บทที่ ห้าสิบ
ปีศาจจิ้งจอกเกี่ยวท่านจอมมารมาได้อย่างสบายๆร่างในอาภรณ์สีดำนั้นเบากว่าที่คิดแนบอยู่ที่เอวอิงหมิง แต่เพราะมีเซียนบางคนที่ไล่ตามมานางจึงไม่ได้ตรวจสอบอาการอีกฝ่าย ตั้งหน้าตั้งตาหนีก่อน
นับว่าเป็นโชคดีของปีศาจจิ้งจอกแม้ฝีมือต่อสู้ไม่เอาไหนแต่พอกระโดดลงมาถึงโลกมนุษย์ฝีเท้าการหนีของนางรวดเร็วหาตัวจับยากแม้เหล่าเซียนที่ไล่ตามมาก็ยังถูกทิ้งห่างออกไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็คลาดกัน
เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแน่แล้วนางก็หยุดฝีเท้าโดยรอบนั้นยังเป็นพื้นป่าไม่แน่ใจว่าเป็นส่วนไหนหรือห่างจากเมืองมนุษย์มากเพียงใดพอได้พักอิงหมิงก็ก้มมองคนที่แนบอยู่ข้างกาย ตอนนี้เองถึงรู้สึกว่ามีสิ่งผิดปกติไม่ใช่แค่ตัวจะเบาแต่เล็กด้วย!
นางวางร่างนั้นลงพิงต้นไม้คนที่ถูกวางก็เหมือนได้สติเงยหน้าขึ้นพอดี
“ใคร..? /เจ้า..?” สองเสียงเอ่ยออกมาพร้อมกันก่อนจะทำสีหน้างุนงงสงสัย
“ท่านจอมมาร? /เจ้าเซียน?” ยังคงเอ่ยอย่างพร้อมเพรียงกันอีกครั้ง
ตอนนั้นอิงหมิงจึงนึกขึ้นได้หลังถูกเรียกว่าเซียนนางก้มมาตัวเอง ใช่แล้วนางเผลอจำแลงกายเป็นท่านเซียนลู่อิงหมิงอีกแล้วก็ตอนนั้นฉุกละหุกแค่รู้ว่าต้องจำแลงเป็นร่างมนุษย์เพื่อไม่ให้จับได้ว่าปีศาจจิ้งจอกอย่างนางหนีออกมาได้แล้วพอไม่ทันได้คิดจึงออกมาเป็นร่างท่านเซียนเต็มรูปแบบเช่นนี้
“อ่า..” อิงหมิงไม่รู้จะพูดอะไรก่อนระหว่างขอโทษที่ไม่ได้ขอใช้ร่างท่านเซียนก่อนกับเรื่องที่จอมมารร่างเด็กนี่มันอย่างไร?แม้จะเป็นเด็กแต่ยังมีเค้าโครงของท่านจอมมารอยู่ถ้าไม่ใช่ร่างตอนเด็กก็ต้องเป็นบุตรชายที่มีสายเลือดเดียวกันแน่ๆ“ทำไมท่านอยู่ร่างเด็กนี้?”
“ร่างเด็ก?” เด็กน้อยทำหน้าสงสัย สำรวจร่างกายตนเองตามที่อิงหมิงพูด“แต่นี้คือร่างของข้า แต่เจ้า..เจ้ามาได้ยังไง? รู้เรื่องข้าตั้งแต่เมื่อไร?”
