เทพสงครามสายเลือดมังกร

ตอนที่ 151 ก้าวข้ามขีดจำกัด

“เป่ยถังม่อน่ะรึ?”


ภาพร่างของชายหนุ่มที่เคร่งขรึมและเย็นชาผุดขึ้นในใจของหลงเฉิน


ก่อนหน้านี้  หลงเฉินเคารพในความแข็งแกร่งอันน่าเกรงขามของไป่ถังม่อ  แต่ด้วยคำพูดของหลิวหลาน  เวลานี้เขากลับต้องการเอาชีวิตของชายผู้นี้แทน


‘หากหลิงชิงไม่เต็มใจละก็  ผู้ใดก็ไม่สามารถบังคับนางได้  ไม่แม้แต่เป่ยถังม่อ’


นั่นคือสิ่งที่เขาคิด  หยางหลิงชิงไร้ซึ่งพลังเมื่อเทียบกับยอดฝีมือเป่ยถังม่อที่ทรงพลังเหนือผู้ใด  นางย่อมไม่มีสิทธิ์เลือก  และหากใช้กำลังบังคับ  นางก็ทำได้เพียงกล้ำกลืนฝืนทนอยู่เงียบ ๆ 


แน่นอนว่าเมื่อหลิวหลานเอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมา  หลงเฉินก็รู้สึกกระวนกระวายใจอยากมาก  เขาอยากจะบุกเข้าไปที่เหล่าคนในและพาหยางหลิงซีหนีไปจากที่นั่นเพื่อให้นางได้ใช้ชีวิตสงบสุขที่ใดสักแห่ง  อย่างไรก็ตาม  เวลานี้เขายังไม่มีกำลังพอจะทำเช่นนั้นได้


“ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังหวั่นใจ  หากเป็นน้องสาวของข้าเอง ข้าก็คงกระวนกระวายเช่นกัน ทว่าหลงเฉิน... เจ้าต้องเข้าใจว่าความแข็งแกร่งคือทุกสิ่ง  หากเจ้ายังทำตัวเช่นนี้  เจ้าคงไม่สามารถช่วยน้องสาวได้  อีกทั้งยังอาจเพลี่ยงพล้ำดึงนางให้ตกต่ำลงมาด้วย...”


หลิวหลานถอนหายใจอย่างเสียมิได้


“...ข้าคิดว่าหากมีวิญญาณอสูรกับผลึกแก้วนั่น  เจ้าอาจจะพอมีหวังได้เข้าเหล่าคนใน  และเมื่อเจ้าเข้าไปได้  เจ้าก็จะได้รับโอกาสในการสั่งสมพลังได้อย่างรวดเร็ว และเมื่อนั้นเจ้าจะมีปากมีเสียงในสิ่งที่เกิดขึ้นกับน้องสาวของเจ้าได้  เสียดายที่เจ้าทำลายโอกาสนี้ไปแล้ว  ข้าเองก็ไม่รู้ว่าต้องทำเช่นไรเหมือนกัน  ข้าทำดีที่สุดแล้ว  ดังนั้น... เจ้าต้องตัดสินใจเองแล้วล่ะว่าจะทำอย่างไรต่อไป...”


เมื่อมาถึงจุดนี้  หลิวหลานก็ถอดใจเสียแล้ว


“ไปกันเถอะ กลับไปเตรียมตัวให้ดี  อีกห้าวันนับจากนี้จะเป็นวันแรกของเดือนสิบเอ็ด  และการคัดเลือกเข้าเหล่าคนในจะเริ่มต้นขึ้น”


“เมื่อถึงเวลานั้นเจ้าคงทำได้เพียงภาวนาให้เป่ยถังม่อปฏิบัติต่อน้องสาวของเจ้าอย่างจริงใจ และหวังว่านางจะรักเขาจริง ๆ”


หลงเฉินสูดหายใจเข้าลึก ๆ และเงยหน้าขึ้น


แน่นอนว่าเมื่อเขาทำเช่นนั้น  หลิวหลานก็ได้เห็นสายตาเฉียบคมที่ส่องประกาย


นางรู้สึกงุนงงและประหลาดใจเล็กน้อย


‘ภายใต้แรงกดดันอันหนักอึ้ง เขายังรู้สึกมั่นใจถึงเพียงนี้ได้อย่างไรกันนะ?’


