ทางด้านของหนานหมิง เขามองไปยังที่นั่งอัศจรรย์พิเศษ ก่อนที่เขาจะพบกับหนานอวี้และหนานหลินที่นั่งข้างกัน และทั้งสองก็โบกมือและส่งเสียงเชียร์ โดยเฉพาะหนานหลินที่ลุกขึ้นยืนและโบกมือให้กับเขาอย่างเต็มที่
หนานอวี้มองไปที่หนานหมิงและกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า “ เอาให้เต็มที่เลยเจ้าตัวแสบ ”
หนานหมิงหัวเราะและพยักหน้ารับ แม้ว่าจะอยู่ห่างกันแต่ด้วยการที่เป็นพี่น้องกัน ทั้งสองจึงเข้าใจกันได้อย่างดี
เหล่ายอดฝีมือทั้งหลายต่างก็มองไปที่หนานหมิงและโอวหยางจิงหานเพราะพวกเขาอยากเห็นว่าหนานหมิงแข็งแกร่งมากแค่ไหนเมื่อเทียบกับโอวหยางจิงหาน
ทันใดนั้นก็ปรากฏชายวัยกลางคนขึ้นที่สนามประลอง เขาคือกรรมการสูงสุดของการประลองศึกร้อยสถาบันและยังเป็นคนที่ได้รับการยกย่องจากทั่วทั้งเมืองหลวงว่าเป็นคนที่ตัดสินอย่างยุติธรรมที่สุด เขาคือ มู่เหอกวง ยอดฝีมือระดับราชันยุทธ์ขั้นปลาย
เมื่อมู่เหอกวงปรากฏตัว ทุกๆคนในสนามประลองก็รับรู้ได้ทันทีว่าการประลองศึกร้อยสถาบันกำลังจะเริ่มต้นขึ้น
มู่เหอกวงกวาดสายตามองดูเหล่าศิษย์ของสถาบันต่างๆด้วยรอยยิ้มและพึมพำว่า “ ช่างเป็นต้นกล้าที่ยอดเยี่ยมจริงๆ…เอาล่ะการประลองในครั้งนี้จะเปลื่ยนกฏเล็กน้อยจากเดิมที่จะเป็นการจับคู่ประลองทีมไหนได้คะแนนถึงสามก่อนจะเป็นฝ่ายชนะ แต่ตอนนี้กฏที่เปลื่ยนใหม่ก็คือให้ทีมที่หนึ่งและทีมที่สองส่งตัวแทนออกมา ถ้าหากทีมที่สองพ่ายแพ้ตัวแทนของทีมที่สองจะต้องมาสู้กับทีมที่หนึ่งต่อเป็นแบบนี้เรื่อยๆจนกว่าตัวแทนของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะพ่ายแพ้ทั้งหมด
ซึ่งกฏใหม่ในครั้งนี้ได้รับการยอมรับจากผู้นำของสถาบันทั้งหมดแล้ว เพราะฉะนั้นแล้วข้าจะให้เวลาพวกเจ้าทั้งหมดหนึ่งเค่อในการวางแผนใหม่อีกครั้ง เพราะฉะนั้นแล้วการประลองจะเริ่มต้นขึ้นในอีกหนึ่งเค่อหลังจากนี้ ”
สิ้นเสียงของมู่เหอกวง เหล่าศิษย์ทั้งหมดก็แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา ส่วนทางฝั่งของผู้ชมพวกเขารู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก เพราะพวกเขากลัวว่าถ้าหากการประลองระหว่างสถาบันหลวงต้าเหยียนและสถาบันฉินเยี่ย หนานหมิงและโอวหยางจิงหานไม่ได้ประลองกันมันคงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างมาก ถ้าหากเปลื่ยนกฏเป็นแบบนี้แล้วล่ะก็พวกเขาก็จะสามารถเห็นทั้งสองต่อสู้กันได้
สำหรับการเปลื่ยนกฏในการประลองครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อครึ่งชั่วยามก่อนหน้านี้เอง ซึ่งผู้นำของสถาบันทั้งหมดถูกเรียกตัวไปที่ห้องประชุม ไม่นานนักกฏข้อนี้ก็ถูกใช้งานในการประลองศึกร้อยสถาบันต่อจากนี้ไป
