แพรยืนอยู่ริมทะเลตอนเช้า ลมพัดเย็น ๆ ผมยังเปียกชื้นจากน้ำทะเลเมื่อคืน
พี่เอกยืนห่าง ๆ สักพักก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ช้า ๆ (ยังรักษาระยะที่แพรสบายใจ)
“หนู... อยากเดินเล่นทะเลต่อไหมครับ หรืออยากไปนั่งกินอะไรอุ่น ๆ ที่ร้านแถวนี้ก่อน พี่เห็นร้านข้าวต้มทะเลเปิดเช้า ๆ อยู่ไม่ไกลนะ ไปไหม”
แพรพยักหน้าเบา ๆ ไม่พูดมาก แต่ก็ยอมให้พี่เอกเดินข้าง ๆ (ห่างกันประมาณก้าวเดียว)
ทั้งคู่เดินเลียบชายหาดไปเรื่อย ๆ พระอาทิตย์เริ่มขึ้นสูงขึ้น ทะเลสีครามสะท้อนแสงสวยงาม
พี่เอกไม่พูดอะไรเยอะ แค่ชี้ให้ดูนกนางนวลบินผ่าน และชี้ไปที่พื้นทราย “ตรงนั้นมีเปลือกหอยสวย ๆ เยอะเลยนะครับ”
แพรค่อย ๆ ผ่อนคลายลงนิดหนึ่ง เสียงคลื่นช่วยกลบความคิดฟุ้งซ่านในหัว
พอเดินไปถึงจุดที่น้ำตื้น พี่เอกถอดรองเท้าออก แล้วยิ้มอ่อน ๆ
“ลงไปเดินเล่นน้ำไหมแพร... ดูสิ มีปูด้วยยย มันมุดลงรูปไปแล้ว 55”
แพรหัวเราะแบบลังเล แต่สุดท้ายก็ถอดรองเท้า แล้วก้าวเท้าเปล่าลงไปในน้ำทะเลเย็น ๆ
คลื่นซัดมาที่ข้อเท้า เธอสะดุ้งนิดนึง แต่ก็ยิ้มออกมาได้เล็กน้อย เป็นครั้งแรกในรอบ 24 ชั่วโมง
พี่เอกยืนมองแพรด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใย
แพรเดินลุยน้ำไปเรื่อย ๆ จนถึงเอว แล้วหันมามองพี่เอก
“พี่เอกคะ... ลงมาเล่นด้วยกันไหมคะ หนู... ไม่อยากเล่นน้ำคนเดียว”
พี่เอกยิ้มอ่อน ๆ แล้วถอดเสื้อออก (เหลือเสื้อยืดบาง ๆ กับกางเกงขาสั้น) เดินลงน้ำมาช้า ๆ
ทั้งคู่เริ่มเล่นน้ำกันเบา ๆ — กวักน้ำใส่กันเล็กน้อย หัวเราะเบา ๆ เมื่อคลื่นซัดแรงจนเซ
พี่เอกไม่เคยแตะตัวแพรเกินจำเป็น แค่ยื่นมือให้เกาะเวลาคลื่นแรง หรือช่วยกันเก็บเปลือกหอยที่ลอยมา
แพรค่อย ๆ เปิดใจมากขึ้น เธอเล่าเรื่องพี่กรให้พี่เอกฟังแบบไม่กั๊ก (น้ำตาไหลผสมกับน้ำทะเล)
พี่เอกฟังเงียบ ๆ ไม่ตัดสิน ไม่แทรก แค่พยักหน้าเป็นระยะ แล้วพูดเบา ๆ บ้างว่า
“หนูเจ็บขนาดนี้... พี่เข้าใจเลยครับ หนูไม่ผิดเลย”
