เสียงแหบห้าวของชายผู้นั้นฟังแล้วดูน่ากลัวและน่าเกรงขามน้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยแผนการและความมั่นใจ!
“น้องชายของข้าคนนี้ทำร้ายผู้หญิงของข้าต่อหน้าคนนับหมื่นทำให้ข้าเสียหน้าแล้วยังอวดดีกับข้าอีก เจ้าไม่พูด ข้าก็จะฆ่าเขาอยู่แล้ว”
หมิงเสวียนเอามือซ้ายไขว้หลังใช้มือขวาชี้ไปทางชายที่สวมหมวกปิดหน้า “แต่ตอนนี้แม้แต่ข้าจะสั่งสอนเขาเจ้ายังมาเตือนให้ข้าระวังตัวอย่างนั้นหรือข้าว่าความกล้าของเจ้ามันหมดไปแล้วล่ะมั้ง แล้วจะปกครองใต้หล้านี้ร่วมกับข้าได้อย่างไรกัน?”
“ภายใต้ความเฉียบแหลมที่ไม่มีใครเทียบได้ขององค์ชายความกล้าของกระหม่อมนั้นมันก็ดูเล็กน้อยต่ำต้อย กระหม่อมเพียงแค่อยากจะแนะนำว่ามีเพียงความสุขุมรอบคอบเท่านั้นถึงจะกุมเรือหมื่นปีได้”
ชายคนนั้นตอบด้วยความถ่อมตัวว่า “อีกอย่าง วันนี้องค์ชายเก้าก็ทรงได้หยั่งเชิงมาแล้วท่านก็น่าจะทรงทราบ ในเวลานี้เราควรจะกระทำการทุกอย่างอย่างเงียบๆ ”
พอได้ยินดังนั้น สีหน้าท่าทางของหมิงเสวียนก็เย็นลงแล้วพูดอย่างไม่ค่อยพอใจว่า “วันนี้ข้าขึ้นไปตรวจสอบดูพบว่าตาแก่นั่นถึงแม้จะบาดเจ็บที่ผิวหนังและกระดูกแต่พลังชีวิตของเขานั้นยังแข็งแกร่งอยู่มาก ข้ายังสู้ไม่ได้หากลายเส้นอักขระสายฟ้าของข้าทำให้เขาบาดเจ็บสาหัสมากกว่านี้ข้าก็กล้าที่จะลงมือกับเขาในทันที!”
“ทุกอย่างไม่อาจย้อนกลับไปได้แล้ว เรายังคงต้องทำตามแผนเดิมต่อไป ขอแค่องค์ชายได้หัวใจอสูรร้ายระดับสิบเก้าดวงมาได้ถึงเวลานั้นกระหม่อมจะถวายวิธีการผลิตผลึกโลหิตเก้าโคจรให้องค์ชายก็จะเป็นหนึ่งไม่มีใครเทียบได้แน่นอน”
“ก็คงต้องให้เป็นไปตามนั้น”
หมิงเสวียนถอนหายใจด้วยความเสียดาย จากนั้นก็หันไปมองชายสวมหมวกแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายว่า“หากเจ้ายึดเอาผลึกโลหิตเก้าโคจรไป ข้าไม่เพียงจะฆ่าเจ้าเท่านั้น แต่ยังจะให้ครอบครัวของเจ้าตายตามไปด้วยเข้าใจใช่ไหม?”
ถึงแม้น้ำเสียงของเขาจะเรียบง่าย แต่ก็ไม่สามารถปกปิดความน่าเกรงขามเอาไว้ได้!
ผลึกโลหิตเก้าโคจรที่ผ่านมาไม่ใช่ของที่ใครที่ไหนจะสัมผัสได้แม้แต่ปลายนิ้ว! มีแค่เขา หมิงเสวียนคนเดียวเท่านั้นที่มีสิทธิได้รับมัน!