หนานหมิงที่ได้ยินเขาก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยแต่ไม่นานเขาก็เข้าใจว่าทำไมพวกอาจารย์ใหญ่ถึงได้ตั้งกฏแบบนี้ขึ้นมา
ซึ่งไม่ใช่แค่หนานหมิงคนเดียวที่คิดได้ เหล่าศิษย์ทุกคนที่อยู่ที่นี้พวกเขาก็คิดได้อย่างรวดเร็ว แต่เป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน พวกเขาก็อยากจะรู้ว่าใครกันคือรุ่นเยาว์อัจฉริยะอันดับหนึ่งของอาณาจักรกันแน่
“ พวกเจ้ารับสิ่งนี้ไป ” มู่เหอกวงกล่าวจบเขาก็โบกมือเบาๆ กรรมการและเจ้าหน้าที่จำนวนมากก็ปรากฏตัวขึ้นบนลานประลองและมอบหินเก็บเสียงให้กับแต่ละสถาบัน
“ หินเก็บเสียงนั้นสามารถใช้งานได้เพียงหนึ่งเค่อและมีพื้นที่สามจั้ง เพราะฉะนั้นรีบวางแผนให้เรียบร้อย ” มู่เหอกวงกล่าว
เนื่องจากทุกๆคนเป็นผู้ฝึกยุทธ์เพราะฉะนั้นแล้วเสียงการพูดคุยเล็กๆน้อยๆต่อให้อยู่ห่างหลายจั้งก็ยังได้ยินชัดเจนราวกับมีคนมากระซิบอยู่ข้างหู เพราะฉะนั้นเพื่อความลับของแผนการณ์จึงจำเป็นต้องใช้หินเก็บเสียงนี้
หลังจากที่น่าหลันหวงเมิ่งได้รับหินเก็บเสียงแล้วเขาก็เรียกทุกๆคนมารวมตัวกันและเริ่มปรึกษาถึงแผนการณ์ทันที
ศิษย์จากสถาบันอื่นๆก็รวมตัวกันและปรึกษาและวางแผนใหม่อีกครั้ง เนื่องจากมู่เหอกวงให้เวลาแค่หนึ่งเค่อเท่านั้น เพราะฉะนั้นจึงต้องรีบวางแผนใหม่ให้เร็วที่สุด
ถ้าหากนั่งอยู่บนอัศจรรย์จะเห็นได้เลยว่าศิษย์ของสถาบันต่างๆจับกลุ่มกันเป็นวงกลมอยู่ตามจุดต่างๆดูแล้วเป็นภาพที่น่าประทับใจอย่างมาก
ทางฝั่งของสถาบันฉินเยี่ย
น่าหลันหวงเมิ่งครุ่นคิดก่อนที่จะกล่าวขึ้นว่า “ แม้ว่ากฏของการประลองจะเปลื่ยนใหม่แต่ข้าคิดลำดับการต่อสู้ตามเดิมก็น่าจะไม่มีปัญหาใดๆ ”
เนื่องจากลำดับการต่อสู้เดิมของพวกเขาก็คือการให้หยางไท่ เยี่ยนเจวี๋ย ฟางเซียงลู่ น่าหลันหวงเมิ่งและหนานหมิงปิดท้าย
เพราะฉะนั้นแผนการต่อสู้ของพวกเขาก็ไม่ต้องเปลื่ยนมาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตรงหน้า เพราะแผนการณ์เหล่านี้สามารถเปลื่ยนได้กันตลอดเวลาถ้าหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเช่นการได้รับบาดเจ็บหรือถูกพิษจนไม่สามารถต่อสู้ต่อได้
คนอื่นๆเองก็เห็นด้วยกับแผนเดิมของน่าหลันหวงเมิ่ง เพราะถึงอย่างไรหยางไท่และเยี่ยนเจวี๋ยก็คือคนที่อ่อนแอที่สุดในกลุ่มแล้ว แต่ทว่าเมื่อเทียบกับสถาบันอื่นๆแล้วถือว่าเป็นรุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งมากๆคนหนึ่ง
“ แล้วก็หยางไท่ เยี่ยนเจวี๋ยถ้าหากรู้ตัวว่าสู้ต่อไม่ไหวไม่จำเป็นต้องฝืนตัวเองมากเกินไป ปล่อยให้ข้าและคนอื่นๆจัดการแทนได้เลย ถ้าหากรอบแรกเป็นหยางไท่ รอบแรกในศึกที่สองจะเป็นเยี่ยนเจวี๋ย พวกเราจะสลับกันไปแบบนี้ทุกครั้ง พวกเราเป็นทีมเดียวกัน ชนะก็ชนะด้วยกัน แพ้ก็แพ้ด้วยกัน ” น่าหลันหวงเมิ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ ใช่ ชนะก็ชนะด้วยกัน แพ้ก็แพ้ด้วยกัน! ” ฟางเซียงลู่พยักหน้าเสริม