นางเดินนำเขาไปด้วยความสับสน


หลงเฉินกำหมัดแน่นและมองหลิวหลานที่จากไปพร้อมกับเรือนร่างสง่างามที่กำลังกรีดกราย  ทว่าความคิดของเขาไม่เกี่ยวกับนางเลยแม้แต่น้อย


‘หลิงชิง  ข้าเคยบอกเจ้าไว้ก่อนหน้านี้ ตราบใดที่มีข้าอยู่ละก็ จะไม่มีใครบังคับเจ้าให้ทำสิ่งใดได้...’


เมื่อกลับมาที่หอพักต้นหลิวมรกต  หลงเฉินเอ่ยกับหลิวหลานด้วยน้ำเสียงราบเรียบ


“อีกห้าวันข้างหน้า  อย่าให้ใครเข้ามารบกวนข้าจนกว่าข้าจะออกมา”


ในสายตาของหลงเฉินที่ละทิ้งวิญญาณสัตว์อสูรไปแล้วนั้นมีความหวังหลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิด  นางไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ เมื่อหลงเฉินพูดออกมาและคิดว่ามันเป็นเพียงการดิ้นรนเฮือกสุดท้ายของเขา


“ตกลง ข้าจะบอกคนอื่น ๆ ไม่ให้ไปรบกวนเจ้า”


เมื่อพูดจบ  หลิวหลานก็จากไปเพื่อจัดการธุระของตนเอง


ทีแรกนั้น  การได้ครอบครองแก่นวิญญาณโลหิตอสูรทำให้หลงเฉินตื่นเต้นดีใจอย่างมาก  ทว่าเรื่องของหยางหลิงชิงกลับทำให้เขากลัดกลุ้มยิ่งขึ้น


“หลงเฉิน  ไม่ต้องกังวลไปหรอก ข้ายังอยู่ตรงนี้  ข้าจะไม่ยอมให้น้องหลิงชิงถูกกลั่นแกล้งเป็นอันขาด...”


เมื่อเห็นสีหน้าเคร่งขรึมของหลงเฉิน  หลิงซีจึงรีบปลอบใจเขาทันทีเมื่อพวกเขากลับมาถึงที่พัก


“ข้าไม่เป็นไรหรอก  หลิงซี เจ้าจะไปทำสิ่งใดก็ไปเถอะ ข้าจะใช้วิชา [สกัดโลหิตสลายปราณ] และจะพยายามบรรลุสู่ระดับแก่นปฐพีให้ได้”


เมื่อเห็นว่าหลงเฉินกำลังอารมณ์ไม่ดี  หลิงซีก็รู้สึกกระวนกระวายใจอย่างมาก  สีหน้าของนางตึงเครียดและเต็มไปด้วยความกังวล


“ไม่ต้องห่วงข้าหรอก  ข้าแค่อยากทำในสิ่งที่คนพวกนั้นจะดูถูกข้าไม่ได้”


เด็กหนุ่มมีสีหน้าเยือกเย็นขณะที่เขามุ่งหน้าไปยังห้องใต้ดิน  น้ำเสียงของเขาบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าเขาไม่มีวันย่อท้อและตั้งใจจะสู้สุดตัวจนทำให้หลิงซีรู้สึกงุนงง


เวลานี้  หลงเฉินนั่งลงบนเสื่อและนำแก่นวิญญาณโลหิตอสูรออกมา


“ยังพอมีแก่นโลหิตอยู่ข้างในและมันก็บริสุทธิ์เสียยิ่งกว่าเลือดสด ๆ ช่างเหมาะที่จะใช้วิชา [สกัดโลหิตสลายปราณ] จริง ๆ”


หลังจากดูดกลืนเลือดของสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสี่ไปหลายตัว  เวลานี้หลงเฉินก็เข้าใกล้ระดับแก่นปฐพีเข้าไปอีกเล็กน้อย


“ได้เวลาแล้ว...”


เขาอ้าปากกว้างและกลืนแก่นวิญญาณโลหิตอสูรลงไปในท้อง  ของแข็งละลายอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นของเหลวใสที่ไหลเข้าสู่ร่างกายของหลงเฉิน


“วิชาสกัดโลหิตสลายปราณ!”