ชายคนนั้นสะดุ้ง จากนั้นก็โค้งคำนับ “กระหม่อมแก่ขนาดนี้พลังฝีมือก็ถึงขีดจำกัดสูงสุดแล้ว ต่อให้กินผลึกโลหิตเก้าโคจรเข้าไปร่างกายก็จะระเบิดออกอยู่ดีไม่มีทางไปแย่งชิงอะไรกับพระองค์ได้ทำได้เพียงสนับสนุนพระองค์ให้ได้บัลลังก์มังกรมาถึงทำให้อนาคตของกระหม่อมนั้นไปไกลได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด!”
“เช่นนั้นก็ดี”
หมิงเสวียนไม่สนใจอะไรผู้ชายคนนั้นอีก เขาเงยหน้ามองไปที่สายฝน ความทะเยอทะยานของเขาราวกับอสูรร้ายที่ต้องการกลืนกินฟ้าดินในใจของเขาราวกับคลื่นยักษ์ที่โหมกระหน่ำ!
“หมิงเฉินเหยียน เดิมข้าจะได้รับทรัพยากรการฝึกที่ดีที่สุดสามารถก้าวหน้าไปมากในวัยที่เหมาะสม แต่เจ้า ทั้งที่พลังแทบจะไม่มีเหลือแล้วแต่กลับได้ทุกอย่างและจำกัดการเติบโตของข้าสามสิบปีเต็ม! จนถึงนาทีสุดท้ายเจ้าถึงจะยอมมอบทุกอย่างคืนมาให้กับข้า”
สายตาของหมิงเสวียนดูลึกซึ้งและยิ้มอย่างร้ายๆ“เพียงแต่สามสิบปีมันนานเกินไป ข้ารอไม่ไหว”
พูดจบ หมิงเสวียนก็กลายเป็นแสงสีฟ้าและหายไปในทันทีส่วนชายที่สวมหมวกก็ไม่รู้ว่าหายเข้าไปในความมืดเมื่อไหร่เหมือนกัน
แล้วลมปราณของผู้กล้าสองคนก็หายไปหมด ราวกับว่าพวกเขาไม่เคยมาที่นี่มาก่อนเลย
พายุฝนยังคงตกหนักรุนแรง พัดสาดลงมายังผืนป่าที่ไร้ผู้คนหมิงอวี่นอนจมแอ่งโคลนอยู่บนพื้นโดยมีกองหญ้าปกคลุมร่างของเขาอยู่เป็นอยู่อย่างนี้ราวหนึ่งก้านธูป แต่ทันใดนั้นเอง จู่ๆ หมิงอวี่ก็ลุกขึ้นมานั่งกับพื้น!
สายตาเขาตะลึงจนแทบหลุด ดวงตาของเขาสั่นเครือ!
ถูกแล้ว ที่จริงเมื่อครู่หมิงอวี่ไม่ได้สลบไปจริงๆ บริเวณหน้าท้องของเขาเสื้อผ้าขาดหลุดลุ่ยหมดแต่ภายใต้เสื้อผ้าของเขายังมีเกราะแสงสีทองอยู่ มันคือศาสตราระดับแปดหนึ่งชุด ชุดคุ้มกันเกียรติยศประดับทอง
ชุดคุ้มกันเกียรติยศประดับทองประกอบไปด้วย เกราะมือ เกราะแขน เกราะลำตัว และเกราะขามันมีน้ำหนักเบาและมีการป้องกันที่น่าทึ่งอย่างมาก
บวกกับหมิงอวี่ที่ได้ฝึกเกราะจักจั่นปีกบางคุ้มกายที่มีพลังป้องกันที่น่ากลัวมากอยู่แล้วดังนั้นจึงไม่ได้ถูกหมิงเสวียนเล่นงานจนบาดเจ็บสาหัสมากนัก
แต่หมิงอวี่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเรื่องนี้เขาโชคดีอะไรสายตาของเขายังเคร่งเครียดและแข็งแบบที่ไม่เคยเป็นด้วย เพราะเมื่อครู่เพื่อหลบการไล่ล่าของหมิงเสวียนเขาจึงเปิดใช้งานสัมผัสแห่งวิญญาณตอนที่กำลังจะเริ่มหนีก็สัมผัสได้ถึงลมปราณของอีกคนที่มาถึง
ดังนั้น หมิงอวี่ถึงได้เลือกที่จะอยู่ที่เดิมไม่ไปไหนดูการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นก่อน
แต่ก็ไม่มีใครคาดคิดว่าหลังจากที่หมิงอวี่เปิดใช้งานสัมผัสแห่งวิญญาณและมีประสาทการรับรู้ที่แข็งแกร่งขึ้นหลายเท่าตัวก็สามารถได้ยินเสียงใบไม้ปลิวได้อย่างชัดเจนในกรอบระยะสามลี้ ดังนั้นสิ่งที่หมิงเสวียนกับชายลึกลับพูดคุยกันนั้นเขาได้ยินทั้งหมดอย่างชัดเจน!
