ตอนที่ 87 รูปสลักปลายวิถี
เมื่อทุกคนได้ยลโฉมรูปปั้นธรรมดา ๆ ที่มีรูปร่างเป็นสตรีชรากำลังนั่งสมาธิจิตใจของทุกคนก็สะท้านไหวอย่างรุนแรง ความปั่นป่วนพลันแพร่กระจายไปทั่วงานประมูลอย่างรวดเร็วราวกับไฟป่า
คลื่นพลังผันผวนของเหล่าอริยะมากมายต่างแพร่กระจายไปทั่วงาน พวกเขาล้วนเพ่งพลังทั้งหมดไปที่รูปสลักปลายวิถีกันอย่างพร้อมเพรียง เหล่าอริยะที่อยู่ชั้นล่างต่างผุดลุกขึ้นด้วยความตื่นตะลึง เหล่าผู้ที่อยู่ห้องส่วนตัวแม้จะไม่ได้ตกอกตกใจเพียงนั้นแต่นิทานก็สัมผัสได้ถึงความกระหายอยากที่ปรากฏขึ้นผ่านท่าทางบนร่างกายที่สั่นไหว
แม้แต่อินจันทร์ที่อยู่ทางด้านข้างเองก็ยังสะท้านเล็กน้อย ท่าทีของเขาทำให้นิทานมั่นใจว่าอินจันทร์ไม่รับรู้มาก่อนแม้แต่น้อยว่าจะมีสมบัติชิ้นนี้ปรากฏขึ้น เขาเห็นอินจันทร์รีบหยิบศิลาส่งผ่านขึ้นมาติดต่อไปหาใครบางคนอย่างรวดเร็ว สีหน้าตึงเครียด
นิทานมองกวาดไปทั่วห้องแล้วจึงพบว่าผู้ที่ไม่ได้แสดงปฏิกิริยามากมายล้วนเป็นผู้ที่อยู่ในห้องชั้นบนสุดรวมถึงองค์หญิงไพลิน แม้พวกเขาจะไม่ได้แสดงออกอะไรนักแต่แววตาของทุกคนล้วนปรากฏความตื่นเต้น
องค์ชายจันทรกานต์เผยรอยยิ้มยินดีพลางหันไปพูดกับผู้ติดตามทางด้านหลังเล็กน้อย
แปลว่าขุมอำนาจระดับบนสุดรู้เรื่องนี้อยู่ก่อนแล้วสินะ นิทานคิด เขาวิเคราะห์จากปฏิกิริยาของผู้เข้าร่วมมากมาย คนที่แสดงท่าทีตื่นเต้นหรือตกใจย่อมหมายความว่าพวกเขาไม่ทราบมาก่อนว่าจะมีสมบัติระดับนี้ปรากฏขึ้น
“รูปสลักปลายวิถีชิ้นนี้ถูกสลักขึ้นเมื่ออดีตประมุขตระกูลอิสึกะเราก้าวข้ามขอบเขตแห่งปุถุชน พบวิถีแห่งตน ย่างเข้าสู่ระดับที่สามารถร้อยเรียงชะตาของตน ผู้ร้อยเรียงครับ!” พิธีกรชายกล่าวขึ้นอย่างตื่นเต้น
หลังจากได้ยินดังนั้น เสียงอึกทึกครึกโครมก็ดังสนั่นขึ้นจากเหล่าผู้เข้าร่วม หลายคนตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ หลายคนรีบควักศิลาส่งผ่านของตนออกมาติดต่อเป็นการใหญ่ราวกับต้องการแจ้งข่าวเรื่องสิ่งของชิ้นนี้โดยเร็วที่สุด
