวไม่เคยรู้ว่านางมีพร์ข้อนี้ด้วย
“หายไปไหนแล้วล่ะ”เยว่ซินเอ่ยหาิญญาตนนั้น
“เรียกข้าว่าเหยียนเหยา”
เยว่ซินคาดว่าน่าจะเป็ชื่อของิญญาตนนั้น “เหยียนเหยาอย่างนั้นหรือ”
“ถูกต้องแล้วเ้าค่ะ จากนี้ข้าเป็บริวารของท่านมีหน้าที่สอดแนมเื่ชาวบ้าน”เหยียนเหยาเอ่ย
“แล้วปานนี่คืออะไรหรือ”เยว่ซินลูบข้อมือเบาๆ
“ปานนี่คือมิติที่3ของท่านและิญญาตนใดก็ตามที่ทำพันธสัญญากับท่านก็จะได้อยู่ที่นั่น”ผีเหยียนเหยาวนไปรอบตัวเ้านายคนใหม่
เยว่ซินมองหาเหยียนเหยาไม่พบ นางยังคงได้ยินแค่เสียงเท่านั้น”แล้วเหตุใดข้าจึงมองมิเห็นเ้า”
“ข้าก็มิรู้เช่นกันเ้าค่ะ”
“แล้วข้าเข้าไปในมิติได้หรือไม่”เยว่ซินใคร่สงสัยว่ามิติที่ว่านั่นคืออะไร
วูบ~~~
เพียงเสี้ยววินาทีร่างเล็กก็โผล่เข้ามาอีกสถานที่หนึ่ง สถานที่ไม่มีผู้ใดสามารถค้นพบได้เว้นเสียผู้นั้นจะเป็เ้าของมิติ พื้นที่เขียวขจีสดชื่นอุดมสมบูรณ์ไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ มีบ้านไม้หลังเล็กตั้งเด่นอยู่ใกล้กับทะเลสาบสีน้ำเงินที่นางมองไม่เห็นที่สิ้นสุด แต่แปลกยิ่งนักที่นางกลับมองไม่เห็นดวงอาทิตย์ปรากฏอยู่บนท้องฟ้า ซ้ำด้านในนี้อากาศยังผิดกลับด้านนอกลิบลับราวกับเป็คนละโลก อากาศนี่ช่างบริสุทธิ์ราวกับอยู่บนยอดดอย ทั้งยังมีลมพัดโชยตลอดเวลาทำให้เย็นสบายยิ่งนัก
“เพียงแค่คิดก็เข้ามาเลยหรือ ดีจัง” ร่างเล็กวิ่งไปริมทะเลสาบที่มีน้ำใสสะอาดอย่างตื่นเต้น เสียงคลื่นกระทบเข้ากับฝังฟังแล้วพาให้รู้สึกสบายใจ ยามที่ละอองน้ำกระเซ็นเข้าที่ใบหน้าเล็กทำให้เ้าตัวรู้สึกเย็นสบายจนอยากจะลงไปแช่เสียทั้งตัว ทรายเม็ดขาวที่ยืนเหยียบอยู่ก็ไม่รู้สึกระคายผิวเลยสักนิดแต่กลับให้ความรู้สึกราวกับยืนอยู่บนปุยนุ่นเสียอย่างนั้น
เมื่อทำใจผละออกจากที่ตรงนั้นได้นางก็ตรงไปสำรวจบริเวณบ้านหลังเล็กทันที ร่างเล็กเหม่อมองประตูบานไม้อยู่หลายเค่อ มือบางลูบััรูปผีเสื้อที่ถูกแกะสลักราวกับมีชีวิตหลายตัวเอาไว้ พินิจดูแล้วมันช่างอ่อนช้อยทั้งยังแฝงไปด้วยความน่าเกรงขาม นางมิเข้าใจว่าเหตุใดประตูบานนี้จึงทำให้นางมีความรู้สึกเช่นนี้ได้ ในที่สุดนางก็ตัดสินใจผลักประตูนั้นออกจากกันเพื่อเข้าไปสำรวจด้านใน เมื่อมองเข้าไปด้านในแล้วกลับทำให้นางอึ้งงันยิ่งกว่าเดิม ด้านในเต็มไปด้วยเครื่องอำนวยสะดวกต่างๆที่เหมือนกับโลกเดิมไม่มีผิด “อะไรกันเนี่ย สุดยอดเลย!”
ทั้งที่ในยุคสมัยนี้ไม่ควรจะมีเครื่องใช้ที่ทันสมัยเฉกเช่นในยุคที่นางจากมา หรือว่านี่จะเป็ของขวัญปลอบใจจาก์กัน นางเดินสำรวจไปทุกซอกทุกมุมของบ้านแต่ก็ไม่พบใครอยู่ที่นี่นอกจากตัวนาง ร่างบางเดินไปที่หน้ากระจกบานยาวเท่าตัวคน มองเห็นเด็กหญิงตัวเล็กที่ฉายแววว่าจะงามล่มเมือง หน้าตาคล้ายกับมารดาผู้ให้กำเนิดถึง70ส่วน ผิวพรรณงามผุดผ่อง เสียแต่ว่ามือน้อยช่างหยาบกร้านเสียเหลือเกิน นางคงต้องบำรุงขนาดหนักเสียแล้ว
ไม่นานมากนักเยว่ซินจึงออกมาด้านนอกมิติ นางพบว่านางใช้เวลาอยู่ในมิติเพียงหนึ่งถ้วยชาเท่านั้น แต่ในความรู้สึกเหมือนนางจะใช้เวลาไปถึงหนึ่งก้านธูป อาจเป็เพราะห้วงเวลาในมิติกับด้านนอกนั้นต่างกันอย่างมาก หากเป็เช่นนั้นมิเท่ากับว่านางสามารถใช้เวลาอยู่ในนั้นโดยมิต้องกังวลสิ่งใดเลยน่ะสิ
‘ของขวัญจาก์ข้อนี้ดีมาก ขอบคุณนะเ้าคะ’