“เป่ยถังม่อน่ะรึ?”
ภาพร่างของชายหนุ่มที่เคร่งขรึมและเย็นชาผุดขึ้นในใจของหลงเฉิน
ก่อนหน้านี้ หลงเฉินเคารพในความแข็งแกร่งอันน่าเกรงขามของไป่ถังม่อ แต่ด้วยคำพูดของหลิวหลาน เวลานี้เขากลับต้องการเอาชีวิตของชายผู้นี้แทน
‘หากหลิงชิงไม่เต็มใจละก็ ผู้ใดก็ไม่สามารถบังคับนางได้ ไม่แม้แต่เป่ยถังม่อ’
นั่นคือสิ่งที่เขาคิด หยางหลิงชิงไร้ซึ่งพลังเมื่อเทียบกับยอดฝีมือเป่ยถังม่อที่ทรงพลังเหนือผู้ใด นางย่อมไม่มีสิทธิ์เลือก และหากใช้กำลังบังคับ นางก็ทำได้เพียงกล้ำกลืนฝืนทนอยู่เงียบ ๆ
แน่นอนว่าเมื่อหลิวหลานเอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมา หลงเฉินก็รู้สึกกระวนกระวายใจอยากมาก เขาอยากจะบุกเข้าไปที่เหล่าคนในและพาหยางหลิงซีหนีไปจากที่นั่นเพื่อให้นางได้ใช้ชีวิตสงบสุขที่ใดสักแห่ง อย่างไรก็ตาม เวลานี้เขายังไม่มีกำลังพอจะทำเช่นนั้นได้
“ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังหวั่นใจ หากเป็นน้องสาวของข้าเอง ข้าก็คงกระวนกระวายเช่นกัน ทว่าหลงเฉิน... เจ้าต้องเข้าใจว่าความแข็งแกร่งคือทุกสิ่ง หากเจ้ายังทำตัวเช่นนี้ เจ้าคงไม่สามารถช่วยน้องสาวได้ อีกทั้งยังอาจเพลี่ยงพล้ำดึงนางให้ตกต่ำลงมาด้วย...”
หลิวหลานถอนหายใจอย่างเสียมิได้
“...ข้าคิดว่าหากมีวิญญาณอสูรกับผลึกแก้วนั่น เจ้าอาจจะพอมีหวังได้เข้าเหล่าคนใน และเมื่อเจ้าเข้าไปได้ เจ้าก็จะได้รับโอกาสในการสั่งสมพลังได้อย่างรวดเร็ว และเมื่อนั้นเจ้าจะมีปากมีเสียงในสิ่งที่เกิดขึ้นกับน้องสาวของเจ้าได้ เสียดายที่เจ้าทำลายโอกาสนี้ไปแล้ว ข้าเองก็ไม่รู้ว่าต้องทำเช่นไรเหมือนกัน ข้าทำดีที่สุดแล้ว ดังนั้น... เจ้าต้องตัดสินใจเองแล้วล่ะว่าจะทำอย่างไรต่อไป...”
เมื่อมาถึงจุดนี้ หลิวหลานก็ถอดใจเสียแล้ว
“ไปกันเถอะ กลับไปเตรียมตัวให้ดี อีกห้าวันนับจากนี้จะเป็นวันแรกของเดือนสิบเอ็ด และการคัดเลือกเข้าเหล่าคนในจะเริ่มต้นขึ้น”
“เมื่อถึงเวลานั้นเจ้าคงทำได้เพียงภาวนาให้เป่ยถังม่อปฏิบัติต่อน้องสาวของเจ้าอย่างจริงใจ และหวังว่านางจะรักเขาจริง ๆ”
หลงเฉินสูดหายใจเข้าลึก ๆ และเงยหน้าขึ้น
แน่นอนว่าเมื่อเขาทำเช่นนั้น หลิวหลานก็ได้เห็นสายตาเฉียบคมที่ส่องประกาย
นางรู้สึกงุนงงและประหลาดใจเล็กน้อย
‘ภายใต้แรงกดดันอันหนักอึ้ง เขายังรู้สึกมั่นใจถึงเพียงนี้ได้อย่างไรกันนะ?’