“ทำไม ... ถึงเป็นแบบนี้ไปได้ ... ”
เดิมทีหมิงอวี่ก็รู้สึกว่ามันไม่ค่อยปกติ เขาเคยคิดว่าหมิงเสวียนก็แค่อยู่ในตำแหน่งที่สูงส่งมาอย่างยาวนานเลยมีความเหย่อหยิ่งแต่ใครจะคิดว่าหมิงเสวียนกลับคิดจะฆ่าพ่อแท้ๆ เพื่อชิงบัลลังก์!
ราชวงศ์ปิงเฟิงอะไรนั่นมันก็แค่เรื่องโกหกเท่านั้น! ต่อให้ทางราชวงศ์ปิงเฟิงต้องการสังหารหมิงอ๋องมันก็สมเหตุสมผล หากหมิงเสวียนจะเอาน้ำเน่านี้สาดใส่ราชวงศ์ปิงเฟิงทางนั้นก็หนีไม่พ้น
ดังนั้น แรงจูงใจของเขาถึงได้ถูกปกปิดไปได้อย่างสมบูรณ์!
หมิงเสวียน เจ้าเป็นถึงคนที่มีพรสวรรค์สูงอันดับหนึ่งที่ได้รับการนับหน้าถือตาอย่างมากในราชวงศ์ทุกคนต่างอิจฉาในฝีมือของเจ้า ทั้งยังอยู่เหนือคนนับหมื่นนับแสนแต่เจ้ากลับยังไม่พอใจ แค่อำนาจ ความสามารถ สามสิบปีแค่นี้เจ้าก็รอไม่ได้แล้วหรือ
พลังฝีมือแค่สามสิบปีมันก็ไม่ใช่การทะลวงระดับที่สูงที่สุดอำนาจก็ไม่ได้ปกคลุมไปทั่วใต้หล้าได้ แต่ว่าทำไมเจ้าถึงได้กล้าทำทุกวิถีทางเพื่อฆ่าพ่อคนที่รักและสนับสนุนเจ้ามากที่สุดด้วย!
หมิงอวี่สูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามให้ตัวเองใจเย็นลง เขานึกย้อนไปถึงชายสวมหมวกเมื่อครู่เขาน่าจะเป็นคนที่คอยสนับสนุนแผนการของหมิงเสวียน!
น้ำเสียงของเขาเหมือนมีการปกปิดมาอย่างดี หมิงอวี่ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร แต่ฟังจากเสียงและการพูดจาเขาน่าจะเป็นบุคคลสำคัญในวังหลวงอย่างแน่นอน
แล้วเขาเองก็ยังพูดว่า “วันนี้ท่านก็ได้ลองหยั่งเชิง” แล้วแสดงว่าวันนี้เขาก็อยู่เห็นทุกอย่างที่หมิงเสวียนทำในตำหนักหลงเถิงทั้งหมด
นั่นหมายความว่า ...เขาก็น่าจะเป็นบุคคลสำคัญที่อยู่ในตำหนักหลงเถิงในวันนี้ด้วย!
