เกิดใหม่ครั้งนี้พกสวนแห่งชีวิตสู่ยุค 70 พลิกชะตาตระกูลหลิน
ตอนที่ 22 : ครอบครัวลุงใหญ่
เสียงไก่ขันปลุกทั้งบ้านั้แ่ฟ้ายังไม่สางเป็เสียงที่ไม่มีใครในครอบครัวตระกูลหลินคุ้นเคยมาก่อน ตลอดหลายปีที่อยู่ปักกิ่งซินเยว่นอนลืมตาฟังเสียงนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะได้ยินเสียงย่าเดินไปเปิดประตูบ้าน ตามด้วยกลิ่นฟืนไหม้อ่อนๆที่ลอยมาจากเตาไฟในครัว
หมู่บ้านชิงเหอในยามเช้ามีเสียงและกลิ่นที่ต่างจากปักกิ่งโดยสิ้นเชิงไม่มีเสียงรถราวิ่งผ่าน ไม่มีเสียงพ่อค้าเร่ะโขายของ มีเพียงเสียงไก่เสียงนกร้อง เสียงลำธารไหลเบาๆ ที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านและเสียงชาวบ้านที่เริ่มออกไปทำงานในทุ่งนาั้แ่เช้าตรู่
สัปดาห์แรกที่ทุกคนย้ายมาถึงหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านต่างจับตามองครอบครัวใหม่จากปักกิ่งด้วยความสงสัยปนความอยากรู้ชาวบ้านบางคนเดินผ่านมาแอบมองบ้านสามหลังใหม่ที่สร้างขึ้นชายหมู่บ้านบางคนก็เดินเข้ามาทักทายด้วยความเป็มิตร นำผักจากสวนหรือไข่ไก่มาฝากเป็การต้อนรับตามธรรมเนียมชาวบ้าน
"ขอบคุณมากนะคะยินดีที่ได้รู้จักค่ะ"หวังซูเจินรับของฝากพลางยิ้มให้หญิงชาวบ้านที่เดินมาทักทายทั้งที่สำเนียงพูดยังฟังไม่ชินเท่าไหร่นัก
สำเนียงของคนในพื้นที่นี้ต่างจากสำเนียงปักกิ่งที่ทุกคนคุ้นเคยอยู่มากคำบางคำต้องฟังซ้ำสองสามครั้งกว่าจะเข้าใจซินเยว่นั่งฟังบทสนทนาระหว่างแม่กับชาวบ้านด้วยความตั้งใจ ค่อยๆจับหลักการออกเสียงที่แตกต่างไปทีละนิด ในใจคิดว่าอีกไม่นานคงปรับตัวได้เองเพราะเด็กมักเรียนรู้ภาษาได้เร็วกว่าผู้ใหญ่
หลินเจี้ยนกั๋วใช้เวลาไม่ถึงสัปดาห์ก่อนจะต้องไปรายงานตัวที่สำนักงานคอมมูนตามตำแหน่งเลขาที่ได้รับมอบหมายสำนักงานคอมมูนตั้งอยู่กลางพื้นที่ราบห่างจากหมู่บ้านชิงเหอไปประมาณสองสามกิโลเมตร เป็อาคารไม้เก่าๆที่มีทั้งห้องประชุม ห้องเก็บเอกสาร และลานกว้างด้านหน้าสำหรับจัดกิจกรรมของคอมมูน
เ้าหน้าที่ประจำคอมมูนที่มารับตัวมองเขาด้วยความประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อเห็นเอกสารแนะนำตัวจากงานปฏิรูปที่ดินในกระทรวง
"ท่านเลขาเคยทำงานในกระทรวงมาก่อนเลยหรือครับทำไมถึงยอมมาอยู่ที่ห่างไกลแบบนี้"
"อยากใช้ประสบการณ์ที่มีช่วยพัฒนาชนบทบ้างน่ะ"หลินเจี้ยนกั๋วตอบอย่างสุขุม เป็คำตอบที่ซ้อมมาอย่างดีเพื่อไม่ให้ดูน่าสงสัย
งานเลขาคอมมูนไม่ใช่เื่ง่ายอย่างที่คิดต้องดูแลั้แ่การจัดสรรที่ดิน การประสานงานระหว่างกองการผลิตต่างๆไปจนถึงการแก้ไขข้อพิพาทเล็กๆน้อยๆในหมู่บ้าน ทั้งเื่แบ่งน้ำใช้ในนาเื่แบ่งโควตาผลผลิต ไปจนถึงเื่ทะเลาะกันของครอบครัวข้างบ้าน แต่ด้วยประสบการณ์การทำงานราชการมาหลายสิบปีเขาก็ปรับตัวได้เร็วกว่าที่คาดไว้มาก