ด้วยทักษะที่เย้ยฟ้าท้าสวรรค์ของวิชา [สกัดโลหิตสลายปราณ]  พลังบริสุทธิ์ถูกหลงเฉินดูดกลืนเข้าไปอย่างรวดเร็ว  มันเข้าไปเติมเต็มช่องว่างภายในจุดตันเถียนของเขาที่มีปราณแท้จริงอยู่ภายใน


เมื่อถูกปกคลุมไปด้วยสายฟ้าและเปลวเพลิงสีแดง  จุดตันเถียนที่ควบแน่นไปด้วยพลังปราณไร้ที่สิ้นสุดก็ค่อย ๆ แผ่ขยายและแข็งแกร่งขึ้น


‘ยังคงมีช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างระดับแก่นมนุษย์และแก่นปฐพี  แม้จะใกล้ถึงระดับขั้นต่อไปเต็มที  ทว่ายังแตกต่างอยู่มากนัก’


หลงเฉินต้องการก้าวข้ามช่องว่างขนาดใหญ่นี้ไป แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อย่างไรก็ตาม  เมื่อมีแก่นวิญญาณโลหิตอสูร  สิ่งต่าง ๆ จึงง่ายดายมากขึ้น


ภายใต้การดูดกลืนอย่างรุนแรงของ [สกัดโลหิตสลายปราณ]  พลังของแก่นวิญญาณโลหิตอสูรก็โคจรไปยังพลังปราณวิญญาณมังกรสีแดงอย่างรวดเร็ว และเป็นเช่นนั้นต่อเนื่องไปอีกพักใหญ่


แก่นวิญญาณโลหิตอสูรไม่ได้มีขนาดใหญ่นัก  แต่พลังที่แฝงอยู่ภายในนั้นมิใช่น้อยเลย  ขณะที่กลืนมันเข้าไป  หลงเฉินก็ค่อย ๆ เข้าใกล้ขีดจำกัดมากขึ้นทุกที


‘ข้ากำลังจะก้าวข้ามระดับขั้นแล้ว...’


เวลานี้  ภายในจุดตันเถียนของหลงเฉิน ด้านนอกแก่นมนุษย์คือปราณวิญญาณมังกรที่ถูกบีบอัดจนเกือบจะอยู่ในรูปของของเหลว ปราณวิญญาณมังกรนี้เป็นดั่งแม่น้ำเหลืองที่ถาโถมและหมุนวนอยู่ในใจกลางแก่นมนุษย์ของเขา 


‘บันทึกระบุไว้ว่าแก่นมนุษย์ที่พัฒนาเป็นแก่นปฐพีจะถูกทำลายก่อนเป็นอันดับแรก  พลังปราณจะโคจรไปตามเส้นชีพจรมังกรและวนกลับเข้ามาที่จุดตันเถียนอีกครั้ง  และก่อกำเนิดเป็นแก่นปฐพีที่ยืดหยุ่นยิ่งขึ้น!’


เวลานี้  ภายใต้แรงกดดันจากปราณแท้จริง  แก่นปฐพีที่ก่อตัวขึ้นได้แตกสลายไปพร้อมเสียงอันดัง  พลังปราณถาโถมไปตามเส้นชีพจรมังกรทั้งเก้าเช่นเดียวกับเส้นทางอื่น ๆ นับไม่ถ้วนภายในร่างกาย


ชั่วขณะนั้น ผิวหนังของหลงเฉินกลายเป็นสีแดงจนทำให้หลิงซีรู้สึกตกตะลึงอย่างมาก  นางกำลังจะไหวตัวแต่พลันนึกขึ้นได้ถึงตอนที่นางบรรลุระดับแก่นศักดิ์สิทธิ์เมื่อนานมาแล้ว  และมันก็เป็นเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกัน  นางจึงรู้ดีว่าหลงเฉินจะต้องไม่เป็นอะไร


ขณะที่ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังเกิดขึ้น  หลงเฉินใช้วิชา [แปลงร่างวิญญาณมังกร] เพื่อกลายเป็นร่างมังกรขอตนเอง


ไม่ว่าจะเป็นเกราะเกล็ดมังกร เนื้อหนัง มัดกล้าม อวัยวะภายใน หรือแม้แต่เส้นชีพจร  ทุกสิ่งล้วนทรงพลังขึ้นกว่าเดิมมาก  ร่างกายของหลงเฉินเต็มไปด้วยพลังปราณที่ปะทะกันไปมา  ทว่าขณะที่เขาอยู่ในร่างมังกร  กระบวนการนี้จึงรับมือได้ง่ายขึ้น


‘ร่างมังกรนี้ช่างทรงพลังอย่างแท้จริง สิ่งที่อยู่ในกายข้าคือพลังปราณระดับแก่นปฐพี  และคุณภาพของมันก็เหนือกว่าก่อนหน้าถึงสิบเท่า  แต่ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ควบคุมมันได้!’