ทั้งคู่เล่นน้ำจนตัวเปียกชุ่ม หัวเราะกันเบา ๆ เมื่อคลื่นซัดแรงจนพี่เอกล้มด้วยท่าทางตลก
แพรรู้สึกเหมือนหัวใจเบาขึ้นนิดหนึ่ง ไม่ใช่หายเจ็บ แต่เป็นการได้ระบาย และรู้สึกว่า... ยังมีคนที่ไม่ทิ้งเธออยู่จริง ๆ
**ตัดภาพไปที่มหาวิทยาลัย — เช้าวันเดียวกัน**
พี่กรเดินเข้าตึกคณะด้วยท่าทีหงุดหงิดและเครียดสุดขีด
ตาคล้ำ ผมยุ่ง เหมือนไม่ได้นอนทั้งคืน (เพราะนั่งรอหน้าบ้านแพรจนเช้า แล้วรีบกลับมาทำงานแบบฝืนตัวเอง)
สีหน้าเคร่งเครียด เดินเร็ว หน้าตึง ไม่ทักทายใคร ไม่ยิ้มให้ใครเลย
พอเดินถึงห้องทำงาน พี่กรโยนกระเป๋าลงโต๊ะดังปัง แล้วนั่งลงก้มหน้าก้มตาเปิดคอมพิวเตอร์ แต่ไม่ได้ทำงานจริง ๆ แค่จ้องหน้าจอว่างเปล่า
เพื่อนร่วมงานแอบมองกัน แต่ไม่มีใครกล้าถาม
ไม่นาน อ.วิภาเดินเข้ามาหาพี่กรอีกครั้ง (ถือแฟ้มเอกสารเหมือนเดิม)
เธอยิ้มหวาน เดินตรงมาที่โต๊ะ แล้ววางแฟ้มลงเบา ๆ
“อาจารย์ธนากรคะ... วันนี้หนูมีเรื่องงานเพิ่มอีกนิดนึงค่ะ อาจารย์ช่วยดูให้หน่อยได้ไหมคะ”
เธอทำอย่างเคย เดินเข้าใกล้ เอียงตัวลงใกล้ ๆ พี่กร แล้วเกาะแขนพี่กรเบา ๆ (แบบที่ดูสนิทสนมขนออกนอกหน้า)
ครั้งนี้พี่กรทนไม่ไหวแล้วจริง ๆ
พี่กรสะบัดแขนออกแรง ๆ จนแฟ้มเอกสารหล่นลงพื้น
เสียงดังจนคนทั้งแผนกหันมามอง
“พอได้แล้วครับอาจารย์วิภา!”
เสียงพี่กรดังขึ้นชัดเจน หงุดหงิดและโมโหปนกันจนทุกคนตกใจ
“ผมบอกกี่ครั้งแล้วว่าผมมีแฟนแล้ว ผมไม่อยากให้ใครมาเกาะแขนผมแบบนี้ ผมไม่สบายใจ และผมคิดว่ามันไม่เหมาะสมนะครับ!”
ห้องเงียบกริบ
อ.วิภาชะงัก หน้าซีดลงทันที
พี่กรยังพูดต่อ (เสียงดังพอให้คนทั้งห้องได้ยิน)
“เรื่องงาน ผมยินดีช่วยในฐานะเพื่อนร่วมงาน แต่ผมขอให้เคารพขอบเขตส่วนตัวของผมด้วยครับ
ถ้าท่านอาจารย์อาวุธหรือใครมีเรื่องด่วนจริง ๆ ผมก็รับผิดชอบตามหน้าที่ แต่ผมจะไม่ไปดื่ม ไม่ไปสังสรรค์ ไม่ไปไหนกับใครอีกแล้ว ผมมีคนที่ผมรัก และผมไม่อยากให้เธอต้องเจ็บอีก”
พี่กรหันไปมองทุกคนในห้องที่กำลังมองตาค้าง
“ขอโทษทุกคนที่ผมเสียงดังครับ แต่ผมทนไม่ไหวจริงๆ!”