นางเดินนำเขาไปด้วยความสับสน
หลงเฉินกำหมัดแน่นและมองหลิวหลานที่จากไปพร้อมกับเรือนร่างสง่างามที่กำลังกรีดกราย ทว่าความคิดของเขาไม่เกี่ยวกับนางเลยแม้แต่น้อย
‘หลิงชิง ข้าเคยบอกเจ้าไว้ก่อนหน้านี้ ตราบใดที่มีข้าอยู่ละก็ จะไม่มีใครบังคับเจ้าให้ทำสิ่งใดได้...’
เมื่อกลับมาที่หอพักต้นหลิวมรกต หลงเฉินเอ่ยกับหลิวหลานด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“อีกห้าวันข้างหน้า อย่าให้ใครเข้ามารบกวนข้าจนกว่าข้าจะออกมา”
ในสายตาของหลงเฉินที่ละทิ้งวิญญาณสัตว์อสูรไปแล้วนั้นมีความหวังหลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิด นางไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ เมื่อหลงเฉินพูดออกมาและคิดว่ามันเป็นเพียงการดิ้นรนเฮือกสุดท้ายของเขา
“ตกลง ข้าจะบอกคนอื่น ๆ ไม่ให้ไปรบกวนเจ้า”
เมื่อพูดจบ หลิวหลานก็จากไปเพื่อจัดการธุระของตนเอง
ทีแรกนั้น การได้ครอบครองแก่นวิญญาณโลหิตอสูรทำให้หลงเฉินตื่นเต้นดีใจอย่างมาก ทว่าเรื่องของหยางหลิงชิงกลับทำให้เขากลัดกลุ้มยิ่งขึ้น
“หลงเฉิน ไม่ต้องกังวลไปหรอก ข้ายังอยู่ตรงนี้ ข้าจะไม่ยอมให้น้องหลิงชิงถูกกลั่นแกล้งเป็นอันขาด...”
เมื่อเห็นสีหน้าเคร่งขรึมของหลงเฉิน หลิงซีจึงรีบปลอบใจเขาทันทีเมื่อพวกเขากลับมาถึงที่พัก
“ข้าไม่เป็นไรหรอก หลิงซี เจ้าจะไปทำสิ่งใดก็ไปเถอะ ข้าจะใช้วิชา [สกัดโลหิตสลายปราณ] และจะพยายามบรรลุสู่ระดับแก่นปฐพีให้ได้”
เมื่อเห็นว่าหลงเฉินกำลังอารมณ์ไม่ดี หลิงซีก็รู้สึกกระวนกระวายใจอย่างมาก สีหน้าของนางตึงเครียดและเต็มไปด้วยความกังวล
“ไม่ต้องห่วงข้าหรอก ข้าแค่อยากทำในสิ่งที่คนพวกนั้นจะดูถูกข้าไม่ได้”
เด็กหนุ่มมีสีหน้าเยือกเย็นขณะที่เขามุ่งหน้าไปยังห้องใต้ดิน น้ำเสียงของเขาบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าเขาไม่มีวันย่อท้อและตั้งใจจะสู้สุดตัวจนทำให้หลิงซีรู้สึกงุนงง
เวลานี้ หลงเฉินนั่งลงบนเสื่อและนำแก่นวิญญาณโลหิตอสูรออกมา
“ยังพอมีแก่นโลหิตอยู่ข้างในและมันก็บริสุทธิ์เสียยิ่งกว่าเลือดสด ๆ ช่างเหมาะที่จะใช้วิชา [สกัดโลหิตสลายปราณ] จริง ๆ”
หลังจากดูดกลืนเลือดของสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสี่ไปหลายตัว เวลานี้หลงเฉินก็เข้าใกล้ระดับแก่นปฐพีเข้าไปอีกเล็กน้อย
“ได้เวลาแล้ว...”
เขาอ้าปากกว้างและกลืนแก่นวิญญาณโลหิตอสูรลงไปในท้อง ของแข็งละลายอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นของเหลวใสที่ไหลเข้าสู่ร่างกายของหลงเฉิน
“วิชาสกัดโลหิตสลายปราณ!”