หลงเฉินรู้สึกปีติยินดียิ่งนัก  ความพยายามที่จะบรรลุระดับแก่นปฐพีนั้นเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด  ดังนั้นเขาจึงมุ่งมั่นตั้งใจอย่างเต็มที่


‘ถึงเวลาเสียที  ปราณแท้จริงเข้าสู่จุดตันเถียนทั้งหมดแล้ว!’


เวลานี้ พลังปราณของหลงเฉินแผ่กระจายไปตามช่องทางต่าง ๆ มากมายนับไม่ถ้วน  และทำให้ร่างกายของหลงเฉินได้รับการฟื้นฟูทั้งเนื้อหนังและมัดกล้าม  จากนั้นมันก็ตรงกลับเข้าไปยังจุดตันเถียนทันที


เปรียบได้กับแม่น้ำนับร้อยสายที่หลั่งไหลลงสู่มหาสมุทร


ฝุ่นธุลีบริเวณที่หลงเฉินนั่งอยู่ปลิวว่อนไปทั่วทุกทิศทางขณะที่พลังปราณโลหิตล้นทะลักออกมาจากร่างของเขาราวกับดักแด้โลหิตขนาดมหึมาที่ห่อหุ้มหลงเฉินไว้ภายใน


‘ถึงช่วงเวลาชี้ขาดแล้ว!’


ด้วยเสียงสั่นสะเทือนที่ดังขึ้น  ปราณแท้จริงก็หลั่งไหลเข้าสู่จุดตันเถียนของเขาและเริ่มเคลื่อนไหวไปทั่วทุกทิศทางอย่างบ้าคลั่ง


ขณะที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้  พลังปราณเริ่มผสานเข้ากับกระแสสายฟ้าอย่างรวดเร็ว  และทุก ๆ ครั้งที่อณูนับร้อยส่วนของปราณแท้จริงปะทะกัน พวกมันก็จะก่อให้เกิดปราณแท้จริงที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น!


ในตอนแรก ปรากฏแก่นสีแดงขึ้นในจุดตันเถียนของหลงเฉิน  หลังจากนั้นปราณแท้จริงก็โคจรไปรอบ ๆ แก่นนั้นจนกระทั่งปราณแท้จริงทั้งหมดหยุดการเคลื่อนไหวอย่างส่งเดช และกลายเป็นพลังปราณที่แข็งตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน!


ภายในจุดตันเถียนของหลงเฉินใต้ม่านหมอกสีแดง  แก่นปฐพีที่มีขนาดเท่าหัวแม่มือปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน


“ในที่สุดข้าก็บรรลุถึงระดับแก่นปฐพีแล้ว!”


เมื่อม่านพลังโลหิตสลายไปแล้วหลงเฉินจึงลุกขึ้นยืน  เขาที่เพิ่งบรรลุระดับพลังได้สัมผัสกับความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ในคลื่นพลังของตนเอง ทุกการเคลื่อนไหว ทุกการมองเห็น ล้วนเต็มไปด้วยสิ่งที่มีแต่ยอดฝีมือผู้ทรงพลังเท่านั้นที่จะสัมผัสได้


‘ระดับแก่นปฐพี  หากเทียบกับแต่ก่อนแล้วข้าแข็งแกร่งขึ้นราวสิบเท่าหรืออาจจะมากกว่านั้น  ด้วยปริมาณของปราณแท้จริงเช่นนี้  และเมื่อมีทั้งกายาเพลิงอัสนีและหมัดอสูรสุริยันผลาญฟ้า  ข้ายังต้องกลัวฉู่ยวิ๋นซีอีกรึ?’


หลังจากพินิจพิจารณาและเปรียบเทียบพลังของพวกเขา  หลงเฉินก็หัวเราะร่า


‘ข้าแน่ใจว่าข้าจะทำให้เจ้าประหลาดใจในการคัดเลือกคนเข้าเหล่าคนในอย่างแน่นอน...’