ทุกเย็นเมื่อกลับถึงบ้านเขามักเล่าเื่ที่เจอในแต่ละวันให้ครอบครัวฟังด้วยน้ำเสียงที่ค่อยๆผ่อนคลายลงทุกวัน จากตอนแรกที่ยังตึงเครียดกับความรับผิดชอบใหม่กลายเป็ความคุ้นเคยที่มาพร้อมกับความสนุกในแบบของมันเอง
จ้าวซูเฟินภรรยาของเขากลับต้องปรับตัวมากกว่าจากที่เคยมีคนช่วยทำงานบ้านในปักกิ่ง ตอนนี้ต้องทำทุกอย่างเองทั้งหุงหาอาหารด้วยเตาฟืนที่ต้องคอยดูไฟตลอดเวลา เลี้ยงไก่ที่ยังไม่คุ้นเสียงคนดูแลแปลงผักที่ต้องตื่นแต่เช้าไปรดน้ำก่อนแดดจะแรงมือที่เคยเรียบเนียนจากการทำงานบ้านเบาๆ เริ่มมีรอยด้านจากการทำงานหนักขึ้นทุกวันแต่เธอก็ไม่เคยบ่นให้สามีได้ยินสักครั้ง
"ที่นี่อากาศดีกว่าที่คิดไว้เยอะเลยนะ"เธอพูดกับสามีคืนหนึ่งขณะนั่งพักหลังทำงานบ้านเสร็จมือลูบไปตามรอยด้านที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่"แถมได้อยู่ใกล้ทุกคนในครอบครัวแบบนี้ก็คุ้มค่าที่ต้องเหนื่อยขึ้นหน่อย"
หลินเจี้ยนกั๋วยิ้มพลางกอดภรรยาไว้เบาๆ"ขอบคุณนะที่ไม่บ่นสักคำ ผมรู้ว่าชีวิตที่นี่ลำบากกว่าที่ปักกิ่งเยอะ"
"ลำบากยังไงก็ไม่ลำบากเท่าต้องมาเดือดร้อนเพราะเื่ที่คุมไม่ได้หรอก"จ้าวซูเฟินตอบอย่างเข้าใจ "แค่ได้อยู่ด้วยกันครบทุกคน ฉันก็พอใจแล้วล่ะ"
วันหนึ่งจ้าวซูเฟินไปตักน้ำที่บ่อรวมกลางลานพร้อมกับหวังซูเจินทั้งสองคุยกันเื่การปรับตัวเข้ากับชีวิตใหม่ไปพลางๆระหว่างเดินผ่านแปลงผักที่เริ่มงอกงามขึ้นทีละน้อย
"พี่รู้สึกไหมว่าตัวเราดูมีเรี่ยวแรงกว่าตอนอยู่ปักกิ่งอีกนะ"จ้าวซูเฟินพูดพลางยกถังน้ำขึ้นอย่างคล่องแคล่ว "ทำงานหนักขึ้นเยอะแต่กลับไม่รู้สึกเหนื่อยเท่าที่คิดเลย"
หวังซูเจินยิ้มบางๆนึกถึงน้ำที่ลูกสาวแอบผสมลงในน้ำดื่มของบ้านเป็ประจำ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไปเพียงตอบว่า "อากาศที่นี่ดี คงช่วยได้เยอะค่ะ"
ทางฝั่งจื้อเฉียงลูกชายคนกลางของลุงใหญ่เริ่มงานช่วยพ่อดูแลบันทึกข้อมูลผลผลิตของคอมมูนั้แ่สัปดาห์แรกทุกเช้าเขาต้องเดินไปสำนักงานคอมมูนพร้อมพ่อ ผ่านทุ่งนาที่ชาวบ้านกำลังไถหว่านผ่านสวนผลไม้ที่ผลกำลังโตเต็มที่ตัวเลขและรายงานที่เคยดูน่าเบื่อสำหรับเด็กวัยเดียวกันกลับกลายเป็เื่ที่เขาสนใจอย่างจริงจัง
"พ่อครับผมว่าวิธีบันทึกข้อมูลแบบนี้ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าไหร่"เขาเสนอความเห็นวันหนึ่งหลังจากทำงานมาได้สักพัก"ถ้าจัดหมวดหมู่ใหม่ให้เป็ระบบมากขึ้น น่าจะช่วยประหยัดเวลาได้เยอะ"