แปลก..ทุกอย่างแปลกไปหมดอิงหมิงไม่รู้จะเริ่มเรื่องไหนก่อน “ต้องมีอะไรผิดพลาดกิเลนตัวนั้นต้องทำให้ท่านเป็นแบบนี้แน่”
“กิเลนตัวไหน?” จอมมารร่างเด็กนี่อายุราวๆสิบขวบเท่านั้นไม่เกินกว่านี้ เห็นแล้วทำให้อิงหมิงนึกถึงจางถูฟางแม้อาจจะไม่ได้คล้ายที่รูปร่างหน้าตาแต่ความน่าเอ็นดูล้วนไม่ต่างกัน
“ก็ตัวที่แดนสวรรค์ไง”
ร่างเด็กน้อยดันตัวลุกขึ้นยืนทั้งพยายามคิดว่าเกิดอะไรขึ้นเสื้อผ้าที่ใหญ่เกินตัวยิ่งดูไม่เข้ากัน แล้วก็มีกริชอันหนึ่งตกลงมาจากเสื้อที่หลวมโพรกนั้นอิงหมิงจึงหยิบมันขึ้นมาโดยผู้เป็นจอมมารไม่รู้ตัวเลยเพราะเขาสนใจแต่ไล่เรียงเหตุการณ์สุดความสามารถแต่สิ่งที่จำได้นั้นมีเพียงตอนที่รักษาตัวอยู่ที่สวนสระสุดขอบแดนสวรรค์แล้วตัวเองก็หนีออกมาหลังร่างกายฟื้นฟู แต่แล้วจู่ๆก็มาตื่นที่นี่กับเซียนโง่คนนี้ เซียนที่แยกไม่ออกระหว่างสัตว์มีพิษหรือปีศาจจำแลง
ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัวเขาเหลือบมองอิงหมิงที่กำลังสงสัยในตัวเขาเช่นกัน “เจ้ารู้แล้วหรือว่าข้าคือใคร?”
คำถามนี้ประหลาดนักกิเลนตัวนั้นต้องทำอะไรกับจอมมารแน่แล้วนางมั่นใจ “ก็ถ้าไม่ใช่ท่านจอมมารข้าก็คิดไม่ออกแล้ว” อิงหมิงเอ่ยตอบตามน้ำไปนอกจากจะทำให้กลายเป็นเด็กแล้วยังหลงลืมความทรงจำสูญหายด้วยก็อีกฝ่ายคิดว่านางคือเซียนลู่อิงหมิงที่ตายไปแล้ว
“ต้องหาขุนพลเฉิน”สิ่งเดียวที่คิดออกเวลานี้คือหาขุนพลเฉินจะได้ส่งต่อเรื่องประหลาดนี้แล้วจากไปเสียที
“เจ้าก็รู้จักเฉินหยวนหรือ?” ห่ะ อยู่ๆก็บอกนางแบบนี้เลยหรือนามแท้จริงขุนพลเฉินไม่ใช่ว่าควรมีแค่เพียงจอมมารผู้เดียวที่รู้มิใช่หรือมาบอกง่ายๆ อย่างนี้ไม่ใช่เพราะไว้ใจนาง แต่ไว้ใจเซียนลู่อิงหมิงมากต่างหาก
“ใช่ แต่ตอนนี้เรื่องราวไม่ใช่อย่างที่ท่านคิด รีบหาไปขุนพลเฉินเถอะเขาอาจจะมีคำตอบให้” เก็บเรื่องว่าจริงๆ แล้วนางเป็นปีศาจจิ้งจอกเอาไว้ก่อนดีกว่าหลังอิงหมิงตัดสินใจได้ก็พาจอมมารน้อยออกเดินทางกลับเข้าภพปีศาจ
แต่ไม่ทันไรตะวันก็ลับฟ้ากลางป่าเขาแบบนี้จะหาที่พักเอาจากไหน “ท่านอยากพักไหม?”