“หลาย ๆ ท่านในที่นี้คงทราบดีอยู่แล้วว่าหลังจากนักสลักเบญจ เมื่อท่านหลอมรวมคำแห่งพลังทั้ง 5 ได้อย่างไร้รอยต่อเมื่อใด ท่านจึงจะก้าวเข้าสู่ระดับของผู้แสวงวิถี ถึงแม้จะยังคงเป็นนักสลักเบญจเช่นเดียวกัน หากนักสลักเบญจที่หลอมรวมคำแห่งพลังได้เพียง 4 นั้นต่างกับผู้แสวงวิถีที่หลอมรวมคำแห่งพลังทั้ง 5 ได้ราวพระจันทร์กับพระอาทิตย์” พิธีกรหญิงอธิบายขึ้น
นิทานที่พึ่งเคยได้ยินเรื่องราวระดับสูงเหล่านี้ครั้งแรกรีบจดจำทุกสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ไว้ทันที เขาหันไปมองอินจันทร์แล้วจึงเห็นอีกฝ่ายพยักหน้าเล็กน้อย ดูเหมือนว่าหลังจากกลับมาที่ตระกูลอุทุมพรครั้งนั้นอินจันทร์ก็ได้รับทราบเรื่องราวเหล่านี้แล้ว
งั้นการที่ผู้แสวงวิถีคืออะไรไม่มีสอนในโรงเรียนคงเป็นเพราะแค่อริยะก็ยากจะก้าวไปถึงมากแล้ว ยิ่งอริยะระดับสูงสุดอย่างนักสลักเบญจยิ่งแล้วใหญ่ ไม่มีเหตุผลอะไรจะต้องสอน นิทานคิดพลางบ่นอุบอิบ
“หากเหนือไปยิ่งกว่านั้นคือผู้ที่ค้นพบวิถีของตนเอง เขาเหล่านั้นจะก้าวข้ามขอบเขตของปุถุชน ขึ้นไปเป็นตำนานที่สามารถร้อยเรียงเรื่องราวของตนไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ได้ ระดับขั้นนั้นในการขีดเขียนชะตาแล้วเรียกกันว่าผู้ร้อยเรียงครับ” พิธีกรชายอธิบายอย่างคล่องแคล่ว
นิทานสังเกตเห็นว่าเหล่าคนที่ยังดูไม่แก่มาก อยู่ในวัยกลางคนส่วนมากจะมีสีหน้าฉงนปนตกใจ แต่คนชราหลายคนในที่นี้ต่างไม่ได้แสดงท่าทางอะไร เพียงจับจ้องรูปสลักปลายวิถีเท่านั้น
แปลว่าเรื่องพวกนี้ก็ไม่ได้เปิดเผยสู่ภายนอกอย่างชัดเจนขนาดนั้น หลาย ๆ คนที่ไม่ได้มีขุมกำลังหนุนหลังก็จะไม่รู้อะไรเลย นิทานวิเคราะห์จากปฏิกิริยาของหลาย ๆ คน พลางหันไปมององค์หญิงไพลินที่ไม่ได้มีสีหน้าตกใจแม้แต่น้อย
ถ้าผู้ร้อยเรียงคือระดับที่สูงขึ้นไปกว่าผู้แสวงวิถี แล้วคนระดับนั้นในมหาทวีปนี้จะมีกี่คนกันเชียว? ขนาดฉันเองที่คิดว่าพบคนใหญ่คนโตมามากแล้วยังไม่เคยเจอเลย หรือไม่ก็ฉันไม่รู้ว่าพวกเขาเหล่านั้นคือผู้ร้อยเรียง
แต่ผู้อาวุโสหรือหัวหน้าตระกูลของมหาตระกูลก็สมควรอยู่ในระดับนี้ ถึงจะไม่เคยพบผู้ร้อยเรียงมาก่อน แต่ก็พอจะคาดเดาได้คร่าว ๆ ละนะ