ด้วยทักษะที่เย้ยฟ้าท้าสวรรค์ของวิชา [สกัดโลหิตสลายปราณ] พลังบริสุทธิ์ถูกหลงเฉินดูดกลืนเข้าไปอย่างรวดเร็ว มันเข้าไปเติมเต็มช่องว่างภายในจุดตันเถียนของเขาที่มีปราณแท้จริงอยู่ภายใน
เมื่อถูกปกคลุมไปด้วยสายฟ้าและเปลวเพลิงสีแดง จุดตันเถียนที่ควบแน่นไปด้วยพลังปราณไร้ที่สิ้นสุดก็ค่อย ๆ แผ่ขยายและแข็งแกร่งขึ้น
‘ยังคงมีช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างระดับแก่นมนุษย์และแก่นปฐพี แม้จะใกล้ถึงระดับขั้นต่อไปเต็มที ทว่ายังแตกต่างอยู่มากนัก’
หลงเฉินต้องการก้าวข้ามช่องว่างขนาดใหญ่นี้ไป แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อย่างไรก็ตาม เมื่อมีแก่นวิญญาณโลหิตอสูร สิ่งต่าง ๆ จึงง่ายดายมากขึ้น
ภายใต้การดูดกลืนอย่างรุนแรงของ [สกัดโลหิตสลายปราณ] พลังของแก่นวิญญาณโลหิตอสูรก็โคจรไปยังพลังปราณวิญญาณมังกรสีแดงอย่างรวดเร็ว และเป็นเช่นนั้นต่อเนื่องไปอีกพักใหญ่
แก่นวิญญาณโลหิตอสูรไม่ได้มีขนาดใหญ่นัก แต่พลังที่แฝงอยู่ภายในนั้นมิใช่น้อยเลย ขณะที่กลืนมันเข้าไป หลงเฉินก็ค่อย ๆ เข้าใกล้ขีดจำกัดมากขึ้นทุกที
‘ข้ากำลังจะก้าวข้ามระดับขั้นแล้ว...’
เวลานี้ ภายในจุดตันเถียนของหลงเฉิน ด้านนอกแก่นมนุษย์คือปราณวิญญาณมังกรที่ถูกบีบอัดจนเกือบจะอยู่ในรูปของของเหลว ปราณวิญญาณมังกรนี้เป็นดั่งแม่น้ำเหลืองที่ถาโถมและหมุนวนอยู่ในใจกลางแก่นมนุษย์ของเขา
‘บันทึกระบุไว้ว่าแก่นมนุษย์ที่พัฒนาเป็นแก่นปฐพีจะถูกทำลายก่อนเป็นอันดับแรก พลังปราณจะโคจรไปตามเส้นชีพจรมังกรและวนกลับเข้ามาที่จุดตันเถียนอีกครั้ง และก่อกำเนิดเป็นแก่นปฐพีที่ยืดหยุ่นยิ่งขึ้น!’
เวลานี้ ภายใต้แรงกดดันจากปราณแท้จริง แก่นปฐพีที่ก่อตัวขึ้นได้แตกสลายไปพร้อมเสียงอันดัง พลังปราณถาโถมไปตามเส้นชีพจรมังกรทั้งเก้าเช่นเดียวกับเส้นทางอื่น ๆ นับไม่ถ้วนภายในร่างกาย
ชั่วขณะนั้น ผิวหนังของหลงเฉินกลายเป็นสีแดงจนทำให้หลิงซีรู้สึกตกตะลึงอย่างมาก นางกำลังจะไหวตัวแต่พลันนึกขึ้นได้ถึงตอนที่นางบรรลุระดับแก่นศักดิ์สิทธิ์เมื่อนานมาแล้ว และมันก็เป็นเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกัน นางจึงรู้ดีว่าหลงเฉินจะต้องไม่เป็นอะไร
ขณะที่ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังเกิดขึ้น หลงเฉินใช้วิชา [แปลงร่างวิญญาณมังกร] เพื่อกลายเป็นร่างมังกรขอตนเอง
ไม่ว่าจะเป็นเกราะเกล็ดมังกร เนื้อหนัง มัดกล้าม อวัยวะภายใน หรือแม้แต่เส้นชีพจร ทุกสิ่งล้วนทรงพลังขึ้นกว่าเดิมมาก ร่างกายของหลงเฉินเต็มไปด้วยพลังปราณที่ปะทะกันไปมา ทว่าขณะที่เขาอยู่ในร่างมังกร กระบวนการนี้จึงรับมือได้ง่ายขึ้น
‘ร่างมังกรนี้ช่างทรงพลังอย่างแท้จริง สิ่งที่อยู่ในกายข้าคือพลังปราณระดับแก่นปฐพี และคุณภาพของมันก็เหนือกว่าก่อนหน้าถึงสิบเท่า แต่ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ควบคุมมันได้!’