“ไม่จำเป็น ข้าไม่ได้อ่อนแอ”แต่ถึงจะพูดแบบนั้นแต่ว่าสีหน้าของจอมมารน้อยไม่ได้ดูน่าเชื่อแม้แต่น้อยคงยังไม่ผลกระทบมาจากกิเลนห้าสี เขาถึงดูอ่อนเพลียขนาดนี้เขาช่างเหมือนเด็กน้อยไร้พิษภัยเสียจริงเวลาที่จางถูฟางไปเล่นจนเหนื่อยอ่อนเหล่าพี่เลี้ยงจะบอกให้พัก จางถูฟางก็จะแสดงท่าทางว่าตนไม่เหนื่อยเรื่องนี้อิงหมิงจึงรู้วิธีแก้กลับ
“แต่ข้าเหนื่อยนัก พักก่อนเถอะ”
“ฮึ..ก็ได้” ทั้งสองมานั่งพักที่ใต้ต้นไม้ ปีศาจจิ้งจอกนั่งพิงมุมหนึ่งจอมมารตัวน้อยอีกมุมหนึ่งแต่พอนั่งอยู่ได้แค่พักเดียวที่ไหล่ของอิงหมิงก็มีศีรษะเล็กพิงใส่ต่างหมอน พอหันไปดูจึงเห็นว่าร่างเด็กน้อยหลับไปเสียแล้ว
‘ไหนว่าไม่เหนื่อย’ อิงหมิงเอ่ยในใจเพราะถ้าพูดออกมาเกรงว่าจะเสียงดังเกินไปปลุกอีกคนให้ตื่น
หลังพักจนหายล้าแล้วอิงหมิงก็เตรียมจะปลุกร่างเด็กน้อยแต่ก็หยุดมือไว้ก่อนไม่ทันได้สะกิดปลุกนางก็นึกขึ้นมาว่า ‘ปล่อยให้พักต่อจะดีกว่าอาจจะฟื้นตัวก็ได้’ปีศาจจิ้งจอกจึงพาร่างเด็กชายขั้นหลังแล้วออกเดิน ความเร็วก็เร็วกว่าเดิมด้วยแม้จะไม่เท่ากับตอนหนีเซียนพวกนั้นก็เถอะ ไม่นานก็คงจะถึงทางเข้าภพปีศาจแล้ว
แซกแซก
เสียงใบไม้ขยับระหว่างที่นางกำลังเดินอยู่แต่เสียงนั้นไม่ใช่ใบไม้ที่นางเหยียบอิงหมิงที่รู้สึกถึงสิ่งตามไล่หลังมาไม่ใช่เสียงของสัตว์ปกติมันพุ่งมาเหมือนมีจุดหมายตรงมาทางนี้แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเป้าหมายที่ว่านั้นเป็นตนเองไหมกันไว้ดีกว่าแก้นางเปลี่ยนเส้นทางไปอีกทางเพื่อหลบหลีกสิ่งนั้น
แต่เห็นทีที่ระวังไว้นั้นจะไม่เป็นผลสิ่งนั้นยังมุ่งมาทางที่อิงหมิงอยู่ไม่ว่าจะหลบหลีกเปลี่ยนทางอย่างไรก็ยังตามมาได้เหมือนว่ารู้ว่าตนอยู่ตรงไหนทั้งที่ไม่ได้อยู่ในระยะมองเห็นแท้ๆ
‘ไม่ได้การ’ ต่อให้หนีไปทางไหนก็ต้องถูกตามทันแน่อิงหมิงเลิกหนีแต่เปลี่ยนไปกระโดดขึ้นต้นไม้ใหญ่ หาต้นไม้ที่มีพุ่มหนาทึบแล้วดันร่างเด็กชายไว้ด้านในส่วนตนเองอยู่ปลายพุ่มไม้ สอดส่องเหตุการณ์ด้านล่างเสียงนั้นใกล้เข้ามาแล้วจนมาหยุดที่ด้านล่างแต่ก็หยุดลง
“...”อยู่ไหน ไม่เห็นอะไรเลย อิงหมิงมองอย่างไรก็หาสิ่งนั้นไม่เจอแต่จู่ๆ ก็มีอะไรผ่านเข้ามาในพุ่มไม้ตรงปรี่มาหยุดที่ตรงหน้าหญิงสาวเป็นนกตัวอ้วนกลมที่เหลืองอมน้ำตาล
“อิงหมิงๆ”
ปีศาจจิ้งจอกพลันถอดหายใจเจ้านกเย่ยิงนี่เอง หวงอวิ๋นเองหรือนี่ที่ตามนางมา “มาได้ไง”นางยื่นมือไปเกลี่ยขนที่ยุ่งเหยิงของเจ้านกตัวน้อยให้เข้าทีก่อนที่มันจะมาเกาะที่ไหล่อย่างทุกที่