หยางไท่และเยี่ยนเจวี๋ยมองหน้ากันก่อนที่จะหัวเราะ
“ ไม่ต้องห่วงหรอก ข้ารู้ตัวดีว่าการประลองนี้ไม่ใช่เวทีของข้า มันจะต้องเป็นเวทีของศิษย์น้องหนาน! ” หยางไท่หัวเราะ เพราะเขารู้ดีว่าทำไมจู่ๆการประลองศึกร้อยสถาบันถึงได้เปลื่ยนกฏกระทันหันแบบนี้
น่าหลันหวงเมิ่งและคนอื่นๆเองก็หัวเราะออกมาเช่นกัน
หนานหมิงเพียงแค่ยิ้มจางๆเท่านั้น
“ เอาล่ะขอให้สู้อย่างเต็มที่ ” น่าหลันหวงเมิ่งให้กำลังใจ
คนอื่นๆพยักหน้ารับด้วยใบหน้ามุ่งมั่น
“ ศิษย์พี่ทุกท่าน ” หนานหมิงที่เงียบมาตลอดกล่าวขึ้น
น่าหลันหวงเมิ่งและคนอื่นๆก็มองมาที่หนานหมิงเป็นสายตาเดียวกัน
“ ถ้าหากพวกท่านทำผลงานได้ดีข้าจะมีรางวัลให้กับพวกท่าน ซึ่งรางวัลที่ข้าจะมอบให้นั้นต่อให้มองหาทั่วทั้งอาณาจักรต้าเหยียนหรือแม้แต่ทวีปฮุยต้วนก็ไม่สามารถหาได้ พวกท่านไม่จำเป็นต้องทุ่มสุดตัวเพียงแค่แสดงให้ข้าเห็นว่าพวกท่านมีความมุ่งมั่นที่จะต้องการชัยชนะก็เพียงพอแล้ว ” หนานหมิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ดวงตาของน่าหลันหวงเมิ่งและคนอื่นๆเปร่งประกายขึ้นมาทันที
“ ศิษย์น้องหนานพูดจริงใช่ไหม? ” เยี่ยนเจวี๋ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังตื่นเต้น
คนอื่นๆก็มองมาที่หนานหมิงด้วยแววตาจริงจังและคาดหวัง
“ ใช่ข้าพูดจริง ” หนานหมิงกล่าวขึ้น
“ ศิษย์น้องหนานเจ้าจะได้เห็นถึงการต่อสู้ที่ทรงพลังที่สุดของข้าและข้าจะนำสิ่งที่เจ้าสั่งสอนมาเอาชนะในการประลองเหล่านี้! ” หยางไท่กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังพร้อมกับตบหน้าอกตัวเอง
พริบตาเดียวก็ผ่านไปหนึ่งเค่อ
ศิษย์จากสถาบันอื่นๆพากันเดินกลับมาประจำที่เดิม
เมื่อเห็นว่าศิษย์ทุกสถาบันกลับมายืนที่เดิมแล้ว มู่เหอกวงก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับจับฉลากแบ่งกลุ่มทัน
ไม่นานนักกลุ่มทั้งสิบก็ถูกแบ่งออกมาเสร็จเรียบร้อย
สำหรับสถาบันฉินเยี่ย พวกเขาต้องพบกับสถาบันหม่าฮุน สถาบันเจาอี้ สถาบันหลางเย่ สถาบันซุนหวง สถาบันเฉาหลง สถาบันเหลียงสุ่ย สถาบันจินเยว่ สถาบันหานรุ่ย สถาบันเฟยฮวา
สำหรับสถาบันทั้งเก้าที่สถาบันฉินเยี่ยต้องเจอมีเพียงแค่สองสถาบันเท่านั้นที่น่าจะตึงมือกว่าสถาบันอื่นๆเล็กน้อย
ซึ่งทั้งสองสถาบันที่ว่าก็คือสถาบันเหลียงสุ่ยและสถาบันเฟยฮวา เนื่องจากทั้งสองสถาบันนี้ถือว่าเป็นสถาบันแถวหน้าของแคว้นของตัวเอง เป็นรองเพียงแค่สถาบันหลักเท่านั้น