หลงเฉินรู้สึกปีติยินดียิ่งนัก ความพยายามที่จะบรรลุระดับแก่นปฐพีนั้นเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด ดังนั้นเขาจึงมุ่งมั่นตั้งใจอย่างเต็มที่
‘ถึงเวลาเสียที ปราณแท้จริงเข้าสู่จุดตันเถียนทั้งหมดแล้ว!’
เวลานี้ พลังปราณของหลงเฉินแผ่กระจายไปตามช่องทางต่าง ๆ มากมายนับไม่ถ้วน และทำให้ร่างกายของหลงเฉินได้รับการฟื้นฟูทั้งเนื้อหนังและมัดกล้าม จากนั้นมันก็ตรงกลับเข้าไปยังจุดตันเถียนทันที
เปรียบได้กับแม่น้ำนับร้อยสายที่หลั่งไหลลงสู่มหาสมุทร
ฝุ่นธุลีบริเวณที่หลงเฉินนั่งอยู่ปลิวว่อนไปทั่วทุกทิศทางขณะที่พลังปราณโลหิตล้นทะลักออกมาจากร่างของเขาราวกับดักแด้โลหิตขนาดมหึมาที่ห่อหุ้มหลงเฉินไว้ภายใน
‘ถึงช่วงเวลาชี้ขาดแล้ว!’
ด้วยเสียงสั่นสะเทือนที่ดังขึ้น ปราณแท้จริงก็หลั่งไหลเข้าสู่จุดตันเถียนของเขาและเริ่มเคลื่อนไหวไปทั่วทุกทิศทางอย่างบ้าคลั่ง
ขณะที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ พลังปราณเริ่มผสานเข้ากับกระแสสายฟ้าอย่างรวดเร็ว และทุก ๆ ครั้งที่อณูนับร้อยส่วนของปราณแท้จริงปะทะกัน พวกมันก็จะก่อให้เกิดปราณแท้จริงที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น!
ในตอนแรก ปรากฏแก่นสีแดงขึ้นในจุดตันเถียนของหลงเฉิน หลังจากนั้นปราณแท้จริงก็โคจรไปรอบ ๆ แก่นนั้นจนกระทั่งปราณแท้จริงทั้งหมดหยุดการเคลื่อนไหวอย่างส่งเดช และกลายเป็นพลังปราณที่แข็งตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน!
ภายในจุดตันเถียนของหลงเฉินใต้ม่านหมอกสีแดง แก่นปฐพีที่มีขนาดเท่าหัวแม่มือปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน
“ในที่สุดข้าก็บรรลุถึงระดับแก่นปฐพีแล้ว!”
เมื่อม่านพลังโลหิตสลายไปแล้วหลงเฉินจึงลุกขึ้นยืน เขาที่เพิ่งบรรลุระดับพลังได้สัมผัสกับความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ในคลื่นพลังของตนเอง ทุกการเคลื่อนไหว ทุกการมองเห็น ล้วนเต็มไปด้วยสิ่งที่มีแต่ยอดฝีมือผู้ทรงพลังเท่านั้นที่จะสัมผัสได้
‘ระดับแก่นปฐพี หากเทียบกับแต่ก่อนแล้วข้าแข็งแกร่งขึ้นราวสิบเท่าหรืออาจจะมากกว่านั้น ด้วยปริมาณของปราณแท้จริงเช่นนี้ และเมื่อมีทั้งกายาเพลิงอัสนีและหมัดอสูรสุริยันผลาญฟ้า ข้ายังต้องกลัวฉู่ยวิ๋นซีอีกรึ?’
หลังจากพินิจพิจารณาและเปรียบเทียบพลังของพวกเขา หลงเฉินก็หัวเราะร่า
‘ข้าแน่ใจว่าข้าจะทำให้เจ้าประหลาดใจในการคัดเลือกคนเข้าเหล่าคนในอย่างแน่นอน...’
