ปรมาจารย์วิญญาณยุทธ์สยบฟ้า

    บทที่ 33 ผึ้งกลระเบิดพิษ..

            ณ ด้านนอกเมืองห่างออกไปหลายสิบลี้ได้ปรากฏร่างของชายสามคนกำลังนอนร้องครวญครางโอดโอยด้วยความทรมานอยู่ พวกมันไม่ใช่ใครอื่นหากแต่คือ สามยอดฝีมือของพรรคมารสาขาภาคกลาง ที่พึ่งจะถูก ฉินฟง เล่นงานมานั้นเอง



            นักบวชมารหนานไห่เยี้ย เริ่มขยับกายทีล่ะนิดก่อนที่มันจะใช้กระบองเหล็กสีดำในมือยันตัวลุกขึ้น สภาพของมันยามนี้ดูสะบักสะบอม เนื้อตัวเต็มไปด้วยฝุ่นดิน มุมปากมีเลือดไหลออกมา ดวงตาเป็นไปด้วยความแค้นผสมกับความเจ็บปวด ส่วนพวกของที่เหลืออีกสองคนก็มีสภาพได้ต่างกันเท่าไหร่ โกวอี้เมินดูจะบาดเจ็บภายในสาหัสอยู่ จากการโดนฝ่ามือฉินฟงซัดเข้าใส่ แต่สำหรับเจ้าผีดิบเย้จงเทียนดูอาการของมันจะแย่กว่าคนอื่น เพราะได้รับพิษของโกวอี้เมินเข้าไปเต็ม ๆ จนทำให้โลหิตในกายผิดปรกติ และกลายเป็นสีดำ



            "อะ อี้เมิน ชะ ช่วยข้าด้วย…เอายาถอนพิษมาให้ข้าเร็ว…เข้า" เย้จงเทียนยกแขนที่อ่อนแรง และสั่นเทิ้มขึ้น พร้อมมองที่โกวอี้เมินเพื่อจะขอความช่วยเหลือ มันเองก็มองกลับมาก่อนจะชักสีหน้าใส่



            "เจ้าอยากได้ถอนพิษเช่นนั้นรึ จงเทียน ของเช่นนั้นข้าก็มีอยู่หรอก แต่เกรงว่าจะสายเกินไปเสียแล้ว เจ้าถูกพิษเข้าไปในปริมาณมาก แถมมันยังกระจายไปทั่วร่างแล้ว ต่อให้เจ้าดื่มยาถอนพิษเป็นสิบขวดมันก็ไม่มีประโยชน์…" คำกล่าวของโกวอี้เมินถึงกับทำให้เย้จนเทียนถลึงตาด้วยความตกใจก่อนที่มันจะไอ และกระอักเลือดออกมา "ถือว่าเจ้าโชคร้ายเองก็แล้วกัน หน่านไห่เยี้ยในฐานะที่เจ้าเป็นนักบวชผู้เปี่ยมไปด้วยเมตตา ไฉนจึงมิส่งสหายของพวกเราให้พ้นทุกข์สักหน่อยเล่า" โกวอี้เมินเอ่ยขึ้นอย่างเย็นช้า นั้นทำให้เย้จงเทียนตกใจยิ่งกว่า แต่ทว่ายามนี้มันไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะส่งเสียงร้องขอชีวิตด้วยซ้ำและภาพสุดท้ายที่มันได้เห็นก็คือ เงาของกระบองสีดำทะมึนที่กระแทกลงมาใส่ ก่อนที่ร่างของมันจะแหลกเละผสานไปกับพื้นดินตรงนี้



            จากนั้นหนานไห่เยี้ยก็หันมากล่าวถามกับโกวอี้เมินว่าจะทำเช่นไรกันต่อ มันนิ่งคิดไปเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้น "พวกเรากลับสาขากันก่อนเถอะไห่เยี้ย เจ้าเด็กนี่ฝีมือมันร้ายกาจนัก ขนาดพวกเราสามคนยังจัดการมันไม่ได้ขืนสู้ต่อก็มีแต่ตายกับตาย.." พอหนานไห่เยี้ยได้ยินเช่นนั้นมันก็กัดฟันด้วยความเจ็บแค้น จริงอย่างที่โกวอี้เมินกล่าว ฉินฟงนั้นมีวรยุทธ์ล้ำลึก แถมยังมีกระบี่ประหลาดที่มีอานุภาพร้ายกาจ ขนาดกระบองบาปทมิฬที่ดื่มเลือดผู้คนมามากก็ยังมิอาจสู้ได้ ถึงแม้นการหนีจะไม่ใช่สิ่งที่หน่านไห่เยี้ยชอบนักแต่มันก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว



            "เช่นนั้นก็ได้ อี้เมินพวกเรากลับไปหานางจิ้งจอกนั่นก่อนเพื่อพักรักษาตัว และหาหนทางอื่นเล่นงานมัน" แต่พอโกวอี้เมินได้ยินคำของหนานไห่เยี้ย คิ้วของมันก็ขมวดมุ่นด้วยความงุนงง ก่อนจะทวนคำพูดของหนานไห้เยี่ย



            "กลับไปหานางจิ้งจอกหมิงเจียวจูกระนั้นรึ? "



            "ใช่แล้วอี้เมิน หรือว่าเจ้า....หมายความอย่างอื่น"



            โกวอี้เมินแสยะยิ้มออกมาที่มุมปากเล็กน้อยก่อนจะกล่าวขึ้นอีกครั้ง "ใช่แล้วข้าหมายความอย่างอื่น"



            "อันใด"



            "พวกเราจะกลับไปที่สาขาภาคกลางต่างหาก ไม่กลับไปหานางจิ้งจอกนั่นอีกแล้ว ข้าคิดว่าอีกไม่นานเจ้าเด็กที่ชื่อฉินฟง ผู้นี้จะต้องบุกไปหานางแน่ แล้วพรรคมารสาขาย่อยแดนใต้ก็คงถูกทำลายพินาศย่อยยัยในไม่ช้า ขืนพวกเรากลับไปก็เท่ากับรนหาที่ตาย.."



            "เช่นนี้นี่เอง แล้วท่านประมุขจะไม่ลงโทษพวกเราเช่นนั้นรึอี้เมิน ที่ล่ะทิ้งหน้าที่" หนานไห่เยี่ยเอ่ยถามด้วยความสงสัย ก่อนที่โกวอี้เมินจะหัวร่อออกมาเบา ๆ แล้วตอบมัน



            "ไม่หรอก ท่านประมุขเป็นคนเฉลียวฉลาด และมองการณ์ไกล นี่อาจจะเป็นเรื่องที่ท่านก็คาดการณ์ไว้แล้ว หมิงเจียวจูแม้จะสร้างผลงานได้ดีก็จริง แต่หลังจากที่เจ้าฉินฟงปรากฏตัวขึ้นทุกอย่างก็ดูแย่ลงเรื่อย ๆ การที่พวกเราถูกส่งมา เหตุผลจริง ๆ ก็เพื่อ หยั่งเชิง เจ้าเด็กนี่เท่านั้น และถ้ากำจัดมันได้ก็ให้กำจัดทิ้ง แต่ใครจะไปคิด ว่านอกจากพวกเราจะจัดการมันไม่ได้ ยังต้องเสียเจ้าเย้จงเทียนไปอีก" พอหนานไห่เยี้ยได้ฟังจึงเข้าใจทุกอย่าง มันจึงคิดที่จะจากไปตามที่โกวอี้เมินบอกแต่ทว่า…เสียงของใครบางคนก็ดังขึ้นมาเสียก่อน



            "ยังไม่ตายกันอีกแฮะ สงสัยข้าจะลงมือเบาไปหน่อย แต่ว่าเจ้าผีดิบนั้นไม่รอดแล้วสินะ เช่นนั้นก็ดีข้าจะได้เบาแรงลง" หาใช่ใครที่ไหน ฉินฟงนั่นเอง มันกำลังนั่งห้อยข้าอยู่บนต้นไม้ พร้อมกับพาดกระบี่ศิลาฟ้าดินไว้บนไหล่ หนานไห่เยี้ย กับโกวอี้เมินต่างตกตะลึงไปตาม ๆ กัน



            "ตะ ตั้งแต่เมื่อใดกัน!? ทำไมข้าถึงไม่รู้สึกตัวเลย"



            "วิชาตัวเบาของมันเงียบถึงเพียงนี้เชียวรึ…ช่างน่ากลัวยิ่งนัก.."