ไม่สิ ฉันอาจจะเคยพบผู้ร้อยเรียงมาก่อนก็ได้ นิทานขมวดคิ้ว เขานึกภาพของชายชราเครายาวผู้แบกกระเป๋าขนาดยักษ์ไว้บนหลัง คนที่สามารถมาปรากฏตัวและหายตัวไปได้โดยไม่มีร่องรอยใดแม้แต่น้อย
‘คนส่วนใหญ่เรียกข้าว่า นักเดินทาง เจ้าจะเรียกตามนั้นก็ได้’
‘ทับทิมไฟลุกอย่างเด็กหญิงน้อยโกเมนอาจจะมีมากกว่านั้นซะอีก ยังไงเธอก็เป็นถึงผู้ปกครองอาณาจักรนี้’
ไม่เพียงแต่ลึกลับจนน่ากลัวเท่านั้น นักเดินทางผู้นั้นกลับสามารถเรียกองค์ราชินีว่าเด็กหญิงน้อยได้อย่างหน้าตาเฉยอีกด้วย นิทานคิดแล้วก็อดถอนหายใจไม่ได้ เมื่อใดก็ตามที่เขาค้นพบอะไรใหม่ ๆ เขาก็ยิ่งอดตกตะลึงในมหาทวีปแห่งนี้ไม่ได้ มหาทวีปแห่งนี้ซุกซ่อนอะไรไว้มากมายเกินไปจริง ๆ
“ยามที่อดีตประมุขค้นพบวิถีของตน ท่านได้สลักรูปสลักรูปแบบนี้ขึ้นมาหลายชิ้น เหล่าผู้อาวุโสของตระกูลอิสึกะต่างลงความเห็นตรงกันว่าสมบัติระดับนี้ทางเราไม่สมควรเป็นผู้ครอบครองแต่เพียงผู้เดียว เผ่าพันธุ์อื่นและมิตรสหายทุกท่านต่างสมควรได้รับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของมัน มันจึงถูกนำมาจัดประมูลในวันนี้ครับ” พิธีกรชายกล่าวอย่างนอบน้อม
นิทานหางคิ้วกระตุกเล็กน้อย แม้ที่พิธีกรผู้นี้กล่าวจะดูดีและดูเอื้ออารี แต่สำหรับเขาแล้วเขากลับตีความหมายได้อีกอย่าง
‘สมบัติระดับนี้ทางตระกูลของเราไม่ขาดแคลน ใครอยากได้ก็จ่ายมาก็พอ แล้วจะได้เข้าใจว่าตระกูลเรายิ่งใหญ่ขนาดไหน’
“รูปสลักปลายวิถีชิ้นนี้ ความสามารถของมันคือการป้องกัน! เมื่อมันถูกวางไว้ที่ใด ผู้ครอบครองสามารถกำหนดขอบเขตแห่งการปกป้องของมันได้ ม่านพลังที่ครอบคลุมพื้นที่นั้นจะกลายเป็นดั่งปราการเหล็กที่นอกจากผู้แสวงวิถีผู้เป็นเอกด้านการโจมตี ไม่ว่าอริยะคนใดก็ไม่อาจทำลายค่ะ!” พิธีกรหญิงพูดเสียงดัง เธอบรรจงคารวะแล้วจึงนำฝ่ามือไปวางนาบกับบริเวณฐานรูปปั้นอย่างนอบน้อม ชั่วพริบตา แสงสีอ่อนจางก็แผ่กระจายครอบคลุมทั่วทั้งเวที ปกคลุมทั้งเธอและพิธีกรอีกท่านไว้ในนั้น
“ไม่ทราบว่าผู้สูงส่งท่านใดยินดีให้เกียรติพวกเรามั้ยคะ” พิธีกรหญิงคำนับอย่างนอบน้อมพลางมองไปยังห้องชั้นบนสุด
นิทานเห็นเช่นนั้นก็ใจหายวาบ พิธีกรหญิงท่านนี้ถึงกับเรียกร้องให้อริยะทั้งหลายทำการโจมตีพวกเธอเป็นการพิสูจน์ความแข็งแกร่ง!