หลงเฉินรู้สึกว่าการบรรลุสู่ระดับแก่นปฐพีนั้นช่างยากลำบากอย่างยิ่ง ขณะนี้เข้าได้พัฒนาฝีมือไปอย่างก้าวกระโดด และตอนนี้เองที่เขาตระหนักได้ว่ากระบวนการนี้ยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด
‘ขณะฝึกฝน จิตใจต้องสงบนิ่งและอดทน แต่ข้ากลับรีบร้อนเกินไปหน่อย ดูเหมือนการทำให้ตัวข้าหนักแน่นมั่นคงจะเป็นหนทางเดียวที่จะคว้าชัยชนะมาได้ในที่สุด’
“หลงเฉิน!”
หลิงซีบินไปวนรอบตัวหลงเฉินขณะที่พินิจพิจารณาตัวเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า นางร้องออกมาด้วยความตื่นเต้นดีใจ
“เจ้าบรรลุถึงระดับแก่นปฐพีแล้ว ข้าพูดไว้ไม่ผิดใช่ไหมล่ะ? แก่นวิญญาณโลหิตอสูรนั่นมีประโยชน์จริง ๆ ด้วย!”
ในเมื่อหลงเฉินบรรลุถึงระดับแก่นปฐพีแล้ว เขาจึงรู้สึกผ่อนคลายและเบาใจมากยิ่งขึ้น จากท่าทีตื่นเต้นของหลิงซี เขาตระหนักได้ว่านางคงอยู่ข้าง ๆ และคอยเฝ้ามองเขาด้วยความกระวนกระวายมาโดยตลอด ในใจของเขารู้สึกเจ็บปวดเมื่อได้รับรู้ เขามองนางและเอ่ยขึ้น
“เสี่ยวซี เจ้านี่น่าทึ่งจริง ๆ ดูเหมือนว่าข้าคงต้องให้รางวัลเจ้าอย่างงามเสียแล้ว!”
“เจ้าจะให้รางวัลข้าอย่างไรกันเล่า? เจ้านี่ซุกซนจริงเชียว ฮิ ๆ”
“เอาเป็นว่า... ข้าจะมอบร่างกายของข้าให้เจ้าก็แล้วกัน ดูผิวละมุนละไมของข้าสิ เจ้าพึงใจหรือเปล่า?” หลงเฉินหยอกล้อ
“ไม่เอาหรอก เจ้าอัปลักษณ์จะตายไป และไม่ใช่รสนิยมของข้าด้วย!” หลิงซีถลึงตาใส่และไม่หลงกลหลงเฉิน
เขาหัวเราะกับคำตอบที่ได้ ในใจนั้นเต็มไปด้วยความคาดหวังและความคิดเกี่ยวกับการคัดเลือกเข้าเหล่าคนในที่จะจัดขึ้นในอีกห้าวันข้างหน้า
‘ครั้งนี้ข้าจะต้องทำให้สำเร็จไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยอะไรก็ตาม ข้ารอได้ แต่ทว่าหลิงชิงนั้นรออีกต่อไปไม่ได้แล้ว...’
‘ก่อนจะถึงเวลานั้น ข้ายังมีบางสิ่งที่ต้องทำ’
หลงเฉินนั่งลงอีกครั้งในห้องใต้ดิน
“เจ้าจะทำอะไรน่ะ?” หลิงซีเอ่ยถาม
หลงเฉินนำผลึกแก้วเพลิงอัสนีทั้งหมดออกมา หลิงซีขโมยผลึกแก้วจากเจาเทียนฟางมาสี่สิบเจ็ดชิ้น เมื่อรวมกับชิ้นที่หลงเฉินทดลองผสานเข้าไปครั้งแรกก็เท่ากับสี่สิบแปดชิ้น เขาผสานไปแล้วสามสิบชิ้นและเหลืออยู่อีกสิบแปดชิ้น และอีกสิบชิ้นจากงานประมูล เวลานี้เขาจึงมีผลึกแก้วเพลิงอัสนีทั้งหมดยี่สิบแปดชิ้น
“เสี่ยวซี เจ้าคิดว่าข้าจะสามารถครอบครองกายาเพลิงอัสนีขั้นสองด้วยผลึกแก้วทั้งหมดนี้ได้หรือไม่?”
และ [กายาเพลิงอัสนี] ขั้นสอง จะพ่ายแพ้ให้กับ [กายาเคลือบทอง] หรือไม่?
***********************