โดยสถาบันเหลียงสุ่ยตั้งอยู่ในแคว้นต้าเหยียน ซึ่งมีชื่อเสียงอย่างมากเป็นรองเพียงแค่สถาบันหลวงต้าเหยียน ซึ่งอัจฉริยะจำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าร่วมกับสถาบันหลวงต้าเหยียนได้ก็จะเลือกเข้าร่วมกับสถาบันเหลียงสุ่ย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สถาบันเหลียงสุ่ยมีอัจฉริยะอยู่เป็นจำนวนมาก
เนื่องจากเป็นสถาบันใหญ่ทำให้สถาบันฉินเยี่ยพอมีข้อมูลของพวกเขาอยู่บ้าง ซึ่งผู้นำกลุ่มของพวกเขามีชื่อว่าฮวาเหล่ย เขาเป็นรุ่นเยาว์ที่มีชื่อเสียงอย่างมาก ปัจจุบันอายุยี่สิบสองปี ความแข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์และเขาก็ใช้หมัดเป็นอาวุธในการต่อสู้
ส่วนสถานบันเฟยฮวาตั้งอยู่ในอาณาจักรมู่โจว ซึ่งเป็นแคว้นเดียวกับสถาบันมู่เทียนที่มีจีชิงอยู่
สถาบันเฟยฮวาเองก็มีชื่อเสียงอย่างมาก เนื่องจากสถาบันแห่งนี้เคยติดอันดับที่เก้าของการประลองสองครั้งก่อน ส่วนในครั้งที่แล้วพวกเขาโชคร้ายหน่อยที่ต้องอยู่กลุ่มเดียวกับสถาบันหลวงต้าเหยียน ทำให้พวกเขาไม่ผ่านรอบคัดเลือก ทำให้ได้เพียงแค่อันดับสองของกลุ่ม ซึ่งพ่ายแพ้ให้กับสถาบันหลวงต้าเหยียนเพียงสถาบันเดียว
แต่ถึงอย่างนั้นในการประลองครั้งก่อนพวกเขาก็ทำให้สถาบันหลวงต้าเหยียนถึงกับต่อสู้ลำบากหลายครั้ง ทำให้พวกเขาจึงมีชื่อเสียงอย่างยิ่ง
สำหรับผู้นำกลุ่มมีนามว่า ฟู่กวนหยา เขาเป็นบุรุษอายุยี่สิบสองปี ความแข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์ อีกทั้งยังมีชื่อเสียงด้านการใช้หอกเป็นอาวุธหลัก
หลังจากที่จับกลุ่มกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว สถาบันต่างๆก็แยกย้ายกันไปยังสนามประลองของตัวเองที่มีหมายเลขกำกับอยู่
สถาบันฉินเยี่ยเดินตรงไปยังสนามประลองหมายเลขแปด ซึ่งเป็นสนามประลองที่ใกล้กับผู้ชมที่นั่งพิเศษที่สุดอีกด้วย
“ ดูเหมือนว่าพวกคนใหญ่คนโตอยากจะดูการต่อสู้ของศิษย์น้องหนานจริงๆนะเนี้ย ” หยางไท่เหลือบมองหนานหมิงก่อนที่จะหัวเราะออกมา
“ นั้นสิถึงกับจัดสนามประลองที่อยู่ใกล้กับที่นั่งพิเศษอีกด้วย ” เยี่ยนเจวี๋ยส่ายหน้าเล็กน้อย
“ ในเมื่อเป็นเช่นนี้พวกเราก็ต้องลุยให้เต็มที่และข้าก็เชื่อว่าสถาบันอื่นๆเองก็ต้องใส่สุดตัวเช่นกัน เพราะถ้าหากพวกเขาแสดงฝีมือได้ดีก็อาจจะเปลื่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาไปตลอดกาล ” หยางไท่กล่าวขึ้นพร้อมกับตบหน้าตัวเองเพื่อเรียกสติและทำให้ตัวเองตื่นตัว
น่าหลันหวงเมิ่งและคนอื่นๆเองก็เห็นด้วยกับคำกล่าวของหยางไท่
“ เช่นนั้นพวกเราก็ลุยให้เต็มที่! ” ฟางเซียงลู่ สตรีเพียงคนเดียวในกลุ่มตะโกนลั่นพร้อมกับชูมือขึ้นฟ้า
หนานหมิงและคนอื่นๆมองไปที่ฟางเซียงลู่ด้วยควาประหลาดใจ เพราะนางเป็นคนที่เงียบขรึมที่สุดในกลุ่ม แต่ทว่านางกลับทำท่าแบบนี้ เห็นได้ชัดว่านางกำลังตื่นเต้นและปลุกใจตัวเอง