หลงเฉินรู้สึกว่าการบรรลุสู่ระดับแก่นปฐพีนั้นช่างยากลำบากอย่างยิ่ง  ขณะนี้เข้าได้พัฒนาฝีมือไปอย่างก้าวกระโดด และตอนนี้เองที่เขาตระหนักได้ว่ากระบวนการนี้ยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด


‘ขณะฝึกฝน  จิตใจต้องสงบนิ่งและอดทน  แต่ข้ากลับรีบร้อนเกินไปหน่อย  ดูเหมือนการทำให้ตัวข้าหนักแน่นมั่นคงจะเป็นหนทางเดียวที่จะคว้าชัยชนะมาได้ในที่สุด’


“หลงเฉิน!”


หลิงซีบินไปวนรอบตัวหลงเฉินขณะที่พินิจพิจารณาตัวเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า  นางร้องออกมาด้วยความตื่นเต้นดีใจ


“เจ้าบรรลุถึงระดับแก่นปฐพีแล้ว  ข้าพูดไว้ไม่ผิดใช่ไหมล่ะ? แก่นวิญญาณโลหิตอสูรนั่นมีประโยชน์จริง ๆ ด้วย!”


ในเมื่อหลงเฉินบรรลุถึงระดับแก่นปฐพีแล้ว  เขาจึงรู้สึกผ่อนคลายและเบาใจมากยิ่งขึ้น  จากท่าทีตื่นเต้นของหลิงซี  เขาตระหนักได้ว่านางคงอยู่ข้าง ๆ และคอยเฝ้ามองเขาด้วยความกระวนกระวายมาโดยตลอด ในใจของเขารู้สึกเจ็บปวดเมื่อได้รับรู้  เขามองนางและเอ่ยขึ้น


“เสี่ยวซี เจ้านี่น่าทึ่งจริง ๆ ดูเหมือนว่าข้าคงต้องให้รางวัลเจ้าอย่างงามเสียแล้ว!”


“เจ้าจะให้รางวัลข้าอย่างไรกันเล่า?  เจ้านี่ซุกซนจริงเชียว ฮิ ๆ”


“เอาเป็นว่า... ข้าจะมอบร่างกายของข้าให้เจ้าก็แล้วกัน ดูผิวละมุนละไมของข้าสิ เจ้าพึงใจหรือเปล่า?”  หลงเฉินหยอกล้อ


“ไม่เอาหรอก เจ้าอัปลักษณ์จะตายไป และไม่ใช่รสนิยมของข้าด้วย!”  หลิงซีถลึงตาใส่และไม่หลงกลหลงเฉิน


เขาหัวเราะกับคำตอบที่ได้  ในใจนั้นเต็มไปด้วยความคาดหวังและความคิดเกี่ยวกับการคัดเลือกเข้าเหล่าคนในที่จะจัดขึ้นในอีกห้าวันข้างหน้า


‘ครั้งนี้ข้าจะต้องทำให้สำเร็จไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยอะไรก็ตาม ข้ารอได้ แต่ทว่าหลิงชิงนั้นรออีกต่อไปไม่ได้แล้ว...’


‘ก่อนจะถึงเวลานั้น  ข้ายังมีบางสิ่งที่ต้องทำ’


หลงเฉินนั่งลงอีกครั้งในห้องใต้ดิน


“เจ้าจะทำอะไรน่ะ?”  หลิงซีเอ่ยถาม


หลงเฉินนำผลึกแก้วเพลิงอัสนีทั้งหมดออกมา  หลิงซีขโมยผลึกแก้วจากเจาเทียนฟางมาสี่สิบเจ็ดชิ้น  เมื่อรวมกับชิ้นที่หลงเฉินทดลองผสานเข้าไปครั้งแรกก็เท่ากับสี่สิบแปดชิ้น  เขาผสานไปแล้วสามสิบชิ้นและเหลืออยู่อีกสิบแปดชิ้น  และอีกสิบชิ้นจากงานประมูล  เวลานี้เขาจึงมีผลึกแก้วเพลิงอัสนีทั้งหมดยี่สิบแปดชิ้น


“เสี่ยวซี  เจ้าคิดว่าข้าจะสามารถครอบครองกายาเพลิงอัสนีขั้นสองด้วยผลึกแก้วทั้งหมดนี้ได้หรือไม่?”


และ [กายาเพลิงอัสนี] ขั้นสอง จะพ่ายแพ้ให้กับ [กายาเคลือบทอง] หรือไม่?


***********************