หลินเจี้ยนกั๋วมองลูกชายด้วยความประหลาดใจปนภูมิใจ"ลองทำดูสิ พ่อว่าความคิดลูกน่าจะใช้ได้จริง"
ส่วนจื้อเผิงลูกชายคนเล็กของลุงใหญ่ที่ไปทำงานฝ่ายบุคคลที่โรงงานผลไม้กระป๋อง ต้องเดินทางไกลกว่าพี่ชายเล็กน้อยโรงงานตั้งอยู่ใกล้ตัวอำเภอ ต้องนั่งรถม้าโดยสารที่ผ่านมาเช้าละครั้งไปกลับทุกวันเขาปรับตัวเข้ากับงานได้ดีไม่แพ้พี่ชาย ด้วยนิสัยร่าเริงเข้าคนง่ายไม่นานก็สนิทกับคนงานในโรงงานจนกลายเป็ที่รักของทุกคน
คืนหนึ่งเขากลับบ้านพร้อมผลไม้กระป๋องที่โรงงานแจกให้พนักงานเป็สวัสดิการยื่นให้ซินเยว่ทันทีที่เห็นหน้า
"น้องซินเยว่พี่เอามาฝาก โรงงานแจกให้พนักงานใหม่ทุกคนเลย" เขาพูดพลางยิ้มกว้าง
ซินเยว่รับกระป๋องมาด้วยความดีใจในใจแอบคิดว่าต่อไปถ้ามีต้นแบบผลไม้กระป๋องแบบนี้แล้วอาจลองคัดลอกเก็บไว้เป็เสบียงสำรองเพิ่มได้แต่ก็ไม่ได้พูดความคิดนั้นออกไปให้ใครรู้
เย็นวันอาทิตย์ทั้งสามครอบครัวมารวมตัวกันที่ลานกลางตามธรรมเนียมเดิมอากาศเย็นสบายของูเาทำให้ทุกคนรู้สึกผ่อนคลายกว่าที่ปักกิ่งมากแสงจันทร์สาดลงมาผ่านกิ่งไม้ใหญ่ที่ปลูกไว้กลางลานหลินเจี้ยนกั๋วเล่าเื่งานที่คอมมูนให้ฟัง จื้อเฉียงเสริมเื่ระบบบันทึกข้อมูลใหม่ที่กำลังจัดทำจื้อเผิงเล่าเื่ขำขันจากโรงงานจนทุกคนหัวเราะกันครืน
ซินเยว่นั่งฟังอยู่ข้างแม่มองดูลุงใหญ่ที่เคยทำงานในกระทรวงใหญ่โตแต่กลับปรับตัวเข้ากับชีวิตเรียบง่ายที่นี่ได้อย่างไม่มีข้อแม้ไม่มีท่าทีเสียใจหรือรู้สึกด้อยค่าแม้แต่น้อย
*ลุงใหญ่เก่งจริงๆที่ยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อความปลอดภัยของครอบครัวได้ง่ายขนาดนี้*
หลังมื้อค่ำขณะที่ผู้ใหญ่นั่งจิบชาคุยกันต่อหลินเจี้ยนกั๋วเดินมาหาซินเยว่ที่นั่งเล่นอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่กลางลาน
"ขอบคุณนะหลานที่บอกความจริงกับทุกคน" เขาพูดพลางนั่งลงข้างๆ "ถ้าไม่มีหลานป่านนี้ลุงคงยังทำงานอยู่ที่กระทรวงแบบไม่รู้อะไรเลย"
ซินเยว่ยิ้มให้ลุงใหญ่อย่างอบอุ่น"ลุงเก่งเองค่ะ ที่ปรับตัวได้เร็วขนาดนี้"
"ก็เพราะมีครอบครัวที่ดีอยู่ด้วยกันไงจะลำบากแค่ไหนก็ไม่รู้สึกหนักหนาเลย"หลินเจี้ยนกั๋วตอบพลางมองไปที่ทุกคนในลานที่ยังนั่งคุยกันอย่างมีความสุข
ค่ำคืนนั้นจบลงด้วยความอบอุ่นเช่นเคยเสียงจิ้งหรีดร้องแทรกอยู่เื้ัเสียงพูดคุย ลมเย็นพัดผ่านต้นไม้ใหญ่เป็ระยะๆไม่มีใครในครอบครัวหลินรู้สึกเสียใจกับการตัดสินใจย้ายมาที่นี่เลยแม้แต่คนเดียวมีเพียงความหวังและความมั่นใจว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในวันข้างหน้าทุกคนจะผ่านมันไปด้วยกันได้อย่างแน่นอน