“เหอะ น่าสนุกนี่” เสียงแหบกร้านดังออกมาจากห้องส่วนตัวห้องหนึ่ง เมื่อนิทานมองตามเสียงไปจึงพบว่าเป็นห้องของชายหนุ่มผมสีเขียวจากจักรวรรดิมาลาไค
“เบนิทัล เจ้าทดสอบ” ชายหนุ่มผู้นั้นพูดด้วยรอยยิ้มอันซุกซน ใบหน้าปรากฏความสนุกสนานยามจับจ้องไปที่เวที
“พ่ะย่ะค่ะ” เสียงตอบกลับดังขึ้นจากชายชราท่าทางธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลัง สีหน้าของเขานิ่งเฉยไม่ปรากฏอารมณ์ใด ๆ แต่นิทานกลับสัมผัสได้ถึงความตื่นเต้นน้อย ๆ ที่แผ่ออกมาจากร่างของชายชราผู้นั้นเมื่อพิธีกรหญิงท้าทาย
สิ้นเสียงนั้น บนอากาศเหนือห้องโถงพลันปรากฏดาบขนาดยักษ์ที่ยาวกว่า 30เมตรลอยอยู่บนอากาศ ดาบนั้นตราไว้ด้วยอาคมมากมายที่รายล้อม ความแหลมคมของมันทำให้ห้วงอากาศรอบด้านสะท้านไหวเล็กน้อย เพียงไอพลังของมันที่แผ่พุ่งออกมาก็ทำให้คนที่ดูอยู่ขนหัวลุกไปทั่วทั้งตัว เหงื่อไหลโทรมร่าง
ดาบยาวตามแบบฉบับมาตรฐาน ด้ามดาบเป็นหนังของสัตว์ร้ายตัวหนึ่งที่นิทานไม่รู้จัก ใบดาบทั้งสองด้านสะท้อนแสงแวววับเป็นสีเงินกล้า รูปทรงแหลมคมที่ปลายดาบพร้อมทะลวงซึ่งทุกสิ่ง
ผู้เข้าร่วมที่อยู่ใกล้เวทีต่างพากันถอยกรูดออกไป ทิ้งระยะจากเวที ออกห่างมาให้ไกลที่สุดราวกับกำลังหลบหนีจากสัตว์ร้าย ตาไกรและผู้คุ้มกันของห้องส่วนตัวต่างก้าวออกมาข้างหน้า สีหน้าตึงเครียด เตรียมขัดขวางการโจมตีของสัตว์ประหลาดตนนี้ไม่ให้กล้ำกรายถึงผู้ที่ตนปกป้อง
ชายชราผู้นั้นเพียงสะบัดนิ้วเบา ๆ ท่ามกลางรอยยิ้มสนุกสนานของชายหนุ่ม ดาบขนาดยักษ์ฟาดลงมานุ่มนวล ขณะที่มันฟาดลงมา นิทานเห็นว่ามันราวกับไร้แรงต้านใด ๆ เหมือนว่ามันกำลังตัดผ่านความว่างเปล่าแทนที่อากาศในห้องโถง แรงต้านและห้วงมิติรวมถึงอากาศทั้งหมดถูกมันตัดผ่านอย่างไร้ทางต้าน
ม่านพลังของเวทีที่มีอยู่แล้วตั้งแต่ต้นถูกตัดผ่านราวกับกระดาษ หายไปอย่างรวดเร็ว ความเร็วของดาบไม่ตกลงแม้แต่น้อย มุ่งตรงไปยังม่านแสงจากรูปสลักปลายวิถี
ดาบนั้นฟาดถูกลงที่ม่านแสงอย่างรวดเร็ว ดาบที่ตัดผ่านทุกสิ่งนั้นเมื่อสัมผัสกับม่านแสงเบาบางราวกับสายลมนั้น ไม่ว่าใครที่เห็นต่างก็จินตนาการถึงภาพที่ม่านแสงที่ถูกผ่าครึ่งราวกับเต้าหู้ สังหารพิธีกรทั้งสองบนเวทีที่บังอาจท้าทาย
แต่ดาบแห่งเทวะที่ตัดผ่านทุกสิ่งกลับถูกหยุดอยู่ตรงนั้น ไม่อาจขยับเขยื้อนใด ๆ มันไม่ได้กระเด็นออก แตกสลาย หรือเบนวิถีไป เพียงถูกหยุดลง ราวกับฟันลงบนศิลาวิเศษในองศาที่ตั้งตรง ไม่อาจขยับผ่าน ไม่อาจเคลื่อนไหว ไม่อาจตัดสิ่งใด