อิงหมิงเห็นว่าปลอดภัยดีแล้วจึงเตรียมจะลงจากต้นไม้แต่ก็คิดขึ้นมาได้อีกว่าเสียงที่ได้ยินนั้นมาจากพื้นไม่มีทางเป็นเสียงของหวงอวิ๋นเสียงหญ้าและใบไม้ที่ถูกแทรกตัวไม่ควรจะเป็นนกที่บินได้สิจึงเหลือบมองกลับไปที่ใต้ต้นไม้ ตอนนั้นเองก็เป็นลำตัวยาวเป็นมันเหลือมสีดำเหลือบลายครามชูคอเหนือพื้นหญ้าที่ขึ้นรก
“งะ..งูๆ” อิงหมิงเอ่ยอย่างตกใจ ไม่เคยเห็นงูดำตัวใหญ่ขนาดนี้มาก่อนแต่แล้วงูตัวที่ว่าก็กลายร่างเป็นคน ทั้งคนผู้นั้นก็แสนคุ้นตา “ขุนพลเฉิน!”
“เจ้าจิ้งจอกอยู่ด้านบนหรือ ลงมาเถอะ”ปีศาจงูคงจะได้ยินเสียงที่เอ่ยเรียกชื่อตนเองจึงเงยหน้าขึ้นมองแต่ก็มองไม่เห็นเพราะพุ่มไม้หนาเกิน
อิงหมิงจึงกระโดดลงมาที่พื้นมายืนอยู่ต่อหน้าขุนพลเฉิน“ข้ากำลังจะไปหาท่านพอดี แต่ท่านขุนพลหาข้าเจอได้อย่างไร”ก็อีกฝ่ายตรงมาหาอย่างกับตาเห็นขนาดนี้ไม่ให้สงสัยได้อย่างไร
“...เรื่องนั้นยาว มีเรื่องอื่นสำคัญกว่า”ขุนพลเฉินพูดไปก็ลอบมองร่างตรงหน้าไป นางกลับมาอยู่ในร่างเซียนลู่อิงหมิงอีกครั้ง“ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะรอดมาได้ ท่านจอมมารตามขึ้นไปช่วยเจ้าที่แดนสวรรค์ใช่หรือไม่ท่านอยู่ที่ไหน?”
อีกฝ่ายร้อนใจก็ไม่แปลกถ้าจอมมารช่วยปีศาจจิ้งจอกสำเร็จแล้วควรจะพากลับภพปีศาจ แต่นี่กลับเงียบไปทั้งหลังจากตรวจสอบอาคมที่ฝังในร่างปีศาจจิ้งจอกพบว่าอีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่จึงรีบออกมาตามหา
“อ่อ เรื่องนี้ก็สำคัญจริงๆ ท่านจอมมารอยู่ด้านบนเดี๋ยวข้าจะพาลงมาก่อนแล้วค่อยคุยกัน”อิงหมิงกระโดดกลับขึ้นไปเพียงไม่นานก็กระโดดกลับลงมา ในอ้อมแขนก็อุ้มใครบางคนลงมา
“นะ..นี่มันอะไรกัน!” แม้แต่ขุนพลเฉินก็ตกใจไม่น้อย “เรื่องเป็นมาอย่างไร”
อิงหมิงจึงเริ่มเล่าเรื่องที่พบเจอตั้งแต่แรกเริ่มที่จอมมารพานางไปซ่อนในม่านล่องหน จนไปถึงเจอจินอวี้หยู แล้วถูกขังในผอบจนไปถึงหนีออกได้แล้วเจอกิเลนห้าสีทำบางอย่างกับจอมมารจนเขากลายร่างเป็นเด็กชายวัยไม่เกินสิบขวบแบบนี้
“คงเป็นเพราะกิเลนจริงๆ” แม้จะรู้ว่าเป็นเพราะกิเลนห้าสีแต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงกลายเป็นแบบนี้ นั้นทำให้ยากจะรู้วิธีแก้“ข้าต้องไปสืบดูก่อน”
“งั้นท่านรับเขาไปที ข้าจะได้ไปเสียที” อิงหมิงส่งร่างเด็กชายที่ยังหลับอยู่ให้ชายหนุ่มแต่เขากลับไม่รับจอมมารไปเสียอย่างนั้น
“เจ้าจะไปไหน?”