......ทั้งห้องเงียบสนิท
อ.วิภาหน้าแดงก่ำ ก้มหน้าหยิบแฟ้มขึ้น แล้วรีบเดินออกจากห้องไปเงียบ ๆ
คนอื่น ๆ ในห้องมองหน้ากัน แต่ไม่มีใครกล้าพูดอะไร
พี่กรทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ หอบหายใจแรง ๆ แล้วก้มหน้าลงกับโต๊ะ
น้ำตาหยดลงบนเอกสารตรงหน้าเงียบ ๆ
แพร... ตอนนี้ยังเล่นน้ำทะเลกับพี่เอก
เธอไม่รู้เลยว่า พี่กรเพิ่งประกาศออกมาดัง ๆ ที่ทำงาน
ตกบ่าย แสงแดดเริ่มอ่อนลง ทะเลบางแสนยังคงสงบแต่ลมแรงขึ้นเล็กน้อย
ทั้งคู่เดินกลับจากชายหาดช้า ๆ พี่เอกเดินห่าง ๆ ตามหลังแพรเหมือนเดิม ไม่พูดอะไรมาก
แพรเดินเท้าเปล่าบนทรายเย็น ๆ ปลายเท้าจุ่มน้ำเป็นระยะ ๆ เธอรู้สึกดีขึ้นจริง ๆ
ไม่ใช่หายเจ็บทั้งหมด แต่เสียงคลื่น เสียงลม กลิ่นทะเล กับการได้ร้องไห้จนหมดแรงเมื่อคืน ทำให้หัวใจที่บีบแน่นคลายลงมาบ้าง
อย่างน้อยตอนนี้ เธอไม่รู้สึกเหมือนกำลังจะแตกสลายอีกต่อไป
พี่เอกเดินตามหลังจนถึงรถ แล้วเปิดประตูให้แพรขึ้นก่อน
“หนูหิวไหมครับ เดี๋ยวพี่แวะซื้อของกินระหว่างทางกลับห้องพักก็ได้นะครับ”
แพรส่ายหน้าเบา ๆ แล้วยิ้มจาง ๆ
“ไม่เป็นไรค่ะพี่เอก... หนูอิ่มแล้วค่ะ ขอบคุณที่พาหนูมาเล่นน้ำนะคะ และดูแลหนูนะคะ หนูรู้สึกดีขึ้นจริง ๆ ค่ะ”
พี่เอกยิ้มตอบ แล้วขับรถกลับไปห้องพักช้า ๆ
ระหว่างทาง ทั้งคู่ไม่ค่อยพูดอะไร แต่บรรยากาศไม่ตึงเครียดเหมือนเมื่อคืนอีกต่อไป
แพรมองออกไปนอกหน้าต่างรถ เห็นทะเลค่อย ๆ ห่างออกไป แล้วพูดเบา ๆ กับตัวเอง (แต่พี่เอกได้ยิน)
“พรุ่งนี้...หนูคงต้องกลับไปเผชิญหน้ากับมันจริง ๆ แล้วสินะ”
พี่เอกพยักหน้าเบา ๆ ไม่พูดอะไรเพิ่ม
**พอถึงห้องพัก**
แพรเดินเข้าห้องนอน อาบน้ำอุ่น ๆ อีกครั้ง ปล่อยให้น้ำร้อนไหลผ่านตัวจนรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น
เธอสวมเสื้อยืดตัวใหญ่กับกางเกงขาสั้นที่พี่เอกเตรียมไว้ แล้วเดินออกมานั่งที่โซฟาในห้องนั่งเล่น
พี่เอกนั่งอยู่ที่โต๊ะกินข้าวเล็ก ๆ ทำกาแฟร้อนแก้วใหม่ให้แพร แล้ววางลงตรงหน้าเธอเงียบ ๆ
แพรหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดเครื่องหลังจากปิดมาทั้งคืน
ทันทีที่เปิดเครื่อง
แจ้งเตือนเด้งรัว ๆ จากไลน์
ส่วนใหญ่เป็นจากพี่แอน
**พี่แอน (ข้อความรัว ๆ ตั้งแต่เมื่อเช้า):**
แพร!!! แกอยู่ไหนวะ เป็นไรรึเปล่า?