            มารชั่วทั้งสองต่างพากันกล่าวออกมา ฉินฟงที่แย้มยิ้มอย่างสดใสจึงกระโดดลงมาจากกิ่งไม้ และ เอ่ยขึ้น



            "เช่นนั้นพวกเจ้าคนไหน อยากตามเจ้าผีดิบนี้ไปก่อนกัน ข้าจะช่วยสงเคราะห์ให้" แม้ใบหน้าของฉินฟงยามนี้ดูจะยิ้มอย่างอารมณ์ดี แต่โกวอี้เมินกลับหนาวสะท้านไปทั่วร่างจากรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมา ด้านหลังของฉินฟงตอนนี้ดูราวกับมีมัจจุราช ถือเคียวขนาดใหญ่หมายจะเอาชีวิตของ พวกมันทั้งสองคนขนาดหนานไห่เยี้ยที่ร่างกายใหญ่โตก็ยังเสียวสันหลัง เหงื่อกาฬแตกเต็มหน้า



            "หนีกันก่อนเถิดอี้เมิน เจ้าเด็กนี้สังหารพวกเราแน่" หนานไห่เยี้ยกล่าวขึ้นอย่างแผ่วเบา โกวอี้เมินจึง พยักหน้ารับอย่างแช่มช้าก่อนที่มันจะหยิบเล็ก ๆ ใบหนึ่งออกมาจากในเสื้อ ฉินฟงมุ่นคิ้วเล็กน้อยเพราะสงสัยว่ามันคิดจะทำอันใดอีก โกวอี้เมิ้นแสยะยิ้มก่อนที่มันจะเปิดมันออก ทันใดนั้นก็มีแมลงสีม่วงลักษณะคล้ายผึ้งบินหึ่ง ๆ ออกมา



            "นี่คือ ผึ้งกลระเบิดพิษที่ข้าสร้างขึ้น.." โกวอี้เมิ้นกล่าวขึ้นพร้อมเพ่งมองไปที่ฉินฟง



            "ผึ้งกลระเบิดพิษเช่นนั้นรึ? เจ้านี่ท่าทางสมองคงจะกระทบกระเทือนกระมัง จำไม่ได้รึ ว่ากระบี่ของข้าดูดซับพิษได้" ฉิงฟงกล่าว ออกมาอย่างเบื่อหน่าย แต่โกวอี้เมินนั้นแย้มยิ้มอย่างชั่วร้ายเจ้าเล่ห์ที่มุมปากก่อนจะเอ่ยตอบกลับ "หึหึ ข้าไม่ลืมหรอกเจ้าหนู ต่อให้ผึ้งกลทั้งฝูงนี่ระเบิดใส่เจ้า เจ้าก็คงไม่เป็นอันใด แต่หากว่า….มันระเบิดในเมืองเล่า พวกชาวบ้าน กับพวกชาวยุทธ์ที่อยู่ในนั้นจะเป็นเช่นไร…"



            สิ่งที่บอกออกมาทำเอาฉินฟงตกตะลึงเป็นอย่างมาก ก่อนที่โกวอี้เมิ้นจะออกคำสั่งให้ฝูงผึ้งกลพิษทั้งหมดมุ่งหน้าบินไปที่เมืองทันที "ชั่วช้าชั่วช้าสามานย์….!! ฉินฟง สบถออกมาอย่างโกรธเกรี้ยวก่อนจะพุ่งทะยานตามพวกมันไปด้วยความรวดเร็ว "ถือว่าวันนี้พวกเจ้ายังโชคดี แต่เจอกันครั้งหน้า ข้าสาบานว่าจะคิดบัญชีทบต้นทบดอกแน่…!!" ฉินฟงประกาศกร้าวก่อนจะเร่งตามฝูงผึ้งไปติด ๆ ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ หนานไห่เยี้ย กับ โกวอี้เมิ้นหนีรอดไปได้



            จบบท..