“ก็กลับบ้านนะสิ ข้าก็มีธุระเช่นกัน”นางถอนหายใจเมื่อนึกถึงจางเยี่ยนที่นอนรอความตาย ต้องรีบไปตอนนี้ก่อนจะสายไป“ท่านขุนพลต้องหาวิธีรักษาท่านจอมมารนี่ ข้าก็มีคนที่ต้องกลับไปรักษาเช่นกัน”
“ตระกูลจางหรือ?” ปีศาจงูเอ่ยขึ้นเหมือนรู้ความในใจของอิงหมิง
“ท่านรู้?”
“ใช่ ข้ารู้ ข้าพึ่งไปที่นั่นมา”ตอนที่จอมมารกลับมาจากยมโลกแล้วรู้เรื่องจิ้งจอกตัวนี้มาจากเหยียนโหรวก็ส่งเขาไปสืบเรื่องที่มาที่ไปของอิงหมิงในอดีตนางเป็นจิ้งจอกที่ถูกเลี้ยงมาในบ้านมนุษย์จะสืบจึงไม่ใช่เรื่องยากแค่มีสิ่งตอบแทนให้พวกมนุษย์ก็พูดออกมาจนหมด ได้ตัวจิ้งจอกมาตั้งแต่เมื่อไหร่เลี้ยงมาอย่างไร จนไปถึงว่าหายตัวไปวันไหน
“ถ้าเช่นนั้นเจอจางเยี่ยนหรือไม่?”
“คนที่ป่วยใกล้ตายนะหรือ?” ปกติการได้ยินอะไรเช่นนี้คงไม่มีคนดีใจแต่อิงหมิงกลับดีใจอย่างมาก ป่วยใกล้ตายแปลว่ายังไม่ตาย!
“ใช่ๆ เขายังไม่ตาย ดีเหลือเกิน ข้าต้องไปช่วยเขา”
“เช่นนั้นก็ไม่ต้องหรอก” ขุนพลเฉินเอ่ยเสียงเรียบสั้นแต่อิงหมิงกลับร้อนใจหมายความว่าอย่างไรไม่ต้องไปช่วยหรือคือไปถึงก็ช่วยไม่ทันแล้ว
“หรืออาการหนักจนช่วยไม่ได้?”
“ข้ารักษาเขาแล้ว” ตอนเขาไปถึงก็เจอกับสภาพอึมครึมของจวนตระกูลจางพอรู้ว่าผู้นำตระกูลบาดเจ็บหนักไร้ทางรักษาเขาจึงเสนอตัวรักษาให้แลกกับตัวจิ้งจอกหิมะและเรื่องราวทั้งหมด
ขุนพลเฉินเล่าให้อิงหมิงฟังว่าตระกูลจางตอนนี้ไม่มีอะไรน่าห่วงแล้วนางก็เบาใจลงไปมาก“ท่านน่าจะบอกข้าเร็วกว่านี้” อิงหมิงกล่าวโทษอีกฝ่ายถ้านางรู้ว่าจางเยี่ยนหายดีแล้วนางคงไม่หนีออกจากม่านล่องหนนั้นด้วยซ้ำ“แต่หมายความว่ายังไงที่รักษาแลกกับจิ้งจอก แลกกับข้าหรือ?”