เขาเป็นใครกันแน่? หนึ่งในสิบองครักษ์หน้าพระที่นั่งหรือองครักษ์หน้าพระที่นั่งมีหน้าที่แตกต่างกันออกไป ต่อให้มีอำนาจบารมีไม่น้อยแต่พวกเขาจะมีความสามารถขโมยวิธีการทำผลึกโลหิตเก้าโคจรได้เลยหรือ? เสนาบดีทั้งหกกรม เป็นไปไม่ได้แน่นอน พวกเขาดูแลแค่หกกรมเท่านั้นไม่มีทางไปสัมผัสเรื่องระดับที่สูงไปกว่านั้นแน่
ถ้าอย่างนั้นหรือว่าจะเป็น ... ขุนพลสร้างแผ่นดิน? ฟางเซียอยู่ไกลถึงชายแดน ไม่น่าจะเป็นเขาหรอกกระมัง? ถ้าอย่างนั้นจะเป็นเซิ่นเจิ่นโหว หรือว่าจะเป็น ... เสวียปู้หุ่ยกันล่ะ?
เป็นใครกันแน่นะ? เป็นใครกัน!
ความคิดของหมิงอวี่สับสนวุ่นวายมาก เขาคิดอยู่นาน แต่ก็ยังคงไม่ได้คำตอบ
“ช่างเถอะ!” หมิงอวี่ไม่ไปสนใจแล้วสิ่งเดียวที่เขาต้องทำในเวลานี้ก็คือบอกเรื่องนี้ให้หมิงเฉินเหยียนรู้ รอยเท้าที่บริเวณหน้าอกกับรอยสายฟ้าที่หัวไหล่ของเขานั้นเป็นหลักฐานที่ดีที่สุด!
ขอแค่หมิงเฉินเหยียนรู้ว่าหมิงเสวียนคิดกบฏก็จะต้องโมโหมากต่อให้หมิงเสวียนจะมีแผนสำรอง แต่หากหมิงเฉินเหยียนจะเล่นงานเขาอย่างเต็มกำลังอย่างไรเขาก็ไม่มีทางได้เปรียบ
พูดกันตามตรง ในเวลานี้หมิงอวี่รู้สึกเห็นใจหมิงเฉินเหยียนมาก หากเขารู้ว่าลูกชายที่เขารักมากที่สุดคิดจะฆ่าเขาเขาจะต้องเจ็บปวดเหมือนถูกมีดกรีดเป็นแน่
แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ไม่ว่าจะเพื่อหมิงเฉินเหยียนหรือเพื่อต้าหมิงหมิงอวี่ก็จำเป็นต้องทำแบบนี้ มันเป็นหน้าที่ในฐานะองค์ชายคนหนึ่ง!
หมิงอวี่ไม่ได้ลังเลใจอะไรอีก เขามุ่งหน้าตรงไปยังตำหนักบรรทมของหมิงอ๋องในวังหลวงต้าหมิงในทันที
ในระหว่างที่เดินทางไปหมิงอวี่ก็เปิดใช้งานสัมผัสแห่งวิญญาณของตัวเองและพยายามไม่ให้คนอื่นเห็นร่องรอยการเดินทางของเขา เพียงแต่ความเร็วของเขานั้นไม่มากนักเพราะยังมีอาการเจ็บบริเวณหน้าท้องอยู่
ที่จริงหมิงอวี่ก็เจ็บหนักพอสมควรแต่ว่าเพื่อนำข่าวสำคัญนี้ไปบอกหมิงเฉินเหยียน เขาเลยไม่ได้สนใจมาก!
เมื่อผ่านไปประมาณสองก้านธูปหมิงอวี่ก็ฝืนเจ็บจนมาถึงตำหนักบรรทมของหมิงเฉินเหยียน ตำหนักเฉินหลง
“ใครมาขอเข้าเฝ้า” องครักษ์นอกตำหนักเฉินหลงเห็นชายที่เปียกปอนและเนื้อตัวสกปรกไปทั้งตัวกำลังเดินมาก็เอ่ยถามขึ้นแต่เมื่อเขาเห็นสีหน้าที่จริงจังดุดันถึงได้รู้ว่าเป็นใคร “องค์ ... องค์ชายสิบเจ็ด?”