ฟางเซียงลู่หน้าแดงก่อนที่จะรีบก้มหน้าลงทันที
น่าหลันหวงเมิ่งและคนอื่นๆพากันหัวเราะอย่างเป็นกันเอง และอีกอย่างการกระทำของฟางเซียงลู่ทำให้บรรยากาศที่กดดันดูผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
เนื่องจากการแข่งขันถูกแบ่งออกเป็นสองช่วงได้แก่ ช่วงเช้าและช่วงบ่าย
ช่วงเช้าแต่ละทีมจะต้องแข่งขันกันห้าครั้งและจะพักประมาณหนึ่งชั่วยามครึ่งก่อนที่จะเริ่มการแข่งขันในช่วงบ่าย ซึ่งการแข่งขันในช่วงบ่ายแต่ละทีมจะต้องแข่งขันกันสี่ครั้ง เพื่อหาทีมที่แข็งแกร่งที่สุด
หลังจากที่จบรอบคัดเลือกก็จะให้เวลาพักสองวัน ก่อนที่จะหาผู้ที่จะคว้าอันดับหนึ่งในการประลองศึกร้อยสถาบันในปีนี้
ในรอบแรกสถาบันฉินเยี่ยจะต้องเจอกับสถาบันหม่าฮุน และก็เป็นสถาบันฉินเยี่ยที่สามารถเอาชนะได้อย่างง่ายดาย โดยที่ใช้เพียงแค่หยางไท่และเยี่ยนเจวี๋ยเพียงสองคนเท่านั้น เนื่องจากสถาบันหม่าฮุนนั้นคนที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือศิษย์ที่มีระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นปลายเท่านั้น จึงไม่สามารถเอาชนะหยางไท่และเยี่ยนเจวี๋ยที่เป็นถึงบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์ได้
ซึ่งหยางไท่ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร เพียงแค่เขาเอาชนะศิษย์ของสถาบันหม่าฮุนสามคนและเขาก็ขอยอมแพ้เพื่อให้เยี่ยนเจวี๋ยขึ้นมาสู้ต่อ เนื่องจากเขาใช้เวลาที่เยี่ยนเจวี๋ยประลองพักฟื้นฟูพลังวิญญาณของตัวเองเพื่อต่อสู้ในการแข่งขันครั้งต่อไป
สำหรับรองผู้อำนวยการเหวินจือเฉียนและอาจารย์อีกสองคนต่างก็มีสีหน้าประหลาดใจ เนื่องจากพวกเขาจำได้ว่าก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะเป็นหยางไท่หรือเยี่ยนเจวี๋ยยังเป็นศิษย์ระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นสูงอยู่เลย แต่ทำไมตอนแข่งขันถึงกลายเป็นขั้นสมบูรณ์ไปได้ แต่ทั้งพวกเขาก็ไม่ได้สนใจมากนัก เพียงแค่สถาบันฉินเยี่ยชนะก็เพียงพอแล้ว
สำหรับการแข่งขันรอบที่สอง สถาบันฉินเยี่ยต้องมาพบกับสถาบันเจาอี้ และผลการแข่งขันก็เหมือนกับสถาบันหม่าฮุน สถาบันฉินเยี่ยชนะได้อย่างง่ายดายโดยใช้แค่หยางไท่และเยี่ยนเจวี๋ยเท่านั้น
และการประลองรอบที่สาม สี่ ห้า ก็เป็นสถาบันฉินเยี่ยที่เอาชนะได้อย่างง่ายดาย โดยที่ไม่ต้องให้ฟางเซียงลู่ที่เป็นนักสู้ลำดับที่สามของสถาบันฉินเยี่ยลงแข่งแม้แต่ครั้งเดียว
สำหรับสถาบันเหลียงสุ่ยและสถาบันเฟยฮวาเองก็เก็บชัยชนะได้ทั้งหมดเหมือนกับ ทำให้ตอนนี้มีเพียงแค่สถาบันฉินเยี่ย สถาบันเหลียงสุ่ย สถาบันเฟยฮวาที่ยังไม่แพ้ใครและการแข่งขันในช่วงบ่ายจะเป็นตัวตัดสินว่าใครจะเป็นอันดับหนึ่งของสนามประลองที่แปดแห่งนี้!!