“ใช่ แลกกับตัวเจ้า”
จิ้งจอกน้อยเบิกตาโตอึ้งไปแต่ไม่นานก็เข้าใจได้ ชีวิตผู้นำตระกูลกับสัตว์เลี้ยงในจวนดีแล้วอย่างน้อยก็ลงเอยด้วยดีบุญคุณที่จางเยี่ยนเคยช่วยนางไว้ก็ถือว่าตอบแทนไปแล้วก็แล้วกันแบบนี้ชีวิตของนางต้องถูกส่งต่อให้จอมมารหรือ? นางก้มมองร่างเด็กน้อยในอ้อมแขน
“เรื่องนี้ไม่ชอบมาพากล” ชายหนุ่มเริ่มพูดขึ้นอีกครั้ง “เดิมทีเรื่องที่เจ้าอยู่ที่ภพปีศาจไม่ควรที่แดนสวรรค์จะรู้สงสัยจะมีคนทรยศในเผ่าห้าพิษ”
“ทรยศ? คนที่อยากฆ่าข้าสินะเช่นนั้นจินอวี้หยูคนแรก!” คนที่ต้องการสังหารนางที่สุดต้องเป็นจินอวี้หยูแน่ๆนางคิดถึงคนอื่นไม่ออกอีก
“ไม่เสมอไป ข้าต้องสืบดูเสียก่อน ทั้งยังเรื่องกิเลนห้าสีด้วย”เขาเอ่ยก่อนจะมองร่างเด็กชายที่หลับอยู่ “ให้ท่านจอมมารกลับภพปีศาจตอนนี้อันตรายอีกทั้งใครๆ ก็คิดว่าเจ้าตายแล้ว นี่คือข้อดี เจ้าพาท่านจอมมารไปหลบซ่อนเสียถ้าข้าสืบได้ความยังไงจะรีบหา” เฉินหยวนว่าช่วงนี้ถ้าคนทรยศรู้ว่าจอมมารหายตัวไปอาจจะอาศัยช่วงนี้ฉกฉวยโอกาส พวกเขาจะลอบตลบหลังได้
“แล้วให้ไปที่ใด ข้าไม่รู้จักที่ไหนเลย เกิดมาอยู่แต่จวนตระกูลจางอีกอย่างท่านจะหาพวกเราเจอหรือ”
“ที่ไหนก็ได้ ข้าหาเจอทั้งนั้น”เขายังไม่ได้บอกอิงหมิงว่าตอนนี้ในร่างกายนางมีอาคมติดตามชนิดหนึ่งอยู่ คนที่รู้มีเพียงจอมมารและเขาเท่านั้นต่อให้หลบหนีไปไกลขนาดไหนย่อมตามตัวเจอ
“ก็ได้” อิงหมิงพยักหน้า คอยดูเถอะนางจะพาจอมมารไปเที่ยวให้ทั่วหล้าเลยเรื่องนี้ตนใฝ่ฝันมาตั้งนานแล้วตั้งแต่สมัยอยู่ในตระกูลจาง
“อีกอย่าง จากที่เจ้าเล่า ความทรงจำของท่านจอมมารเวลานี้คงไม่มั่นคงเจ้าใช้ร่างนี้แสร้งเป็นท่านเซียนลู่อิงหมิงไปก่อน”
“เพราะ?” ต้องมีเหตุผลสิ ทำไมการอยู่ร่างนี้ถึงดีกว่าเช่นว่าถ้านางพูดอะไรเขาจะเชื่อฟังทุกอย่าง
“เรื่องนั้นไม่ใช่ข้าที่ควรเล่า” เฉินหยวนส่ายศีรษะเบาๆเขาก้มมองร่างเด็กน้อยที่อิงหมิงอุ้มอยู่ “รอเรื่องจบลงก็ถามท่านจอมมารเองแล้วกัน”