อ.กรโทรมาหาพี่ตั้งแต่เช้า บอกว่าแกไม่กลับบ้าน ไม่ตอบไลน์ ไม่รับโทรศัพท์ แล้วรถแกก็ไม่อยู่หน้าบ้าน
แกไปกับอ.เอกจริงเหรอ? มิ้นบอกเห็นแกขึ้นรถไปกับ อ.เอก แล้วเมื่อวานพี่เห็นแกเดินออกจากตึกแบบหน้าซีดเลยอะ
แล้วอ.วิภากับอ.กรนี่มันอะไรกันแน่? เมื่อเช้าพี่เห็นอ.วิภาเกาะแขนอ.กรใหญ่เลย
แพร... แกตอบพี่หน่อยดิ พี่ห่วงจะตายอยู่แล้ววววววว
ถ้าแกไม่สบายจริง ๆ บอกพี่ได้นะ พี่ไปรับแกเองก็ได้
หรือแกอยากเลิกกับ อ.กรแล้ว มีปัญหาอะไรเล่าให้พี่ฟังได้นะแพร"
แพรอ่านข้อความรัว ๆ ของพี่แอนแล้วน้ำตาเอ่อขึ้นมาอีกครั้ง
แต่คราวนี้ไม่ใช่แค่เจ็บจากพี่กรอย่างเดียว
มันเป็นความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งหมด ความเจ็บ ความสับสน ความเหงา ความกลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับความจริง
แพรยกแขนเสื้อขึ้นปาดน้ำตา แล้วหันไปมองพี่เอกที่นั่งเงียบ ๆ อยู่ตรงข้าม
“พี่เอกคะ... พี่แอนทักมารัว ๆ เลยค่ะ บอกว่าพี่กรโทรหาพี่แอน บอกว่าหนูหายไป ไม่กลับบ้าน ไม่รับโทรศัพท์
หนู... หนูไม่รู้จะตอบพี่แอนยังไงดีค่ะ”
พี่เอกยิ้มอ่อน ๆ แล้วพูดเบา ๆ
“หนูไม่ต้องรีบตอบก็ได้นะครับ ถ้าหนูยังไม่พร้อม
หรือถ้าหนูอยากให้พี่ช่วยตอบแทน พี่ก็ตอบให้ได้ครับ บอกว่าหนูอยู่กับเพื่อน ได้พักผ่อนสักวันสองวัน แล้วพรุ่งนี้ค่อยกลับไปทำงานก็ได้
หนูไม่ต้องฝืนอะไรทั้งนั้นตอนนี้เลยนะครับ พักก่อนเถอะครับ”
แพรพยักหน้าเบา ๆ แล้ววางโทรศัพท์ลง
เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นทะเลที่ยังคงสงบเหมือนเดิม
แพรพูดเบา ๆ กับตัวเอง (แต่พี่เอกได้ยิน)
“พรุ่งนี้... หนูจะกลับไปทำงาน แล้วหนูจะบอกลาพี่กรให้ชัดเจนค่ะ
หนูจะไม่หนีอีกแล้ว... หนูจะจบมันด้วยตัวเอง”
พี่เอกพยักหน้า แล้วยิ้มอ่อน ๆ
“พี่เชื่อในหนูครับ... หนูเข้มแข็งกว่าที่พี่คิดไว้เยอะเลย
คืนนี้พักผ่อนให้เต็มที่นะครับ พรุ่งนี้ถ้าหนูพร้อม พี่จะขับรถส่งหนูไปทำงานเอง
ไม่ต้องห่วงอะไรทั้งนั้น พี่จะอยู่ข้าง ๆ หนูเงียบ ๆ จนกว่าหนูจะบอกว่าพอ”
แพรยิ้มจาง ๆ แล้วพยักหน้า
“ขอบคุณนะคะพี่เอก... ที่ไม่ทิ้งหนู”
พี่เอกยิ้มตอบ แล้วลุกไปต้มน้ำร้อนเพิ่มให้แพร
ทั้งคู่นั่งเงียบ ๆ ฟังเสียงคลื่นจากหน้าต่าง
คืนนี้... แพรไม่ได้อยู่คนเดียวอีกแล้ว
แต่พรุ่งนี้... เธอจะต้องกลับไปเผชิญหน้ากับความจริง
และครั้งนี้ เธอจะไม่หนีอีกแล้ว
**ตัดภาพไปที่พี่กร — มหาวิทยาลัย ช่วงบ่ายวันเดียวกัน**
พี่กรนั่งอยู่ในห้องทำงาน ตาแดง ผมยุ่งเหยิง หน้าตาเหมือนคนอดนอน
เขาเปิดไลน์ดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า ข้อความที่ส่งไปหาแพร ยังขึ้นว่า “ยังไม่อ่าน”
โทรไปก็ไม่ติด (เครื่องปิด)
พี่กรกำโทรศัพท์แน่นจนข้อนิ้วซีด แล้วทุบโต๊ะเบา ๆ ด้วยหมัด
อ.วิภาเดินเข้ามาหาพี่กรอีกครั้ง (ถือแก้วกาแฟมาให้ อ.กร)
เธอยิ้มหวาน แล้ววางแก้วกาแฟตรงหน้า
“อาจารย์ธนากรคะ... พอดีฉันไปร้านกาแฟมา เลยซื้อมาฝากอาจารย์ค่ะ”
พี่กรเงยหน้าขึ้นมองอ.วิภา สายตาเย็นชาและหงุดหงิดชัดเจน
เขาลุกขึ้นยืนทันที แล้วพูดเสียงดังจนคนในห้องหันมามอง
“ผมบอกกี่ครั้งแล้วว่าผมไม่สะดวก! ผมมีแฟนแล้ว! และผมไม่อยากให้ใครมาเกาะแขนผมหรือชวนผมไปไหนอีก!”