เมื่อเห็นเช่นนั้น รอยยิ้มสนุกสนานของชายหนุ่มผมเขียวพลันฉีกกว้างขึ้นกว่าเดิม เขาหัวเราะลั่นอย่างสนุกสนานพลางมองไปที่ม่านแสงและรอยยิ้มของพิธีกรทั้งสองภายในนั้นที่ไร้ซึ่งรอยขีดข่วน
“พวกจักรวรรดิมาลาไคก็ทำได้เพียงการโจมตีอันหยาบกระด้างเท่านั้น” เสียงแหบชราดังขึ้นจากอีกด้าน ต้นเสียงมาจากห้องชั้นบนสุดอีกห้องหนึ่งที่ผู้คนในนั้นต่างสลักตรารูปกองหนังสือพร้อมกับหอบหนังสือเล่มโตไว้ในมือ
ไม่ทันที่ชายหนุ่มจากจักรวรรดิมาลาไคจะตอบโต้ใด ๆ บริเวณโดยรอบพลันปรากฏใบหน้าขนาดยักษ์มากมายหลายร้อยหลายพันใบหน้า ผู้เข้าร่วมที่ถอยห่างออกไปต่างมีสีหน้าซีดเผือด พวกเขานำสมบัติของตนขึ้นมาพร้อมกับใส่พลังของตนลงไปเพื่อป้องกันอีกชั้นทับกับม่านพลังของห้องโถง
ใบหน้าหลายใบหน้าเหล่านั้นคือใบหน้าของชายชราที่ดวงตาปรากฏอักษรนับพันนับหมื่นหมุนวนไปมา มันจับจ้องไปที่ม่านแสงของรูปสลักปลายวิถี ใบหน้านับพันเหล่านั้นต่างเริ่มท่องอาคมขึ้นมาพร้อมกัน ๆ
นิทานเห็นว่าใบหน้าเหล่านั้นไม่ได้ท่องอาคมธรรมดา ๆ หากสิ่งที่มันทำกับเป็นการวิเคราะห์! ราวกับใบหน้าเหล่านั้นกำลังสร้างสรรค์อาคมที่ถักทอขึ้นจากข้อด้อยของม่านแสงและมุ่งเน้นไปยังจุดนั้นเพื่อทำลายม่านแสงให้สิ้น
อักษรมากมายต่างไหลบ่าออกจากดวงตาของใบหน้าเหล่านั้น เข้าปกคลุมม่านแสงอย่างรวดเร็ว ปรากฏอักษรนับแสนนับล้านที่ไต่ไปตามรอบนอกของม่านแสงอันเกรียงไกร ละลาบละล้วงไปยันทุกจุดโดยไร้ช่องโหว่ ปกคลุมม่านแสงและเวทีจนมิด ม่านแสงเวลานี้กลับกลายเป็นก้อนสีดำขมุกขมัวจากบรรดาอักษรที่ราวกับเป็นอนันต์เหล่านั้น
“วิเคราะห์เสร็จสิ้น”
“ประหาร”
เสียงอันกึกก้องหากไร้ซึ่งอารมณ์และจิตวิญญาณถูกเอ่ยขึ้นอย่างพร้อมเพรียงจากใบหน้านับพันเหล่านั้น กลายเป็นเสียงประสานกังวานที่ดูดกลืนอักษรมากมายกลับมาหลอมรวมกันกลายเป็นก้อนสีดำก้อนหนึ่ง
สีหน้าของสตรีชราที่สลักตราของหอสมุดไว้พลันปรากฏรอยยิ้มบางอย่างผู้มีชัย เธอดีดนิ้วหนึ่งครา ก้อนสีดำนั้นก็พุ่งทะลวงอากาศมุ่งหน้าสู่ม่านแสงอย่างไร้ปรานี
ท่ามกลางสายตาของทุกผู้คนที่มองภาพนั้นอย่างตื่นเต้น พิธีกรทั้งสองกลับยังคงมีรอยยิ้มบางประดับบนใบหน้า ราวกับไม่เห็นกลุ่มก้อนสีดำนั้นที่กำลังมุ่งมาทางตน
วินาทีที่ก้อนสีดำนั้นสัมผัสกับม่านแสง ใบหน้าของสตรีชราผู้นั้นก็แข็งค้างไป
ก้อนสีดำนั้นหยุดนิ่ง ไม่ขยับเขยื้อนหรือเคลื่อนไหวใด ๆ เพียงถูกหยุดโดยสิ้นเชิงก่อนที่จะสลายหายไปอย่างไร้ทางต้าน
“ขอบคุณผู้สูงส่งทั้งสองที่เสียสละช่วยตระกูลอิสึกะเราพิสูจน์ความสามารถของรูปสลักปลายวิถีครับ” พิธีกรชายพูดอย่างยิ้มแย้ม