“ข้าต้องการเข้าเฝ้าเสด็จพ่อ”
“องค์ชายสิบเจ็ด ต้องขออภัยด้วยพะยะค่ะ ฝ่าบาททรงบรรทมแล้วพระวรกายของพระองค์เป็นสิ่งสำคัญ ทรงเข้าเฝ้าในเวลานี้ไม่ได้นะพะยะค่ะ”องครักษ์พูดด้วยความเคารพ
หมิงอวี่กระชากเสื้อขององครักษ์“ข้ามีเรื่องสำคัญมากต้องทูลให้เสด็จพ่อทรงทราบ เจ้ารีบเข้าไปทูลเดี๋ยวนี้!”
ตอนนี้ยังจะทำการพักฟื้นอีกหรือ? หากหมิงเฉินเหยียนยังทำแบบนี้ต่อไปเขาจะไม่มีชีวิตรอดน่ะสิ!
ไม่นานนัก องครักษ์ก็เดินออกมาแล้วพูดว่า “องค์ชายสิบเจ็ด ...ฝ่าบาททรงตรัสว่าวันนี้ทรงต้องการพักผ่อนแล้ว มีเรื่องสำคัญอะไรพรุ่งนี้ค่อยว่ากันพะยะค่ะ”
“หลีกไป”
หมิงอวี่ผลักองครักษ์ออก แล้วก็เดินตรงเข้าไปในตำหนักเฉินหลงทันที
ห้องบรรทมในตำหนักเฉินหลงนั้นมีขนาดใหญ่มากห้องภายในตำหนักมีเตียงสีทองขนาดใหญ่มากวางอยู่ด้านข้าง หมิงเฉินเหยียนนั่งอยู่บนเตียงโดยมีนางกำนัลกำลังเปลี่ยนยาให้กับหมิงเฉินเหยียนอย่างระมัดระวัง
บรรยากาศในห้องบรรทมที่ดูสงบเงียบก็ถูกทำลายลงทันทีที่หมิงอวี่เดินเข้ามา
หมิงเฉินเหยียนเมื่อเห็นสภาพย่ำแย่น่าอนาถของหมิงอวี่สายตาก็เริ่มแข็ง แล้วสั่งให้นางกำนัลออกไปกันหมด
หลังจากนางกำนัลออกไปกันแล้ว หมิงเฉินเหยียนถึงได้พูดเสียงเข้มๆกับหมิงอวี่ว่า “ไหนบอกมาสิ ใครทำให้เจ้ามีสภาพแบบนี้?”
“หมิงเสวียน” หมิงอวี่ตอบในทันที
“ข้าก็รู้ว่าลูกน้องของเขาเล่นงานเจ้าจนมีสภาพแบบนี้เจ้ายังจำที่ข้าบอกเจ้าไปเมื่อสามวันก่อนได้ไหม?”
สีหน้าของหมิงเฉินเหยียนไม่ค่อยสู้ดีนักก่อนหน้านี้เขาเคยเตือนหมิงอวี่ไปแล้วว่าให้หมิงอวี่ไปขอโทษหมิงเสวียนกับเยี่ยซีเรื่องนี้ก็จะได้จบลงง่ายๆ แต่ว่าหมิงอวี่ไม่ยอมเชื่อเขาต้องรอให้หมิงเสวียนสั่งคนไปสั่งสอนเขาจนเลือดตกยางออกก่อน เขาถึงรู้ว่าจะเจ็บปวด!
สีหน้าของหมิงอวี่เองก็ไม่สู้ดีเหมือนกัน เขาส่ายหน้าแล้วพูดว่า“เรื่องนี้มันไม่สำคัญเลย หากแค่หมิงเสวียนจะเล่นงานข้าอย่างเดียวข้าก็ไม่ต้องวิ่งมาหาเสด็จพ่อกลางดึกแบบนี้หรอกพะยะค่ะ”
“หือ?” หมิงเฉินเหยียนคิดไม่ถึงเลยว่าหมิงอวี่จะไม่ได้มาเพราะเรื่องนี้เขาเริ่มรู้สึกสงสัยและฟังต่อไป