เสียงพี่กรดังก้องไปทั่วห้อง
อ.วิภาชะงัก หน้าซีดอีกครั้ง
พี่กรพูดต่อ (เสียงยังดัง แต่สั่นด้วยความโกรธและเสียใจ)
“ผมเสียคนที่ผมรักไปเพราะความโง่ของผมเอง ผมจะไม่ให้มันเกิดซ้ำอีกแล้วครับ
เรื่องงาน ผมยินดีทำตามหน้าที่ แต่ผมขอให้เคารพขอบเขตส่วนตัวของผมด้วย!”
.....ห้องเงียบกริบ
อ.วิภา หัวเราะแก้เขินและตอบว่า
"อ.กร คิดมากไปป่ะคะ ภาแค่ไปร้านนั้นพอดี เลยซื้อมาฝาก เพราะอาจารย์ช่วยงานภาหลายครั้ง งั้นต่อไป.. ถ้าอาจารย์ไม่ชอบ ภาไม่ซื้อมาฝากก็ได้ค่ะ ขอโทษที่รบกวนนะคะ!"
พูดจบ อ.วิภาก็เดินสบัดผมพร้อมหยิบแก้วกาแฟออกไป
อ.วิภาเดินสะบัดผมออกจากห้องทำงานด้วยหัวใจที่เดือดพล่าน แต่ในหัวของเธอไม่มีคำว่า "สำนึก" อยู่เลยแม้แต่นิดเดียว
สำหรับวิภา เธอไม่ได้มองว่าการเกาะแขนหรือการเข้าหาพี่กรคือการแย่งชิง แต่มันคือ "เสน่ห์" และ "สิทธิ์" ที่เธอควรจะได้ลองใช้ดู
เธอคิดเสมอว่าถ้าพี่กรไม่เล่นด้วย เขาคงปฏิเสธไปนานแล้ว การที่เขามาตะคอกใส่เธอต่อหน้าคนอื่นวันนี้ วิภาไม่ได้มองว่าเป็นความผิดของเธอ แต่เธอมองว่าพี่กร "ประสาทแดก" เพราะโดนเด็กอย่างแพรปั่นหัว
'หึ... ทำเป็นสุภาพบุรุษขึ้นมาเชียวนะอาจารย์กร' วิภายิ้มเหยียดที่มุมปากขณะส่องกระจกเติมปาก
เธอคิดในใจอย่างมั่นใจว่าแพรนั่นแหละคือต้นเหตุของเรื่องวุ่นวายทั้งหมด ถ้าแพรไม่ทำตัวเป็นเจ้าของจนเกินไป พี่กรก็คงไม่ต้องอึดอัดจนต้องมาลงที่เธอ วิภาไม่ได้รู้สึกผิดที่ทำครอบครัวคนอื่นพัง เพราะสำหรับเธอ "ความรักคือการแข่งขัน" และถ้าพี่กรคุมตัวเองไม่ได้เอง มันก็ไม่ใช่ความผิดของเธอ ที่เข้าไปเป็นตัวเลือก
"อยากโชว์หล่อประกาศรักนักใช่ไหม? เดี๋ยวฉันจะทำให้ดูว่า เด็กนั่นจะทนความกดดันของที่นี่ได้นานแค่ไหน"
ความแค้นที่ถูกหักหน้าทวีคูณกลายเป็นความริษยา วิภาไม่เพียงไม่หยุด แต่เธอกำลังวางแผนจะทำให้แพรกลายเป็น "ตัวปัญหา" ในสายตาคนทั้งคณะมากขึ้นไปอีก