แต่สำหรับจิ้งจอกน้อยอย่างไรนางไม่ใช่ตัวจริงจะโกหกได้นานขนาดไหนกัน “ให้หลอกไม่กี่ชั่วยามก็พอได้แต่ข้าไม่ใช่ท่านเซียนเกิดรู้ความจริงขึ้นมาข้าจะไม่โดนโทษตายหรือไง”
สิ่งที่อิงหมิงเอ่ยมาก็จริงขุนพลเฉินนิ่งใช้ความคิดเพียงครู่หนึ่งก็คิดขึ้นได้“เจ้าบอกว่าถูกขับออกจากสวรรค์และถูกลงโทษสาหัสความจำเลยขาดหายแต่เก็บนกตัวนี้เอาไว้ดีๆ ก็พอ” เขาชี้ไปที่หวงอวิ๋นจากนั้นจึงพึ่งสังเกตว่าที่เอวของหญิงสาวเหน็บกริชเล่มหนึ่งเอาไว้
“นั้นอะไร?” ผู้นำเผ่าปีศาจงูชี้ไปที่กริชเพราะจำได้ว่ามันเป็นหลี่จื้อเจี้ยนไม่มีทางผิดแน่ท่านจอมมารไม่เคยอยู่ห่างมันและไม่เคยให้ใครแตะต้องเพราะการแตะต้องอาจจะหมายถึงชีวิตแต่ทำไมมันถึงมาอยู่ที่เอวของร่างจำแลงเซียนลู่อิงหมิง
“อ่อ ท่านจอมมารทำหล่นนะ ข้าเลยเก็บไว้”
“เจ้าจับมันหรือ?”
“ใช่ มีอะไรหรือเปล่า?” อิงหมิงจึงดึงกริชออกจากสายคาดเอวส่งให้ขุนพลเฉินเพราะคิดว่าสิ่งมีจะมีอะไรพิเศษแต่กลับเป็นอีกฝ่ายที่ยังไม่กล้าจับทำเพียงยกมือขึ้นมาคล้ายจะสัมผัสแต่ก็ไม่สัมผัสจนสิ่งที่เขาแสดงออกมาส่งผลให้ดูแปลกประหลาดสักครู่ใหญ่จนเขาเอ่ยปากนางถึงเริ่มเข้าใจ
“จิตของกระบี่หายไป เจ้ากิเลนตัวนั้นคงไม่ใช่เล่นๆ เอาจิตของกระบี่ไปได้”พอเขารู้ว่าจิตของกระบี่ไม่อยู่แล้วจึงจับกริชขึ้นมาก่อนจะเอาไปผูกไว้ที่สายคาดเอวของเด็กน้อย“ถึงไม่มีจิตของกระบี่แล้วก็ให้ท่านจอมมารพกติดตัวไว้เสมอ อย่าทำหาย”
“เข้าใจแล้ว”
เฉินหยวนจากไปแล้วเหลือเพียงหญิงสาวที่อุ้มเด็กชายเอาไว้พร้อมนกเกาะไหล่อีกตัว“เราจะไปที่ไหนกันดีนะ?”อิงหมิงเงยหน้ามองท้องฟ้าเวลานี้นางไม่ใช่จิ้งจอกแสนรู้ของตระกูลจางอีกแล้ว ไม่มีจุดหมายอื่นให้ทำ‘เช่นนั้นก็ค่ำไหนนอนนั่น’ แผ่นดินกว้างใหญ่ นางอยากจะไปให้ทั่วเป็นเหมือนจอมยุทธ์ท่องยุทธภพ
ปีศาจจิ้งจอกออกเดินหลังจากนำร่างเด็กชายกลับไปไว้ที่หลังเช่นเดิมครั้งนี้นางไม่ได้รีบแบบก่อนหน้าแค่เดินไปเรื่อยๆให้ห่างออกจากภพปีศาจทุกก้าวที่เดินมีบางทีที่นางรู้สึกว่าเด็กน้อยเกาะหลังนางอยู่ตื่นขึ้นแล้ว แต่พอหันไปมองเด็กน้อยก็ยังซบหลังนางหลับตาพริ้มอยู่เช่นเดิม